เมื่ออาทิตย์ก่อนนำเสนอเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับจัสติน บีเบอร์ ไปบ้างแล้ว ในเรื่องของผู้จัดการวงที่ทวีตข้อความยกเลิกงานโชว์ตัวในห้างช้า และโดนศาลตัดสินว่ากระทำการโดยประมาททำให้ผู้อื่นอยู่ในอันตราย วันนี้จะพามาพบกับตัวตนของจัสตินที่ตอนนี้กลายเป็นศิลปินที่มาแรงที่สุดของวงการเพลง และงานทั้งสองชุดของเขา My World และ My World 2.0
จัสตินเป็นเด็กหนุ่มจากออนตาริโอ เจ้าของตำแหน่งรองชนะเลิศการประกวดร้องเพลงในแถบที่อยู่ จากนั้นก็โพสต์การแสดงของตัวเองไว้ในเว็บยูทูบและไปเข้าตาสกูตเตอร์ บราน ที่ส่งเขาไปออดิชั่นกับอัชเชอร์อีกที และนั่นทำให้เขาได้เซ็นสัญญากับสังกัดไอส์แลนด์/เดฟ แจม ด้วยวัยแค่ 15 ปี
ปี 2009 บีเบอร์ปล่อยซิงเกิลแรกออกมา และคว้ารางวัลแผ่นเสียงทองคำขาวมาครอง ก่อนจะออกอีพีชุด My World ที่มีเพลงทั้งหมด 7 เพลง ซึ่งขึ้นถึงอันดับ 6 ในชาร์ตอัลบั้มของบิลบอร์ด และอีก 4 เดือนถัดมา My World 2.0 ที่ระบุว่าเป็นมินิอัลบั้มของบีเบอร์ แม้จะมีเพลงครบ 10 เพลงก็ออกมา
ไม่ว่าจะเป็น My World หรือ My World 2.0 ต่างก็เป็นงานเพลงป็อปที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายดนตรีอาร์แอนด์บี ในอีพีเปิดตัว My World บีเบอร์มากับแขกรับเชิญอย่างอัชเชอร์ ในเพลง First Dance ที่ออกมาเป็นอาร์แอนด์บีป็อปช้าๆ ขณะที่เพลงดังเพลงแรกของบีเบอร์ One Time ก็คืองานฮิพฮอพดนตรีทำออกมาเป็นงานป็อปใสๆ ที่ร้องแบบร่าย ในสไตล์เดียวกับงานของวงบลูส์ทรีโอจากอังกฤษ ซึ่งเป็นวงฮิตอยู่ช่วงหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน
ส่วน My World 2.0 บีเบอร์ก็ได้ลูดาคริส, ฌอน คิงสตัน และเจสซิกา จาร์เรลล์ เป็นแขกรับเชิญ ดนตรีแม้จะเป็นงานป็อปอาร์แอนด์บีใสๆ ไม่ต่างกัน แต่ก็ไม่เหมือนกันในรายละเอียด เพราะกับ My World 2.0 งานดนตรีจะฟังหนักแน่นขึ้น มีการผสมผสานทางดนตรีที่กว้าง และหลากหลายกว่า เช่นป็อปแดนซ์ใน Somebody To Love ขณะที่ Never Let you Go หรือ Overboard ก็ออกมาเป็นป็อปหวานๆ คึกคักๆ ส่วน Eenie Meenie ที่จัสติน ไปร่วมร้องกับแขกรับเชิญ-ฌอน คิงสตัน ก็คืองานแดนซ์ฮอลล์ ที่น่าจะเป็นเพลงฮิตในสถานบันเทิงได้ ส่วน Up ก็คือเพลงบัลลาดในสไตล์อาร์แอนด์บี ที่หากตัดออกมาเป็นซิงเกิลก็แข็งแรงพอที่จะเป็นเพลงฮิตตามสถานีวิทยุ
ทั้งอีพีและมินิอัลบั้มของจัสติน บีเบอร์ ล้วนเต็มไปด้วยเซนส์ของป็อปที่พร้อมจะติดหู ท่วงทำนองเมโลดี้ลื่นไหล เนื้อเพลงส่วนใหญ่ก็จะเป็นเพลงรักใสๆ ชีวิตมีเรา มีกัน ไม่ต้องไปสนอะไรรอบกาย ไม่ได้ซับซ้อนหรือมีนัยยะอะไรมากมายตามสไตล์เพลงรักวัยรุ่นวัยทีน
เสียงร้องของจัสตินที่ยังไม่เต็มหนุ่มเท่าไหร่ อาจจะฟังเล็กๆ บางๆ ไปนิดสำหรับเพลงบางเพลงที่น่าจะ "คลิก" กว่านี้หากเป็นเสียงร้องที่หนาและทุ้มกว่านี้ ???????
อาจจะดูเหมือนเป็นเด็กสร้าง เด็กปั้น เป็นศิลปินโรงงาน แต่โดยตัวตนของจัสตินเองก็ไม่ได้เป็นแค่พรีเซนเตอร์เพลง จากเครดิตเขามีส่วนร่วมในการทำงาน เขียนเพลง ทำเพลง ซึ่งถ้าเป็นไปตามนั้นจริง และมีส่วนร่วมที่มากกว่าแค่ออกความเห็นนิดๆ หน่อยๆ ที่ทางในอนาคตของเขาก็ไม่น่าจะเหมือนกับศิลปินพรีทีนอีกหลายๆ คนที่พอพ้นวัยน่ารักก็จบข่าว
แต่กว่าจะถึงวันนั้น จัสติน บีเบอร์ ก็มีโลกของเขาไปเรียบร้อยแล้วจากอีพีและมินิอัลบั้ม 2 ชุดนี้.








