หลักฐานใหม่บ่งบอกว่า พวกไดโนเสาร์ได้สูญพันธุ์เมื่อ 65 ล้านปีก่อน เพราะอุกกาบาต 2 ดวง ไม่ใช่แค่ดวงเดียวอย่างที่เคยเข้าใจกัน
ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์บอกว่า หลุมอุกกาบาตในอ่าวเม็กซิโกเป็นเครื่องบ่งบอกถึงปรากฏการณ์วัตถุชนโลก เป็นการปิดฉากยุคไดโนเสาร์
แต่ล่าสุดมีการพบอีกหลุมหนึ่งที่ประเทศยูเครน ซึ่งสะท้อนว่าในคราวนั้น โลกอาจถูกถล่มด้วยอุกกาบาตที่ปลิวมาราวห่าฝน
ข้อค้นพบใหม่นี้ตีพิมพ์ในวารสาร Geology เป็นผลงานของศาสตราจารย์เดวิด จอลลีย์ แห่งมหาวิทยาลัยอะเบอร์ดีน
ตอนที่เสนอทฤษฎีดาวหางชนโลก ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์เมื่อปี 2523 นั้น วงการวิทยาศาสตร์มีการถกเถียงกันมาก แต่ต่อมาเมื่อมีการค้นพบหลุมชิกซูลับในอ่าวเม็กซิโก ทฤษฎีนี้ก็ได้รับการยอมรับมากขึ้น
มีการค้นพบหลุมโบลติสในยูเครนเมื่อปี 2545 แต่ตอนนั้นยังไม่แน่ชัดว่าหลุมนี้มีอายุในีรุ่นเดียวกับหลุมชิกซูลับหรือไม่
ในรายงานชิ้นนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาเกสรและสปอร์ของฟอสซิลพืชในชั้นดินภายในหลุม พบว่า ภายหลังการชน พื้นที่แถบนั้นมีเฟิร์นขึ้นเต็มไปหมด เฟิร์นมักเกิดหลังหายนะภัยต่างๆ ชั้นดินที่มีสปอร์ของเฟิร์นจึงบ่งบอกถึงปรากฏการณ์การชนโลก
นักวิทยาศาสตร์ยังได้พบชั้นดินอีกชั้นหนึ่งซึ่งอยู่ตื้นขึ้นมาอีก 1 เมตร มีสปอร์ของเฟิร์น หรือ “เฟิร์นสไปค์” เช่นเดียวกัน ซึ่งแสดงถึงการชนอีกครั้งหนึ่ง
ศาสตราจารย์ไซมอน เคลลี แห่งมหาวิทยาลัยโอเพนในอังกฤษ นักวิจัยร่วม บอกว่า ชั้นที่สองนี้เกิดขึ้นหลังการชนที่ชิกซูลับ แสดงว่าการชนทั้งสองแห่งไม่ได้เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน แต่ห่างกันหลายพันปี
จึงมีการสันนิษฐานว่าไดโดนเสาร์อาจไม่ได้สูญพันธุ์ในคราวเดียว แต่พวกมันเจอห่าฝนอุกกาบาตหลายครั้งในช่วงเวลานับพันปี.








