วิสามัญบันเทิง

Wednesday, 17 April, 2013 - 00:00

วิสามัญบันเทิง

 ดูพี่มาก(รอบสอง)หรือยัง?

    ด้วยกระแสปากต่อปากจึงทำให้หนังเรื่อง "พี่มาก.. พระโขนง" ทำรายได้เกินกว่าที่ใครจะคาดคิด คือทะลุ 300 ล้านบาทไปเรียบร้อยโรงเรียน "จีทีเอช" ค่ายหนังอารมณ์ดี ทั้งๆ ที่ในช่วงแรกทำเงินได้ถึง 100 ล้านก็ประสบความสำเร็จงดงามแล้ว
    หากตัวเลขมากกว่านี้ก็ถือเป็น "โบนัส" เพราะในช่วงเวลาเดียวกันยังมีภาพยนตร์เรื่อง "คู่กรรม" เป็นคู่แข่งเข้ามาเตะตัดขา แต่กลายเป็นว่าหนังรักอมตะที่ดัดแปลงจากนวนิยายของ "ทมยันตี" กลับสะดุดยอดหญ้า ล้มหัวทิ่มเสียเอง คนดูที่หลงรักคลั่งไคล้ในตัวพระเอกคือ "โกโบริ" ที่รับบทโดยณเดชน์ คูกิมิยะ ก็ยังบ่นอุบว่าเสียดายแม้จะเล่นได้ดีเต็มที่ แต่หนังเรื่องแรกในชีวิตของณเดชน์กลับพ่ายแพ้หนังผีที่เต็มไปด้วยมุกตลก หัวเราะจนน้ำตาเล็ดเกือบทั้งเรื่อง
    ขนาดที่ว่า คนเฒ่าคนแก่ที่ไม่ได้เข้าโรงหนังมานานหลายปี ยังคุยกันถึงหนังเรื่องพี่มาก เพราะอยากรู้ว่า "แม่นาค" แห่งทุ่งพระโขนงในโลกสังคมออนไลน์จะมีความน่ากลัว ดุและเฮี้ยนมากมายขนาดไหน ผมเชื่อว่าคงมีคนไม่น้อยที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ถึง 2 รอบ แต่คนที่ได้ดูรอบเดียว ถึงเวลานี้ก็อาจลังเลใจว่าจะไปดูซ้ำอีกหรือไม่
    พอดีว่า ผมได้เห็นบทความของ "แบ๊งค์ งามอรุณโชติ" อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ซึ่งมีหมายเหตุไว้ว่า "บทความนี้สำหรับคนที่ต้องการจะดูพี่มาก.. พระโขนง รอบสอง ไม่เหมาะสมสำหรับคนที่ต้องการจะดูรอบแรก เพราะมีการนำเนื้อเรื่องมาวิเคราะห์"
    ผมขออนุญาตคัดลอกบทความบางช่วงบางตอนมาลงไว้ดังนี้
    "ในเรื่องนั้นเพื่อนทั้งสี่คนเป็นตัวเดินเรื่องสำคัญ ที่ค่อยๆ ตั้งข้อสงสัยและเปิดเผยให้พี่มากรู้ความจริงว่าแม่นาคนั้นตายไปแล้ว ทว่า พี่มากก็ไม่เชื่อแถมยังพาแม่นาคไปเที่ยวงานวัดเสียอีก แต่เนื่องจากชาวบ้านกลัวแม่นาคมาก ดังนั้น แม่นาคจึงต้องปลอมตัวด้วยการใส่หน้ากากผี เป็นเรื่องย้อนแย้งอย่างมากที่ผีต้องปลอมเป็นผี
    ทั้งพี่มากและแม่นาคต่างก็มีความสุขกับเครื่องเล่นจนกระทั่งมาหยุดสนใจที่เครื่องเล่นชนิดหนึ่ง ได้แก่ “ชิงช้าสวรรค์” พี่มากเกิดอยากขึ้นชิงช้าสรรค์ขึ้นมาแต่คนมีมากเกินไป แม่นาคเลยถอดหน้ากากออกเผยให้คนที่ต่อคิวอยู่ได้เห็นใบหน้าของนางเพื่อไล่คนไปให้พ้นจากแถว สุดท้ายแล้วเลยเหลือเพียงพี่มากและแม่นาคที่ได้เล่นชิงช้าสวรรค์
    สิ่งที่น่าสนใจของเครื่องเล่นชนิดนี้ไม่ได้เพียงแค่ชื่อของมันเท่านั้น หากเป็นลักษณะของชิงช้าสวรรค์เองด้วย ชิงช้าสวรรค์คือเครื่องเล่นที่หมุนเป็นวงกลมแนวตั้งไปเรื่อยๆ ซึ่งก็อุปมาได้ถึง การที่มนุษย์นั้นเมื่อตายแล้วจะไปสู่สวรรค์หรือนรกก็ตาม ก็ต้องกลับมาเวียนว่ายเป็นสังสารวัฏไปไม่จบไม่สิ้น การที่พี่มากชวนแม่นาคขึ้นชิงช้าสวรรค์นั้นก็สะท้อนถึงการผูกพันกันอย่างโลกย์ คือยังวางไม่ลงนั่นเอง การวางไม่ลงนี้คล้ายกับว่าแม่นาคเป็นคนวางไม่ลง คือยังไม่ยอมไปผุดไปเกิด
    แต่หากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วคนที่วางไม่ลงก็คือพี่มากเอง เพราะเมื่อแม่นาคลอบถามพี่มากว่า “ถ้าฉันตายไปก่อนพี่ พี่จะอยู่ได้ไหม?” ไอ้มากกลับตอบว่า “พี่คงอยู่ไม่ได้ เอาเป็นว่าหากเป็นไปได้ขอให้พี่ตายก่อนก็แล้วกันนะ” การตอบเช่นนี้เป็นการรั้งนาคเอาไว้ในโลกนี้อย่างไม่ต้องสงสัย"
    ผมนำบทความนี้มาเผยแพร่ต่อเพราะเห็นว่า เป็นอีกหนึ่งความคิดเห็นต่อหนังเรื่องพี่มากฯ ที่สะท้อนต่อหลักสัจธรรมในพุทธศาสนา ผมอ่านแล้วทำให้คิดถึงสัมภเวสีบางคนที่ไม่ยอมไปผุดไปเกิด แต่ยังวนเวียนหลอกหลอนคนไทยอยู่ในทุกวันนี้.

                        องคุลี
                1thaipost@gmail.com