เรื่องปก

Saturday, 22 September, 2012 - 00:00

รายงานฉบับสมบูรณ์ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)

http://admin.thaipost.net/sites/default/themes/thaipost/images/bg_page.png); background-attachment: initial; background-origin: initial; background-clip: initial; background-color: white; padding-top: 3px; padding-right: 5px; padding-bottom: 3px; padding-left: 5px; width: 98%; display: block; background-position: 50% 0%; background-repeat: no-repeat repeat; margin: 0px;">

สรุปเหตุการณ์ความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชน (๔)

๒.๗.๒.๒ กรณีมีรายงานข่าวว่ามีการซ้อมทรมานผู้ต้องหาในเหตุการณ์เผาศาลากลางจังหวัด อุดรธานีและจังหวัดมุกดาหาร จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ โดยควบคุมตัวไว้ในรถบรรทุกผู้ต้องหาซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า เป็นกรณีการควบคุมตัวตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งมาตรา ๑๑ ห้ามมิให้ควบคุมตัวไว้ที่สถานีตำรวจ แต่ไม่ได้มีการจัดเตรียมสถานที่ควบคุมตัวอื่นไว้ อย่างไรก็ตามการนำไปควบคุมตัวไว้ในรถบรรทุกผู้ต้องหา เป็นการกระทำที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของพระราชกำหนดฯ ซึ่งห้ามไม่ให้ปฏิบัติต่อผู้ถูกควบคุมตัวในลักษณะเป็นผู้กระทำความผิด และการกระทำดังกล่าวยังเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีของผู้ถูกควบคุมตัว

    ๒.๗.๓ กรณีการข่มขืน ระหว่างเหตุการณ์เมษายน-พฤษภาคม ๒๕๕๓ โดย คอป.ได้รับรายงานกรณีผู้ชุมนุมถูกทำร้ายร่างกายและข่มขืน โดยจากการสัมภาษณ์เหยื่อผู้ถูกข่มขืนได้ความว่าเป็นผู้เข้าร่วมชุมนุม โดยมีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ เข้าร่วมชุมนุมตั้งแต่ช่วงการชุมนุมบนถนนราชดำเนิน และได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจากแก๊สน้ำตาและถูกทุบตีในเหตุการณ์วันที่ ๑๐ เมษายน ต่อมาได้มาชุมนุมที่แยกราชประสงค์ จนกระทั่งวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ได้เดินทางออกจากแยกราชประสงค์เพื่อกลับบ้าน โดยนั่งรถจักรยานยนต์ออกมาทางแยกปทุมวัน ใกล้ๆ ห้างสรรพสินค้ามาบุญครอง แล้วเดินมุ่งหน้าออกไปทางด่านของเจ้าหน้าที่ทหาร โดยเจ้าหน้าที่ทหารได้ขอตรวจค้นกระเป๋าและได้ยึดรูป พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล และบัตร นปช.ไว้ แต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมายใดๆ แต่ทหารไม่ปล่อยตัวกลับบ้าน ประกอบกับเป็นช่วงเวลาค่ำแล้ว ตนจึงโมโหและด่าเจ้าหน้าที่ทหาร จึงถูกเจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวไปไว้หลังป้ายรถประจำทาง แต่ก็ยังไม่ปล่อยตัว ตนจึงด่าเจ้าหน้าที่ทหารอีกรอบ จึงถูกนำตัวไปไว้ข้างอาคารมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย แล้วเจ้าหน้าที่ทหาร ๕-๗ คน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหารประจำด่านทางเข้า-ออกศูนย์การค้า รุมทำร้ายร่างกายตนด้วยการต่อยท้องจนตนสลบหมดสติไป ฟื้นขึ้นมาอีกครั้งในคืนวันเดียวกัน พบว่ากางเกงในถูกดึงลงไปอยู่ที่ขา เสื้อและเสื้อในถูกถอดออก และมีน้ำอสุจิเปรอะเปื้อนบริเวณขาและช่องคลอด มดลูกไหลออกมานอกช่องคลอด ใบหน้ามีรอยฟกซ้ำ เจ็บรอบๆ ศีรษะ และหน้าอกเป็นรอยช้ำ แต่ไม่เห็นว่ามีใครเฝ้าอยู่แล้ว เหตุเกิดเวลาประมาณ ๒๑.๐๐-๒๒.๐๐ น. ตนจึงวิ่งออกมาทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและเรียกรถตุ๊กๆ สามล้อให้ไปส่งที่สนามหลวง ต่อมาตนได้เดินทางไปที่พรรคเพื่อไทยเพื่อร้องเรียนขอความช่วยเหลือ และพรรคได้ให้การ์ดพาตนไปแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สถานี ตำรวจนครบาลปทุมวัน พนักงานสอบสวนจึงส่งตนไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลกลาง

    พนักงานสอบสวนเข้าให้ข้อมูลเพิ่มเติมความว่า ผลการตรวจชันสูตรบาดแผล พบคราบอสุจิทั้งภายในช่องคลอดและภายนอกช่องคลอด แต่ไม่สามารถระบุเวลาการมีเพศสัมพันธ์ได้ แต่โดยปกติแล้วจะไม่สามารถตรวจพบได้หากมีเกินกว่า ๗๒ ชั่วโมง บริเวณสถานที่เกิดเหตุมีด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ทหารอยู่ติดกับซอยจุฬาฯ ๑๒ และแยกเจริญผล ผู้เสียหายคนนี้เดินมาเจอด่านทหารที่หัวมุมถนนตรงข้ามมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย โดนเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งแต่งเครื่องแบบและมีปืนทำการตรวจค้น และผู้เสียหายมีการด่าทอเจ้าหน้าที่ทหารตามเหตุการณ์ที่กล่าวข้างต้น ต่อมามีบุคคลกลุ่มหนึ่งแต่งกายคล้ายทหารสวมชุดลายพรางแต่ไม่มีปืน คนกลุ่มนี้เข้าไปเจรจากับเจ้าหน้าที่ทหารที่ด่าน และนำผู้เสียหายเดินออกมาทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย แล้วจึงโดนทำร้ายร่างกายจนหมดสติ ผู้เสียหายตื่นมาพบตนเองนอนอยู่ข้างอาคารภาควิชาออกแบบอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ซึ่งอยู่ติดกับรั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เลยจากด่านของเจ้าหน้าที่ทหารออกมาประมาณ ๑๐๐ เมตร คดีนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ตรวจสถานที่เกิดเหตุทันที แต่ผู้เสียหายนำชี้สถานที่เกิดเหตุหลังเหตุการณ์สงบลงแล้วประมาณ ๑ เดือน ผลการสอบสวนเชื่อว่าถูกข่มขืนจริง และได้สรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการแล้ว โดยได้สเกตช์ภาพผู้ต้องหาและออกหมายจับแล้ว แต่ยังไม่สามารถจับกุมตัวได้ นอกจากนี้พนักงานสอบสวนได้ขอความร่วมมือไปยังเจ้าหน้าที่ทหาร เพื่อขอให้นำตัวเจ้าหน้าที่ประจำด่านมาให้ผู้เสียหายชี้ตัว โดยได้ทำหนังสือไปที่ผู้บัญชาการทหารบก แต่ไม่ได้รับการตอบกลับแต่อย่างใด จึงไม่ทราบว่ามีเจ้าหน้าที่ทหารผู้ใดปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณดังกล่าว
    ทั้งนี้ ผู้เสียหายได้ร้องเรียนเพื่อขอรับการเยียวยาไปยังกระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์ โดยได้รับแจ้งว่า ไม่สามารถเยียวยากรณีถูกข่มขืนได้ จึงเยียวยาเป็นกรณีบาดเจ็บเล็กน้อย และได้ยื่นเรื่องขอเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญาไว้กับกรมคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ผู้เสียหายยังให้ข้อมูลว่า หลังเหตุการณ์ที่ตนถูกข่มขืน ได้รับรายงานข่าวในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ มีบุคคลคอยติดตามและถูกดักทำร้าย ซึ่งผู้เสียหายเชื่อว่าน่าจะเป็นคนเดียวกับที่ข่มขืนตน โดยได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ไว้กับพนักงานสอบสวนด้วย.

 
ส่วนที่ ๓
สาเหตุและรากเหง้าของความขัดแย้ง
๓.๑ ที่มาและความสำคัญ
    ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการ ปรองดองแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๓ กำหนดให้มีคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) โดยให้ คอป.มีหน้าที่สำคัญประการหนึ่ง คือ “...๒) จัดให้มีการศึกษาวิจัยทำความกระจ่างกับรากเหง้าของปัญหา ทั้งในทางกฎหมาย การเมือง และประวัติศาสตร์ที่ส่งผลให้เกิดความแตกแยกและความรุนแรง” ซึ่ง คอป.ได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการด้านการศึกษาวิจัยและกิจกรรมทางวิชาการ ที่ คอป.แต่งตั้งขึ้นทำหน้าที่ศึกษาวิจัยเพื่อสร้างความกระจ่างเกี่ยวกับราก เหง้าของปัญหาทั้งในทางกฎหมาย การเมือง ประวัติศาสตร์ และด้านอื่นที่ส่งผลให้เกิดความแตกแยกและความรุนแรง รวมทั้งการจัดให้มีเวทีสาธารณะ การประชุมเพื่อรับฟังข้อมูลและความเห็น เสนอผลการตรวจสอบและศึกษา ให้การศึกษากับสังคมเป็นระยะๆ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของสาธารณชนที่เกี่ยวข้อง และหาแนวทางสู่การสร้างความปรองดองภายในประเทศ อันจะนำไปสู่การอำนวยความยุติธรรม โดยให้การเยียวยา ฟื้นฟูบุคคล สังคม องค์กร และสถาบันที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงตามแนวทางความยุติธรรมใน ระยะเปลี่ยนผ่าน และความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ เพื่อส่งเสริมให้เกิดความปรองดองในประเทศต่อไป
๓.๒ วิธีการศึกษาวิจัยและแนวทางการดำเนินงาน

    ๑.คอป.ได้ดำเนินการศึกษาวิจัยเพื่อวิเคราะห์สาเหตุและรากเหง้าที่นำไปสู่ ความข้ดแย้งและเหตุการณ์ความรุนแรงในเดือนเมษายน-พฤษภาคม ๒๕๕๓ โดยใช้กิจกรรมทางวิชาการ เช่น การประชุมเพื่อรับฟังข้อมูลและความคิดเห็นทั้งในกรุงเทพมหานครและต่าง จังหวัด การจัดเวทีสาธารณะ การเสนอผลการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น โดยเน้นการมีส่วนร่วมของนักวิชาการ สาธารณชน และทุกภาคส่วน อันเป็นกระบวนการสำคัญในการรวบรวมข้อมูล ประเด็นปัญหา รับฟังความคิดเห็น ศึกษาทฤษฎีทั้งของประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อวิเคราะห์และจัดทำกรอบแนวคิดในการวิจัย ๕ เรื่อง ได้แก่
    ๑.๑ โครงสร้างอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกันในสังคมไทย 
    ๑.๒ ความรุนแรงทางการเมือง : พลวัตสังคมและวัฒนธรรมและแนวทางแก้ไข
    ๑.๓ กระบวนการยุติธรรมกับสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความรุนแรง : ปัญหาและแนวทางแก้ไข
    ๑.๔ การปฏิรูปองค์การด้านความมั่นคง 
    ๑.๕ ขอบเขตการใช้เสรีภาพของสื่อมวลชนในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารภายใต้บทบัญญัติของกฎหมาย
    ๒.สังเคราะห์องค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยทั้ง ๕ เรื่อง และเอกสารทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ 
    ๒.๑ ผลงานวิจัยของคณะอนุกรรมการฯ ใน คอป. และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง 
    ๒.๒ การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย 
           ๑) แนวคิดเรื่องการจัดการความขัดแย้ง 
           ๒) แนวคิดเกี่ยวกับการเสริมสร้างสันติภาพ (Peace Building) 
           ๓) แนวคิดเรื่อง Do No Harm 
           ๔) แนวคิดเรื่องความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice) 
           ๕) แนวคิดเรื่องความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) 
    ๒.๓ ประสบการณ์การจัดการความขัดแย้งภายในประเทศ
    ๒.๔ กรณีศึกษาจากคณะกรรมการค้นหาความจริงเพื่อการปรองดอง (TRC) ใน ๕ ประเทศ จาก ๓ ทวีป ได้แก่ ประเทศแอฟริกาใต้ ประเทศศรีลังกา ประเทศไลบีเรีย ประเทศชิลี และประเทศติมอร์เลสเต

    ๓.สรุป สังเคราะห์ วิเคราะห์ข้อมูลรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้ง
๓.๓ การวิเคราะห์รากเหง้าของปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทย
    สังคมทุกสังคมย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเป็นภาวะปกติ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และมักจะนำมาซึ่งความขัดแย้ง ดังนั้น ในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลง สังคมจึงต้องแสวงหาวิธีการในการจัดการความขัดแย้งเพื่อให้สังคมดำรงอยู่และ พัฒนาต่อไปได้ ความขัดแย้งจึงไม่ใช่สิ่งเลวร้ายหรือผิดปกติแต่อย่างใด อีกทั้งความขัดแย้งยังมีข้อดีในการช่วยกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและ พัฒนาในสังคม อย่างไรก็ตาม หากสังคมไม่มีกลไกในการจัดการความขัดแย้งที่มีประสิทธิภาพ ความขัดแย้งอาจพัฒนาเป็นความรุนแรงในสังคมที่อาจเป็นอันตราย และสร้างผลเสียต่อสังคมได้ ซึ่งเมื่อเกิดความขัดแย้งแล้ว สังคมอาจเลือกวิธีการจัดการความขัดแย้งได้ ๒ แนวทาง คือ ๑) แนวทางที่ไม่ใช้ความรุนแรง (Non-Violence Approach) หรือสันติวิธี และ ๒) แนวทางที่ใช้ความรุนแรง (Violence Approach) เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตนต้องการ
    ในการวิเคราะห์รากเหง้าความขัดแย้งที่แปรเปลี่ยนเป็นความรุนแรงในครั้งนี้ มุ่งศึกษาถึงรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งมีธรรมชาติของการก่อตัวในลักษณะที่มีการผสมผสานกันในหลายเหตุปัจจัย โดยไม่สามารถมองแบบแยกเหตุปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งได้โดยลำพัง นอกจากนี้ ในการวิเคราะห์ได้ใช้กรอบการวิเคราะห์ความขัดแย้ง (Conflict Analysis) ๔ ระดับ ในการอธิบายการก่อตัวของความขัดแย้งและขยายตัวสู่ความรุนแรงเพิ่มขึ้นตาม ลำดับ 
    นอกจากนี้ ในการวิเคราะห์ยังใช้บริบททางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และเหตุการณ์สำคัญๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละช่วงเวลาตามเส้นเวลา (Timeline) มาประกอบในการอธิบายความสัมพันธ์ในประเด็นต่างๆ ดังนี้
    ๓.๓.๑ ระยะเริ่มแรกของความขัดแย้ง หรือระยะบ่มเพาะความขัดแย้ง (Latent Tension)       
    ๓.๓.๑.๑ ปัจจัยที่เป็นรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้ง ในช่วงที่ความขัดแย้งยังไม่ปรากฏอาการนั้น รากเหง้าของปัญหาความขัดแย้งเป็นปัจจัยที่โยงใยสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อน ไม่มีมูลเหตุใดเพียงลำพังที่จะสามารถอธิบายว่าทำไมสังคมจึงเผชิญกับความขัด แย้งรุนแรงหรือสะท้อนความไม่มั่นคงทางการเมืองได้ดีที่สุด เนื่องจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้นมีการก่อตัวบ่มเพาะและปะทุเป็นวงจรที่ ต่อเนื่องยาวนาน และมีปัจจัยที่หลากหลาย ซึ่งสามารถสรุปได้ว่าสังคมไทยในอดีตมีความไม่เท่าเทียมกันเชิงโครงสร้างทาง เศรษฐกิจและสังคมมาโดยตลอด โดยมีปัจจัยที่สำคัญ คือ

    (๑) ความแตกต่างระหว่างสังคมเมืองและชนบท ที่มีการกระจายความเจริญอย่างไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและความเจริญในทุกๆ ด้าน ในขณะที่ชนบทเป็นพื้นที่ห่างไกลความเจริญที่รัฐไม่สามารถตอบสนองความต้องการ ขั้นพื้นฐานได้อย่างเพียงพอ ดังจะเห็นได้จากสัดส่วนในผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) ของกรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่ที่มีมากกว่าในชนบท 
    (๒) ความแตกต่างระหว่างภาคเกษตรกรรมและภาคอุตสาหกรรม ที่มีสัดส่วนของรายได้แตกต่างกันมาก แรงงานในภาคเกษตรกรรมซึ่งอยู่ในส่วนภูมิภาคมีจำนวนร้อยละ ๔๐ ของแรงงานทั้งหมด แต่มีรายได้คิดเป็นสัดส่วนเพียงประมาณร้อยละ ๑๐ ของ GDP ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมที่มีรายได้ประมาณร้อยละ ๓๓ ของ GDP กลับมีแรงงานอยู่ในภาคอุตสาหกรรมเพียงร้อยละ ๑๙ ของแรงงานทั้งประเทศ ผู้ที่อยู่ในภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศจึงเป็นกลุ่มที่ มีฐานะยากจนและอาศัยอยู่ในชนบท ในขณะที่ผู้ที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะผู้เป็นนายทุนที่อาศัยอยู่ในเมืองเป็นกลุ่มที่มีฐานะดีกว่า
    (๓) การครอบครองทรัพยากรที่ไม่เท่าเทียม โดยเฉพาะการครอบครองปัจจัยการผลิตซึ่งนายทุนเป็นผู้ครองอำนาจในการซื้อ ในขณะที่คนชนบทและเกษตรกรส่วนใหญ่มีความยากจนและไม่ได้เป็นเจ้าของปัจจัยการ ผลิต โดยเฉพาะที่ดินทำกินในประเทศที่ส่วนใหญ่เป็นของนายทุนซึ่งเป็นคนส่วนน้อย เพียงประมาณร้อยละ ๑๐ ของประชากรเป็นเจ้าของที่ดินมากกว่าคนละ ๑๐๐ ไร่ ในขณะที่คนอีกร้อยละ ๙๐ ถือครองที่ดินไม่เกินคนละ ๑ ไร่ นอกจากนี้ ที่ดินประมาณร้อยละ ๗๐ ถูกทิ้งร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ เนื่องจากเจ้าของที่ดินส่วนใหญ่ถือครองที่ดินเพื่อเก็งกำไร 

    (๔) การกระจายรายได้ไม่เป็นธรรม จากความเจริญที่กระจุกตัวอยู่แต่ในเมือง และความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของภาคเกษตรกรรมและภาคอุตสาหกรรม ทำให้ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจอยู่กับคนเมืองซึ่งเป็นคนส่วนน้อยของประเทศ โดยกลุ่มประชากร ๑ ใน ๕ ที่มีรายได้สูงสุดของประเทศ มีรายได้รวมกันมากกว่าร้อยละ ๕๐ ของรายได้รวมของประชากรทั้งหมด ในขณะที่กลุ่มประชากร ๑ ใน ๕ ที่มีรายได้ต่ำที่สุด มีรายได้รวมกันเพียงร้อยละ ๓.๘๔ ของรายได้รวมทั้งประเทศเท่านั้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มคนรวยที่สุดมีรายได้มากกว่ากลุ่มคนจนที่สุดประมาณ ๑๓ เท่า
    (๕) นโยบายและกลไกการจัดการของรัฐไม่สามารถสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม ได้ โครงสร้างและระบบภาษีไม่สามารถกระจายความมั่งคั่งจากคนรวยไปสู่คนจนได้ ทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนเพิ่มมากขึ้น ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจมีการเติบโตในระดับสูง แต่ช่องว่างระหว่างชนชั้นทางสังคมกลับยิ่งห่างมากขึ้น พร้อมๆ กับที่การดำเนินนโยบายรัฐมีสองมาตรฐานหรือมากกว่า และกฎหมายที่เอื้อประโยชน์แก่คนรวย ทำให้ช่องว่างระหว่างชนชั้นทางสังคมเหล่านี้สร้างความเหลื่อมล้ำในทาง เศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำของโอกาสในการเข้าถึงบริการพื้นฐานของรัฐ เช่น บริการสาธารณสุข และการศึกษา ที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจยิ่งเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย 

    (๖) การบังคับใช้กฎหมายและการดำเนินกระบวนการยุติธรรมที่ไม่สอดคล้องกับหลัก นิติธรรม รากเหง้าของปัญหาด้านกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย โดยกระบวนการยุติธรรมเป็นปัญหาที่เกิดจากความคับข้องใจ เมื่อระบบการเมืองมีปัญหาและมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหลายชุด รวมทั้งมีการรัฐประหารหลายครั้ง ทำให้เกิดความเคลือบแคลงใจในกระบวนการบังคับใช้กฎหมายที่ยอมรับคำสั่งของคณะ ปฏิวัติในฐานะผู้ทรงอำนาจรัฐว่าถูกต้อง และบางฝ่ายไม่ยอมรับกติกาสังคมที่มีอยู่ในการจัดการความขัดแย้ง ความขัดแย้งจึงลุกลามบานปลายและเกิดความรุนแรงขึ้น ท้ายที่สุดจึงนำไปสู่กระบวนการตุลาการภิวัฒน์ซึ่งทำให้เป็นที่ถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์ในเวลาต่อมา
    กฎหมายเป็นกลไกการควบคุมทางสังคมที่เป็นทางการซึ่งมีผลต่อการสร้างพฤติกรรม หรือควบคุมทางสังคมที่น้อยที่สุด ต่างจากกลไกทางวัฒนธรรมซึ่งเป็นกลไกที่มีอำนาจมากและมีอิทธิพลมากกว่ากฎหมาย โดยเป็นกฎเกณฑ์แบบไม่เป็นทางการ เช่น การตั้งข้อรังเกียจทางสังคม (social sanction) แต่ในสังคมไทยพบว่า กลไกดังกล่าวยังไม่เข้มแข็งพอที่จะทำให้คนในสังคมตระหนักและเกรงกลัวที่จะทำ พฤติกรรมไม่พึงประสงค์
    จากลักษณะทั้ง ๖ ประการดังกล่าว ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันเชิงโครงสร้างในสังคม ส่งผลให้สังคมไทยมีชนชั้นอยู่ ๒ ชนชั้น ได้แก่ ชนชั้นผู้ปกครองที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นผู้ถือครองปัจจัยการผลิตและมีอำนาจทางการเมือง กับ ชนชั้นผู้อยู่ใต้ปกครอง หรือประชาชนที่ด้อยโอกาส ในลักษณะของสัมพันธภาพเชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน โดยลักษณะที่ไม่เท่าเทียมกันนี้ทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคม แต่ความขัดแย้งเหล่านี้ไม่ปรากฏอาการและไม่แสดงออกถึงความรุนแรง เพราะสังคมยังคงมีดุลยภาพระหว่างชนชั้นทั้งสองอยู่ เนื่องจากมีโครงสร้างทางสังคมที่ทำหน้าที่ในการรักษาสมดุลทางอำนาจในสังคม ท่ามกลางพลวัตที่เกิดขึ้นในสังคม 
    ๓.๓.๑.๒ โครงสร้างทางสังคมที่ทำหน้าที่ในการรักษาสมดุลทางอำนาจในสังคม จากปัจจัยที่เป็นรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้งข้างต้น เปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์แห่งความขัดแย้งที่รอเวลาปะทุในเวลาที่เหมาะสม โดยสังคมมีกลไกที่ช่วยชะลอไม่ให้ความขัดแย้งแปรเปลี่ยนเป็นความรุนแรง กลไกดังกล่าว คือ 

