ผลวิจัยล่าสุดพบว่า มนุษย์ถ้ำเมื่อเกือบ 2 ล้านปีก่อนกินเนื้อจระเข้ดิบๆ ไขมันจากสัตว์น้ำช่วยให้สมองมีขนาดใหญ่ขึ้น นักวิจัยได้ค้นพบซากกระดูกและเครื่องมือหิน ในบริเวณที่เคยเป็นครัวของบรรพบุรุษของมนุษย์และมนุษย์ยุคแรกเริ่ม ที่ประเทศเคนยา นับเป็นหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดที่บ่งบอกว่ามนุษย์กินสัตว์น้ำเป็นอาหาร
ในพื้นที่ตอนเหนือของประเทศเคนยามีการค้นพบเครื่องมือหิน และกระดูกที่มีการแล่เนื้อเถือหนังออกไปของสัตว์หลายชนิด เช่น เต่า จระเข้ และปลา เศษซากเหล่านี้มีอายุ 1.95 ล้านปี แต่ไม่พบกระดูกของมนุษย์
เนื้อของสัตว์เลื้อยคลานและปลาอุดมด้วยไขมันชนิดที่มีโมเลกุล ซึ่งมีห่วงโซ่คาร์บอนที่มีพันธะระหว่างอะตอมในโมเลกุลคู่ และมีปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือดต่ำ
เดวิด บราวน์ นักโบราณคดีแห่งมหาวิทยาลัยเคปทาวน์ แอฟริกาใต้ บอกว่า ไขมันที่ดีเหล่านี้มีประโยชน์ต่อวิวัฒนาการของสมองของมนุษย์
เขาบอกว่า สิ่งที่เป็น ”อาหารสมอง” ในช่วงปลายยุคไพลโอซีน (ราว 3-1.8 ล้านปีก่อน) เหล่านี้ ช่วยให้บรรพบุรุษของเรา เช่น มนุษย์โฮโมอีเร็กตัส และสายพันธุ์ใกล้เคียงมีสมองใหญ่ขึ้น
ที่แหล่งขุดค้นในเคนยานี้ พบซากของสัตว์ประมาณ 48 ชนิด แถบนั้นเคยเป็นดินดอนปากแม่น้ำที่มีลำธารหลายสาย
นอกจากนี้ยังพบหลักฐานว่า มนุษย์ยุคแรกเริ่มนั้นกินสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมด้วย เช่น แรดพันธุ์ดึกดำบรรพ์ ฮิปโปโปเตมัส และกวางแอนติโลป
รายงานซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences ยังบอกด้วยว่า กระดูกสัตว์บางส่วนมีรอยตัดด้วยหินมีคมแบบง่ายๆ
แต่นักวิจัยบอกว่า มนุษย์เดินหลังตรงด้วย 2 ขาในเคนยาเหล่านี้ ไม่ใช่นักล่าจระเข้ แต่ได้เก็บซากสัตว์ที่ตายแล้วเอามาชำแหละ แล้วกินดิบๆ เพราะตอนนั้นมนุษย์ยังไม่รู้จักใช้ไฟ.








