มีข้อเสนอถึง ศธ.ต่อการแก้ปัญหานักเรียนนักเลง อย่าใช้มาตรการข่มขู่ "ว.วชิรเมธี" เผยต้องเพิ่มหลักสูตรวิปัสสนากรรมฐานในระบบการศึกษา ช่วยขัดเกลาจิตใจ ส่วน ผอ.บ้านกาญจนาภิเษกระบุควรสอนทักษะชีวิตเรียนรู้โศกนาฏกรรมให้รู้สึกสะเทือนใจ มีสติยั้งคิดได้ก่อนจะทำผิด
เมื่อวันที่ 9 กันยายน พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย เปิดเผยว่า ได้ทำหนังสือถึงนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อเสนอข้อคิดเห็นร่วมกันแสวงหาทางออกกรณีนักเรียนนักศึกษาตีกัน โดยเห็นว่า ศธ.ไม่ควรแก้ปัญหาด้วยการใช้ความรุนแรงตอบโต้นักเรียนนักศึกษาที่ก่อเหตุ เพราะอาจจะกลายเป็นการซ้ำเติมปัญหาให้บานปลายยิ่งกว่าเดิม และไม่ควรกล่าวโทษกัน หากควรศึกษาถึงเบื้องหลังพฤติกรรมการก่อเหตุแต่ละครั้งเพื่อหาสาเหตุ ไม่ควรออกมาตรการในลักษณะวัวหายล้อมคอกทุกครั้งเช่นที่เป็นอยู่
พระมหาวุฒิชัยกล่าวว่า แต่ละภาคการศึกษาควรจะเพิ่มหลักสูตรวิชาวิปัสสนากรรมฐานสำหรับนักเรียนนักศึกษาโดยเฉพาะสายอาชีวศึกษา เพื่อให้พวกเขาได้เรียนรู้ศิลปะในการบริหารจัดการจิตใจ อารมณ์และสติปัญญาได้อย่างลุ่มลึก และสามารถควบคุมกาย วาจาและใจได้อย่างมีสติ ลดความอาฆาตพยาบาทและไม่ใช้ความรุนแรง เพราะการศึกษาที่สมบูรณ์นั้นควรครอบคลุมใน 4 สาขาวิชาคือ 1.วิชาการ 2.วิชาชีพ 3.วิชาชีวิต และ 4.วิชาจิตภาวนา ซึ่งการศึกษาไทยในเวลานี้มุ่งเน้นแต่จะให้นักเรียนพัฒนาหัวสมองและทักษะในการทำมาหากินเป็นสำคัญ ผลก็คือนักเรียนที่เติบโตมาในระบบการศึกษาเช่นนี้มักป่วยด้วยโรคสมองโต แต่หัวใจตีบ มีความรู้มาก แต่กลับมีจริยธรรมต่ำลง หรือความรู้สูง แต่มีความประพฤติต่ำ
"ระบบการศึกษาที่เป็นอยู่นั้นละเลยการพัฒนาคนให้สมบูรณ์ มุ่งพัฒนาแต่ทักษะการครองชีพอย่างเดียว แล้วทอดทิ้งทักษะการเข้าสังคม ทักษะการควบคุมจิตใจตนเองไปอย่างน่าเสียดาย จึงขอเสนอว่าน่าจะร่วมกันพิจารณาบริหารจัดการหลักสูตรให้มีความสมดุลทั้งหัวสมองและหัวใจ เพื่อเด็กไทยจะได้มีจิตใจอ่อนโยนและสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นด้วยเหตุผล และมีทักษะการประกอบสัมมาอาชีพไปพร้อมๆ กัน" พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี กล่าว
นางทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการบ้านกาญจนาภิเษก กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ระบุว่า การแก้ปัญหานักเรียนนักเลงไม่ควรใช้ความรุนแรง การข่มขู่ การบังคับ เพราะไม่สามารถหยุดยั้งอารมณ์ของเด็กวัยรุ่นได้ และจะยิ่งท้าทายหรือยั่วให้พวกเขาอยากทำ เหมือนไปกระตุ้นต่อมวัยรุ่นให้พุ่งพล่าน ดังนั้น ผู้ใหญ่ต้องเป็นฝ่ายปรับเปลี่ยนวิธีคิด ทบทวนกลยุทธ์ในการแก้ปัญหา ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการและสถาบันการศึกษาต่างๆ ต้องเข้าไปพูดคุยกับเด็ก โดยเปิดเวทีเสวนาให้พวกเขาเปิดใจเล่าถึงสาเหตุทะเลาะวิวาทกัน แล้วเอาแรงจูงใจเด็กมาวิเคราะห์หาทางออก