    (๑) วัฒนธรรมทางการเมืองแบบไทยๆ และความเชื่อเรื่องบุญกรรม สังคมไทยในอดีตมีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้า (Subject-Political Culture) คือวัฒนธรรมที่ผู้อยู่ใต้การปกครองมักอยู่ในฐานะผู้รอรับผลประโยชน์ทางการ เมือง โดยไม่เข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองในการเสนอความต้องการของตนเองต่อระบบ โดยเห็นว่าตนเองไม่มีอิทธิพลใดๆ ต่อกลุ่มผู้ปกครอง ซึ่งลักษณะเหล่านี้ทำให้กลุ่มผู้อยู่ใต้การปกครองในสังคมไทยไม่มีบทบาทในการ เรียกร้องและยอมตามอำนาจรัฐ ดังนั้น ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันหรือความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย จึงไม่ปรากฏอาการที่ทำให้เกิดการเรียกร้องต่อรัฐซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ทำให้ชนชั้นที่เสียเปรียบไม่ค่อยเรียกร้องหรืออ้างสิทธิใดๆ กับชนชั้นผู้ปกครอง ประกอบกับความเชื่อเรื่องบุญกรรมทำให้ประชาชนมีวิธีคิดแบบยอมจำนน และไม่โต้แย้งต่อความไม่ยุติธรรมทางสังคมในประเด็นต่างๆ
    (๒) การเมืองแบบ "ประชาธิปไตยครึ่งใบ" และการต่อรองอำนาจและผลประโยชน์ที่ลงตัวในกลุ่มชนชั้นนำ ในยุคหนึ่งของประเทศไทยมีการปกครองแบบประชาธิปไตยครึ่งใบ และมีการต่อรองอำนาจและผลประโยชน์ในกลุ่มชนชั้นนำ ทำให้ประชาชนมีความรู้สึกว่าตนเองไม่ใช่เจ้าของอำนาจอย่างแท้จริง เนื่องจากไม่มีสิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่ และไม่มีการรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องสิทธิต่างๆ ทำให้การปกครองเป็นเรื่องของการต่อรองอำนาจเฉพาะกลุ่มชนชั้นนำ ซึ่งประกอบด้วย ทหาร ข้าราชการ นักการเมือง และกลุ่มนายทุน ซึ่งเป็นไปในลักษณะเอื้อประโยชน์ต่อกัน ถึงแม้จะมีความขัดแย้งและแย่งชิงอำนาจระหว่างทหาร ข้าราชการ นักการเมือง โดยมีนายทุนเป็นผู้สนับสนุน แต่ความรุนแรงก็ไม่ได้ปะทุขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความขัดแย้งจึงเป็นที่ตกลงกันได้หากผลประโยชน์ลงตัว หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า การเมืองเป็นเรื่องของชนชั้นนำ (Elite) ไม่ใช่เรื่องของประชาชน
    (๓) บทบาทของรัฐเป็นแบบรัฐสงเคราะห์หรือรัฐจัดการ รัฐยังคงรวมศูนย์อำนาจการจัดการ การให้บริการสาธารณะ หรือสวัสดิการสังคม ในขณะที่ประชาชนยังไม่ตระหนักถึงศักยภาพในการพัฒนาตนเอง ทั้งในระดับปัจเจก และระดับชุมชน บทบาทของรัฐจึงเป็น "ผู้ให้" ในขณะที่ประชาชนเป็น "ผู้ขอ" และอยู่ร่วมกันได้โดยไม่เกิดประเด็นความขัดแย้งที่รุนแรง ซึ่งลักษณะเหล่านี้ทำให้ประชาชนที่เดือดร้อนมักรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องต่อ รัฐเป็นรายกรณี รัฐก็จะแก้ปัญหาให้ และปัญหาก็จะหมดไปเฉพาะกรณีนั้นๆ เช่น การเรียกร้องเรื่องปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตร ปัญหาราคาน้ำมัน ปัญหาค่าครองชีพ ซึ่งเป็นการเรียกร้องปัญหาในรายกรณีไม่ได้เป็นการเรียกร้องเชิงโครงสร้าง

    โครงสร้างทั้ง ๓ ประการนี้เปรียบเสมือนเสารั้วที่ทำหน้าที่ค้ำจุนโครงสร้างของสังคมให้มี ดุลยภาพอยู่ได้ โดยไม่ทำให้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นขยายตัวไปสู่ความรุนแรง แม้ในอดีตสังคมไทยจะมีความขัดแย้งเกิดขึ้นตลอดเวลา แต่มักจะเป็นความขัดแย้งเฉพาะประเด็นหรือรายกรณี ไม่ใช่ความขัดแย้งในเชิงของโครงสร้างของระบบ จึงไม่ทำให้ระบบต้องล้มหรือพังทลายลงไป เนื่องจากยังมีเสารั้วที่เหลือทำหน้าที่ค้ำยันระบบของสังคมให้สามารถดำรง อยู่ได้ แม้จะคลอนแคลนก็ตาม นอกจากนี้ สังคมมักมีแนวทางหรือภูมิปัญญาที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ รวมทั้งยังอาจแก้ไขโดยการตกลงกันภายในกลุ่มชนชั้นนำด้วยกันเอง 
    อย่างไรก็ตาม โครงสร้างเหล่านี้สามารถสร้างดุลอำนาจในสังคมได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่า นั้น เนื่องจากสังคมมีลักษณะเป็นพลวัต จึงมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ กระแสโลกาภิวัตน์ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองแบบ ประชาธิปไตย ทำให้มีการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การกระจายความเจริญและการปรับตัวสู่ระบอบประชาธิปไตย โดยมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวแสดงถึงการปรับตัวของสังคมให้สอดคล้องกับโลกาภิวัตน์ และกระทบต่อสมดุลอำนาจทางสังคมที่อาจเหมาะสมในช่วงเวลานั้น แต่ไม่เหมาะสมกับสังคมสมัยใหม่ที่เจริญก้าวหน้าและเปลี่ยนแปลงไป เช่น การพัฒนาไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยซึ่งต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของประชาชนมาก ขึ้น ทำให้ประชาชนเริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในฐานะที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยยิ่ง ขึ้น การสร้างดุลยภาพแบบเดิมโดยใช้กลไก ๓ ประการข้างต้น จึงไม่สามารถสร้างสมดุลได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป

    เมื่อสังคมไม่สามารถจัดการความขัดแย้งได้อย่างเหมาะสม เมื่อมีปัจจัยอื่นเป็นตัวกระตุ้น ประกอบกับกลไกการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ด้อยประสิทธิภาพ ความขัดแย้งจึงยกระดับไปสู่ความรุนแรง  
    ๓.๓.๒ ระยะความขัดแย้งปรากฏ (Overt Conflict) 
    เมื่อสังคมพัฒนาสู่ยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ทำให้สังคมไทยเกิดการปรับตัวครั้งสำคัญ อันส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเดิมในสังคม และผันแปรความขัดแย้งที่มีอยู่เดิมไปสู่ความรุนแรง หากมีเหตุปัจจัยและตัวกระตุ้นเข้ามาเสริม ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ ได้แก่
    ๓.๓.๒.๑ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ จากการที่ประเทศไทยมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจแบบขนานใหญ่ โดยมีการประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศ ทำให้ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างจากเศรษฐกิจแบบพึ่งตนเองไปสู่การ เกษตรกรรมเชิงพาณิชย์ มีการเปลี่ยนแปลงจากสังคมเกษตรกรรมสู่สังคมอุตสาหกรรม เกิดการเคลื่อนย้ายทุน แรงงาน และการกระจายความเจริญไปยังส่วนภูมิภาค มีการย้ายฐานการผลิตออกจากกรุงเทพมหานครไปยังจังหวัดอื่นๆ โดยเฉพาะในภาคกลางและภาคตะวันออก เช่น การเติบโตของเศรษฐกิจในโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก (Eastern Seaboard) แต่การย้ายฐานการผลิตดังกล่าวยังไม่ได้กระจายไปยังทุกภูมิภาคของประเทศ 

    การปรับเปลี่ยนโครงสร้างดังกล่าวส่งผลให้พื้นที่ชนบทเริ่มมีความสำคัญมาก ขึ้น และเกิดการ "สะสมทุน" ในชนบทตามแบบทุนนิยมสมัยใหม่ เช่น ที่ดิน เครื่องจักร และสินค้าทุนอื่นๆ รวมทั้งการสะสมทุนผ่าน "การออม" ประเภทต่างๆ เพื่อระดมทุนไปใช้ในการผลิตที่เป็นผลมาจากขยายตัวของโครงการประชานิยม เช่น โครงการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน โครงการธนาคารประชาชน โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือ OTOP และโครงการพัฒนาหมู่บ้านและชุมชน (SML) ของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตลอดจนโครงการในลักษณะเดียวกันของรัฐบาลต่อๆ มา ซึ่งมีผลต่อการเติบโตของการผลิตในชนบท และเพิ่มโอกาสการจ้างงานและโอกาสทางเศรษฐกิจอื่นๆ ประกอบกับการเพิ่มรายจ่ายของงบประมาณที่กระจายไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้อง ถิ่น และการเพิ่มสัดส่วนของรายได้นอกภาคเกษตรกรรมของครัวเรือนทั่วประเทศที่สูง ถึงร้อยละ ๖๐ ของรายได้รวมของครัวเรือน โดยเฉพาะสัดส่วนรายได้นอกภาคเกษตรกรรมของครัวเรือนในภาคตะวันออกฉียงเหนือ นั้นสูงถึงร้อยละ ๘๐ ของรายได้รวมของครัวเรือน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อ "การสะสมทุน" ในชนบท และส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจชนบทเป็นอันมาก 
    การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจเหล่านี้ทำให้ประชาชนสามารถพึ่งตนเองได้ มากขึ้นในทางเศรษฐกิจ ความรู้สึกที่ประชาชนต้องการความเท่าเทียมทำให้เกิดสำนึกความเป็น "พลเมือง" มากกว่าเป็นผู้ใต้ปกครองที่รอคำสั่งจากรัฐเพียงฝ่ายเดียว อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมแบบไพร่ฟ้าที่มีอยู่แต่เดิม และโครงสร้างประชาธิปไตยแบบครึ่งใบ รวมถึงการเปลี่ยนบทบาทรัฐ แบบรัฐจัดการหรือรัฐสงเคราะห์มาเป็นการจัดการแบบรัฐสวัสดิการ (Welfare State) ซึ่งมองว่าสิ่งที่รัฐให้เป็นสิทธิอันพึงได้ของประชาชนมากกว่าการสงเคราะห์ 

    การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างเศรษฐกิจดังกล่าวทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ยุคทุน นิยมอย่างเต็มรูปแบบ ก่อให้เกิด "กลุ่มทุนใหม่" เช่น ธุรกิจกลุ่มโทรคมนาคม สื่อสารมวลชน และบันเทิง ซึ่งมีการขยายตัวมากกว่า “กลุ่มทุนเก่า” เช่น กลุ่มธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงิน กลุ่มธุรกิจค้าปลีก และกลุ่มอุตสาหกรรมที่สำคัญ เช่น ปูนซีเมนต์ ยานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งถือครองอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองการปกครองเดิม นอกจากนี้ การที่ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้มีโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรมากขึ้น ทำให้วัฒนธรรมแบบไพร่ฟ้าค่อยๆ เลือนหายไป และเกิดวัฒนธรรมแบบ “ปัจเจกชน” หรือแนวคิดแบบ “เสรีนิยม” ที่บุคคลมีความเชื่อมั่นในศักยภาพที่จะพัฒนาตนเองได้โดยไม่ร้องขอ หรือเป็นผู้รอรับจากฝ่ายรัฐ
    ๓.๓.๒.๒ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ซึ่งเกิดขึ้นสืบเนื่องจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ และเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่มาจากการรับฟังเสียงของประชาชน โดยถือได้ว่าเป็น “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” อย่างแท้จริง รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวได้มีการปฏิรูปการเมืองเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองและการตรวจสอบอำนาจรัฐเพิ่ม ขึ้น เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในระบอบการเมือง โดยให้มีวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง มีองค์กรอิสระและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองให้มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพ พร้อมกับมีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมควบคู่กันไปด้วย นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวยังส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน รวมทั้งรับรองสิทธิความเป็นพลเมือง ทำให้เกิดแนวคิด "ความเป็นพลเมือง" ว่าประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจทางการเมือง ทำให้การปกครองแบบรวมศูนย์ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปสู่การกระจายอำนาจมากขึ้น ประชาชนและชุมชนเริ่มมีบทบาททางการเมืองและตระหนักในความเท่าเทียมกันมาก ขึ้น ทำให้วัฒนธรรมแบบไพร่ฟ้าและรัฐแบบสงเคราะห์เกิดการสั่นคลอน และทำให้ปัญหารากเหง้าความขัดแย้งที่แต่เดิมไม่ปรากฏอาการ เริ่มแสดงอาการชัดเจนขึ้น และก้าวเข้าสู่ความขัดแย้งระดับปรากฏ ด้วยเหตุดังกล่าว คอป. จึงถือเอารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษา สาเหตุและรากเหง้าที่นำไปสู่ความรุนแรงในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ๒๕๕๓ 
    จากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่สามารถพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจและรับรู้ถึงสิทธิความเป็น พลเมืองของตนได้มากขึ้น จึงเกิดปรากฏการณ์การเรียกร้องสิทธิต่างๆ จากรัฐ และเกิดการรวมกลุ่มในลักษณะของ "ประชาชนระดับรากหญ้า" ที่ตื่นตัวและต้องการมีส่วนร่วมทางการเมืองในลักษณะของกลุ่มเคลื่อนไหวทาง การเมือง (Political Movement) มากยิ่งขึ้น

    กลุ่มทุนใหม่และประชาชนระดับรากหญ้าได้มีการเชื่อมโยงระหว่างกัน โดยผ่านการนำเสนอนโยบายประชานิยมของรัฐบาลที่ตอบสนองความต้องการของ ประชาชนกลุ่มรากหญ้าและอาศัยประชาชนกลุ่มรากหญ้าเป็นฐานเสียงสำคัญ เพื่อให้กลุ่มทุนใหม่ได้มาซึ่งอำนาจรัฐ (กลุ่มทุนใหม่ให้ประชานิยมแก่รากหญ้า รากหญ้าตอบแทนด้วยคะแนนเสียง) การเชื่อมโยงดังกล่าวทำให้กลุ่มทุนใหม่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ และได้จัดตั้งรัฐบาลในการบริหารประเทศ ซึ่งแสดงถึงการเข้ามามีอำนาจรัฐแบบเต็มตัว และเมื่อเข้ามาบริหารประเทศแล้วจึงได้มีการนำเสนอนโยบายประชานิยมอย่างเต็ม ที่ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนรากหญ้าในฐานะที่เป็นฐานคะแนนเสียงสำคัญ ที่ทำให้ได้รับชัยชนะ และนำไปสู่การสร้างความนิยมและศรัทธาในตัวผู้นำจากการดำเนินนโยบายและแนวทาง ในการบริหารดังกล่าว
    อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ประชาชนในสังคมหรือกลุ่มผู้อยู่ใต้ปกครองเดิม เกิดความรู้สึกถึงความเท่าเทียมและรู้ถึงสิทธิความเป็นพลเมือง รวมทั้งมีการเรียกร้องสิทธิต่างๆ ที่พึงได้จากรัฐ และยังนำไปสู่การเกิด "กลุ่มทุนใหม่" ซึ่งมีความขัดแย้งกับ "กลุ่มทุนเก่า" เกิด "แนวคิดแบบเสรีนิยมและแนวคิดความเป็นพลเมือง" ซึ่งตรงข้ามกับ "วัฒนธรรมแบบไพร่ฟ้า" เกิด "ประชาชนระดับรากหญ้า" ซึ่งขัดแย้งกับ "ชนชั้นนำ" เหล่านี้ทำให้สังคมเกิดความขัดแย้งและการต่อสู้แย่งชิงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และชนชั้นทางสังคม 
    อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นภาวะการปรับตัวทางสังคม ซึ่งสร้างความเท่าเทียมกันทางสังคม และความเป็นพลเมือง ที่เหมาะสมกับสังคมในยุคโลกาภิวัตน์ ในขณะที่ความเชื่อในวัฒนธรรมแบบไพร่ฟ้ายังคงมีอยู่ จึงเกิดการปะทะกันระหว่างความเชื่อดังกล่าวเป็นระยะๆ 

    ประกอบกับในช่วงเวลาดังกล่าว ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้เกิดการชะงักงันในการพัฒนาอยู่ระยะหนึ่ง ช่วงเวลาดังกล่าวทำให้กลุ่มทุนใหม่ภายใต้การสนับสนุนของประชาชนรากหญ้าเข้า มามีอำนาจในการบริหารประเทศ และดำเนินนโยบายประชานิยม จนเกิดระบอบทักษิโณมิกส์ มี ปัญหาการคอรัปชั่นเชิงนโยบายอย่างกว้างขวาง รวมถึงการเกิดคดีซุกหุ้น กระแสความไม่พอใจรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ก่อให้เกิด "กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" ขึ้น และใช้ประเด็นเหล่านี้เรียกร้องอันนำไปสู่การสร้างปมความขัดแย้งที่รุนแรง และเรื้อรัง
    การพัฒนาเทคโนโลยีด้านการสื่อสารส่งผลให้มีผู้ที่เข้ามาเป็นสื่อมวลชนที่ เป็นสื่อทางเลือก เช่น เคเบิลทีวี ทีวีดาวเทียม และวิทยุชุมชน เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะทำได้ง่าย ลงทุนน้อย ซึ่งสื่อทางเลือกเหล่านี้บางช่องทางเป็นสื่อมวลชนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อ ประโยชน์ทางการเมืองของกลุ่มการเมือง หรือเป็นผู้สนับสนุนทางการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อันนำไปสู่ข้อกล่าวหาที่ว่าการนำเสนอข้อมูลข่าวสารนั้นไม่ใช่การเสนอข่าวของ “สื่อแท้” แต่เป็น “สื่อเทียม” ซึ่งเป็น “สื่อการเมือง” ที่สร้างความสับสนแก่ประชาชนทั่วไปในฐานะผู้รับข้อมูลข่าวสาร นอกจากนี้ พัฒนาการของ “สื่อใหม่” ที่เป็นเครือข่ายทางสังคม (Social Network) ส่งผลให้ประชาชนมีช่องทางในการสื่อสารแบบสองทาง (Two-Way Communication) อย่างเสรี ประชาชนทั่วไปจึงสามารถเป็นทั้งผู้รับสารและผู้ส่งสาร หรือเรียกได้ว่าเป็น “สื่อบุคคล” ซึ่ง “สื่อบุคคล” เหล่านี้ถูกนำมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของกลุ่มการเมือง หรือผู้สนับสนุนทางการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเช่นกัน 

    เมื่อความขัดแย้งเริ่มปรากฏขึ้น สื่อมวลชนเป็นปัจจัยกระตุ้น ตลอดจนขยายระดับความรุนแรงของความขัดแย้ง เนื่องจากสื่อกระแสหลักเป็นสื่อที่ควบคุมโดยรัฐ ทำให้ข้อมูลที่นำเสนอสู่สาธารณะเป็นข้อมูลด้านเดียวที่สนับสนุนภาครัฐ ในขณะที่ประเด็นทางลบของรัฐบาลไม่ถูกนำเสนอ ลักษณะเช่นนี้จึงเอื้อให้ “สื่อการเมือง” ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการเรียกร้องของฝ่ายต่างๆ ในลักษณะของการสร้างภาพเสมือนจริงทางโทรทัศน์ (Reality Show/Reality TV) ซึ่งสืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ทำให้ประชาชนผู้ที่รับสื่อสามารถมีส่วนร่วมเป็นผู้แสดงและเป็นผู้ให้ข่าว ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น การส่งข้อความสั้นแสดงความคิดเห็น (sms) ซึ่งมีลักษณะเป็นการสื่อสารแบบสองทาง ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับสื่อได้มากขึ้น ส่งผลให้เกิดเครือข่ายความสัมพันธ์ทางสังคมขนานใหญ่ในทุกระดับ กระบวนการเหล่านี้ทำให้ผู้รับสื่อที่เดิมรับสื่อเพียงฝ่ายเดียวปรับเปลี่ยน บทบาทมาเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการสื่อสารได้ทั้งสองทาง คือ เป็นผู้รับและผู้ส่ง นอกจากนี้ยังมีสื่อทางเลือกและสื่อบุคคล เช่น Social Network วิทยุชุมชน ที่รัฐไม่สามารถควบคุมได้ โดยอาจเป็นสื่อที่เลือกข้างทางการเมือง
    ปัจจัยดังกล่าวได้กระตุ้นให้ความขัดแย้งขยายวงกว้างออกไป โดยยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นตัวกระตุ้นและแปรเปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นความรุนแรง ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป
    ๓.๓.๓ ระยะความขัดแย้งในระดับการช่วงชิงอำนาจ (Power Struggle) และการเกิดความรุนแรง (violence)

