"ตลาดน้ำคลองแห" ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองคลองแห อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ความยาวของตลาดประมาณ 200 เมตร อยู่ริมฝั่งคลองตรงข้ามกับวัดคลองแห เป็นตลาดน้ำเชิงวัฒนธรรมแห่งแรกและแห่งเดียวของภาคใต้ มีลักษณะที่ผสมผสานระหว่างตลาดน้ำ (จำหน่ายสินค้าในเรือ) และตลาดโบราณ (จำหน่ายสินค้าบนบก) มีพ่อค้า-แม่ค้านำอาหารพื้นบ้านคาวหวาน สินค้าที่ผลิตในท้องถิ่น ผลผลิตทางการเกษตรมาจำหน่าย
ตลาดน้ำคลองแหเปิดบริการวันศุกร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 15.00-21.00 น. มีเรือบริการนำเที่ยวชมทิวทัศน์ของสองฝั่งคลอง และยังสามารถเชื่อมโยงไปยังแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ อาทิเช่น ปากน้ำแหลมโพธิ์ จิตรกรรมฝาผนังวัดคูเต่า และมัสยิดกลางจังหวัดสงขลา เป็นต้น
"ตลาดน้ำคลองแห" เป็นแนวคิดของนายอภิชาติ สังขาชาติ ที่ได้ล่องเรือชมทัศนียภาพของสองฝั่งคลอง ในสมัยที่ยังไม่ได้รับตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองคลองแห พบเห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านแบบดั้งเดิม เช่น การยกหาม ชาวบ้านพายเรือเก็บผักบุ้ง ตัดผักกระเฉด ซึ่งเป็นเรื่องที่ยังคงมีอยู่ในลำคลองแหในปัจจุบัน
จากการล่องเรือในวันนั้น ภาพที่เห็นทำให้เกิดแนวคิดในการพัฒนาสายน้ำแห่งนี้ ให้เป็นจุดศูนย์กลางของการพบปะประชาชน และทำอย่างไรให้สามารถเชื่อมโยงไปสู่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมทั้งเป็นศูนย์กลางของการจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อท้องถิ่นต่อไป จึงได้จัดเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ รวมทั้งบรรดางานวิจัยที่ได้เคยมีการทำวิจัยในพื้นที่ อีกทั้งสืบค้นข้อมูลประวัติของพื้นที่ จึงได้พบว่าในสมัยก่อนที่ตรงนี้เคยเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนสินค้า มีเรือสำเภาจากต่างถิ่นมาทำการค้าขาย เมื่อได้เสนอตัวเข้ารับใช้ประชาชนในฐานะหัวหน้าพรรคคลองแหมั่นคง จึงได้นำเสนอนโยบายสร้างตลาดน้ำคลองแห เป็นจุดขายในการหาเสียงครั้งนั้นด้วย
ครั้นเมื่อได้มีโอกาสเข้ารับตำแหน่งเป็นนายกเทศมนตรีเมืองคลองแห นายอภิชาติ สังขาชาติ ได้ทุ่มเทความมุ่งมั่นและตั้งใจในการดำเนินการตามนโยบายนี้ ได้จัดศึกษาดูงาน นำเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งพ่อค้า-แม่ค้าไปยังตลาดน้ำยามเย็น หรือตลาดน้ำอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อศึกษาแนวทางการดำเนินงาน รูปแบบการบริหารจัดการและอื่นๆ รวมทั้งได้ประสานความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งในพื้นที่และจากส่วนกลางทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมชลประทาน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นต้น เพื่อผลักดันโครงการตลาดน้ำคลองแหให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