สำหรับแนวคิดการส่งเด็กหัวโจกลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อบำเพ็ญประโยชน์ ก็แสดงให้เห็นถึงความคิดมักง่าย นอกจากแก้ปัญหาไม่ได้แล้ว ยังซ้ำเติมสถานการณ์ภาคใต้ให้รุนแรงยิ่งขึ้น เพราะชาวบ้านในพื้นที่จะมีทัศนคติเชิงลบต่อภาครัฐด้วย
นางทิชากล่าวอีกว่า เด็กและเยาวชนที่ต้องโทษไม่ใช่คนเลวมาแต่กำเนิด หากแต่มีกระบวนการทางสังคมและสภาพแวดล้อมบ่มเพาะให้พวกเขากระทำผิด เมื่อมีการสูญเสียชีวิต เด็กก็ตกใจกลัวและรู้สึกสำนึกผิดภายหลัง แต่มาคิดช้าไป เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว ดังนั้นจึงต้องทำให้เด็กมีจิตสำนึกและมีสติคิดก่อนที่จะทำ เพื่อยับยั้งไม่ให้เหตุการณ์เกิดขึ้น หลักการทำงานกับเด็กของบ้านกาญจนาภิเษกคือ ไม่สอนความรู้ แต่สอนความคิด โดยนำเรื่องราวในสังคมที่เกิดเหตุโศกนาฏกรรมมาให้เด็กคุยกัน เพื่อให้พวกเขารู้สึกสะเทือนใจและไม่กล้าทำ เมื่อมีผู้เสียชีวิตหนึ่งคนก็จะเกิดผลกระทบตามมาเป็นลูกโซ่ ทั้งพ่อแม่ของผู้เสียชีวิตและครอบครัวของเด็กต้องโทษก็ได้รับความสูญเสียเช่นกัน
"กระทรวงศึกษาธิการควรมีหลักสูตรทักษะชีวิตในมิติความรุนแรงให้นักเรียนตั้งแต่ประถมจนถึงระดับมัธยมและสายอาชีวะ เป็นการเอาอารมณ์ของสังคมมาตั้งโจทย์ให้เด็กขบคิด โดยนำกรณีตัวอย่างความสูญเสียมาให้เด็กคิดวิเคราะห์ เพื่อสามารถหยุดตัวเองก่อนจะลงมือทำ หลักสูตรนี้ก็มีอยู่ในบ้านกาญจนาภิเษก เนื้อหาแบ่งตามวัย เช่น เด็กโตเรียนรู้เรื่องกฎหมาย ต้องสอนอย่างสม่ำเสมอและหลากหลายรูปแบบ" ผอ.บ้านกาญจนาภิเษกกล่าว และว่า จำนวนเด็กทำผิดซ้ำหลังออกจากบ้านกาญจนาภิเษกมีประมาณ 1-2% เท่านั้น ขณะที่เด็กต้องโทษในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กทั่วประเทศมีประมาณ 15% ที่ทำผิดซ้ำ
นางทิชากล่าวอีกว่า ขอหยิบยกกรณีเด็กนักเรียนชาย 3 คนถูกแจ้งข้อหาคดีร่วมกันทำให้ผู้อื่นเสียชีวิตโดยไม่เจตนา ปัจจุบันถูกควบคุมตัวอยู่ในบ้านกาญจนาภิเษก ได้เขียนจดหมายมีใจความหลักว่า สำนึกผิดในสิ่งที่ทำลงไป รู้สึกเสียใจมาก และทำให้พ่อแม่ของตนเองและพ่อแม่เด็กที่เสียชีวิตต้องเดือดร้อน ความผิดอยู่ในใจตลอดชีวิต สิ่งที่ทำเป็นอารมณ์ชั่ววูบและความคึกคะนอง ทำให้ต้องสิ้นอิสรภาพและเสียอนาคต หากใครได้อ่านจดหมายฉบับนี้ก็จะเห็นว่าเด็กทำผิดไม่ได้เกิดมาเป็นคนชั่วอย่างที่สังคมประณาม.