    เมื่อความขัดแย้งปรากฏ ได้เกิดสองกลุ่มที่เป็นปรปักษ์กันอย่างชัดเจนเข้ามาช่วงชิงอำนาจรัฐ ในระยะที่ความขัดแย้งเข้าสู่ขั้นของการช่วงชิงอำนาจและแปรเปลี่ยนเป็นความ รุนแรง ได้มีปัจจัยที่เป็นตัวกระตุ้นให้แปรเปลี่ยนความขัดแย้งไปสู่ความรุนแรงหลาย ประการ ดังนี้
    ๓.๓.๓.๑ ความเข้าใจระบบประชาธิปไตยที่แตกต่างกัน หลังจากเกิดความขัดแย้งในสังคมในลักษณะแบ่งสี สังคมได้แบ่งกลุ่มออกเป็น ๒ กลุ่มอย่างชัดเจน ความขัดแย้งประเด็นหนึ่งที่ทั้งสองกลุ่มหยิบยกขึ้นกล่าวถึงคือ ความเข้าใจและการรับรู้ระบบประชาธิปไตยที่แตกต่างกัน ของทั้งสองกลุ่ม อันได้แก่ 
    (๑) กลุ่มที่เชื่อว่ามีประชาธิปไตยแบบที่จับต้องได้ โดยมองว่าประชาธิปไตยเป็นเรื่องของเสียงข้างมาก มีนโยบายที่ตอบสนองความต้องการของคนส่วนใหญ่ ซึ่งเห็นว่าถ้าได้รับเลือกตั้งจะมีอำนาจสิทธิขาดในการบริหารประเทศ ได้แก่ “กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)” ที่เชื่อว่า รัฐบาลต้องมีนโยบายที่ตอบสนองความต้องการประชาชนรากหญ้า ส่งผลให้เกิดรัฐบาลเสียงข้างมากที่มาจากการเลือกตั้ง และอ้างสิทธิการเป็นตัวแทนของประชาชนอันเป็นความชอบธรรมตามหลักการเสียงข้าง มากในระบอบประชาธิปไตย แม้จะมีการคอรัปชั่นบ้างก็ตาม
    (๒) กลุ่มที่เชื่อว่าประชาธิปไตยเป็นเรื่องของความโปร่งใส และการถูกตรวจสอบ
    ความเชื่อที่แตกต่างของกลุ่มทั้งสองดังกล่าว ทำให้การนำประชาธิปไตยไปใช้มีความแตกต่างกัน ได้แก่ "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" มีความเชื่อว่าประชาธิปไตยที่ถูกต้องต้องมีความชอบธรรม ปราศจากการคอรัปชั่น มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และผู้มีอำนาจรัฐต้องพร้อมที่จะถูกตรวจสอบตลอดเวลา (Accountability) หลักการนี้นำไปสู่ความต้องการในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล การมีฐานความเชื่อที่ต่างกันเช่นนี้เป็นการเลือกมองประชาธิปไตยเฉพาะส่วนที่ ตรงกับความเห็นของฝ่ายตน ซึ่งเป็นความจริงเพียงส่วนเดียว และปฏิเสธความจริงของฝ่ายตรงข้าม ทำให้หาจุดร่วมในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้ยาก และพัฒนาไปสู่ความรุนแรงได้ในที่สุด

    ๓.๓.๓.๒ การขยายตัวของสื่อการเมืองและสื่อบุคคล ที่มีบทบาทในการเผยแพร่ข้อมูล ตลอดจนความคิดเห็นเฉพาะในส่วนที่สนับสนุนฝ่ายตนและต่อต้านฝ่ายตรงข้าม สื่อเหล่านี้รัฐไม่สามารถควบคุมได้ โดยสื่อแต่ละฝ่ายจะทำหน้าที่ผลิตและขยายภาพความดีของฝ่ายตนให้ใหญ่กว่าปกติ แต่ลดขนาดภาพความผิดพลาด หรือข้อบกพร่องของฝ่ายตนให้เล็กกว่าปกติ ในขณะเดียวกันก็ลดขนาดภาพความดีของฝ่ายตรงข้ามให้เล็กกว่าปกติ และขยายภาพความผิดพลาดของฝ่ายตรงข้ามให้ใหญ่กว่าปกติ ซึ่งการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อการเมืองและสื่อบุคคลเหล่านี้ เป็นการเผยแพร่ข้อมูลโดยที่ไม่มีกลไกกลั่นกรองหรือตรวจสอบใดๆ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ หรือการตรวจสอบควบคุมกันเอง ดังนั้น การเผยแพร่ข้อมูลในลักษณะการโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) หรือการเผยแพร่ถ้อยคำที่ทำให้เกิดความเกลียดชัง (Hate Speech) จึงทำได้ง่าย และข้อมูลเหล่านั้นก็ถูกนำไปเผยแพร่ซ้ำในวงกว้างโดยการส่งข้อมูลต่อๆ กัน (Sharing) ผ่านสื่อบุคคลทั้งที่เป็นเครือข่ายสังคม และเว็บบอร์ดต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว
    เมื่อมีสื่อทางเลือกที่สามารถเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารได้โดยเสรีเกิดขึ้น ก็ทำให้ข้อมูลที่ไม่เคยถูกเผยแพร่กลับถูกนำมาเปิดเผย และแพร่กระจายไปในวงกว้างได้ง่าย โดยที่รัฐบาลไม่สามารถแทรกแซงหรือควบคุมได้มากนัก หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นช่องทางการสื่อสารที่ปลอดจากรัฐ ประชาชนสามารถเลือกรับหรือไม่รับเนื้อหาข้อมูลข่าวสารตามที่ตนต้องการได้โดย เสรี ซึ่งกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มุ่งประสงค์ให้เกิดความรุนแรงก็อาศัยความ อยากรู้อยากเห็นข้อมูลข่าวสารที่เคยถูกปิดกั้นจากภาครัฐมาใช้เพื่อโฆษณาชวน เชื่อ หรือปลุกระดมด้วยเช่นกัน

    ๓.๓.๓.๓ การรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน  ๒๕๔๙ คณะปฏิรูปการปกครองในระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ได้กระทำการ "รัฐประหาร" ยึดอำนาจการปกครองของรัฐบาลที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ ในระหว่างที่เดินทางไปราชการต่างประเทศ โดยมี พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก เป็นหัวหน้า 
    แม้การรัฐประหารดังกล่าวจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนบางส่วน โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครที่เบื่อหน่ายต่อปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง อันเนื่องมาจากการบริหารราชการของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยไม่เห็นหนทางอื่นที่จะแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว แต่การรัฐประหารเป็นปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นให้เกิดความรุนแรง ทั้งนี้ เพราะสังคมมีความเชื่อว่าการรัฐประหารเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ปกติ และไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งทำให้เกิดการไม่ยอมรับขึ้น แม้ว่าจะมีข้ออ้างว่าหากไม่ทำการรัฐประหารอาจเกิดความรุนแรงที่มีความรุนแรง และความเสียหายมากกว่าก็ตาม ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงการใช้ความรุนแรงเพื่อหยุดยั้งความรุนแรง ซึ่งก็เป็นการสร้างความรุนแรงอยู่ดี อีกทั้งยังนำไปสู่การตั้งข้อสงสัยต่อความเป็นนิติรัฐของประเทศ จากบทบาทของทหารที่เข้ามาแทรกแซงการเมืองในประเทศไทยอย่างชัดเจน อันส่งผลลบต่อพัฒนาการของระบอบประชาธิปไตย
    ๓.๓.๓.๔ ความเคลือบแคลงในหลักนิติธรรม (Rule of Law) ของประเทศไทย จากกรณีคำวินิจฉัยคดี "ซุกหุ้น" ของศาลรัฐธรรมนูญในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ ที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ๒ คน ลงมติว่าคดีดังกล่าวไม่อยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ผนวกกับการลงมติของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีก ๖ คน ที่วินิจฉัยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้กระทำผิดในข้อกล่าวหา "ซุกหุ้น" ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ต่อไป และเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สนับสนุนให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความชอบธรรมในการบริหารประเทศ

    ตลอดจนกรณีประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข (ประกาศ คปค.) ฉบับที่ ๒๗ ที่เพิ่มโทษเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบ และประกาศ คปค. ฉบับที่ ๓๐ ที่แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ขึ้นมาทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตที่เกิดขึ้นในช่วงรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งทำให้เกิดการโต้เถียงในสังคมเกี่ยวกับความชอบธรรมของคณะรัฐประหาร ความชอบธรรมในการออกกฎหมายย้อนหลัง การตั้งบุคคลที่มีลักษณะเป็นปฏิปักษ์มาสอบสวน และการนิรโทษกรรมตามมาตรา ๓๐๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ที่ระบุว่า ให้การกระทำใดๆ ที่รับรองตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๙ ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ 
    นอกจากนี้ยังรวมถึงกรณีปัญหาอื่นๆ เช่น กรณีการฆ่าตัดตอนในการดำเนินนโยบายประกาศสงครามยาเสพติด การแทรกแซงองค์กรอิสระ การมีผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) ของฝ่ายบริหาร และการที่เจ้าพนักงานที่ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางวินัย ในการใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงเกี่ยวกับความสอดคล้องกับหลักนิติธรรมมา อย่างต่อเนื่อง

    ข้อถกเถียงเรื่องหลักนิติธรรมในสังคมไทยที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การที่นักกฎหมายยอมรับประกาศคณะปฏิวัติในฐานะกฎหมาย เนื่องจากสังคมมีการพัฒนาแนวคิดที่ว่ากฎหมายคือคำสั่งของผู้มีอำนาจ เมื่อใครมีอำนาจรัฐจะสั่งอย่างไรก็ได้ ทั้งๆ ที่กฎหมายต้องมีเนื้อหาสาระที่เป็นธรรมตามธรรมชาติ ปกป้องผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ และมีกระบวนการออกกฎหมายที่ชอบธรรม มิใช่แค่คำสั่งของผู้มีอำนาจ อีกทั้งกฎหมายต้องเป็นใหญ่เหนือกฎที่คนคนเดียวเขียนขึ้น หรือกฎหมู่ที่คนตั้งขึ้น และมิใช่แค่เพียงกฎเกณฑ์ที่ออกโดยรัฐาธิปัตย์เพื่อใช้บังคับ เพราะหากเป็นเช่นนั้น นักกฎหมายก็จะรับไปใช้โดยไม่สนใจว่ากฎหมายที่ออกมามีเนื้อหาชอบธรรมหรือไม่ กฎหมายจึงกลายเป็นเครื่องมือของผู้ที่มีอาวุธ หรือกลุ่มทุนนิยม ถ้ากฎหมายออกมาเอื้อเศรษฐกิจเชิงทุนนิยม นักกฎหมายจะกลายสภาพเป็นเครื่องมือรับใช้กลุ่มทุนโดยไม่รู้ตัว
    ๓.๓.๓.๕ ตุลาการภิวัฒน์ เมื่อโครงสร้างการถ่วงดุลอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติเสียดุล ไป กล่าวคือ ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติเป็นฝ่ายเดียวกัน เนื่องจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เป็นผู้เลือกนายกรัฐมนตรีและมาจากพรรคเดียวกัน ฝ่ายตุลาการจึงเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการถ่วงดุลอำนาจ ทำให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ในลักษณะที่ไม่ยอมรับกลไกของกระบวนการยุติธรรม และนำไปสู่การโจมตีบทบาทดังกล่าว ทำให้สังคมมีสภาพที่เสมือนหนึ่งขาดผู้รักษากติกาที่เป็นกลางในสถานการณ์ความ ขัดแย้งเช่นนี้
    ๓.๓.๓.๖ การแทรกแซงองค์กรอิสระ ซึ่งมีทำหน้าที่เป็นกลไกตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา กลับไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร องค์กรอิสระต่างๆ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง ทำให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่โปร่งใสและไม่เป็นกลาง โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง คณะกรรมการการเลือกตั้ง และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จนกลายเป็นสาเหตุประการหนึ่งที่นำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองในเวลาต่อมา

    ๓.๓.๓.๗ การตั้งข้อกล่าวหาที่รุนแรงเกินจริงของผู้ที่มีอำนาจรัฐต่อผู้ต่อต้าน โดยเฉพาะการตั้งข้อกล่าวหาการก่อการร้ายกับกลุ่มผู้ชุมนุม และการควบคุมตัวผู้ชุมนุมในข้อหาละเมิดคำสั่งตามพระราชกำหนดการบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ทำให้เกิดการต่อต้านและความอาฆาตแค้นที่นำไปสู่ความรุนแรงมากขึ้น และเนื่องจากข้อกล่าวหาการก่อการร้ายเป็นคดีอุกฉกรรจ์ ทำให้การประกันตัวเป็นไปได้ยาก (ข้อกล่าวหาไม่ได้สัดส่วนกันกับการกระทำ) จึงเป็นการสร้างความคับข้องใจว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม อันนำไปสู่ความเกลียดชังและความก้าวร้าวรุนแรงมากขึ้น
    ๓.๓.๓.๘ การสร้างการรับรู้ว่ากระบวนการยุติธรรมมีสองมาตรฐาน มีการกล่าวอ้างว่ามีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมทั้งในด้านการบังคับใช้ กฎหมาย และการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ ทำให้เกิดความเคลือบแคลงต่อหลักนิติธรรม และความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรม เช่น กรณีที่มีผู้ถูกกล่าวหาในคดีเดียวกันของทั้งสองฝ่าย แต่ฝ่ายหนึ่งได้รับการประกันตัว ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำเป็นจำนวนมาก ทำให้ถูกนำไปขยายผล และโจมตีว่ามีการเลือกปฏิบัติหรือสองมาตรฐานเกิดขึ้น
    ๓.๓.๓.๙ การกล่าวอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อประโยชน์ทางการเมือง ของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในความขัดแย้ง ซึ่งไม่ต้องการสูญเสียอำนาจหรือผลประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ เกิดขึ้น จึงพยายามรักษาสถานภาพ (status quo) ของตนโดยการกล่าวอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์หรือดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มา เป็นประเด็นในทางการเมือง เพื่อสร้างความชอบธรรมจากมวลชนในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของตน ทำให้ปัญหาทางการเมืองลุกลามบานปลาย จนเกิดความแตกแยกของประชาชน รวมทั้งมีการกระทำในลักษณะที่จาบจ้วงหรือกระทบกระทั่งต่อสถาบัน และการใช้กฎหมายหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือในการกำจัดศัตรูทาง การเมือง โดยการโจมตีฝ่ายตรงข้ามว่าไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และสร้างความชอบธรรมให้แก่ฝ่ายตนเองว่ามีจุดมุ่งหมายเพื่อการปกป้องสถาบัน พระมหากษัตริย์ ส่งผลให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบเกิดความคับแค้นใจ และส่งผลร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงมีความพยายามที่จะทำให้สถาบันเป็นแค่สัญลักษณ์ ซึ่งสร้างความขัดแย้งหรือความรุนแรงได้ง่าย เนื่องจากเป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหว รวมทั้งมีการผลิตชุดความคิดที่ว่าสถาบันองคมนตรีเข้ามาแทรกแซงทางการเมือง และขยายผลอย่างกว้างขวาง อันนำมาซึ่งการต่อสู้และการกระทบกระทั่งระหว่างฝ่ายที่มีความเห็นแตกต่างกัน ในสังคม 

    ๓.๓.๓.๑๐ สังคมขาดองค์ความรู้ในการจัดการความขัดแย้งและสันติวิธี ส่งผลให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งใช้วิธีการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ด้วยความรุนแรง กล่าวคือ กลุ่มผู้ต่อต้านฝ่ายที่มีอำนาจรัฐมุ่งที่จะยั่วยุให้เกิดความรุนแรง เพราะเชื่อว่าหากเกิดความรุนแรงแล้วรัฐจะใช้กำลังในการปราบปรามเพื่อให้ฝ่าย ตรงข้ามแพ้ โดยทั้งสองฝ่ายจะถือว่าฝ่ายใดที่ใช้กำลังก่อนเป็นผู้แพ้ เช่น การเดินขบวนยั่วยุให้รัฐใช้กำลังปราบปราม ในขณะที่ฝ่ายผู้มีอำนาจรัฐต้องการรักษาอำนาจ จึงมักจะเลือกใช้การปราบปราม หรือสลายการชุมนุมเรียกร้องด้วยวิธีการที่รุนแรง โดยอ้างว่าดำเนินการเพื่อป้องกันการขยายตัวของความรุนแรง ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการขาดองค์ความรู้ทางสังคมที่นำมาใช้ใน การจัดการความขัดแย้งโดยสันติวิธีอันจะป้องกันมิให้ใช้ความรุนแรง
    ๓.๓.๓.๑๑ การใช้ทหารจัดการกับความขัดแย้ง มาตรการที่ผู้มีอำนาจรัฐใช้ในการควบคุมและดำเนินการกับผู้เข้าร่วมชุมชนทั้ง ในเหตุการณ์การชุมนุมเมื่อเดือนเมษายน ๒๕๕๒ และระหว่างเดือนเมษายน-พฤษภาคม ๒๕๕๓ ไม่สอดคล้องกับบทบาททหารที่ถูกฝึกขึ้นมาเพื่อปราบปรามศัตรูผู้รุกรานมากกว่า ที่จะดำเนินการกับผู้ชุมนุม ซึ่งมีความเชื่อหรืออุดมการณ์ที่ต่างกัน การขาดความรู้ ความชำนาญ และการมีค่านิยมของหน่วยงานที่ต้องปราบปรามฝ่ายตรงข้าม จึงเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้ความรุนแรงขยายตัวมากยิ่งขึ้น 
    ๓.๓.๓.๑๒ การโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (อดีตนายกรัฐมนตรี) ส่งผลให้กลุ่มผู้สนับสนุนจะเกิดความฮึกเหิม แต่ในขณะเดียวกันกลุ่มตรงข้ามเกิดความรู้สึกต่อต้านและไม่ไว้วางใจ

    ๓.๓.๓.๑๓ การป่วนทางวัฒนธรรมที่แสดงออกถึงความเกลียดชัง และตอกย้ำข้อขัดแย้งที่มีอยู่เดิม เช่น พรรคเพื่อไทยกลายเป็นพรรคเผาไทย พรรคประชาธิปัตย์กลายเป็นพรรคประชาวิบัติ เป็นต้น รวมทั้งมีการแสดงออกที่แสดงถึงความเกลียดชัง ยั่วยุให้เกิดความแตกแยก แบ่งพรรคแบ่งพวก โดยใช้ความจริงเพียงบางส่วนเป็นตัวตอกย้ำเพื่อขยายความขัดแย้งให้ร้าวลึก 
    ๓.๓.๓.๑๓ ความขัดแย้งแบบเดิมพันสูง ลักษณะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นแบบผู้ชนะกินรวบ จนแต่ละฝ่ายรู้สึกแพ้ไม่ได้ เพราะมีต้นทุนที่จะสูญเสียเป็นจำนวนมาก และจะต้องถูกแก้แค้นเอาคืนอย่างถึงรากถึงโคนจากฝ่ายผู้ชนะ นอกจากนี้ เมื่อความขัดแย้งดำเนินไป การเดิมพันแพ้ชนะก็ยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จึงนำมาสู่การระดมสรรพกำลังและมวลชนแบบทุ่มสุดตัว และนำเสนอ ข้อเรียกร้องในลักษณะที่ไม่ให้ทางเลือก หรือประนีประนอมรอมชอมกับฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้งแต่อย่างใด ประเด็นความขัดแย้งจึงขยายตัวออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง มีการเปิดประเด็นความขัดแย้งใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง จนสาเหตุตั้งต้นหรือประเด็นพื้นฐานแห่งความขัดแย้งถูกหลงลืมไป การโจมตีพฤติกรรม การเผชิญความขัดแย้งและความชั่วร้ายเลวทรามสุดขั้วของฝ่ายตรงข้าม ถูกนำมาใช้เป็นยุทธวิธีหลักในการระดมมวลชน และดำรงความชอบธรรมและความดีงามถูกต้องของฝ่ายตน ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนจากการเจรจาเพื่อความปรองดองระหว่างรัฐบาลและแกนนำ กลุ่มผู้ชุมนุมที่ล้มเหลว เนื่องจากการแสดงท่าทีในลักษณะดังกล่าวของทั้งสองฝ่าย
    นอกจากนี้ กลุ่มผู้ต่อต้านฝ่ายที่มีอำนาจรัฐมีความพยายามหรือผลักดันให้เกิดความรุนแรง ความขัดแย้ง จึงยกระดับเป็นความรุนแรงและขยายตัวมากขึ้นจากการที่ผู้นำในการเรียกร้อง และรัฐเองเลือกใช้วิธีการที่รุนแรงในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง กล่าวคือ ฝ่ายที่ต่อต้านอำนาจรัฐพยายามผลักดันให้เกิดความรุนแรงผ่านการยั่วยุให้เกิด การปราบปรามจากรัฐ โดยมุ่งหวังชัยชนะ เพราะเชื่อว่าหากรัฐทำการปราบปรามจะถูกมองว่าใช้ความรุนแรง อันจะทำให้ฝ่ายรัฐถูกโจมตีและไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งได้ ขณะที่ฝ่ายผู้มีอำนาจรัฐเลือกอยู่ในตำแหน่งและปราบปรามผู้ชุมนุมมากกว่าการ ลาออก โดยเชื่อว่าการลาออกจากตำแหน่งเป็นการแสดงถึงการยอมตามข้อเรียกร้องหรือเป็น การยอมแพ้ต่อผู้ชุมนุมที่มากดดัน 