โดยในยุคเริ่มต้นของตลาดน้ำนั้น ได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเป็นไปไม่ได้ของโครงการนี้ เนื่องจากสภาพลำคลองนั้นแทบจะไม่เอื้อต่อการดำเนินการใดๆ ทั้งตื้นเขินด้วยขยะและโคลนตม อีกทั้งน้ำที่เน่าเสีย แต่นั่นกลับเป็นเหมือนแรงผลักดันที่ทำให้นายอภิชาติ สังขาชาติ เร่งดำเนินโครงการ โดยมีวัตถุประสงค์ให้ประชาชนหันกลับมาอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อนุรักษ์แม่น้ำลำคลองที่สามารถเป็นแหล่งสร้างงาน สร้างอาชีพให้ท้องถิ่นได้ และอีกความตั้งใจหนึ่งก็คือ ตลาดน้ำคลองแหจะเป็นศูนย์รวมของการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านให้คงอยู่สืบต่อไป เดิมที "ตลาดน้ำคลองแห" ทดลองเปิดจำหน่ายสินค้าทางน้ำเป็นการเฉพาะกิจ ในช่วงประเพณีวันสงกรานต์และงานศิลปวัฒนธรรมย้อนตำนานคลองแห ซึ่งเป็นไปด้วยดี จึงมีเสียงเรียกร้องจากบรรดาพ่อค้า-แม่ค้าให้เปิดดำเนินการอย่างจริงจัง นั่นจึงเป็นจุดสำคัญของการเปิดดำเนินการเรื่อยมาในทุกเย็นวันศุกร์-วันอาทิตย์ ซึ่งถือเป็นการดำเนินการ "ตลาดน้ำคลองแห" ในระยะที่ 1 โดยมีเรือจำหน่ายสินค้าเริ่มต้นจำนวน 40 ลำ ซึ่งเริ่มเปิดดำเนินการตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ.2551 เป็นต้นมา ปัจจุบันตลาดน้ำคลองแหอยู่ในช่วงเปิดดำเนินการในระยะที่ 2 โดยเทศบาลเมืองคลองแหได้จัดระเบียบร้านค้าบนบกขึ้นใหม่ เน้นรูปแบบเป็นตลาดโบราณ จัดแบ่งพื้นที่ค้าขายให้มีความเป็นระเบียบสวยงาม แบ่งเป็นซุ้มจำหน่ายสินค้าประเภทต่างๆ โดยซุ้มเหล่านี้มีการใช้ชื่อเรียกขานด้วยภาษาไทยท้องถิ่นดั้งเดิม บอกเล่าถึงประวัติเมืองในครั้งอดีตกาล เช่น ลังกาสุกะ ตามพรลิงค์ ฆ้องแห่ มะหาดใหญ่ เป็นต้น
การก่อสร้างซุ้มก็ใช้วัสดุธรรมชาติรูปแบบง่ายๆ แต่ดูสวยงาม และปัจจุบันเรือจำหน่ายสินค้าของตลาดน้ำคลองแหได้เพิ่มมากขึ้นเป็น 89 ลำ และร้านค้าของตลาดโบราณมีจำนวนมากถึง 232 ร้าน สินค้าส่วนใหญ่จะเน้นอยู่ที่อาหารคาวหวาน ซึ่งเป็นอาหารพื้นบ้านแท้ๆ เช่น เถ้าคั่ว ขนมจีน ข้าวยำปักษ์ใต้ ก๋วยจั๊บพลก ขนมมด ขนมด้วง ขนมโค ต้มย่างและขนมไทยนานาชนิด ซึ่งเป็นขนมภาคใต้ดั้งเดิมก็สามารถหารับประทานได้ที่ตลาดน้ำคลองแหแห่งนี้
ส่วนของรูปแบบการดำเนินงานในอนาคต จะเป็นรูปแบบของคณะกรรมการตลาดน้ำ มีชมรมผู้ประกอบการ ภาคประชาชน และหน่วยงานของรัฐ ร่วมเป็นภาคีบริหารงาน เน้นให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของตลาดน้ำคลองแห เพื่อสร้างจิตสำนึกในการดูแลรักษาร่วมกัน และพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ของประเทศต่อไป
ทุกวันนี้นอกจากนักท่องเที่ยวในจังหวัดแล้ว นักท่องเที่ยวจากจังหวัดใกล้เคียง เช่น พัทลุง ปัตตานี สตูล ฯลฯ รวมไปถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ก็จะหาโอกาสแวะมาซื้อหาของกินอร่อยๆ ที่นี่ เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะระยะทางไม่ไกลมากนัก และถนนหนทางก็สะดวก มีแผ่นป้ายบอกทางเข้าตลาดอย่างเด่นชัด ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้จะพัฒนาเชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ และปรับภูมิทัศน์โดยรอบให้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ เป็นแหล่งเรียนรู้และให้ผู้สูงอายุได้ออกกำลังกาย พบปะสังสรรค์กันด้วย.








