เริงร่าจากโอซากา ถึงโตเกียว (1)

Friday, 6 July, 2012 - 00:00

เริงร่าจากโอซากา ถึงโตเกียว (1)

เรื่องโดย ภัทรพร สมบูรณ์สินชัย
   ไปเที่ยวญี่ปุ่นทริปนี้ คงไม่เล่าถึงสถานที่ท่องเที่ยวมากมายดีกว่า คิดว่านักท่องเที่ยวและผู้อ่านหลายต่อหลายท่าน คงได้เคยไปสัมผัสประสบการณ์ดีๆ ที่ญี่ปุ่นกันมาบ้างแล้ว คุยกับใครมีแต่พูดกันว่า ไปแล้วอยากไปอีก เมื่อมีโอกาสไปสัมผัสด้วยตัวเองถึงเข้าใจว่า ทำมั้ย ทำไม ไปแล้วถึงอยากไปอีก
    สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ ตามโปรแกรมทัวร์นั้น ทุกบริษัทก็กำหนดเส้นทางเที่ยวเหมือนๆ กัน วันแรกจัดเต็มเที่ยว 3 วัด เริ่มต้นที่ เมืองโอซากา ออกจากสนามบินคันไซเพียงไม่กี่นาที แค่พ้นจากสนามบินก็งงแล้ว ผิดความคาดหมาย ไม่คิดว่ามาญี่ปุ่นจะเห็นป่าเห็นเขา เขียวขจี สดชื่นไปหมด ภูเขาเขียวทั้งลูก ข้างทางมีแต่นาข้าวเขียวสวย ไร่ชาเป็นตัวหนอนเขียวสดไปทั้งเมือง ประทับใจตั้งแต่แรกเห็น สดชื่น หายใจสบายปอดดีจัง
    รถแล่นตรงเข้า เมืองนารา เมืองหลวงแห่งแรกของญี่ปุ่น ชม วัดโทไดจิ วัดที่มีเสาสูงถึง 18 ต้น รองรับหลังคา เข้านมัสการ หลวงพ่อโตไดบุสสึ พระพุทธรูปที่สร้างด้วยทองสำริดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก จากนั้นคณะมุ่งสู่ เมืองเกียวโต เมืองหลวงเก่าอีกแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น เยี่ยมชม วัดคิโยมิสึ หรือ วัดน้ำใส ที่มีอายุยาวนานกว่า 1,200 ปี เก่าแก่กว่าเมืองเกียวโตเสียอีก มีจุดเด่นที่องค์การยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก โดยเฉพาะตรงห้องโถงใหญ่สร้างจากไม้โดยไม่ใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียว มีเพียงเสาไม้ขนาดใหญ่ 139 ต้นค้ำยัน และที่พลาดไม่ได้อีกแห่งคือ การเข้าชม วัดคินคาคุจิ หรือ ปราสาททอง ที่ปิดด้วยทองคำเปลวเหลืองอร่ามโดยรอบ  คนไทยคงคุ้นชื่อวัดกันพอสมควร เนื่องจากวัดแห่งนี้สร้างโดยโชกุนอาชิคางะ โยชิมิสึ เป็นโชกุนของอิกคิวซังนั่นเอง
    ช่วงบ่ายเราเดินทางเข้าสู่ที่พักที่ เมืองนาโกยา เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของญี่ปุ่น ศูนย์กลางการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า เพิ่งได้ความรู้ใหม่วันนี้ล่ะว่า โตโยต้าก็เป็นชื่อเมืองเมืองหนึ่งในญี่ปุ่นด้วย
    เช้าวันต่อมาได้ไปสัมผัสประสบการณ์ความเร็วของรถไฟหัวกระสุน หรือ รถไฟชินคันเซ็น ความเร็ว 220 กม./ชั่วโมง ขอบอกว่าราคาค่าตั๋วโดยสารแพงมาก แอบได้ยินว่าคนละเกือบพันบาท นั่งเพียงแค่ 2 สถานีเท่านั้น หรือระยะทางแค่ 60 กม. ใช้เวลาเพียง 13 นาที เร็วสมราคาจริงๆ
    ช่วงบ่ายแวะขึ้นไปสัมผัสความหนาวเหน็บ 4 องศา ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกที่ชั้น 5 ของ ภูเขาไฟฟูจิ โชคดีสุดๆ ฟ้าเปิด เห็นภูเขาไฟแจ่มชัดเบื้องหน้า บอกได้คำเดียว สวยสง่า ประทับใจ
    นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เห็นก็คงจะมีอยู่ชาติเดียว นั่นก็คือชาติไทยของเรานี่เอง เยอะขนาดไหน ขนาดร้านขายของที่ระลึกติดป้ายภาษาไทยอำนวยความสะดวกสุดๆ คนขับรถยังพูดภาษาไทยได้นิดหน่อยพอขำๆ คนขายของก็พูดไทยได้ ได้ยินแต่คำว่าสวัสดีครับ อร่อยครับ ทั้งวันเลย น่ารักดี
    และนักท่องเที่ยวที่เยอะรองจากพี่ไทยลงมาก็เห็นจะเป็นจีน พวกฝรั่งเห็นไม่ถึงสิบคนเลย สรุปเอาเองว่าที่ไหนเจริญกว่าบ้านฝรั่ง ฝรั่งไม่เที่ยว บวกค่าครองชีพสูงลิบลับของที่นี่ ทำให้ฝรั่งเลยชอบเที่ยวเมืองไทยมากกว่า
    มื้อค่ำพวกเราชาวคณะได้รับประทานอาหารแบบพิเศษ ที่ห้องอาหารของโรงแรมที่พัก เป็น บุฟเฟต์ขาปูยักษ์ อร่อยเหาะแบบไม่อั้น หมดแล้วเติม หมดแล้วเติม อิ่มมากมาย แต่ว่า....