    ๓.๓.๓.๑๔ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และประเด็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้ความขัดแย้งแปรเปลี่ยนเป็นความรุนแรง โดยประเด็นของรัฐธรรมนูญนี้เริ่มตั้งแต่การที่คนบางส่วนยังให้ความสำคัญกับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน คนกลุ่มนี้จะมีทัศนคติในทางลบต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และเมื่อมีสภาเข้ามาทำหน้าที่ก็มีการเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากบางส่วนวิพากษ์วิจารณ์ว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มีปัญหาหลายประการ คือ การตรวจสอบอำนาจศาลซึ่งไม่สามารถกระทำได้ ขณะที่อำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารมีการถูกตรวจสอบ ปัญหาการแก้ไขปัญหาสาธารณะทำไม่ได้ เนื่องจากการให้อำนาจกับท้องถิ่นมากกว่าอำนาจรัฐบาล ปัญหามาตรา ๑๙๐ ที่ทำให้การดำเนินการในเรื่องหนังสือสัญญาและพันธกรณีกับต่างประเทศต้องผ่าน กลไกของสภา ทำให้รัฐบาลทำงานไม่ได้ ปัญหาเรื่องการยุบพรรคตามมาตรา ๒๓๗ ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม ปัญหาอำนาจและบทบาทขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่มีบทบาทมากเกินไป ปัญหาที่มาของวุฒิสมาชิกในส่วนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และปัญหามาตรา ๓๐๙ ที่ระบุเรื่องการนิรโทษกรรมให้คณะปฏิวัติ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ทำให้มีความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเกิดการต่อต้านจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย อันนำไปสู่การขยายผลของความขัดแย้งให้เป็นความรุนแรง 

๓.๔ สรุป
    จากสภาพของรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้งจนกระทั่งความขัดแย้งพัฒนาไปสู่ความ รุนแรงในสังคมนั้น ปัจจัยเหล่านี้จะมีความเชื่อมโยงกันและส่งผลกระตุ้นซ้ำกันและกัน ความรุนแรงจึงไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง และจะมีลักษณะที่เป็นองค์รวม ซึ่งเกิดจากการผสมผสานปัจจัยหลายๆ ด้านที่มีความสลับซับซ้อน เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้เชื่อมโยงกันแบบแยกไม่ออก และมีความเป็นพลวัตอยู่ตลอดเวลา
    รากเหง้าของปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาจึงสะท้อนให้เห็นว่า วิกฤติ ความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ๒๕๕๓ นั้น แม้จะดูเสมือนว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ยึดมั่นใน อุดมการณ์แตกต่างกันเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้หยั่งรากลึกถึงปัญหาในระดับโครง สร้างขั้นพื้นฐานทางเศรษฐกิจ สังคม ชนชั้น และการเมืองของประเทศ โดยความขัดแย้งนั้นเดิมอาจเริ่มจากความขัดแย้งระหว่างบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ซึ่งมีความแตกต่างทางแนวคิดและอุดมการณ์อย่างชัดเจน และมีความหวาดระแวงต่อการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมของฝ่ายใดฝ่าย หนึ่ง ว่าจะส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์หรืออำนาจที่เคยมีอยู่เดิม ทำให้เกิดการต่อต้านการเปลี่ยนแปลง เพื่อรักษาสถานะเดิมของตนไว้มิให้เปลี่ยนแปลง (Status Quo) 
    ความขัดแย้งระหว่างบุคคลและกลุ่มบุคคลในลักษณะดังกล่าว เมื่อประกอบกับสภาพปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม (Socio-Economic Structures) ความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นในสังคม การเข้าแทรกแซงทางการเมืองของทหารด้วยการรัฐประหาร การใช้สื่อเป็นเครื่องมือในการขยายผลความขัดแย้ง และความอ่อนแอของกลไกในระบอบประชาธิปไตยและกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับความสอดคล้องกับหลักนิติธรรม ของกลไกของรัฐต่างๆ ทำให้เห็นได้ว่าแท้จริงแล้ววิกฤติความขัดแย้งในประเทศไทยนั้นเกิดจากราก เหง้าของปัญหาที่โยงใยกันอย่างซับซ้อน ไม่มีมูลเหตุใดเพียงลำพังที่จะสามารถอธิบายปัญหาความขัดแย้งได้

    ปัจจัยที่เป็นตัวกระตุ้นเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากที่มีการรัฐ ประหาร ซึ่งเป็นประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายใช้เป็นข้ออ้างในการต่อสู้เพื่อช่วงชิงอำนาจ รัฐในการเข้ามาบริหารประเทศ และทำให้ฝ่ายผู้ที่มีอำนาจรัฐและกลุ่มผู้สนับสนุน กับฝ่ายที่ต่อต้านอำนาจรัฐและกลุ่มผู้สนับสนุนผลัดกันเข้ามามีอำนาจรัฐ ตลอดระยะเวลากว่า ๕ ปี โดยสลับกันเป็นฝ่ายที่มีอำนาจรัฐและฝ่ายต่อต้าน และปัจจัยเหล่านี้เปรียบเสมือนเชื้อเพลิงที่เติมเข้าไปในความขัดแย้งและความ รุนแรงให้ยังคงอยู่ และขยายตัวตลอดช่วงเวลาดังกล่าวมาจนถึงปัจจุบัน.

ส่วนที่ ๔
    เหยื่อ และการเยียวยาและฟื้นฟูเหยื่อ
    ๔.๑ ทฤษฎี แนวคิดทางการดำเนินการ เยียวยา ฟื้นฟูและป้องกันความรุนแรง กรณีมีเหตุการณ์ไม่สงบทางการเมือง
    เพื่อให้การดำเนินการเยียวยาและฟื้นฟูบุคคล สังคม องค์กร และสถาบันที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เป็นไปตามแนวทางความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์และความยุติธรรมทางสังคม เพื่อส่งเสริมให้เกิดความปรองดองและป้องกันมิให้เกิดความรุนแรงและความสูญ เสียขึ้นอีกในอนาคตอย่างเป็นรูปธรรมนั้น
    คอป.ได้ดำเนินการทบทวนทฤษฎีและแนวคิดทางการดำเนินการ โดยได้ทำการศึกษาถึงความหมายและแนวคิดของการเยียวยา หลักความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ รวมทั้งมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวกับการกำหนดแนวทาง และหลักเกณฑ์การเยียวยาในต่างประเทศ นำมาประยุกต์ใช้เพื่อเป็นแนวทางในกระบวนการเยียวยา ฟื้นฟู และป้องกันมิให้เกิดความรุนแรงและความเสียหายสูญเสียซ้ำอีกในอนาคตต่อไป

    ๔.๑.๑ นิยาม ความหมายของการชดเชย (Reparation)
    ความหมายของการชดเชยได้เปลี่ยนแปลงไปตามการตีความในหลักยุติธรรมของยุคสมัย และกาลเวลา แต่มีความเข้าใจในวงกว้างคือค่าตอบแทนและมาตรการชดเชยอื่นๆ ที่จัดให้แก่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงต่อการถูกล่วงละเมิดตามสิทธิ มนุษยชน จากหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อสิทธิของเหยื่อผู้ที่ได้รับบาดเจ็บภาย ใต้การดูแลของสหประชาชาติ
    ด้วยกลไกของกระบวนการยุติธรรมที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย การชดเชยจึงมีรูปแบบเฉพาะที่ไม่ซ้ำรอยกัน โดยปรับตามสถานที่และสถานการณ์ของผู้ที่เป็นเหยื่อในเหตุการณ์ความรุนแรง อีกทั้งการชดเชยในปัจจุบันไม่ได้มีความหมายเฉพาะการมีค่าตอบแทนและมาตรการชด เชยทางด้านอื่นๆ แต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเสมือนสัญลักษณ์ที่สะท้อนให้สาธารณชนรับรู้ถึง “คำขอโทษ” ต่อเหตุการณ์ที่ผ่านมา และยังสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐและสังคมในการตอบสนองต่อการละเมิด สิทธิมนุษยชน ทั้งนี้การทำให้การชดเชยเป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง นอกจากเรื่องค่าตอบแทนและมาตรการชดเชยด้านอื่นๆ แล้ว ยังจำเป็นต้องมีการแสวงหาความจริง มีการปฏิรูปสถาบันต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ เพื่อให้สังคมมีความมั่นใจว่ามาตรการการชดเชยไม่ได้เป็นเพียงสัญญาที่ว่าง เปล่า หรือความพยายามปิดปากผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือผู้เสียหายเท่านั้น
    ๔.๑.๒ ความสำคัญของการชดเชย

    การศึกษาถึงความสำคัญของกลไกการชดเชย เยียวยาเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ ทั้งนี้เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ปฏิบัติงานได้กำหนดมาตรการและแผนการปฏิบัติงาน ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ จากการศึกษาพบข้อสรุปความสำคัญของการชดเชยในประเด็นหลักๆ ดังนี้
    การชดเชย เยียวยา ถือเป็นกลไกที่สำคัญของหลักความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน
    การช่วยเหลือชดเชย เยียวยา เป็นการให้ความสำคัญโดยตรงและอย่างเปิดเผยต่อสภาพความเป็นอยู่ของผู้เสียหาย และมุ่งชดเชยต่อสิทธิที่ถูกละเมิด มุ่งแก้ไขความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้น และมุ่งคุ้มครองศักดิ์ศรีของบุคคล ทั้งนี้จากการศึกษาพบว่า การชดเชยเยียวยาที่สัมฤทธิ์ผลควรมุ่งยืนยันสถานภาพของผู้เสียหายในฐานะ ผู้ทรงสิทธิ์ที่จะได้รับการเยียวยา นอกจากนั้นควรทำหน้าที่เป็นกลไกที่นำไปสู่สภาพการยอมรับต่อการละเมิดที่เกิด ขึ้น รวมถึงความรับผิดชอบของรัฐที่มีต่อความเสียหาย และพันธกิจของสังคมที่จะหาทางแก้ปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างยาวนาน จากการรวบรวมข้อมูลทั้งในและต่างประเทศพบเหตุการณ์ที่ผู้เสียหายเห็นการยอม รับของสังคมต่อการละเมิด เป็นองค์ประกอบที่สำคัญสูงสุดของการเยียวยา แต่ในตรงข้ามเรื่องนี้ได้ถูกละเลยและมักจะเป็นสิ่งที่ขาดหายไปเสมอ

    การชดเชย เยียวยา มีบทบาทที่สำคัญต่อยุทธศาสตร์การฟื้นฟู
    จากการศึกษาพบว่า การช่วยเหลือ ชดเชย เยียวยามีความสัมพันธ์กับมาตรการฟื้นฟู เยียวยาอื่นๆ ทั้งในเชิงแนวคิดและการปฏิบัติ ทั้งนี้ในหลายกรณีแม้ว่าจะมีการตอบสนองสิทธิทางเศรษฐกิจสังคมขั้นพื้นฐานให้ กับผู้เสียหายไปแล้ว แต่ก็มีความจำเป็นที่จะต้องฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน สิทธิพลเรือนรวมถึงสิทธิทางการเมืองให้กลับคืนมา โดยในทางปฏิบัติอาจต้องมีการปฏิรูปสถาบันต่างๆ หรือมีการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาเพื่อกำกับดูแลและบังคับใช้ตามสิทธิ เหล่านี้ ด้วยปัจจัยแวดล้อมเหล่านี้ทำให้กลไกการเยียวยาจำเป็นต้องสอดรับและเสริมกับ กลไกหรือมาตรการอื่นๆ เป็นอย่างดีจึงจะทำให้การทำงานสัมฤทธิ์ผล
    ๔.๑.๓ ลักษณะและประเภทของการชดเชย
    แนวคิดทางกฎหมายของการชดเชยมีองค์ประกอบที่ต้องพิจารณาอยู่ ๒ องค์ประกอบด้วยกัน คือ สิทธิของเหยื่อผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์และหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องที่ ต้องรับผิดชอบต่อผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้สหประชาชาติได้ให้หลักการพื้นฐานและแนวทางเกี่ยวกับสิทธิในการเยียว ยาและชดเชย สำหรับกฎหมายสากลต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นต้น และกฎหมายระหว่างประเทศต่อการละเมิดมนุษยธรรมขั้นร้ายแรง โดยสามารถอธิบายการชดเชยได้ ๕ รูปแบบ ได้แก่
    ๑.การชดใช้ความเสียหาย (Restitution) โดยกำหนดมาตรการการฟื้นฟูเหยื่อจากเหตุการณ์ความรุนแรงให้กลับคืนสู่สภาวะ ปกติ ทั้งในด้านสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพของบุคคล ชีวิตครอบครัว สิทธิการเป็นพลเมือง การคืนสู่ถิ่นฐานบ้านเกิดที่อยู่อาศัย สิทธิการจ้างงาน และการคืนทรัพย์สิน
    ๒.ค่าตอบแทนความเสียหาย (Compensation) การจ่ายค่าตอบแทนความเสียหายที่เกิดขึ้นให้จ่ายตามความเหมาะสมตามสัดส่วนและ สถานการณ์การละเมิดแล้วแต่กรณี ทั้งนี้ความเสียหายดังกล่าวรวมถึงการบาดเจ็บทางร่างกายหรือทางจิตใจ การสูญเสียโอกาส ความเสียหายต่อทรัพย์สิน และการสูญเสียรายได้ รวมทั้งค่าใช้จ่ายต่างๆ อาทิ ค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย ค่าบริการทางการแพทย์ ค่าเยียวยาจิตใจ และค่าบริการทางสังคม
    ๓.การฟื้นฟู (Rehabilitation) เป็นการบำบัดและฟื้นฟูทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจของผู้ได้รับความเสียหาย รวมไปถึงความช่วยเหลือทางกฎหมายและการช่วยเหลือทางสังคมด้วย
    ๔.การสร้างความพึงพอใจ (Satisfaction) เป็นรูปแบบของการชดเชยโดยมีการกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการล่วงละเมิดอื่นๆ เช่น การแสวงหาความจริง การค้นหาผู้สูญหาย การกู้และฝังซากศพที่หลงเหลือ การพิจารณาคดีและการลงโทษ การขอโทษประชาชน การสร้างอนุสรณ์สถานและอนุสาวรีย์

    ๕.การให้หลักประกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย (Guarantees of Non-Recurrence) โดยการปฏิรูปองค์กรต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าสามารถป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนในอนาคตได้ รวมถึงการควบคุมทหารและกองกำลังรักษาความปลอดภัย เสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรตุลาการให้เป็นอิสระ การคุ้มครองข้าราชการพลเรือนและผู้ปฏิบัติงานด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งหมายรวมถึงมาตรฐานสิทธิมนุษยชนทั้งหมด และการจัดตั้งกลไกเพื่อป้องกันและตรวจสอบความขัดแย้งทางสังคม และแก้ไขความขัดแย้ง
    ทั้งนี้ จากรายงานการศึกษาในหลายประเทศพบว่า การชดเชย เยียวยาที่สัมฤทธิ์ผลที่ดีนั้น จะมีองค์ประกอบของรูปแบบที่กล่าวข้างต้นอย่างครบถ้วนและสอดรับกันเป็นอย่าง ดี กล่าวลงในรายละเอียด มาตรการดังกล่าวจะครอบคลุมตั้งแต่มาตรการที่ให้ประโยชน์ในเชิงวัตถุ ไปจนถึงมาตรการในเชิงสัญลักษณ์ ซึ่งมาตรการในเชิงสัญลักษณ์ ได้แก่ การแถลงการณ์เพื่อขอโทษ การตั้งชื่อถนนให้เป็นเกียรติกับผู้เสียหาย การค้นหาซากศพของบุคคลอันเป็นที่รัก การจัดทำที่ฝังศพให้สมเกียรติ การจัดตั้งศูนย์ฟื้นฟูและศูนย์ชุมชน การให้เงินกู้ยืม หรือการให้ทุนสนับสนุนโดยตรงต่อชุมชนตามโครงการเยียวยา มาตรการเหล่านี้อยู่ในรูปแบบของการฟื้นฟู การสร้างความพึงพอใจและการให้หลักประกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

    ๔.๑.๔ บุคคลที่เข้าข่ายได้รับการชดเชย
    โดยหลักการเบื้องต้นผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือเหยื่อที่ถูกล่วงละเมิดตามสิทธิ มนุษยชนระหว่างประเทศหรือกฎหมายมนุษยธรรม มีสิทธิโดยชอบธรรมในการจะแจ้งถึงสิทธิการชดเชยเยียวยาอย่างเพียงพอ ทั้งนี้การถูกล่วงละเมิดดังกล่าวหมายรวมถึงการบาดเจ็บทางร่างกาย จิตใจ ความทุกข์ทรมานทางอารมณ์ การสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจหรือการสูญเสียสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการกระทำหรือการละเว้นที่เป็นการละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนขั้นต้น หรือเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรงต่อครอบครัว หรือบุคคลที่อยู่ในการดูแลอุปการะของเหยื่อโดยตรง และบุคคลผู้ได้รับความเดือดร้อนอันตรายจากการแทรกแซงช่วยเหลือผู้ที่ตกเป็น เหยื่อ หรือจากการป้องกันผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ สำหรับบุคคลผู้ได้รับการเยียวยา
จากการศึกษาพบว่ายังสามารถแบ่งเป็น ๒ ลักษณะด้วยกันคือ
    ๑.แบบเป็นรายบุคคล
    มาตรการแบบรายบุคคลจะต้องอาศัยการจำแนกบุคคลอย่างแม่นยำ ทั้งนี้เพื่อให้บุคคลดังกล่าวได้เข้าถึงความช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม มาตรการรายบุคคลมีความสำคัญ เนื่องจากมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศมักจะกำหนดการเยียวยารายบุคคล เป็นหลัก เนื่องจากเป็นการเน้นย้ำถึงคุณค่าของมนุษย์แต่ละคนและสถานภาพของความเป็น ผู้ทรงสิทธิ หลีกเลี่ยงการมองอย่างเหมารวมต่อผู้เสียหาย ที่อาจเป็นการลดทอนคุณค่าของการเยียวยา แต่ในอีกแง่หนึ่ง เนื่องจากสภาพการณ์ที่แตกต่างกันในแต่ละกรณีและแนวทางการปฏิบัติที่ไม่ เหมือนกัน มาตรการรายบุคคลอาจทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติได้ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายบางกลุ่มหรือบางชุมชนอาจได้รับการเยียวยา ในขณะที่ผู้เสียหายหรือสมาชิกชุมชนคนอื่นๆ อาจไม่ได้รับการเยียวยา ซึ่งอาจทำให้เกิดความตึงเครียดในชุมชนเพิ่มมากขึ้น

    ๒.แบบเป็นกลุ่ม
    มาตรการแบบกลุ่มมุ่งให้ประโยชน์ต่อบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการละเมิดสิทธิ มนุษยชนในข้อจำกัด ที่ไม่สามารถพิสูจน์ตัวบุคคลได้ชัดเจนหรือมีจำนวนมาก ยกตัวอย่างเช่น มาตรการเยียวยาแบบกลุ่มอาจมุ่งแก้ปัญหาเชิงอัตลักษณ์อันเนื่องมาจากการ ละเมิดของบุคคล หรือการละเมิดบางประเภทที่ไม่สามารถตีมูลค่าความเสียหายเป็นตัวบุคคลได้ เช่น มีการทำลายกลุ่ม องค์กรหรือหมู่บ้าน ในบริบทเช่นนี้การเยียวยาแบบกลุ่มอาจเป็นการแก้ปัญหาที่ดีต่อความเสียหาย ที่เกิดขึ้นในลักษณะของการคืนโครงสร้างพื้นฐานของชุมชน การฟื้นคืนความเสียหายที่มีต่ออัตลักษณ์และความเชื่อมั่น อย่างไรก็ตามการเยียวยาแบบกลุ่มพบว่ามีปัญหาในหลายกรณี เพราะไม่สามารถตอบสนองความต้องการภายในอันเป็นผลมาจากการละเมิดและความทุกข์ ที่เกิดขึ้น และบ่อยครั้งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจำแนกว่าชุมชนใดจะได้รับประโยชน์ หรือจะหาเหตุผลที่เลือกให้บางชุมชนแต่ไม่ให้ชุมชนอื่น นอกจากนั้นวิธีการเยียวยาเช่นนี้ยังอาจถูกใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมือง อย่างไรก็ตามในด้านกลับกัน ในบางกรณีของการเยียวยาแบบกลุ่มอาจช่วยส่งเสริมความสามัคคีในชุมชนและลดความ ตึงเครียดลงได้ จากการศึกษาพบว่า การผสมผสานมาตรการเยียวยาทั้งแบบตรงและแบบกลุ่มตามสถานการณ์เป็นกรณีไป จะเป็นวิธีการที่ดีที่สุดภายใต้สถานการณ์ที่หลากหลายและงบประมาณในการเยียว ยาที่มีอยู่จำกัด

