เรื่องปก

Wednesday, 22 January, 2014 - 00:00

"สู้ไม่ถอย" เพลงเพื่อ มวลชน

“สู้เข้าไปอย่าได้ถอย มวลชนคอยเอาใจช่วยอยู่
รวมพลังทำลายเหล่าศัตรู พวกเราสู้เพื่อความยุติธรรม
เราเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ สู้ต่อไปด้วยใจมุ่งมั่น
เขาจะฟาดเขาจะฟัน เราไม่พรั่นพวกเราสู้ตาย
สู้เข้าไปอย่าได้หนี เพื่อเสรีภาพอันยิ่งใหญ่
รวมพลังผองเราเหล่าชาวไทย สู้เข้าไปพวกเราเสรีชน”

    นี่คือท่อนหนึ่งของบทเพลงที่มีชื่อว่า "สู้ไม่ถอย" ที่หลายคนคงได้ยินจนชินหูกับบทเพลงที่ถูกใช้ประกอบในเหตุการณ์สำคัญของการชุมนุมกลุ่ม กปปส. อาทิ ก่อนและหลังขึ้นเวทีปราศรัยของแกนนำหลัก "กำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ" รวมถึงการเดินขบวนดาวกระจายไปตามจุดต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ แต่เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะรู้ว่าบทเพลงปลุกใจนี้แต่งขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2516 เพื่อใช้ในการประท้วงของขบวนการนักศึกษาและประชาชนที่ออกมาชุมนุมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยจากรัฐบาลเผด็จการ
    สำหรับประวัติของบทเพลงนี้ ทางกลุ่มศิลปวัฒนธรรมเพื่อชีวิตได้บันทึกเอาไว้ในจุลสารประกอบงานรำลึก 25 ปี 14 ตุลา (วันที่ 10-14 ตุลาคม 2544) ข้อมูลระบุว่า เพลงนี้ถูกแต่งขึ้นมาจากปลายปากกาของ ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ผู้นำขบวนการนักศึกษาในขณะนั้น เพื่อใช้เป็นเพลงมาร์ชในการประท้วงคำสั่งมหาวิทยาลัยรามคำแหง 272/2516 ที่มีมติให้ลบชื่อนักศึกษา 9 คนออกจากมหาวิทยาลัย จากกรณีที่นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงกลุ่มหนึ่งออกหนังสือชื่อว่า “มหาวิทยาลัยยังไม่มีคำตอบ” โดยมีถ้อยคำรุนแรงว่า “สภาสัตว์ป่าแห่งทุ่งใหญ่มีมติให้ต่ออายุสัตว์ป่าอีกหนึ่งปี” เพื่อแสดงถึงความอึดอัดคับข้องใจในหมู่ประชาชน รวมทั้งต่อต้านการปกครองด้วยกฎอัยการศึกของรัฐบาลทหารในยุคนั้น อีกทั้งมีการต่ออายุราชการให้ตัวเองอย่างไม่เห็นหัวประชาชน และบ้านเมืองขณะนั้นก็คลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวของคอร์รัปชัน ซ้ำยังมีเหตุการณ์ที่จุดเชื้อไฟให้ลุกโชนในใจผู้คนอย่างมหาศาลอีกนั่นคือ "เหตุการณ์ทุ่งใหญ่นเรศวร" ซึ่งสะท้อนให้เห็นความเหลวแหลกของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ใช้เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ของราชการพาดาราสาวไปเที่ยวล่าสัตว์ในป่าทุ่งใหญ่นเรศวร และเมื่อเครื่องบินลำดังกล่าวตกจึงพบซากสัตว์ป่าที่ถูกล่าจำนวนมาก ทำให้สื่อมวลชนและนักศึกษาร่วมมือกันตีแผ่เปิดโปงการกระทำผิดกฎหมายของฝ่ายราชการ ทำให้รัฐบาลต้องดำเนินการกับนักศึกษาทั้ง 9 คนดังกล่าว จนนำมาสู่การชุมนุมประท้วงครั้งประวัติศาสตร์ 14 ตุลา 2516 ที่รู้จักกันดี
