ขึ้นศาล-ผ่านคุก
ชีวิตนักข่าวบันเทิงอย่างผม...ต่างจากคุณสันต์ สะตอแมน โดยสิ้นเชิง เพราะคุณสันต์ดูหนังเป็นว่าเล่นโดยเฉพาะหนังไทย แต่ผมนานทีปีหนถึงจะได้เข้าไปดูหนังในโรง หนังไทยเรื่องสุดท้ายที่ผมเข้าไปดูในโรง ยังคงเป็นเรื่อง มหา'ลัยเหมืองแร่ ที่ผมโทษตัวเองว่าเพราะไปตีตั๋วดูหนังเรื่องนี้ ทำให้หนังของเขาเจ๊ง ตั้งแต่นั้นมาผมก็ไม่ได้เข้าโรงหนังอีกเลย
แม้ว่าผมจะไม่ได้ตีตั๋วเข้าไปดูหนังโรง แต่รับรองว่าหน้าบันเทิงไทยโพสต์ไม่มีวันตกข่าวหนังไทย เพราะคุณสันต์ไม่ได้เก่งเฉพาะทำข่าวหนังไทย บางคราก็ยังไปเป็นนักแสดงกับเขาด้วย ก็รออยู่ว่าเมื่อไหร่คุณสันต์จะได้เป็นผู้กำกับฯ ผมจะได้สะกิดขอไปเล่นหนังด้วยคน
นอกจากจะหันหลังให้หนังไทยแล้ว นักข่าวบันเทิงอย่างผมก็ยังลืมดูละครทีวี ลืมที่จะไปลุยกองถ่ายเหมือนเมื่อก่อน จนเดี๋ยวนี้นักแสดงเด็กๆ น้อยคนที่จะรู้จักผม
ทำให้บางครั้งผมก็เลยได้ข่าวดีๆ มาเขียน เพราะคู่รักดาราบางคู่ถึงกับกอดจูบกันต่อหน้าผม โดยไม่รู้ว่าลุงแก่ๆ ผมหงอกที่นั่งอยู่ข้างๆ โต๊ะ คือคนที่ชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องของดารา
เมื่อ 20 ปีที่แล้วผมเคยหัวเราะเพราะขำ ที่คุณโกวิท สีตลายัน ลูกพี่ผมบอกว่ารู้จักนางเอกแค่รุ่นคุณพิศมัย วิไลศักดิ์ นางเอกรุ่นใหม่ๆ เมื่อ 20 ปีที่แล้วไม่รู้จักใครเลย เดี๋ยวนี้ผมก็เหมือนกับพี่โกนั่นแหละ รู้จักแต่น้องกวาง-กมลชนกเท่านั้น นางเอกรุ่นใหม่ไม่เคยได้คุยกับใครสักคน
ชีวิตนักข่าวบันเทิงอย่างผมส่วนใหญ่จะไปขึ้นศาล หรือไม่ก็เข้าไปอยู่ในเรือนจำหรือที่คนเรียกกันติดปากว่าคุก
จำได้ว่าโครงการฝึกวิชาชีพขับร้องเพลงไทยสากล ที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง รุ่นที่ 2 มีพิธีเปิดเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันเกิดครบรอบ 77 ปีของครูชาลี อินทรวิจิตร ศิลปินแห่งชาติ
เพราะวันนั้นช่วงเช้าผมต้องไปรายงานตัวที่สำนักอัยการสูงสุด ในคดีที่คุณนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศสมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ได้แจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่ สน.ดุสิต และสำนวนได้ส่งให้อัยการกอง 10 พิจารณามาเกือบ 2 ปี
โชคดีวันนี้อัยการยังไม่ได้มีคำสั่งฟ้อง ผมจึงได้ไปร่วมพิธีเปิดโครงการ ฝึกวิชาชีพขับร้องเพลงไทยสากลให้ผู้ต้องขังในช่วงท้ายๆ
บ่ายวันอังคารที่ผ่านมา ก็มีพิธีปิดโครงการฝึกวิชาชีพขับร้องเพลงไทยสากล ผมก็ได้เข้าไปในทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง นั่งเป็นพระอันดับกับเขาด้วย
เมื่อเช้าวานนี้ผมก็ต้องไปรายงานตัว ที่สำนักงานอัยการสูงสุดอีกแล้ว คราวนี้อัยการมีคำสั่งฟ้องผมและบริษัทสารสู่อนาคต ข้อหาหมิ่นประมาทคุณนพดล ปัทมะ ก็เรื่องเกี่ยวกับปราสาทพระวิหารนั่นแหละ ผมถูกนำตัวไปฟ้องที่ศาลอาญา ต้องยื่นคำร้องให้ศาลปล่อยชั่วคราวหรือที่เรียกว่าประกันตัว
ก็ได้รับความเมตตาจากเจ้าหน้าที่ศาล ตลอดจนผู้พิพากษาที่เข้าเวรสั่งประกัน ทำให้ผมได้รับอิสรภาพเร็วกว่าทุกครั้งที่ถูกฟ้อง
โชคดีที่ผมมีบทเพลงอยู่ในหัวใจ ไม่ว่าจะอยู่ที่ศาลหรืออยู่ในคุก ผมก็ร้องเพลงได้ตลอดเวลา หาข่าวบันเทิงแบบเฉียดคุกเฉียดตะราง ก็สนุกไปอีกแบบนะครับ.
อ้วน อรชร