    ๔.๑.๕ ผู้ที่รับผิดชอบในการให้การชดเชย
    จากการศึกษาหลายๆ กรณีที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ พบว่าโดยทั่วไปแล้วรัฐมีความรับผิดชอบในการประกันให้พลเมืองทุกคนในเขตแดน ของตนเข้าถึงสิทธิมนุษยชน และประกันว่าผู้ที่ถูกละเมิดทุกคนจะได้รับความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียม หน้าที่ดังกล่าวอาจเป็นผลมาจากทั้งตัวบทกฎหมายที่กำหนดไว้ หรือเป็นผลมาจากความเป็นธรรมในขั้นพื้นฐานที่มีต่อผู้เสียหาย ซึ่งควรได้รับการปฏิบัติเสมอเหมือนกันไม่ว่าผู้กระทำผิดจะเป็นใคร เนื่องจากอยู่เหนือการควบคุมของรัฐ ทั้งนี้จุดประสงค์อย่างหนึ่งของการเยียวยาคือ การช่วยให้ผู้เสียหายกลับเข้าไปอยู่ในสังคมได้ ทำให้พวกเขารู้สึกว่าสังคมโดยรวมใส่ใจต่อความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับพวกเขา และให้ความช่วยเหลือ ทั้งยังเป็นการกระจายภาระการเยียวยาต่อความเสียหายให้กับสังคมโดยรวมด้วย ในการทำเช่นนี้ รัฐจะสามารถให้การเยียวยาไม่ใช่เพราะมีส่วนรับผิดชอบต่อความผิดที่เกิดขึ้น แต่เพราะมีหน้าที่ต้องทำประโยชน์เพื่อสังคมโดยรวม และช่วยให้ผู้เสียหายกลับเข้าไปอยู่ในสังคมได้ โดยไม่คำนึงถึงว่าใครเป็นผู้กระทำความผิด
    อย่างไรก็ตาม ในหลายๆ กรณีที่รัฐต้องแบกรับความรับผิดชอบมากมาย การได้รับความสนับสนุนจากประชาคมนานาชาติสามารถเป็นสิ่งที่ทำได้ แม้ในกรณีที่หน่วยงานระหว่างประเทศมีบทบาทในความขัดแย้ง และจะไม่เข้ามาให้การเยียวยาโดยตรง แต่หน่วยงานสากลเหล่านี้อาจประสงค์ที่จะช่วยเหลือในด้านอื่นๆ ซึ่งจะทำให้รัฐมีทรัพยากรเพื่อการเยียวยามากขึ้น แต่แม้ความช่วยเหลือเหล่านั้นจะเป็นการแก้ปัญหาในเชิงวัตถุเนื่องจากการ ละเมิด แต่ก็ขาดองค์ประกอบในเชิงสัญลักษณ์ในแง่ของการที่สังคมตระหนักถึงความผิดที่ เกิดขึ้น 
    ๔.๒ มาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวกับการกำหนดแนวทางและหลักเกณฑ์การเยียวยาในต่างประเทศ
    คอป.ได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวกับการกำหนดแนวทาง และหลักเกณฑ์การเยียวยาใน ๕ ประเทศ ได้แก่ เยอรมนี ชิลี แอฟริกาใต้ สหรัฐอเมริกา อาร์เจนตินา ซึ่งล้วนแล้วแต่ผ่านสถานการณ์ความรุนแรงทางสังคม โดยใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ และมีรูปแบบของการเยียวยาเป็นมาตรการที่แตกต่างกันไป     ๔.๓ แนวทางและหลักเกณฑ์การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรง
    จากภารกิจในด้านการเยียวยาของ คอป.ที่มีเป้าหมายหลักในการดำเนินการเยียวยาและฟื้นฟูบุคคล สังคม องค์กรและสถาบันที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรง ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ตามแนวทางความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ และความยุติธรรมทางสังคม เพื่อส่งเสริมให้เกิดความปรองดอง และป้องกันมิให้เกิดความรุนแรงและความสูญเสียขึ้นอีกในอนาคตอย่างเป็น รูปธรรม โดยมีการดำเนินงานผ่านหลักการเยียวยาหลักๆ ในเรื่องของการช่วยเหลือและฟื้นฟูเหยื่อ (Victim Support) โดยการเข้าถึงเหยื่อและชุมชนที่เป็นเหยื่อจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิด ขึ้นโดยตรง หรือที่เกี่ยวข้อง โดยความช่วยเหลือทางกฎหมาย สังคม จิตวิทยา รักษาพยาบาล และเสนอแนะมาตรการชดเชยเยียวยาเหยื่อ (Reparations) การใช้หลัก “ความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์” (Restorative Justice) ที่ให้ความสำคัญในเรื่องการเยียวยาเหยื่อ/ผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจาก ความรุนแรง และเปิดโอกาสให้ผู้กระทำผิด เหยื่อ/ผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวน การต่างๆ ที่จะก่อให้เกิดความพึงพอใจแก่ทุกฝ่าย ซึ่งกระบวนการดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้กระทำผิด เหยื่อ/ผู้เสียหาย ชุมชนและหน่วยงานภาครัฐ และการจัดเวทีสาธารณะสำหรับเหยื่อ (Victim Hearing) เพื่อเปิดโอกาสให้เหยื่อได้บอกเล่าเหตุการณ์ในมุมมองของตน ตลอดจนระบายออกถึงความรู้สึกนึกคิด ความคับแค้นใจ ฯลฯ (Airing of Grievances) ซึ่งเป็นกระบวนการเยียวยาในเชิงจิตวิทยา (Healing Process) ไปในตัว

    คอป.ตระหนักอยู่เสมอมาว่า การเยียวยานั้นถือเป็นจุดมุ่งหมายที่สำคัญในการสร้างความปรองดอง และรวมถึงการป้องกันความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นอีกนี้ การเยียวยาเปรียบเสมือนงานในการบริหารความพึงพอใจของผู้ที่ได้รับผลกระทบ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งระดับความพึงพอใจของทุกๆ คนย่อมมีความแตกต่างกันเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นการเยียวยาจึงมีความจำเป็นต้องอาศัยหลักเกณฑ์ทางวิชาการที่เป็นที่ ยอมรับทั้งในประเทศและในระดับสากล จึงจำเป็นต้องอาศัยการศึกษาค้นคว้ากรณีใกล้เคียงที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย และต่างประเทศ เพื่อนำมาเป็นองค์ความรู้ในการกำหนดแนวทาง และหลักเกณฑ์การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงสำหรับ เหตุการณ์ในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้จะเป็นการแยกพิจารณาข้อจำกัดและหลักเกณฑ์ของประเทศไทย รวมถึงข้อจำกัดและหลักเกณฑ์ที่นานาชาติใช้ในการข้ามผ่านเหตุการณ์รุนแรง ต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้น คอป.จึงได้ดำเนินการทบทวนและเปรียบเทียบมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวกับการ กำหนดแนวทางและหลักเกณฑ์การเยียวยาของประเทศไทย และมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวกับการกำหนดแนวทางและหลักเกณฑ์การเยียวยาใน ต่างประเทศ
    ๔.๓.๑ มาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวกับกำหนดแนวทางและหลักเกณฑ์การเยียวยาของประเทศไทย
    ในประเทศไทยไม่มีบทบัญญัติกฎหมายรองรับสิทธิการเยียวยาความเสียหายของผู้ได้ รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองไว้โดยตรง อาศัยแต่เพียงมติคณะรัฐมนตรีและอาศัยบทบัญญัติโดยเทียบเคียงจากพระราช บัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๕ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๓๕ และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถยนต์หรือผู้ใช้แรงงาน จะเป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายเป็นการเฉพาะ แต่มิได้มีการรับรองสิทธิในการได้รับความช่วยเหลือจากความเสียหายอันเนื่อง จากการชุมนุมทางการเมืองโดยตรง ที่มีลักษณะแตกต่างจากการกระทำความผิดอาญาโดยทั่วไป

    ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการพิเศษ ที่ไม่ติดยึดอยู่กับสิทธิที่มีอยู่ตามกรอบของกฎหมายและแนวปฏิบัติของหน่วย งานและองค์กรที่ดำเนินการในกรณีปกติ ทั้งนี้เพื่อให้การเยียวยามีผลในการป้องกันเหตุการณ์ความรุนแรงในอนาคตและ สร้างความปรองดองในชาติ
    ๔.๓.๒ การเยียวยาความเสียหายในกรณีความรุนแรงทางการเมือง
    หลักเกณฑ์และแนวทางการเยียวยาความเสียหายในกรณีความรุนแรงทางการเมือง จำแนกออกเป็น
    ๔.๓.๒.๑ การเยียวยาในลักษณะที่ไม่เป็นตัวเงิน มี ๔ มาตรการหลักดังนี้
    ๑.มาตรการการทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิม
    มีเป้าหมายเพื่อหวนคืนหรือทำให้การกระทำที่ก่อให้เกิดการละเมิดเป็นโมฆะไป ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเป็นการเยียวยาในเชิงสังคมและเศรษฐกิจ เนื่องจากยังอยู่ในวิสัยที่สามารถทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้ โดยมาตรการดังกล่าวมีหลายประการ อาทิ สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีอาญาใหม่ การฟื้นฟูสิทธิตามกฎหมาย การฟื้นฟูเสรีภาพโดยการทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิม หรือการรับรองความเป็นพลเมือง การฟื้นฟูเสรีภาพโดยการกลับคืนสู่ถิ่นพำนักอาศัยของตนเอง การกลับคืนสู่การจ้างงาน การคืนทรัพย์สิน เป็นต้น
    ๒.มาตรการการฟื้นฟู
    มาตรการการฟื้นฟู มักจะถูกพิจารณาภายใต้กรอบของการชดเชยความเสียหาย และมีส่วนที่เหลื่อมซ้อนกันอยู่ระหว่างข้อค้นพบที่ว่า เจ้าหน้าที่จะต้องดำเนินมาตรการฟื้นฟูกับรัฐจะต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนภายใต้ มาตรการฟื้นฟู โดยส่วนใหญ่แล้วมักมีเพียงคำสั่งให้รัฐจ่ายค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่าใช้จ่าย ในการฟื้นฟู

    ๓.มาตรการการทำให้พอใจ
    มาตรการนี้จัดเป็นรูปแบบของการชดใช้ความเสียหายที่ไม่ได้เป็นตัวเงินสำหรับ ความเสียหายทางจิตใจหรือความเสียหายต่อศักดิ์ศรีหรือชื่อเสียง ไม่ว่าจะเป็น (๑) รูปแบบของการทำให้พอใจโดยคำวินิจฉัยของฝ่ายตุลาการว่าเหยื่อเหล่านั้นถูก ละเมิดสิทธิมนุษยชน (๒) การขอโทษ การประกาศต่อสาธารณะและการยอมรับความรับผิดชอบ ก็ถือเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่ทำให้เกิดความพอใจ โดยการขอโทษ รวมถึงการยอมรับต่อสาธารณะถึงข้อเท็จจริง และการยอมรับความรับผิดชอบ และ (๓) ในรูปแบบของการรำลึกสาธารณะซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในกรณีการละเมิดสิทธิของกลุ่มหรือคนจำนวนมาก หรือบางกรณีไม่สามารถระบุเหยื่อในเชิงปัจเจกบุคคลได้ หรือในกรณีการละเมิดที่เกิดขึ้นมานานแล้วในอดีต การรำลึกนี้มีคุณค่าเชิงสัญลักษณ์ และเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการชดใช้ความเสียหายกับคนรุ่นปัจจุบันและรุ่นอนาคต เมื่อพิจารณามาตรการทางกฎหมายของไทยคงมีเพียงพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดี อาญาขึ้นมาพิจารณาใหม่ พ.ศ. ๒๕๒๖ ที่บัญญัติรูปแบบความพึงพอใจโดยกำหนดให้คำวินิจฉัยของฝ่ายตุลาการไว้ในมาตรา ๑๓ ที่ว่าด้วยเรื่องของการพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
    ๔.มาตรการการประกันว่าจะไม่มีการกระทำผิดซ้ำอีก
    การประกันว่าจะไม่มีการกระทำผิดซ้ำอีกถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการชดใช้ความ เสียหาย โดยเป็นการป้องกันมิให้เกิดการละเมิดต่อสิทธิมนุษยชนซ้ำอีก สามารถทำได้ในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น (๑) หน้าที่ที่จะต้องออกมาตรการทางกฎหมายเพื่อป้องกันการละเมิดยิ่งขึ้นอีก (๒) การคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ทางกฎหมาย สื่อ และเจ้าหน้าที่อื่นๆ (๓) การอบรมสิทธิมนุษยชน และ (๔) การที่พลเรือนควบคุมกองกำลังทหารและฝ่ายความมั่นคง

    ๔.๓.๒.๒ การเยียวยาในลักษณะที่เป็นตัวเงิน มี ๒ มาตรการหลักดังนี้
    ๑.ค่าสินไหมทดแทนต่อร่างกายและจิตใจ
    ลักษณะของค่าสินไหมทดแทนอันประกอบไปด้วยการชดใช้ความเสียหายที่เป็นตัวเงิน และกำหนดเป็นความเสียหายที่ “ประเมินได้ทางเศรษฐกิจ” ไม่ได้หมายถึงความเสียหายต่อวัตถุสิ่งของหรือทรัพย์สินทางเศรษฐกิจเท่านั้น ในทางตรงข้ามหน้าที่หลักประการหนึ่งของค่าสินไหมทดแทนก็คือ การเยียวยาต่อความเสียหายทางร่างกายและจิตใจของบุคคล ในกรณีที่ไม่สามารถกลับคืนสู่สภาพเดิม การเยียวยาดังกล่าวสามารถประเมินทางเศรษฐกิจได้ง่ายๆ เมื่อนำไปสู่ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์หรือการรักษาทางจิตใจ ยาและอื่นๆ โดยวัดบนฐานของ “ความเท่าเทียม” ซึ่งเป็นวิธีการที่เป็นที่ยอมรับในการประเมินความเสียหายในกฎหมาย วิธีนี้เป็นเพียงวิธีเดียวในการประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นจากความเจ็บ ป่วย ความทรมาน ความโกรธ และความกังวลใจ และสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อชื่อเสียงและศักดิ์ศรีของบุคคลด้วย

    เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกฎหมายของไทยพบว่า ตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดี อาญา พ.ศ. ๒๕๔๕ มิได้กำหนดคำนิยามของคำว่า “ค่าสินไหมทดแทน” ไว้โดยตรงแต่ได้กำหนด “ค่าตอบแทน” ไว้ให้หมายถึง เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดผู้เสียหายมีสิทธิได้รับเพื่อตอบแทนความเสียหายที่เกิด ขึ้น และได้มีกฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติฉบับนี้โดยกรอบทั่วไปไว้ว่า ในการพิจารณาจ่ายค่าตอบแทนผู้เสียหายในคดีอาญา ให้คณะกรรมการคำนึงถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงของการกระทำความผิด และสภาพความเสียหายที่ผู้เสียหายได้รับ รวมถึงโอกาสที่ผู้เสียหายจะได้รับการบรรเทาความเสียหายโดยทางอื่นด้วย และยังได้กำหนดหลักเกณฑ์ดังนี้ (๑) ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการรักษาพยาบาล ให้จ่ายเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินสามหมื่นบาท (๒) ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายและจิตใจ ให้จ่ายเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินสองหมื่นบาท ... และค่าตอบแทนตาม (๑) และ (๒) ให้รวมถึงค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าห้องและค่าอาหารในอัตราวันละไม่เกินหกร้อย บาท และในกรณีที่ผู้เสียหายในคดีอาญาถึงแก่ความตาย ให้คณะกรรมการพิจารณาจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ผู้เสียหายนั้น ดังต่อไปนี้ (๑) ค่าตอบแทน ให้จ่ายเป็นเงินจำนวนตั้งแต่สามหมื่นบาท แต่ไม่เกินหนึ่งแสนบาท (๒) ค่าจัดการศพ ให้จ่ายเป็นเงินจำนวนสองหมื่นบาท

    ในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๓๕ ก็ได้บัญญัติ “ค่าเสียหายเบื้องต้น” ไว้โดยกล่าวถึงค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพ รวมทั้งค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ของผู้ประสบภัยในเบื้องต้น โดยมีจำนวนเงินดังนี้ กรณีบาดเจ็บ จะได้รับการชดใช้เป็นค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริง แต่มีวงเงินจำกัด กรณีเสียชีวิต จะได้รับการชดใช้เป็นค่าปลงศพ และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการศพ กรณีเสียชีวิตภายหลังการรักษาพยาบาล จะได้รับการชดใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริงและค่าปลงศพ
    สำหรับพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ก็ยังได้บัญญัติ “ประโยชน์ทดแทน” ไว้ว่า ประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ได้แก่  (๑) ค่าตรวจวินิจฉัยโรค (๒) ค่าบำบัดทางการแพทย์ (๓) ค่ากินอยู่และรักษาพยาบาลในสถานพยาบาล (๔) ค่ายาและค่าเวชภัณฑ์ (๕) ค่ารถพยาบาลหรือค่าพาหนะรับส่งผู้ป่วย (๖) ค่าบริการอื่นที่จำเป็น รวมถึงค่าทดแทนจากการขาดรายได้ และประโยชน์ทดแทนในกรณีทุพพลภาพ ได้แก่ (๑) ค่าตรวจวินิจฉัยโรค (๒) ค่าบำบัดทางการแพทย์ (๓) ค่ายาและค่าเวชภัณฑ์ (๔) ค่ากินอยู่และรักษาพยาบาลในสถานพยาบาล (๕) ค่ารถพยาบาลหรือค่าพาหนะรับส่งผู้ทุพพลภาพ (๖) ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกาย จิตใจและอาชีพ (๗) ... ส่วนประโยชน์ทดแทนในกรณีตายได้แก่ (๑) เงินค่าทำศพ (๒) เงินสงเคราะห์

    นอกจากนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ใช้หลักเกณฑ์การช่วยเหลือเดียวกันกับหลักเกณฑ์การช่วยเหลือเหตุการณ์ความ ไม่สงบ เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ และวันที่ ๘-๑๔ เมษายน ๒๕๕๒ เพื่อเป็นการเยียวยาและช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ที่ได้รับบาด เจ็บและผู้เสียหาย โดยแบ่งเป็น ๒ ลักษณะคือ ๑.การช่วยเหลือเร่งด่วน ได้แก่ กรณีเสียชีวิต กรณีทุพพลภาพ ไม่สามารถประกอบกิจการงานประจำตามปกติได้ กรณีบาดเจ็บสาหัส นอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเกิน ๒๐ วัน กรณีบาดเจ็บ นอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลไม่เกิน ๒๐ วัน และบาดเจ็บเล็กน้อย ไม่ต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ๒.การช่วยเหลือต่อเนื่องกรณีทุพพลภาพและทายาทผู้เสียชีวิต ได้แก่ ผู้เสียหายที่ทุพพลภาพต้องเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพตามระดับความพิการ นอกจากนี้บุตรผู้ได้รับความเสียหายที่เสียชีวิตหรือทุพพลภาพ จะได้รับเงินยังชีพรายเดือนจนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี

    นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาจากความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนภาคใต้พบ ว่า ได้ให้ความช่วยเหลือโดยแบ่งออกเป็น ๒ กรณี ได้แก่ กรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐ (ทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือน พนักงานรัฐวิสาหกิจ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว กำนัน/สารวัตรกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน/ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครรักษาดินแดน แพทย์ประจำตำบล นักการเมืองท้องถิ่น) หากเสียชีวิต จังหวัด โดย สปน. ให้ความช่วยเหลือรายละ ๕๐๐,๐๐๐ บาท พม.ให้ความช่วยเหลือโดยให้เงินยังชีพรายเดือน โดยจำแนกออกเป็นเด็กก่อนวัยเรียน ๑,๕๐๐ บาท, อนุบาล ๑,๐๐๐ บาท, ประถม (ปอเนาะ) ๑,๐๐๐ บาท, กศน. ๑,๕๐๐ บาท, มัธยม ๑,๕๐๐ บาท, ปวช. ๑,๕๐๐ บาท, ปวส. ๒,๕๐๐ บาท, อุดมศึกษา ๒,๕๐๐ บาท และเงินครอบครัวอุปถัมภ์เกิน ๓ คนขึ้นไป เหมาจ่าย ๕,๐๐๐ บาทต่อเดือน (บิดามารดาเสียชิวิตทั้งคู่) หน่วยงาน ศธ.ให้ทุนการศึกษาสำหรับสถาบันปอเนาะ เป็นเงิน ๕,๐๐๐ บาท, อนุบาล ๖,๐๐๐ บาท, ประถม ๖,๐๐๐ บาท, กศน. ๕,๐๐๐ บาท, มัธยม ๑๐,๐๐๐ บาท, ปวช. ๑๐,๐๐๐ บาท, ปวส. ๒๐,๐๐๐ บาท, อุดมศึกษา ๒๐,๐๐๐ บาท, หน่วยงาน ปก.ให้เงินค่าจัดการศพแก่หัวหน้าครอบครัว ๕๐,๐๐๐ บาท และสมาชิกในครอบครัว ๒๕,๐๐๐ บาท และหน่วยงานท้องถิ่นให้เงิน ๒๐,๐๐๐ บาทต่อครอบครัว นอกจากนี้หน่วยงานต้นสังกัดยังได้มีการให้ความช่วยเหลือดังนี้ หน่วยงานทหาร ได้แก่ เงินค่าทดแทนชดเชยกรณีเสียชีวิต, ค่าจัดการศพ, เงินช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิต, เงินช่วยเหลือทหารผ่านศึก, โครงการประกันชีวิต (นายทหาร ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท/นายสิบ ๕๐๐,๐๐๐ บาท/พลทหาร/อส.ทพ. ๓๐๐,๐๐๐ บาท และเงิน บ.ท.ช. (เงินพิเศษสู้รบ) และหน่วยงานตำรวจ เงินฌาปนกิจ, เงินสวัสดิการสงเคราะห์, เงินช่วยเหลือสมทบแม่บ้านตำรวจ, เงินมูลนิธิสายใจไทย, เงินช่วยพิเศษ ๓ เดือน, เงินบำเหน็จตกทอด, เงินบำนาญพิเศษ, เงิน บ.ท.ช.