    มาถึงยุคปัจจุบันบทเพลง "สู้ไม่ถอย" ได้ถูกหยิบมาเปิดซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อใช้ปลุกปลอบใจผู้ร่วมชุมนุม ตั้งแต่ขบวนการต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์เริ่มก่อตัวขึ้นมาจากเพียงหลักหมื่น หลักแสน กระทั่งหลักล้านในปัจจุบัน
    ส่วนเหตุผลสำคัญของการหยิบบทเพลงนี้ขึ้นมาใช้ในการต่อสู้นั้น นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย อดีต ส.ส.จ.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะแกนนำ กปปส. เวทีสี่แยกปทุมวัน บอกถึงที่มาที่ไปว่า แรกเริ่มเลยทางกลุ่ม กปปส.ซึ่งก่อนหน้านั้นยังไม่ได้ใช้ชื่อนี้ ยังคงเป็นเวทีผ่าความจริงที่พรรคประชาธิปัตย์จัดขึ้นเพื่อให้ข้อมูลแก่ประชาชนเรื่องนโยบายที่ล้มเหลวของรัฐบาลชุดนี้ ต่อมาในช่วงท้ายของเวทีผ่าความจริง ทางกลุ่มได้หารือกันว่าควรจะมีเพลงมาร์ชปลุกใจสักหนึ่งเพลงเข้ามาใช้ประกอบในการต่อสู้ของพวกเรา เนื่องจากประชาชนต่างต้องการกำลังใจและความรู้สึกฮึกเหิม ซึ่งหากใครติดตามเวทีผ่าความจริงก็จะเคยได้ยินมาบ้างประปราย นอกจากนี้ ระยะหลังเพลงนี้จะเปิดเฉพาะเวลามีเหตุการณ์สำคัญเท่านั้น เช่น เวลาเดินขบวน และเวลาลุงกำนันสุเทพจะขึ้นเวทีปราศรัยทั้งก่อนและหลัง
    "ในขณะนั้นตัวผมเองมองว่าอนาคตพวกเราอาจจะต้องมีการชุมนุมที่ยืดเยื้อ และอาจต้องใช้ยุทธวิธีในการเดินเท้าดาวกระจายไปยังจุดต่างๆ แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องเดินมากมายขนาดนี้ และไม่คิดว่าเพลงนี้จะเป็นเพลงฮิตในหมู่ผู้ชุมนุมขนาดนี้ ด้วยเหตุนี้ผมจึงได้เลือกเพลง "สู้ไม่ถอย" มาเป็นเพลงประกอบการเดิน เพื่อให้ผู้ชุมนุมรู้สึกฮึกเหิมและกล้าที่จะต่อสู้กับสิ่งชั่วร้ายในสังคม เพราะเนื้อหาดี สามารถปลุกใจมวลชนได้ทุกครั้งเมื่อได้ยิน ตรงกับความต้องการและเป้าหมายคือการเดินขบวน"
    นายสาทิตย์กล่าวว่า หากไม่มีบทเพลงปลุกใจเช่นนี้จะทำให้การชุมนุมน่าเบื่อ เพลงนี้เป็นบทเพลงที่คุ้นหูคนไทยอยู่แล้ว เพราะแต่งขึ้นตั้งแต่ยุค 14 ตุลา 2516 ผู้ใหญ่ส่วนมากที่เกิดในยุคนั้นจะรู้จักกันดี ส่วนคนรุ่นใหม่นั้นอาจจะไม่รู้จัก ซึ่งเราก็ได้นำเนื้อหาของเพลงดั้งเดิมมาทำดนตรีใหม่ให้คึกคัก ปลุกเร้ามากยิ่งขึ้น เพื่อความรู้สึกกล้าหาญ ฮึกเหิม มีพลัง เพื่อการต่อสู้ที่จำเป็นต้องใช้เวลาที่ยาวนานเช่นนี้
    "เนื้อหาของเพลงนี้แต่งได้อย่างดี มีความหมายที่ดี เวลานำดนตรีมาใส่มันก็เลยเข้ากันได้ง่าย สามารถใช้ปลุกใจมวลชนให้รู้สึกกล้าต่อสู้ ไม่กลัวอะไรเบื้องหน้า ฮึกเหิมและมีพลัง ส่วนตัวคิดว่าได้ผลทีเดียว เพราะเพลงนี้คนไทยรู้จักกันไปทั่วบ้านทั่วเมืองก็ว่าได้ อย่างไรก็ตาม ต้องยกความดีให้กับผู้แต่ง ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล แม้จะว่าท่านจะไม่เห็นด้วยกับอุดมการณ์ของพวกเราก็ตาม" ผู้ที่เลือกเพลง "สู้ไม่ถอย" มาใช้ในขบวนการ กปปส.กล่าว