    ทีเด็ดไม่ได้อยู่ที่บุฟเฟต์ เด็ดสุดอยู่ที่ตอนอาบน้ำคืนนี้แหละ คืนนี้นอนโรงแรมจิรากาโน ที่ เมืองยามานาชิ มี น้ำแร่ออนเซ็น ให้อาบ แต่มันต้องเป็นไปตามวิถีญี่ปุ่น แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ มาแล้วมันต้องลองให้ครบ เขาว่ากันว่าถ้าไม่ได้แก้ผ้าแช่ออนเซ็น ถือว่ามาไม่ถึงญี่ปุ่นเชียวนา ได้มาแก้ผ้าอาบน้ำพร้อมชาวบ้านก็คราวนี้ล่ะ คงจะครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิต ทางโรงแรมห้ามเอาอะไรติดตัวเข้าห้องอาบน้ำเลยแม้แต่อย่างเดียว ยกเว้นผ้าเช็ดผมผืนน้อย ทำใจอยู่ 10 วินาที ตัดสินใจปลดผ้าออกจากตัว เอาผ้าผืนน้อยปิดหน้าตัวเอง ผ้ามันก็ช่างเล็กเสียจริงๆ ปิดได้แค่หน้าตัวเอง หลับหูหลับตาวิ่งปรู๊ดลงอ่างไปเลย ขำก็ขำ อายก็อาย แต่ก็อยากอาบ นึกไม่ออกเลยจริงๆ ว่า ระหว่างวิ่งไปเกิดลื่นล้มหัวทิ่ม กับการแก้ผ้าแล้วค่อยๆ เดินนวยนาดลงอ่าง อะไรจะน่าอายมากกว่ากัน ถ้าใครคิดจะถ่ายรูปไปเป็นที่ระลึกก็บอกว่าเสียใจ เขาห้ามถ่ายรูปเด็ดขาด
    บ่ายวันถัดมา ไกด์พาไปล่องเรือที่ ทะเลสาบอาชิ ใน วนอุทยานแห่งชาติฮาโกเน ซึ่งอารมณ์เดียวกับที่อื่นๆ หลายแห่งที่ไปล่องเรือมาแล้วไม่มีอะไรโดดเด่นมากนัก ขึ้นจากเรือแวะไป หุบเขาโอวาคุดานิ ดูบ่อน้ำแร่กำมะถันที่ร้อนแบบว่าต้มไข่สุกได้ แต่ขอบอกเหม็นสุดๆ ราวกับมีคนสัก 1,000 คนมาตดให้ดมพร้อมๆ กัน เท่าที่เห็นญี่ปุ่นก็หลอกขายไข่ให้คนไทยได้เยอะทีเดียว เพราะเค้ามีความเชื่อกันว่า ไข่ดำที่ต้มจากบ่อน้ำแร่นี้ 1 ฟอง จะทำให้คนที่กินมีอายุยืนยาวขึ้นอีก 7 ปี วันนี้ก็เลยซัดกันไปคนละ 5 ฟอง เป็นสาวสองพันปีกันไปถ้วนทั่ว
    จากบ่อน้ำแร่มุ่งตรงสู่ กรุงโตเกียว เมืองหลวงในยุคปัจจุบัน วันที่ไปถึงรถติดเป็นกรุงเทพเมืองฟ้าอมร ถามไปถามมาได้ข้อมูลว่า เป็นวันประวัติศาสตร์มีพิธีเปิดตึกโตเกียวทาวเวอร์แห่งใหม่อย่างเป็นทางการ คือ หอคอยโตเกียวสกายทรี หอคอยแห่งใหม่นี้เป็นหอสื่อสารที่สูงที่สุดในโลก มีความสูงถึง 634 เมตร แต่เป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากเบิร์จคาลิฟะในดูไบ เสียแต่ว่ามองเห็นแค่รางๆ เพราะอากาศไม่ดี หมอกหนา ฝนตกหยุมหยิมทั้งวัน