    สำหรับหน่วยงานข้าราชการพลเรือน ได้แก่ เงินฌาปนกิจสงเคราะห์, เงินช่วยพิเศษ ๓ เดือน, เงินบำนาญตกทอด, เงินบำนาญพิเศษ, เงินมูลนิธิสายใจไทย (เฉพาะข้าราชการครู) และสำหรับกรณีบาดเจ็บ จังหวัดโดย สปน.ให้ความช่วยเหลือสาหัส ๕๐,๐๐๐ บาท, ทุพพลภาพ ๕๐๐,๐๐๐ บาท, บาดเจ็บ ๓๐,๐๐๐ บาท, บาดเจ็บเล็กน้อย ๑๐,๐๐๐ บาท, เงินสงเคราะห์ครอบครัว ๓,๐๐๐ บาท พม.ให้ความช่วยเหลือ เงินค่ายังชีพรายเดือน ได้แก่ เด็กก่อนวัยเรียน ๑,๕๐๐ บาท, อนุบาล ๑,๐๐๐ บาท, ประถม ๑,๐๐๐ บาท, กศน. ๑,๕๐๐ บาท, มัธยม ๑,๕๐๐ บาท, ปวช. ๑,๕๐๐ บาท, ปวส. ๒,๕๐๐ บาท, อุดมศึกษา ๒,๕๐๐ บาท, เงินฟื้นฟูสมรรถภาพ ๒๐๐,๐๐๐ บาท และเงินยังชีพผู้พิการ ๑,๐๐๐-๓,๐๐๐ บาท (ตามระดับความพิการ) หน่วยงาน ศธ.ให้ความช่วยเหลือทุนการศึกษา สถาบันปอเนาะ ๕,๐๐๐ บาท, อนุบาล ๖,๐๐๐ บาท, กศน. ๕,๐๐๐ บาท, มัธยม ๑๐,๐๐๐ บาท, ปวช. ๑๐,๐๐๐ บาท, ปวส. ๒๐,๐๐๐ บาท และอุดมศึกษา ๒๐,๐๐๐ บาท และหน่วยงาน ปก.ให้ความช่วยเหลือทุพพลภาพ ๑๐,๐๐๐ บาท, บาดเจ็บสาหัส ๓,๐๐๐ บาท, บาดเจ็บเล็กน้อย ๒,๐๐๐ บาท (ทุกประเภทจะได้รับเงินปลอบขวัญ ๒,๐๐๐ บาท) หน่วยงานท้องถิ่นให้เงินช่วย ๒๐,๐๐๐ บาทต่อครอบครัว หน่วยงานกรมคุ้มครองสิทธิให้ค่ารักษาพยาบาล ๓๐,๐๐๐ บาท และค่าขาดผลประโยชน์ทำมาหากินวันละไม่เกินอัตราค่าแรงขั้นต่ำของพื้นที่นั้น ตามระยะเวลาการรักษาพยาบาล และหน่วยงานต้นสังกัด ได้แก่ หน่วยงานทหาร ให้เงินค่าทดแทนกรณีบาดเจ็บ, เงินช่วยเหลือครอบครัวผู้บาดเจ็บ, เงินองค์การทหารผ่านศึก, เงิน บ.ท.ช. (เงินพิเศษสู้รบ) หน่วยงานตำรวจ ให้เงินสวัสดิการสงเคราะห์, เงินช่วยเหลือสมาคมแม่บ้านตำรวจ, เงินมูลนิธิสายใจไทย, เงิน บ.ท.ช. หน่วยงานข้าราชการพลเรือนให้เงินมูลนิธิสายใจไทย (เฉพาะข้าราชการครู) นอกจากนี้แล้วยังได้กำหนดให้ความช่วยเหลือกับประชาชนที่ช่วยเหลืองานราชการ และผู้นำศาสนา ประชาชนทั่วไปและข้าราชการบำนาญ โดยใช้หลักการเดียวกับที่กล่าวข้างต้น.

๒.ค่าสินไหมทดแทนในเชิงเศรษฐกิจและสังคม
    ค่าสินไหมทดแทนในเชิงเศรษฐกิจและสังคมจะจ่ายสำหรับสิ่งที่เรียกว่าความเสียหายทางวัตถุ สามารถจัดหมวดหมู่ได้เป็น 
    การสูญเสียทรัพย์สินและอสังหาริมทรัพย์
    เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกฎหมายของไทยพบว่า  ตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดี อาญา พ.ศ.๒๕๔๕ มิได้กำหนดคำนิยามของคำว่า “ค่าสินไหมทดแทน” ไว้โดยตรงแต่ได้กำหนด “ค่าตอบแทน” ไว้ให้หมายถึง เงิน ทรัพย์สิน  หรือประโยชน์อื่นใด ผู้เสียหายมีสิทธิได้รับเพื่อตอบแทนความเสียหายที่เกิดขึ้นจากหรือเนื่องจาก มีการกระทำความผิดอาญาของผู้อื่น และได้มีกฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติฉบับนี้ เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการ และอัตราในการจ่ายค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.๒๕๔๖ ได้กำหนดกรอบทั่วไปไว้ว่า ในการพิจารณาจ่ายค่าตอบแทนผู้เสียหายในคดีอาญา ให้คณะกรรมการคำนึงถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงของการกระทำความผิด และสภาพความเสียหายที่ผู้เสียหายได้รับ รวมถึงโอกาสที่ผู้เสียหายจะได้รับการบรรเทาความเสียหายโดยทางอื่นด้วย และยังได้กำหนดหลักเกณฑ์วงเงินให้คณะกรรมการจ่ายตามเห็นสมควร แต่ไม่เกิน ๓๐,๐๐๐ บาท และในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถยนต์ พ.ศ.๒๕๓๕ ก็ได้บัญญัติ ”ค่าเสียหายเบื้องต้น”  รวมแล้วจะได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท

    จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๓ อนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน ๒๕๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนที่ ทรัพย์สินได้รับความเสียหายโดยตรงอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความไม่สงบจากการ ชุมนุม ทางการเมือง นอกเหนือไปจากการให้ความช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ของกรุงเทพมหานคร โดยให้คณะกรรมการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนที่ทรัพย์สินได้รับ ความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบฯ รับไปพิจารณาต่อไป และตามระเบียบกรุงเทพมหานครว่าด้วยการสงเคราะห์ผู้ประสบสาธารณภัย พ.ศ.๒๕๓๗ เบื้องต้นได้มีการจ่ายเงินทุนประกอบอาชีพ ครอบครัวละไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท  
    การสูญเสียรายได้
    ตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดี อาญา พ.ศ.๒๕๔๕ มิได้กำหนดคำนิยามของคำว่า “ค่าสินไหมทดแทน” ไว้โดยตรง แต่ได้กำหนด “ค่าตอบแทน” ไว้ให้หมายถึง เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดผู้เสียหายมีสิทธิได้รับเพื่อตอบแทนความเสียหายที่เกิด ขึ้นจากหรือเนื่องจากมีการกระทำความผิดอาญาของผู้อื่น และได้มีกฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติฉบับนี้ เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการ และอัตราในการจ่ายค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.๒๕๔๖ ได้กำหนดกรอบทั่วไปไว้ โดยมีการกำหนดค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ในระหว่างที่ไม่สามารถประกอบการงานได้ ตามปกติ ให้จ่ายในอัตราวันละไม่เกินสองร้อยบาท เป็นระยะเวลาไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ไม่สามารถประกอบการงานได้ตามปกติ 

    สำหรับพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.๒๕๓๓ ก็ยังได้บัญญัติ “ประโยชน์ทดแทน” ไว้ว่า ประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ได้แก่  
(๑) ... (๖) ค่าบริการอื่นที่จำเป็น รวมถึงค่าทดแทนจากการขาดรายได้ และประโยชน์ทดแทนในกรณีทุพพลภาพ ได้แก่   (๑) ... (๗) ค่าบริการอื่นที่จำเป็น รวมถึงค่าทดแทนจากการขาดรายได้ ส่วนประโยชน์ทดแทนในกรณีตายได้แก่ (๑) ... (๒) เงินสงเคราะห์ รวมถึงค่าทดแทนจากการขาดรายได้ก่อนเสียชีวิต
    ความเสียหายทางวัตถุอื่นๆ รวมถึงค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย
    ตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดี อาญา พ.ศ.๒๕๔๕ มิได้กำหนดคำนิยามของคำว่า “ค่าสินไหมทดแทน” ไว้โดยตรง แต่ได้กำหนด “ค่าตอบแทน” ไว้ให้หมายถึง เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดผู้เสียหายมีสิทธิได้รับ เพื่อตอบแทนความเสียหายที่เกิดขึ้นจากหรือเนื่องจากมีการกระทำความผิดอาญา ของผู้อื่น และได้มีกฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติฉบับนี้ เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการ และอัตราในการจ่ายค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.๒๕๔๖ ได้กำหนดกรอบทั่วไปไว้ว่า ในการพิจารณาจ่ายค่าตอบแทนผู้เสียหายในคดีอาญา ให้คณะกรรมการคำนึงถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงของการกระทำความผิด และสภาพความเสียหายที่ผู้เสียหายได้รับ รวมถึงโอกาสที่ผู้เสียหายจะได้รับการบรรเทาความเสียหายโดยทางอื่นด้วย และยังได้กำหนดหลักเกณฑ์ดังนี้ (๑) ... (๔) ค่าตอบแทนความเสียหายอื่นนอกจาก (๑) (๒) และ (๓) ให้จ่ายเป็นเงินตามจำนวนที่คณะกรรมการเห็นสมควร แต่ไม่เกิน ๓๐,๐๐๐ บาท และในกรณีที่ผู้เสียหายในคดีอาญาถึงแก่ความตาย ให้คณะกรรมการพิจารณาจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ผู้เสียหายนั้น ดังต่อไปนี้ (๑) ... (๓) ค่าขาดอุปการะเลี้ยงดู ให้จ่ายเป็นเงินจำนวนไม่เกิน ๓๐,๐๐๐ บาท (๔) ค่าเสียหายอื่นนอกจาก (๑) (๒) และ (๓) ให้จ่ายเป็นเงินตามจำนวนที่คณะกรรมการเห็นสมควร แต่ไม่เกิน ๓๐,๐๐๐ บาท 

    นอกจากนี้ ยังมีหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจาก สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยการสำรวจจำนวนเด็กก่อนวัยเรียน นักเรียน นักศึกษา ที่ประสบเหตุจนเป็นผลให้บาดเจ็บสาหัส หรือทุพพลภาพ รวมทั้งเด็กกำพร้าหรือเด็กที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ เนื่องจากบิดา มารดา หรือผู้อุปการะเสียชีวิต บาดเจ็บสาหัส ทุพพลภาพในระยะยาว โดยให้ความช่วยเหลือเป็นทุนการศึกษารายปีต่อเนื่องโดยจ่ายเป็นรายปี เด็กเล็กก่อนวัยเรียน/การศึกษานอกโรงเรียน ๕,๐๐๐ บาท/คน/ปี, อนุบาล/ประถมศึกษา ๖,๐๐๐ บาท/คน/ปี, มัธยมศึกษา ๑๐,๐๐๐ บาท/คน/ปี, อุดมศึกษา ๒๐,๐๐๐ บาท/คน/ปี” ตามหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือเยียวยาฯ ดังนี้ “ให้เงินฟื้นฟูสมรรถภาพสำหรับผู้บาดเจ็บสาหัส หรือทุพพลภาพ ๒๐๐,๐๐๐ บาท/คน และจ่ายเงินยังชีพรายเดือนให้แก่เด็กก่อนวัยเรียน นักเรียน นักศึกษา ที่บิดา มารดา หรือผู้อุปการะเสียชีวิต บาดเจ็บสาหัส และทุพพลภาพ หรือเด็กก่อนวัยเรียน นักเรียน นักศึกษาที่ประสบเหตุจนเป็นผลให้บาดเจ็บสาหัส หรือทุพพลภาพจนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี หรือตามศักยภาพของเด็ก ทั้งนี้ อายุไม่เกิน ๒๕ ปีบริบูรณ์ (ระดับอนุบาล/ประถมศึกษา เดือนละ ๑,๐๐๐ บาท/คน, ระดับเด็กเล็กก่อนวัยเรียน/การศึกษานอกโรงเรียน/มัธยมศึกษา เดือนละ ๑,๕๐๐ บาท/คน,  ระดับอุดมศึกษา/ปวส. เดือนละ ๒,๕๐๐ บาท/คน)”

    การสูญเสียโอกาส รวมถึงการจ้างงานและการศึกษา
    เมื่อพิจารณามาตรการกฎหมายของไทย มิได้มีการบัญญัติถึงค่าสูญเสียโอกาสไว้โดยตรง แต่เมื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้ จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.๒๕๔๕ มิได้กำหนดคำนิยามของคำว่า “ค่าสินไหมทดแทน” ไว้โดยตรงแต่ได้กำหนด “ค่าตอบแทน” ไว้ให้หมายถึง เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดผู้เสียหายมีสิทธิได้รับเพื่อตอบแทนความเสียหายที่เกิด ขึ้นจาก หรือเนื่องจากมีการกระทำความผิดอาญาของผู้อื่น และได้มีกฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติฉบับนี้ เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการ และอัตราในการจ่ายค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.๒๕๔๖ ได้กำหนดกรอบทั่วไปไว้ว่า ในการพิจารณาจ่ายค่าตอบแทนผู้เสียหายในคดีอาญา ให้คณะกรรมการคำนึงถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงของการกระทำความผิด และสภาพความเสียหายที่ผู้เสียหายได้รับ รวมถึงโอกาสที่ผู้เสียหายจะได้รับการบรรเทาความเสียหายโดยทางอื่นด้วย ก็พอจะนำหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้มาเทียบเคียงได้ในฐานะเป็นค่าเสียหายโดยทั่วไป ดังนี้ (๑) ... (๔) ค่าตอบแทนความเสียหายอื่นนอกจาก (๑) (๒) และ (๓) ให้จ่ายเป็นเงินตามจำนวนที่คณะกรรมการเห็นสมควร แต่ไม่เกิน ๓๐,๐๐๐ บาท  และในกรณีที่ผู้เสียหายในคดีอาญาถึงแก่ความตาย ให้คณะกรรมการพิจารณาจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ผู้เสียหายนั้น ดังต่อไปนี้ (๑) ... (๔) ค่าเสียหายอื่นนอกจาก (๑) (๒) และ (๓) ให้จ่ายเป็นเงินตามจำนวนที่คณะกรรมการเห็นสมควร แต่ไม่เกิน ๓๐,๐๐๐ บาท 

๔.๔ องค์กรและวิธีการเยียวยาสำหรับผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงทางการเมือง           
    เมื่อพิจารณาถึงแนวคิดในการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาในประเทศไทย ซึ่งเป็นการที่รัฐจ่ายเงินให้บุคคลที่ได้รับความเสียหายเพื่อช่วยเหลือตาม หลักมนุษยธรรม จึงเป็นการจ่ายแบบให้เปล่า (ex gratia) และไม่ต้องพิสูจน์ว่าความเสียหายเกิดขึ้นเพราะความผิดของใคร (no-fault liability) การจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาความเสียหายที่เกิดจากความขัดแย้งของคนในสังคม ในกรณีนี้ นอกจากจะเป็นการสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายโดยไม่คำนึงว่าบุคคล นั้นจะเป็นกลุ่มหรือฝ่ายใดที่ขัดแย้งกันแล้ว ยังเป็นกระบวนการที่สอดคล้องกับแนวคิดความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) ที่มุ่งเน้นการปรองดองและให้อภัยเพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข สันติมากกว่าการพิสูจน์ความผิดและนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ
    ในต่างประเทศ เมื่อการความวุ่นวายในบ้านเมืองและเกิดการเปลี่ยนโอนอำนาจหรือแนวคิด
ในการบริหารประเทศ (Transitional Justice) จนมีความจำเป็นต้องเยียวยาให้ความเป็นธรรมแก่
ผู้ ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความวุ่นวายนั้น มักจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อค้นหาข้อเท็จจริงอันเป็นต้นเหตุของ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น โดยให้มีอำนาจในการพิจารณาแนวทางการเยียวยา (remedy) ด้วย 

    ในกรณีเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดจากการชุมนุมและสลายการชุมนุมในไทยตั้งแต่ วันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๓ เป็นต้นมานั้น แม้เหตุการณ์ความวุ่นวายจะยุติลงแล้ว แต่ความคลุมเครือและความขัดแย้งทางความคิดของคนในสังคมยังคงมีให้เห็นอยู่ เพราะยังไม่ปรากฏชัดเจนว่าข้อเท็จจริงและการกล่าวอ้างต่างๆ ที่ก่อให้เกิดความไม่เข้าใจกันนั้นเป็นความจริงหรือไม่ เพียงใด การช่วยเหลือเยียวยาโดยไม่คำนึงว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิด จึงจำเป็นต้องได้รับการยอมรับจากคนในสังคมและผู้ได้รับผลกระทบว่าการดำเนิน การดังกล่าว เป็นการช่วยเหลือของรัฐที่มีความเป็นกลาง 
    การจัดตั้งองค์กรหรือหน่วยงานขึ้นมาโดยเฉพาะให้มีหน้าที่ในการพิจารณากำหนด หลักเกณฑ์และจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ได้รับความเสียหายในรูปของคณะ กรรมการหรือศูนย์ช่วยเหลือเยียวยาที่มีองค์ประกอบของกรรมการที่มีความหลาย หลาย (เช่น มีตัวแทนของฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ องค์กรเอกชน ทนายความ เป็นต้น) จะเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของรัฐบาลว่ามีความจริงใจในการช่วยเหลือเยียว ยาผู้ได้รับผลกระทบมากกว่าการให้หน่วยงานใดของรัฐเป็นผู้พิจารณากำหนดหลัก เกณฑ์และจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ได้รับความเสียหายดังกล่าว

    รูปแบบของคณะกรรมการหรือศูนย์ช่วยเหลือเยียวยาดังกล่าวคล้ายกับการจัดตั้ง ศูนย์เยียวยาช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการ เมืองของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และคณะอนุกรรมการพิจารณาหลักเกณฑ์และอำนวยการการให้ความช่วยเหลือเยียวยาสืบ เนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นต้น
     สำหรับวิธีการเยียวยา เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ได้รับความเสียหายในการยื่นเรื่องขอรับเงินช่วย เหลือเยียวยา ควรกำหนดให้ผู้ได้รับความเสียหาย ทายาทหรือครอบครัวอุปถัมภ์ อาจมอบอำนาจให้บุคคลใดมาดำเนินการยื่นเรื่อง ให้ถ้อยคำ ส่งมอบเอกสาร หรือรับเงินช่วยเหลือเยียวยาแทนได้ตามแนวทางที่กำหนด
    สถานที่หรือหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการรับเรื่องการขอรับเงินช่วยเหลือเยียว ยานั้น นอกจากคณะกรรมการ หรือศูนย์ช่วยเหลือเยียวยาแล้ว ควรกำหนดให้สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ (แล้วแต่กรณี) ในท้องที่ที่ก่อให้เกิดความเสียหาย หรือที่ผู้ได้รับความเสียหาย ทายาทหรือครอบครัวอุปถัมภ์ มีภูมิลำเนาเป็นศูนย์ช่วยเหลือเยียวยาประจำเขต/อำเภอ มีอำนาจหน้าที่รับเรื่องดังกล่าวแทนคณะกรรมการได้ รวมทั้งให้มีอำนาจพิจารณาจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาเบื้องต้นได้ด้วย ทั้งนี้ การจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือเยียวยาประจำเขต/อำเภอ ควรกำหนดให้มีองค์ประกอบที่หลากหลายทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการดำเนินการ

    นอกจากนี้ ศูนย์ช่วยเหลือเยียวยาประจำเขต/อำเภอควรทำหน้าที่กลั่นกรองเรื่อง พร้อมทั้งเสนอความเห็นเกี่ยวกับจำนวนเงิน ประเภทและรูปแบบการช่วยเหลือเยียวยาโดยรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้อง ส่งไปยังคณะกรรมการที่อยู่ส่วนกลางเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป
    ในกรณีที่ผู้ได้ความเสียหายไม่พอใจผลการพิจารณาเรื่องขอรับเงินช่วยเหลือ เยียวยาของศูนย์ช่วยเหลือเยียวยาประจำเขต/อำเภอ ก็อาจยื่นหนังสือคัดค้านต่อศูนย์ช่วยเหลือเยียวยาประจำเขต/อำเภอ ที่พิจารณาเรื่องนั้นเพื่อให้ส่งเรื่องดังกล่าวพร้อมคำคัดค้านไปยังคณะ กรรมการเพื่อพิจารณาต่อไป ทั้งนี้ การดำเนินการของคณะกรรมการและศูนย์ช่วยเหลือเยียวยาประจำเขต/อำเภอ ควรมีกรอบระยะเวลาที่แน่นอน เพื่อมิให้การพิจารณาเกิดความล่าช้าเกินสมควร
    บุคคลที่ประสงค์จะรับเงินช่วยเหลือเยียวยา อาจยื่นเรื่องเป็นหนังสือตามแนวทางที่กำหนดหรือจะเสนอเรื่องด้วยวาจาเพื่อ ให้คณะกรรมการหรือศูนย์ช่วยเหลือเยียวยาประจำเขต/อำเภอจัดทำเป็นหนังสือก็ ได้ โดยต้องเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น สำเนาบัตรข้าราชการหรือบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาใบรับรองแพทย์ สำเนาบันทึกรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี สำเนาใบเกิด ภาพถ่ายทรัพย์สินที่เสียหาย เป็นต้น
๔.๕ สรุปผลการรายงานและการติดตามความคืบหน้าการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง

    (๑) จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า ได้มีการเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบทางร่างกาย คือ ผู้เสียชีวิต ๙๒ ราย ให้การช่วยเหลือรายละ ๔๐๐,๐๐๐ บาท รวมทั้งสิ้น ๓๖,๘๐๐,๐๐๐ บาท, ผู้ทุพพลภาพ ๔ ราย ให้การช่วยเหลือรายละ ๓๒๕,๐๐๐ บาท ผู้บาดเจ็บสาหัส (พักรักษาตัวภายในโรงพยาบาลเกิน ๒๐ วัน) ๘๖ ราย ให้การช่วยเหลือรายละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท รวม ๘,๖๐๐,๐๐๐ บาท, ผู้บาดเจ็บธรรมดา (พักรักษาตัวภายในโรงพยาบาลไม่เกิน ๒๐ วัน) ๕๙๙ ราย ให้การช่วยเหลือรายละ ๖๐,๐๐๐ บาท รวม ๓๕,๙๔๐,๐๐๐ บาท, ผู้บาดเจ็บเล็กน้อย (ไม่พักรักษาในโรงพยาบาล) ๙๘๔ ราย ให้การช่วยเหลือรายละ ๒๐,๐๐๐ บาท รวม ๑๙,๖๘๐,๐๐๐ บาท และมีผู้รักษาต่อเนื่องที่ต้องให้ ค่ารักษาพยาบาลเป็นกรณีพิเศษ ๑ ราย เป็นจำนวนเงิน ๔๒๓,๒๐๙ บาท

 