    ขณะที่ผู้ร่วมชุมนุมหลายคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า บทเพลงนี้เมื่อได้ฟังแล้วทำให้รู้สึกคึกคัก ฮึกเหิม และกล้าต่อสู้เพื่อเรียกร้องความถูกต้องให้เกิดขึ้นในสังคมต่อไป
    นางผ่องศรี วารีศรี อายุ 52 ปี จ.พังงา ผู้ชุมนุมเวทีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กล่าวว่า เมื่อได้ฟังเพลงนี้แล้วรู้สึกฮึกเหิม คึกคัก อยากเดินออกไปที่ไหนสักแห่งเลย อีกทั้งทุกครั้งที่ได้ยินจะลุกขึ้นเต้น ชูกำปั้นเช่นเดียวกับลุงกำนัน อย่างไรก็ดี เพลงนี้เป็นเพลงที่ร้องตามได้ง่าย เนื้อหาไม่ซับซ้อน จำง่าย ในส่วนของดนตรีก็คึกคัก หนักแน่น เหมาะแก่การใช้ในการชุมนุม
    ด้านนายมนต์ชัย มีศิลป์ อายุ 59 ปี จ.กาญจนบุรี ผู้ชุมนุมเวทีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กล่าวว่า เวลาได้ยินรู้สึกฮึกเหิม รู้สึกกล้าอย่างบอกไม่ถูก อาจจะด้วยดนตรีและเนื้อร้องผสานกันได้อย่างลงตัว อีกทั้งมีลุงกำนันสุเทพคอยร้องเป็นเพื่อน ซึ่งลุงกำนันเป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือ ดูคล้ายนักเลงบ้านนอก มีเหตุผล พูดจริงทำจริง ประกอบกับอุดมการณ์ส่วนตัวของเราด้วยแล้วที่อยากมาต่อสู้กับรัฐบาลทรราช ทำให้บทเพลงนี้เป็นที่ชื่นชอบของตนเอง และเชื่อว่าหลายคนก็รู้สึกเช่นเดียวกัน
    นางสาวสมกมล สมบูรณ์ยิ่ง อายุ 28 ปี กรุงเทพฯ ผู้ชุมนุมเวทีปทุมวัน บอกว่า เพลงนี้เป็นเพลงปลุกใจชั้นดี เมื่อได้ยินจะรู้สึกฮึกเหิม กระปรี้กระเปร่า กล้าหาญขึ้นมาก คงเป็นเพราะท่วงทำนองที่สอดรับกับเนื้อร้องที่บ่งบอกถึงการต่อสู้ร่วมกันของมวลชนชาวไทย เพื่อสิ่งที่ดีกว่าในอนาคตข้างหน้า "เชื่อว่ามวลมหาประชาชนจะต้องเป็นผู้ชนะอย่างแน่นอน เนื่องจากขณะนี้ทุกองค์กร ทุกภาคส่วนในสังคมเข้ามาร่วมกับพวกเราแล้ว รัฐบาลไม่มีทางถอยอีกต่อไป ชัยชนะต้องเป็นของพวกเรา ขอให้ผู้ชุมนุมทุกคนสู้ต่อไป อีกไม่นานอนาคตที่ดีจะต้องเกิดขึ้น"
    ขณะที่นางพรรณพิไล ศรีธูป อายุ 50 ปี จ.นนทบุรี ผู้ชุมนุมเวทีปทุมวัน กล่าวว่า ส่วนตัวก็เหมือนกับผู้ชุมนุมทุกคนที่เมื่อได้ยินเพลง "สู้ไม่ถอย" นี้ก็จะลุกขึ้นมาชูกำปั้นไปตามจังหวะเพลงที่คึกคัก ปลุกเร้า จากท่วงทำนองกับเนื้อร้องที่สามารถปลุกใจทุกคนที่ร่วมต่อสู้กันมาแรมเดือนได้อย่างดี "ผู้ที่เข้าร่วมชุมนุมและติดตามมาโดยตลอดเท่านั้นที่จะเข้าใจในบทเพลงนี้ เสพได้ทุกคำร้อง ทุกโน้ตดนตรีที่ถูกเปล่งออกมา เพื่อเป้าหมายคือประเทศไทยภายใต้การปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างสมบูรณ์ ดังชื่อกลุ่มของพวกเรา กปปส.นั่นเอง" ป้าพรรณพิไลยืนยันอย่างหนักแน่นในจุดยืนอันหาญกล้าดังเช่นบทเพลง "สู้ไม่ถอย".