    ร่มที่เตรียมไปจากบ้านหยิบกันขึ้นมากางเดินเที่ยว วัดอาซะกูซา นมัสการเจ้าแม่กวนอิมทองคำ ที่ชาวญี่ปุ่นนิยมมากราบไหว้ขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลตลอดปี มองยังไงก็ไม่เห็นเลยไปถามไกด์ โถถัง ไกด์บอกว่าองค์จริงสูงแค่ 5 เซนติเมตร อยู่ด้านในหลังม่านนู้น คนที่จะเข้าไปกราบด้านในได้มีเพียงเจ้าอาวาส และผู้มีอุปการคุณของวัดเท่านั้น
    ภายในวัดยังมีโคมไฟสีแดงขนาดยักษ์ติดด้านหน้าประตูวัด ความสูง 4.5 เมตร ห้อยเด่นเป็นสง่าให้นักท่องเที่ยวทั้งหลายได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก พร้อมเลือกซื้อสินค้าของที่ระลึกพื้นเมือง ขนม ของเล่น รองเท้า พวงกุญแจ ฯลฯ ตามร้านค้าตลอดทางเดินจากประตูทางเข้าจนถึงตัววัด ขอกระซิบ ซื้ออะไรไม่ได้เลย ติดนิสัยคิดเป็นเงินบาทแพงสุดขีด ซื้อขนมมาลองชิมได้อันเดียวเท่านั้นเอง
    เรื่องราวของสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่ควรไปของทริปโอซากา-โตเกียวก็คงมีเท่านี้ ขนาดว่าจะไม่เล่ามาก ยังโม้ซะยาวเหยียด ต่อจากนี้ก็ทางใครทางมัน หากินเอง เที่ยวเอง ตกลงกับเพื่อนได้ก็ไปหาราเม็งกินข้างทาง เข้าท่าดีแฮะ ของกินอร่อยทุกอย่าง ไม่ลำบาก รสชาติใกล้เคียง บางคนกินซูชิ บางคนกินราเม็ง เนื้อปิ้งเนื้อย่าง กินได้ทุกร้าน ยกเว้นอาหารไทยไม่มีใครสน ผัดผักบุ้ง 900 เยน (360 บาท) ต้มยำกุ้ง 1,200 เยน (480 บาท) ราเม็งญี่ปุ่นแท้ๆ ชุดละ 500 เยนเอง (200 บาท) ก็ลองกันคนละอย่างสองอย่างตามใจชอบ คิดถึงอาหารไทยค่อยกลับมากินบ้านเรา
    อิ่มท้องก็ถึงคิวช็อปปิ้งกันละ ตื่นตาตื่นใจ แต่ซื้ออะไรไม่ได้เหมือนเคย เห็นคนอื่นเขาหอบกันคนละหอบสองหอบ อิจฉาจริงๆ  เดินเที่ยวเองไกด์แจกแผนที่คนละแผ่น เราก็ไปดูว่าชินจูกุเป็นยังไง ชิบูญ่าเป็นยังไง ได้ยินมานาน เสียดายฮาราจูกุไม่ได้ไป อยากไปดูวัยรุ่นญี่ปุ่นแต่งตัวแสบถึงทรวง ว่ามันจะจี๊ดจ๊าดถึงใจขนาดไหน บังเอิญว่าไม่ใช่วันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันที่น้องๆ เขาจะแต่งตัวออกมาประชันกัน ร้านรวงเยอะ ห้างเยอะ ผ่านร้านผลไม้เห็นทุเรียนไทย 5,000 เยน (2,000 บาท) มะพร้าวไทย 700 เยน (280 บาท) กล้วยหอมไทยลูกละ 300 เยน (120 บาท) เห็นแล้วก็ปลื้มนิดๆ ว่าคนญี่ปุ่นก็ชอบกินผลไม้เมืองไทย เดินจนเมื่อย หมดแรงเข้าไปนั่งรอเวลาที่สตาร์บัคส์ กินชาเขียวแพ้งแพงซะแก้วนึง สบายใจ.