ตาราง ที่ ๑ ข้อมูลการให้ความช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ ความไม่สงบทางการเมืองระหว่างเดือนเมษายน - พฤษภาคม ๒๕๕๓
ลักษณะ    จำนวน (ราย)    เงินช่วยเหลือ
(บาท/ต่อราย)    รวมเงินช่วยเหลือ (บาท)
๑.  ผู้เสียชีวิต    ๙๒    ๔๐๐,๐๐๐    ๓๖,๘๐๐,๐๐๐
๒.  ผู้ทุพพลภาพ    ๔    ๓๒๕,๐๐๐    ๑,๓๐๐,๐๐๐
๓.  ผู้บาดเจ็บสาหัส    ๘๖    ๑๐๐,๐๐๐    ๘,๖๐๐,๐๐๐
๔.  ผู้บาดเจ็บธรรมดา    ๕๙๙    ๖๐,๐๐๐    ๓๕,๙๔๐,๐๐๐
๕.  ผู้บาดเจ็บเล็กน้อย    ๙๘๔    ๒๐,๐๐๐    ๑๙,๖๘๐,๐๐๐
๖. ช่วยค่ารักษาพยาบาลเป็นกรณีพิเศษ    ๑    ๔๒๓,๒๐๙    ๔๒๓,๒๐๙
รวม    ๑,๗๖๖        ๑๐๒,๗๔๓,๒๐๙
        (๒) นอกจากนี้ ยังสามารถรวบรวมและสรุปรายงานทหารที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ทางการเมืองจากเหตุการณ์ดังกล่าวได้รวม ๗๘๒ ราย ประกอบด้วย ทหารที่เสียชีวิตรวม ๔ ราย, ทหารที่บาดเจ็บธรรมดา ๓๕๓ ราย, บาดเจ็บเล็กน้อย รวม ๔๒๑ ราย และมีทหารที่ยังคงนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลอีก ๔ ราย  (ตารางที่ ๒)

ตารางที่ ๒ ข้อมูลการให้ความช่วยเหลือและเยียวยาทหารที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความ ไม่สงบทางการเมือง ระหว่างเดือนเมษายน – พฤษภาคม ๒๕๕๓
ลักษณะ    จำนวน (ราย)
๑.ผู้เสียชีวิต    ๔
๒.ผู้บาดเจ็บธรรมดา     ๓๕๓
๓.ผู้บาดเจ็บเล็กน้อย    ๔๒๑
๓.นอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล    ๔
รวม    ๗๘๒

    (๓) เหตุการณ์ความรุนแรงที่ผ่านมา มีผู้ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างและจำนวนมาก ทาง คอป. ได้ประสานงานกับกรมสุขภาพจิตเพื่อรับทราบผลการดำเนินการเยียวยา ปัญหาอุปสรรค และร่วมประสานในการจัดทีมแพทย์เคลื่อนที่ และเจ้าหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุขด้านการเยียวยาจิตใจ จำนวน ๕๗,๗๑๘ คน เข้าเยี่ยมเยียน พบปะพูดคุยกับครอบครัวของผู้ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อประเมินสภาพจิตใจของประชาชนทั่วไปหลังเกิดเหตุการณ์ จำนวน ๔๑๒,๘๖๓ ครัวเรือน ใน ๒,๖๐๒ ตำบล จากพื้นที่ ๔๒ จังหวัด (๒๓ จังหวัดเป็นพื้นที่ประกาศ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และทุกจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ) โดยมีกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการเยียวยาและฟื้นฟูจิตใจรวม ๓,๒๕๐ โครงการ การติดตามยังครอบคลุมถึงกลุ่มที่ถูกผลกระทบจาก พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เนื่องจากทางกรมสุขภาพจิตได้ดำเนินการติดตามโครงการและได้รับงบประมาณพิเศษ ที่ทาง ครม.อนุมัติให้ ซึ่งจะสิ้นสุดการดำเนินงานในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๓ นี้ แต่เนื่องจากยังมีประชาชนที่ได้ผลกระทบทั้งทางกายและจิตใจเป็นจำนวนมาก จึงเห็นควรที่รัฐบาลควรอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อให้การดำเนินการเยียว ยาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
    ผลการเยียวยา ฟื้นฟู ในเบื้องต้น พบปัญหาที่เกิดขึ้นทางกายภาพจำนวน ๙๗๓ ราย จากจำนวนผู้เข้าตรวจทั้งสิ้น ๒๔,๐๒๑ ราย และพบปัญหาทางด้านจิตใจ ๔,๕๓๗ ราย ในจำนวนนี้มีผู้ซึมเศร้า ๑,๓๒๒ ราย, เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย ๒๓๑ ราย, มีความผิดปกติทางจิตใจภายหลังเหตุการณ์ หรือ Post - traumatic stress disorder (PTSD) ๖๗ ราย จากผู้ตรวจทั้งสิ้น ๖๘,๙๒๖ ราย

 

ตารางที่ ๓ ข้อมูลผลการตรวจผู้ได้รับผลกระทบ
การตรวจทางกาย      การตรวจทางจิตใจ
รายละเอียด     ราย    รายละเอียด    ราย
พบปัญหาทางกาย    ๙๗๓    พบปัญหาสุขภาพจิต    ๔,๕๓๗
  - พบบาดเจ็บ    ๖๑      -  โรคซึมเศร้า    ๑,๓๘๒
  - พบพิการ    ๙๗      -  เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย    ๒๓๑
  - พบอาการดีขึ้น    ๕๗๕      - โรค PTSD    ๖๗
  - พบอื่นๆ    ๒๔๐      - โรควิตกกังวล    ๒,๗๓๖
ไม่พบปัญหาทางกาย    ๒๓,๐๔๘      - อื่นๆ    ๒๑
ให้การรักษา/การปรึกษา    ๘,๖๔๖    ไม่พบปัญหาทางจิตใจ    ๔,๓๘๙
        ให้การรักษา/การปรึกษา    ๑๕,๕๓๖
รวมตรวจทางกาย    ๒๔,๐๒๑    รวมตรวจทางจิตใจ    ๖๘,๙๒๖
ที่มา: คณะอนุกรรมการอำนวยการ ดูแลและฟื้นฟู ระดับกระทรวง ข้อมูล ณ วันที่ ๑ ก.ย. ๒๕๕๓
    (๔) ในส่วนของผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหายด้านทรัพย์อันเนื่องจากเหตุการณ์
ความไม่สงบทางการเมืองดังกล่าว พบมีผู้ประกอบการเสียหายรวมทั้งสิ้น ๓,๐๙๖ ราย เข้ารับ
การช่วยเหลือจากภาครัฐเป็นจำนวนเงิน ๑๕๔,๘๐๐,๐๐๐ บาท (ตารางที่ ๔)

ตารางที่ ๔ ข้อมูลการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง
    ระหว่างเดือนเมษายน – พฤษภาคม ๒๕๕๓
การจ่ายเงิน    วันที่    จำนวน (ราย)    เป็นเงิน (บาท)
ครั้งที่ ๑    ๒ มิ.ย.๕๓    ๗๖๙    ๓๘,๔๕๐,๐๐๐
ครั้งที่ ๒    ๗ มิ.ย.๕๓    ๑๘๙    ๙,๔๕๐,๐๐๐
ครั้งที่ ๓    ๙ มิ.ย.๕๓    ๑๗๖    ๘,๘๐๐,๐๐๐
ครั้งที่ ๔    ๑๑ มิ.ย.๕๓    ๑๐๒    ๕,๑๐๐,๐๐๐
ครั้งที่ ๕    ๒๐ มิ.ย.๕๓    ๗๗๓    ๓๘,๖๕๐,๐๐๐
ครั้งที่ ๖    ๒๐ ก.ค.๕๓    ๙๖๑    ๔๘,๐๕๐,๐๐๐
ครั้งที่ ๗    กำหนดจ่ายตั้งแต่วันที่ ๑๑ ส.ค.๕๓ 
เป็นต้นไป    ๑๒๖    ๖,๓๐๐,๐๐๐
รวมทั้งสิ้น    ๓,๐๙๖    ๑๕๔,๘๐๐,๐๐๐
    
    (๕) นอกจากนี้ ยังมีการติดตามความคืบหน้าผลกระทบจาก พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พบผู้กระทำความผิดและถูกจับกุมจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองระหว่าง เดือนเมษายน – พฤษภาคม ๒๕๕๓ ดังนี้
    ผลสรุปคดีก่อความไม่สงบทางการเมือง และคดีที่เกี่ยวเนื่อง (แยกตามประเภทคดี)  ประกอบด้วย
    - ร่วมกันหรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดหรือสนับสนุนให้มีการกระทำผิดฐานก่อ การร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๕/๑, ๑๓๕/๒, ๑๓๕/๓ 
    - มั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายฯ หรือกระทำการให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองโดยมีอาวุธ โดยเป็นหัวหน้าหรือผู้มีหน้าที่สั่งการ, ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้าย 
    - หมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทหรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ 
    -ฝ่าฝืน พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ, ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจฯ หรือกระทำการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในเขตพื้นที่ที่มี ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง
    -ลักทรัพย์หรือรับของโจร บุกรุก ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยผ่านสิ่งกีดกั้นโดยใช้ยานพาหนะ ปล้นทรัพย์ ทำให้เสียทรัพย์
    -ร่วมกันทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจามิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดินฯ
    -ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน
    -พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุน วัตถุระเบิด
    -วางเพลิงเผาทรัพย์
    -ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ
    -ฆ่าผู้อื่น
    -คดีอื่น ๆ เช่น พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.ยาเสพติดฯ พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ร.บ.คนเข้าเมือง มีเครื่องสื่อสารโทรคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต
    หมายเหตุ : บางรายต้องหาในหลายคดี
    ในการดำเนินคดีผู้ก่อความไม่สงบทางการเมือง และคดีที่เกี่ยวเนื่องนั้น มีคดีที่ศาลตัดสินแล้วดังนี้ (ตารางที่ ๕)

 

ตารางที่ ๕ ผลการดำเนินคดีผู้ก่อความไม่สงบทางการเมือง และคดีที่เกี่ยวเนื่องที่ศาลตัดสินแล้ว
คดี    กำหนดโทษ    จำนวน (คน)
๑.พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน    จำคุก ๖ เดือน ถึง ๑ ปี
กักขัง ๓ เดือน แทนโทษจำคุก    ๕

๒.ฝ่าฝืนคำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่สถานการณ์ใน
สถานการณ์ฉุกเฉิน    จำคุก ๒ ปี ๖ เดือน    ๑
๓.พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ร.บ.จราจรทางบก
พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน    กักขัง ๑๓๕ วัน
แทนค่าปรับ ๒๗,๐๐๐ บาท    ๑
๔.พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ร.ก.บริหารราชการ
ในสถานการณ์ฉุกเฉิน    กักขัง ๘๕ วัน
แทนค่าปรับ ๑๗,๐๐๐ บาท    ๑
๕.พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ร.บ.
อาวุธปืน    จำคุก ๑ ปี    ๑
๖.พ.ร.บ.อื่นๆ ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง    จำคุก ๒ ปี    ๑
๗. ฆ่าผู้อื่น    จำคุก ๒๐ ปี    ๑

ส่วนที่ ๕
ข้อเสนอแนะ
    เหตุการณ์ความไม่สงบและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓ ได้สร้างความเสียหายอย่างประมาณค่ามิได้ต่อประเทศไทย คอป.มีความห่วงใยอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ความขัดแย้งที่ดำเนินอยู่จนถึง ปัจจุบัน เนื่องจากมีความสุ่มเสี่ยงที่จะมีปัจจัยกระตุ้นให้ความขัดแย้งขยายตัวและยก ระดับไปสู่เหตุการณ์ความรุนแรงได้อีกครั้งหนึ่ง คอป.ขอให้ทุกฝ่ายตระหนักว่าประเทศชาติได้รับความเสียหายอย่างมหาศาลและบอบ ช้ำจากปัญหาความขัดแย้งและความแตกแยกในสังคมมาเป็นเวลานานแล้ว และควรนำวิกฤตการณ์ความรุนแรงในอดีตมาเป็นบทเรียน เพื่อระลึกถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้น และร่วมกันประคับประคองสถานการณ์ไม่ให้ประเทศต้องประสบกับเหตุการณ์ความ รุนแรงอีก รวมทั้งช่วยกันนำพาสังคมไทยให้ก้าวข้ามความขัดแย้งไปสู่ความปรองดองอย่าง ยั่งยืนต่อไป 
    คอป.มีข้อเสนอแนะอันเป็นแนวทางในการสร้างความปรองดองในชาติ ซึ่ง คอป.ขอเรียกร้องให้รัฐและทุกภาคส่วนในสังคมนำข้อเสนอแนะของ คอป.ไปปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดผลต่อการปรองดองอย่างเป็นรูปธรรม โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง และไม่เลือกปฏิบัติตามเฉพาะข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายตนหรือฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งเท่านั้น โดย คอป.มีข้อเสนอแนะในประเด็นสำคัญต่างๆ ดังนี้ 
    ๕.๑ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการนำข้อเท็จจริงของเหตุการณ์และรากเหง้าของความ ขัดแย้งมาเป็นบทเรียนในการสร้างความปรองดองที่ยั่งยืน
    คอป.ขอเรียกร้องให้รัฐบาล ผู้นำฝ่ายค้าน พรรคการเมือง กลุ่มการเมืองทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง สื่อมวลชน และประชาชน ให้ความสำคัญต่อการแสวงหาแนวทางร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความ รุนแรงอย่างจริงจัง โดยการร่วมกันรักษาบรรยากาศของการปรองดอง ยุติการกระทำที่จะนำไปสู่การสร้างความขัดแย้ง และทำความเข้าใจความจริงซึ่งเป็นสาเหตุที่นำมาสู่ความขัดแย้ง เพื่อให้สังคมไทยสามารถก้าวข้ามความขัดแย้งไปสู่ความปรองดองอย่างยั่งยืน โดย คอป.มีข้อเสนอแนะ ดังนี้ 
    ๕.๑.๑ คอป.ขอให้ทุกฝ่ายเข้าใจว่าการปรองดองเป็นทั้งเป้าหมาย (Outcome) ที่ต้องการให้เกิดขึ้น และเป็นกระบวนการ (Process) ที่ต้องขับเคลื่อนด้วยวิธีการต่างๆ ซึ่งเป็นที่ยอมรับและอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย โดยไม่มีการเร่งรัดกระบวนการเพื่อให้เกิดผลตามเป้าหมาย ทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันรักษาบรรยากาศของการปรองดองในประเทศและประคับประคอง สถานการณ์ความขัดแย้งไม่ให้เกิดความรุนแรงขึ้น โดยดำเนินการด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ และตั้งอยู่บนหลักประชาธิปไตย คอป.ขอย้ำว่ากระบวนการปรองดองต้องอาศัยเวลา ความอดทน และการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย การดำเนินการใดๆ ของผู้ที่เกี่ยวข้องโดยพยายามที่จะรวบรัดหรือเร่งรัดกระบวนการปรองดองนั้น เป็นการกระทำที่ไม่เอื้อต่อบรรยากาศของการปรองดอง ทำให้สังคมเกิดความหวาดระแวงและไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน และเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการแสวงหาทางออกไปสู่การปรองดองของคนในชาติต่อไป

    ๕.๑.๒ คอป.ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการดำเนินการใดๆ ที่นำไปสู่การสร้างความขัดแย้งและทำลายบรรยากาศของการปรองดอง โดยพึงตระหนักว่าความปรองดองจะเกิดขึ้นไม่ได้หากผู้ที่มีส่วนในความขัดแย้ง มุ่งแต่เอาชนะ โดยไม่มีการประนีประนอมรอมชอมต่อกัน และขอให้ทุกฝ่ายเปิดใจกว้างเพื่อรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง ยุติการเผยแพร่ข้อมูลหรือข้อความในลักษณะที่ยั่วยุให้เกิดความเกลียดชังและ ความรุนแรงระหว่างกัน ใช้เหตุผลมากกว่าการใช้อารมณ์ในการพิจารณาประเด็นต่างๆ เคารพสิทธิและเสรีภาพระหว่างกัน และลดทัศนคติในการเอาชนะหรือมองปัญหาในมุมมองของตนฝ่ายเดียว 
    ๕.๑.๓ คอป.เห็นว่าปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเกี่ยวเนื่องกับความ ขัดแย้งทางผลประโยชน์ของผู้ที่ไม่ต้องการสูญเสียอำนาจหรือผลประโยชน์ของตน นำมาซึ่งการใช้อำนาจทางการเมืองโดยมิชอบและการแทรกแซงหน่วยงานของรัฐบาลและ องค์กรอิสระ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อส่วนรวมและประเทศชาติ ปัญหาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการขาดจริยธรรมและจิตสำนึกที่ดีในทางการเมือง ของนักการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งในทางการเมือง ซึ่งเป็นอุปสรรคที่สำคัญยิ่งต่อการสร้างความปรองดองในชาติ คอป.ขอเรียกร้องให้ภาคการเมืองและนักการเมืองทุกคนพึงสำนึกในหน้าที่และความ รับผิดชอบของตนในฐานะผู้ที่อาสารับใช้ประชาชน โดยทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ซื่อสัตย์ โปร่งใส รักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของประเทศชาติ และไม่ใช้พื้นที่ทางการเมืองเพื่อทำให้ประเด็นความขัดแย้งขยายตัวออกไป หรือเปิดประเด็นความขัดแย้งใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง อันจะเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ความขัดแย้งให้เลวร้ายลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องไม่นำเอาข้อได้เปรียบทางการเมืองมาใช้เป็นประโยชน์ใน การยั่วยุให้เกิดความเกลียดชังและความแตกแยกของคนในสังคม เพื่อความได้เปรียบเฉพาะหน้า ทั้งนี้ ภาคการเมืองควรใช้รัฐสภาเป็นพื้นที่หลักในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการ เมือง และไม่ควรใช้เวทีนอกรัฐสภาเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาทางการเมือง นอกจากนี้ คอป.เห็นว่าพรรคการเมืองทุกพรรคควรประนีประนอมต่อกัน และร่วมกันจัดทำข้อตกลงว่าจะช่วยกันลดเงื่อนไขของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ อย่างไร เพื่อสร้างความไว้วางใจและบรรยากาศของการปรองดองให้เกิดขึ้น

    ๕.๑.๔ จากการศึกษาของ คอป. พบว่าข้อเท็จจริงของเหตุการณ์และรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นใน ช่วงที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าวิกฤติความขัดแย้งที่เกิดขึ้นที่สั่งสมและนำมาสู่ความ รุนแรง โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ๒๕๕๓ นั้นแม้จะดูเสมือนว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างบุคคลหรือกลุ่มบุคคล แต่แท้จริงแล้วความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้หยั่งรากลึกถึงปัญหาในระดับโครง สร้างขั้นพื้นฐานทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศ และนำไปสู่ความหวาดระแวงระหว่างกลุ่มต่างๆ ในสังคมไทยต่อดุลยภาพที่มีอยู่เดิม ทำให้เกิดการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเพื่อรักษาสถานะเดิม (Status Quo) ไว้ ความขัดแย้งในลักษณะดังกล่าวเมื่อผนวกกับสภาพปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และสังคม (Socio-Economic Structures) ความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นในสังคม ความอ่อนแอของกลไกในระบอบประชาธิปไตย หลักนิติธรรมและกระบวนการยุติธรรม และการใช้สื่อเป็นเครื่องมือในการขยายผลความขัดแย้ง ทำให้เกิดวิกฤติความขัดแย้งที่โยงใยกันอย่างซับซ้อน ไม่มีมูลเหตุใดเพียงลำพังที่สามารถอธิบายปัญหาความขัดแย้งได้ คอป.เห็นว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าสังคมไทยกำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยน ผ่าน (Society in Transition) ทุกฝ่ายจึงควรเรียนรู้และทำความเข้าใจรากเหง้าของความขัดแย้ง เพื่อแสวงหาแนวทางร่วมกันในการแก้ไขปัญหาพื้นฐาน และปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคม เพื่อให้สามารถก้าวข้ามความขัดแย้งไปสู่ความปรองดองอย่างยั่งยืน
    ๕.๑.๕ ในการเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวิกฤติความขัดแย้งและเหตุการณ์ความรุนแรง ที่เกิดขึ้น คอป.มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันในสังคมอันเป็นรากฐานสำคัญ ของกระบวนการปรองดอง และนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาสรุปบทเรียนเพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศชาติต้อง ประสบกับวิกฤตการณ์เช่นนี้อีก การเข้าใจความจริงทุกฝ่ายต้องเปิดหู เปิดตา เปิดใจให้กว้างขวาง อดทน รับฟัง และยอมรับความแตกต่าง คอป.มีความห่วงใยอย่างยิ่งว่าภายหลังจากการเปิดเผยข้อเท็จจริงแล้ว อาจมีการนำข้อเท็จจริงบางเรื่องไปขยายผลในลักษณะที่ทำให้ความขัดแย้งลุกลาม บานปลาย หรือเปิดประเด็นข้อโต้แย้งใหม่ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการเปิดเผยความจริงของ คอป. เช่น การที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลือกข้อเท็จจริงเพียงบางส่วนที่เป็นประโยชน์แก่ฝ่าย ตนมานำเสนอต่อสาธารณชนอย่างไม่รอบด้าน เพื่อโจมตีคู่ขัดแย้งฝ่ายตรงข้าม คอป.ขอเรียกร้องให้รัฐบาล พรรคการเมือง กลุ่มการเมือง และสื่อมวลชน รับทราบถึงความห่วงใยของ คอป. และงดเว้นการกระทำที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งดังกล่าว และคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสังคมจากการนำเสนอข้อเท็จจริงของ เหตุการณ์ที่ไม่ครบถ้วนหรือรอบด้าน

  
    ๕.๑.๖ กระบวนการปรองดองมีความเกี่ยวข้องและกระทบต่อทุกภาคส่วนและประชาชนทั้ง ประเทศ การดำเนินการใดๆ ของรัฐบาลและภาคการเมืองเพื่อให้เกิดการปรองดองจึงต้องคำนึงถึงการมีส่วน ร่วมของประชาชนและสังคมเป็นสำคัญ โดยรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องต้องเปิดเผยข้อมูลและชี้แจงเหตุผล อย่างชัดเจนให้ประชาชนได้รับทราบและเข้าใจ และมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่มีส่วนได้เสียและผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยต้องเปิดพื้นที่หรือสร้างช่องทางให้ประชาชนได้สื่อสาร ทำความเข้าใจและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถกเถียงอภิปรายอย่างกว้างขวางในประเด็นที่เป็นรากเหง้า ของปัญหาความขัดแย้ง เพื่อให้สังคมเข้าใจประเด็นปัญหาความขัดแย้งชัดเจนยิ่งขึ้น และนำมาซึ่งการแสวงหาทางออกร่วมกัน เช่น การรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ การส่งเสริมการจัดเวทีสาธารณะ การสานเสวนา และการประชาเสวนาหาทางออก (Public Deliberation) เพื่อให้ผู้ที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกันได้แสดงความคิดเห็นและรับฟังความคิด เห็นที่แตกต่าง อันเป็นช่องทางในการลดความไม่ไว้วางใจกัน สร้างความประนีประนอมต่อกัน และนำไปสู่ความเข้าใจร่วมกัน เพื่ออยู่ในสังคมเดียวกันได้อย่างสันติสุขท่ามกลางความแตกต่างในสังคม 

    ๕.๑.๗ คอป.เห็นว่าการปรองดองเป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย แม้ คอป.จะสิ้นสุดวาระในการดำเนินงานแล้ว กระบวนการปรองดองก็ยังต้องดำเนินต่อไป อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความแตกแยกในสังคมและการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายของประชาชนในปัจจุบัน การเคลื่อนไหวของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง รวมถึงการผลักดันของรัฐบาลเพื่อให้เกิดการปรองดอง อาจถูกต่อต้านหรือตอบสนองด้วยความหวาดระแวง โดยเฉพาะจากฝ่ายที่เป็นปรปักษ์ในความขัดแย้ง ด้วยเหตุนี้ คอป. จึงเห็นว่ารัฐควรส่งเสริมให้มีการจัดตั้งกลไกต่างๆ ซึ่งมีความเป็นกลางเพื่อสนับสนุนให้กระบวนการปรองดองเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ โดยรัฐควรให้การสนับสนุนด้านงบประมาณโดยไม่แทรกแซงการทำงานของกลไกดังกล่าว ตัวอย่างเช่น การจัดตั้งเครือข่ายด้านการปรองดองในชาติ ซึ่งอาจเกิดจากการรวมกลุ่มของบุคคลซึ่งมีความเป็นกลาง และเป็นตัวแทนจากทุกภาคส่วนในสังคม ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สื่อสารมวลชน และสถาบันวิชาการ ซึ่งประสงค์จะมีบทบาทนำในกระบวนการปรองดองตามวิถีประชาธิปไตยและแนวทางของ สันติวิธี 

    ๕.๒ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการนำหลักความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านมาปรับใช้หลักการทั่วไป
    ๕.๒.๑ ความขัดแย้งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามปกติธรรมชาติในทุกสังคม หากสังคมขาดกลไกในการจัดการความขัดแย้งที่มีประสิทธิภาพ ก็อาจนำมาซึ่งความเสียหายต่อสังคมเป็นอันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่คู่ขัดแย้งใช้ความรุนแรงเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ที่ต้องการนั้น เป็นสิ่งที่สังคมไม่อาจยอมรับได้ คอป.เห็นว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น ทุกฝ่ายควรทำความเข้าใจและปรับใช้หลักความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice) ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่จะช่วยนำพาสังคมให้ก้าวข้ามความขัดแย้ง และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นอีก อย่างไรก็ตาม การนำกลไกต่างๆ ของหลักความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านมาใช้ต้องนำมาปรับใช้แบบองค์รวม (holistic approach) ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในประเทศไทย มิใช่เลือกมาตรการใดมาตรการหนึ่งที่เป็นประโยชน์กับฝ่ายตนมาใช้ อีกทั้งต้องคำนึงว่ามาตรการต่างๆ ตามหลักความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านเป็นมาตรการที่มิได้ยกเลิกกระบวนการ ยุติธรรมหลัก เพียงแต่พยายามนำเสนอกลไกที่มีความยืดหยุ่นเหมาะสมในสถานการณ์ความขัดแย้ง เพื่อให้สังคมสามารถก้าวข้ามความขัดแย้งนั้นได้ การนำเอาหลักความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านมาใช้ต้องเริ่มจากการเปิดเผยความ จริง และสร้างกระบวนการรับรู้ความจริงในหมู่ผู้ได้รับผลกระทบ ผู้เกี่ยวข้องและสังคมโดยรวมอย่างกว้างขวาง ความจริงที่ได้เปิดเผยจะนำไปสู่การตัดสินใจว่าสมควรจะมีการดำเนินคดี หรือการดำเนินการเพื่อแสดงความรับผิดชอบอย่างอื่นที่มิใช่การดำเนินคดี หรือการนิรโทษกรรมในกรณีต่างๆ เหล่านั้นหรือไม่ หรือควรมีการดำเนินการอย่างไรเพื่อหาทางออกที่เป็นที่รับได้ของทุกฝ่าย โดยในระหว่างที่มีการดำเนินการไปสู่แนวทางดังกล่าวจักต้องมีการเยียวยาอย่าง เหมาะสมกับผู้ได้รับผลกระทบทุกฝ่าย
การดำเนินคดี

    ๕.๒.๒ คอป.เห็นว่าในการกระทำความผิดตามกฎหมาย ผู้กระทำต้องมีความรับผิดชอบในทางกฎหมาย (Legal Accountability) ที่เหมาะสม หากมีการกระทำความผิดทางอาญาเกิดขึ้น ผู้กระทำความผิดโดยหลักการต้องมีความรับผิดชอบทางอาญา (Criminal Liability) และจะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย คอป.เชื่อมั่นในหลักการว่า สันติภาพและความสงบสุขในสังคมมิอาจเกิดขึ้นได้หากความยุติธรรมไม่เกิดขึ้น เพราะผู้กระทำความผิดไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม คอป.จึงขอเรียกร้องให้รัฐดำเนินการสืบสวนสอบสวน และนำตัวผู้กระทำความผิดทุกฝ่ายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ รัฐต้องรับประกันว่าการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดจะเป็นไปอย่างเป็นธรรม เสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ เคารพสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหา จำเลย และผู้เสียหายในคดีอาญาอย่างเคร่งครัด และได้รับการพิจารณาพิพากษาจากองค์กรตุลาการซึ่งมีความสามารถ มีความเป็นอิสระ และเป็นกลาง 

    ๕.๒.๓ อย่างไรก็ตาม คอป.เห็นว่าการกระทำผิดกฎหมายอาญาในระหว่างที่มีเหตุการณ์ความรุนแรงหรือ สถานการณ์ทางการเมืองซึ่งมีความขัดแย้งอย่างสูงในห้วงเวลาที่ผ่านมา มิใช่พฤติกรรมที่เกิดขึ้นในภาวะปกติทั่วไปในสังคม เพราะเป็นการกระทำที่มีมูลเหตุจูงใจมาจากความแตกต่างทางอุดมการณ์ทางการ เมือง และการปลุกเร้าให้เกิดความเคียดแค้นที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ในบางกรณีผู้กระทำความผิดที่มีลักษณะเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมือง เช่นนี้ จึงมิใช่ผู้ร้ายหรืออาชญากรโดยกมลสันดาน การใช้มาตรการลงโทษพฤติกรรมความรุนแรงที่เกิดขึ้นอาจเพิ่มความรู้สึกคับแค้น ใจและเป็นอุปสรรคต่อการสร้างความปรองดอง คอป.เห็นว่าการนำหลักความยุติธรรมทางอาญา (Criminal Justice) ที่มุ่งแต่การลงโทษทางอาญาเพียงอย่างเดียวมาใช้ในคดีอาญาซึ่งสืบเนื่องมาจาก ความขัดแย้งทางการเมือง ไม่อาจแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้ และไม่เหมาะสมกับสภาพสังคมไทย ซึ่งอยู่ในระหว่างการเปลี่ยนผ่าน (Transition) คอป.จึงขอเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการนำหลักความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน และหลักความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) มาใช้ร่วมกับการดำเนินกระบวนยุติธรรมทางอาญา เพื่อฟื้นฟูสัมพันธภาพระหว่างคู่ขัดแย้ง อำนวยความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย และลดปัญหาความขัดแย้ง โดยอาจนำมาตรการหรือศึกษาประสบการณ์ของต่างประเทศที่เคยเผชิญความขัด แย้งอย่างรุนแรงมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศไทย
การเยียวยา 

    ๕.๒.๔ คอป.เห็นว่าการชดเชย เยียวยา และฟื้นฟูเหยื่อและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงทุกฝ่าย และคืนความเป็นธรรมให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำที่ขัดต่อหลัก นิติธรรม เป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการลดความขัดแย้ง และสร้างความพร้อมต่อการปรองดองในชาติให้เกิดขึ้น คอป.เห็นว่ารัฐบาลต้องดำเนินการเยียวยาอย่างจริงจัง เป็นระบบ ทั่วถึง และต่อเนื่อง โดยครอบคลุมความเสียหายในลักษณะต่างๆ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ และชดเชยให้กลับคืนสู่สภาพเดิมมากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ โดยไม่จำกัดที่การเยียวยาด้วยตัวเงินเท่านั้น รัฐต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรมให้เหมาะสมกับความเสียหายและ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นในลักษณะต่างๆ เช่น การเยียวยาฟื้นฟูสภาพจิตใจอย่างถูกวิธี โดยมีแนวทางในการติดตามเพื่อบำบัดฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง การฟื้นฟูเกียรติยศของเหยื่อ การให้คำปรึกษาและการให้ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมาย การให้คำแนะนำในการประกอบวิชาชีพหรือการฝึกอบรมอาชีพ การให้บริการทางการศึกษา การฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ การใช้มาตรการทางภาษีโดยการยกเว้นหรือลดภาษี และการขอโทษ เป็นต้น นอกจากนี้ รัฐควรให้ความสำคัญต่อการเยียวยาและฟื้นฟูพื้นที่ ชุมชน หรือสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งแหล่งที่อยู่อาศัยหรือย่านธุรกิจการค้าที่ได้รับผลกระทบ จากการชุมนุมและเหตุการณ์ความรุนแรงด้วย เช่น การมีมาตรการช่วยเหลือเรื่องค่าเช่า การจัดหาสถานที่หรือพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับทำการค้า หรือการผ่อนปรนค่าสาธารณูปโภค เป็นต้น
    ๕.๒.๕ รัฐควรจัดทำบันทึกความทรงจำ จดหมายเหตุ หรือมีการสร้างสัญลักษณ์ความทรงจำให้แก่สาธารณชนเพื่อเตือนใจให้รำลึกถึง สถานการณ์ความรุนแรง เหยื่อของความรุนแรง และความเสียหายของประเทศไทยจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกให้ระลึกถึงการชดใช้เยียวยาและการป้องปรามการใช้อำนาจ โดยมิชอบของทุกฝ่าย รวมถึงให้ประชาชนในชาติเกิดความรู้สึกร่วมกันในการมีส่วนป้องกันมิให้ เหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต  
    ๕.๒.๖ คอป.ขอย้ำถึงข้อเสนอแนะของ คอป.เกี่ยวกับการเยียวยากลุ่มผู้เข้าร่วมชุมนุมในช่วงความขัดแย้งทางการ เมืองในระยะหลายปีที่ผ่านมาที่ถูกดำเนินคดีโดยไม่เป็นธรรม ซึ่งพบว่ายังไม่ได้รับการปฏิบัติตามอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม คอป.ขอเรียกร้องให้รัฐเร่งดำเนินการเยียวยาและฟื้นฟูกลุ่มดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ถูกตั้งข้อหารุนแรงเกินสมควร และไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราว ซึ่งนอกจากจะขาดโอกาสในการต่อสู้คดีแล้ว ยังได้รับผลกระทบทั้งต่อส่วนตัวและครอบครัวด้วย รัฐบาลต้องหามาตรการในการลดผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยให้ความช่วยเหลือแก่ครอบ ครัวของจำเลยที่ไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราวในด้านมนุษยธรรม นอกจากนี้ รัฐบาลควรจ่ายค่าทดแทนแก่จำเลยที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องแล้วโดย ไม่ต้องพิจารณาว่าศาลได้พิพากษาว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์หรือไม่
การแสดงความรับผิดชอบด้วยการขอโทษ

    ๕.๒.๗ จากข้อเท็จจริงและรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องย่อมมีส่วนรับผิดชอบอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ฝ่ายค้าน พรรคการเมือง ผู้นำในการชุมนุม หน่วยงานด้านความมั่นคง และสื่อมวลชน ควรพิจารณาทบทวนบทบาทและการกระทำของตนในสถานการณ์ดังกล่าว คอป.ขอเรียกร้องให้ผู้นำทุกฝ่ายกล่าวขอโทษต่อสาธารณชน (Public Apology) โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายกรัฐมนตรีที่บริหารประเทศขณะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง และ/หรือนายกรัฐมนตรีซึ่งบริหารประเทศอยู่ในปัจจุบัน ควรแสดงความรับผิดชอบในฐานะผู้นำรัฐบาลต่อเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะต่อเหยื่อของความรุนแรง เนื่องจากรัฐมีความบกพร่องและขาดกลไกที่มีประสิทธิภาพในการจัดการความขัด แย้งทางการเมืองให้ดำเนินไปตามครรลองของสันติวิธี จนเกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน และความรู้สึกของประชาชนอย่างมาก รวมทั้งแสดงเจตจำนงที่จะประกันความมั่นคงและปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชน โดยพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะระมัดระวังไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรง และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงขึ้นอีกในอนาคต คอป.เห็นว่าการกระทำดังกล่าวนอกจากจะเป็นการเยียวยาโดยคำนึงถึงเกียรติยศและ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเหยื่อจากเหตุการณ์ความรุนแรงแล้ว ยังเป็นแบบอย่างที่ดีในการแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองให้เกิดขึ้นในสังคม และช่วยรักษาบรรยากาศของการปรองดองในประเทศให้ดียิ่งขึ้น คอป.ขอให้ทุกฝ่ายตระหนักว่าการยอมรับผิดชอบและการขอโทษเป็นเงื่อนไขที่จำ เป็นที่จะนำไปสู่ความปรองดองในชาติ ทั้งนี้ ไม่ว่าเหตุการณ์จะผ่านพ้นไปนานเพียงใดก็ตาม    

การนิรโทษกรรม
    ๕.๒.๘ แม้การนิรโทษกรรมจะเป็นกลไกหนึ่งที่อาจนำไปสู่การปรองดอง แต่การนำการนิรโทษกรรมมาใช้จะต้องคำนึงถึงความเหมาะสม ทั้งในแง่ของเวลา สถานการณ์ และกระบวนการ โดยเฉพาะการเร่งรัดให้เกิดการนิรโทษกรรม นอกจากจะไม่ส่งผลให้เกิดการปรองดองแล้ว ยังอาจเป็นการสร้างประเด็นความขัดแย้งขึ้นมาใหม่ จากที่มีการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการนิรโทษกรรมการกระทำความผิดที่เกี่ยว เนื่องกับเหตุการณ์ความไม่สงบและความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา โดยการผลักดันให้รัฐสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ พ.ศ. ... ซึ่งมีผลเป็นการนิรโทษกรรมผู้กระทำผิดนั้น คอป.เห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการเร่งรัดกระบวนการปรองดอง ซึ่งต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของสังคมทุกฝ่าย โดยเฉพาะเหยื่อและผู้เสียหายที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการนิรโทษกรรม อันมีผลเป็นการยกเว้นการดำเนินคดีและการลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมต่อผู้ กระทำผิด การเร่งรัดเพื่อให้เกิดการนิรโทษกรรมเช่นนี้กระทบต่อบรรยากาศของความปรองดอง ในชาติ และทำให้สังคมเกิดความหวาดระแวง ซึ่งอาจนำไปสู่การเผชิญหน้าระหว่างกันและยกระดับไปสู่ความรุนแรงได้
    ๕.๒.๙ การนิรโทษกรรมไม่ใช่เป้าหมายหรือผลลัพธ์สุดท้ายของการปรองดอง คอป.เห็นว่าแม้การนิรโทษกรรมจะเป็นแนวทางหนึ่งที่อาจช่วยให้สังคมเกิดความ ปรองดอง แต่ในระหว่างที่สังคมไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากสังคมที่มีความขัดแย้งสูงไปสู่ สังคมแห่งการปรองดองนั้น การนำการนิรโทษกรรมมาใช้จะต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง โดยพิจารณาองค์รวมของหลักความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน และคำนึงถึงมาตรการที่สอดรับกันระหว่างการสนองความต้องการของผู้ที่ได้รับผล กระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงและความรับผิดชอบของผู้กระทำผิด การทำความเข้าใจกับความจริงที่เกิดขึ้นและสาเหตุของความขัดแย้ง การให้ผู้กระทำความผิดต้องชดเชย เยียวยา หรือแสดงความรับผิดต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบและต่อสังคมจนผู้ที่มีความขัดแย้ง ต่อกันในอดีตเกิดความเข้าใจ และให้อภัยหรือประนีประนอมกันเพื่อการนิรโทษกรรมได้ ทั้งนี้ ในระหว่างที่ยังไม่ได้ข้อยุติเกี่ยวกับการนิรโทษกรรม รัฐจะต้องประกันและคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายในการเข้าถึงกระบวนการ ยุติธรรม และดำเนินคดีแก่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายโดยเท่าเทียมกัน

    ๕.๒.๑๐ คอป.เห็นว่าการนิรโทษกรรมจะต้องกระทำโดยไม่กระทบต่อสิทธิของเหยื่อและผู้ที่ ได้รับผลกระทบในการรับรู้ความจริงที่เกิดขึ้น สิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม สิทธิในการได้รับการเยียวยาที่เหมาะสม การยอมรับผิดของผู้ที่เกี่ยวข้อง และการรับประกันจากรัฐว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นอีก ซึ่งล้วนเป็นกลไกหลักของความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน การนิรโทษกรรมที่จำกัดสิทธิของผู้เสียหายดังกล่าวมีแนวโน้มอย่างสูงที่จะถูก ต่อต้านจากสังคม และเป็นอุปสรรคต่อการเจรจาตกลงเพื่อการสร้างความปรองดองในชาติต่อไป 
    ๕.๒.๑๑ การนิรโทษกรรมไม่สามารถดำเนินการโดยปราศจากขอบเขต แต่ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรมและมาตรฐานที่เป็นสากล โดย คอป.เห็นว่าการออกกฎหมายนิรโทษกรรมจะต้องมิใช่การนิรโทษกรรมตนเอง (Self-Amnesty) ที่ผู้มีส่วนในการกระทำความผิดบัญญัติกฎหมายให้มีผลเป็นการยกเว้นความรับผิด ของตนเอง หรือการนิรโทษกรรมแบบครอบคลุมเป็นการทั่วไป (Blanket Amnesty) หรือครอบคลุมผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย โดยปราศจากเงื่อนไข แต่จะต้องมีการกำหนดความผิดที่จะนิรโทษกรรมและเงื่อนไขในการนิรโทษกรรมอย่าง ชัดเจนและเฉพาะเจาะจง โดยพิจารณาแยกแยะลักษณะการกระทำของบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยกระบวนการที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งต้องสอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ และตั้งอยู่บนหลักประชาธิปไตยโดยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย 
    ๕.๒.๑๒ การนิรโทษกรรมต้องคำนึงถึงการอำนวยความยุติธรรมแก่เหยื่อโดยการป้องกันมิให้ เกิดการลบล้างการกระทำความผิดหรือยกเว้นความผิดโดยมิชอบ (impunity) นอกจากนี้ คอป.เห็นว่ารัฐบาลต้องพิจารณาทบทวน แก้ไขหรือยกเลิกกฎหมายซึ่งมีผลเป็นการลบล้างความผิดโดยมิชอบ และเร่งการพิจารณาให้สัตยาบันต่อธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ (Rome Statute of International Criminal Court) เพื่อป้องกันมิให้ผู้กระทำความผิดลอยนวลหรือหลุดพ้นจากการเข้าสู่กระบวนการ ยุติธรรม และช่วยยุติการก่ออาชญากรรมร้ายแรงในอนาคต รวมถึงการพิจารณาแก้ไขกฎหมายให้ศาลไทยสามารถดำเนินคดีตามหลัก “การพิจารณาโดยไม่มีตัวจำเลย” (Trial in Absentia) หรือการพิจารณาคดีลับหลังจำเลย สำหรับคดีความผิดอาญาเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในกรณีร้ายแรงบางประเภท บนเงื่อนไขที่รัฐสามารถให้มีหลักประกันในการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมโดย กำหนดเงื่อนไขที่มีความชัดเจนและเคร่งครัด

๕.๓ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับหลักนิติธรรมและกระบวนการยุติธรรม
    สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทำให้สังคมไทยเกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย และเกิดความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน คอป.เห็นว่าความเคลือบแคลงในหลักนิติธรรมและกระบวนการยุติธรรมของประเทศเป็น ปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดความไม่ไว้วางใจและความรู้สึกที่เป็นปรปักษ์ ต่อกัน การขาดความเชื่อมั่นในหลักนิติธรรมที่เกิดขึ้นมิใช่เป็นเฉพาะความไม่ไว้วาง ใจต่อองค์กรใดองค์กรหนึ่งในกระบวนการยุติธรรม หรือประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายเท่านั้น แต่เป็นความไม่ไว้วางใจต่อระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมโดยรวมทั้งระบบอัน สืบเนื่องมาจากความขัดแย้ง
    ในเหตุการณ์ที่ผ่านมาที่ทุกฝ่ายซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งต่างนำเอากฎหมายและกระบวน การยุติธรรมมาใช้อ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมและรักษาผลประโยชน์ของฝ่ายตน การดำเนินการดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความเสื่อมศรัทธาต่อระบบยุติธรรมโดยรวม ตัวอย่างของการดำเนินการที่ถูกมองโดยคู่ขัดแย้งว่าเป็นสาเหตุสำคัญของการ เสื่อมความศรัทธาในระบบนิติธรรม ได้แก่ กรณีคำวินิจฉัยคดีซุกหุ้นของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๔ ในช่วงต้นของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่มีการกล่าวอ้างว่ามีการบิดเบือนหรือหักดิบกฎหมาย หรือกรณีหลังการรัฐประหารในเดือนกันยายน ๒๕๔๙ ที่มีประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นประมุข ฉบับที่ ๒๗ ที่เพิ่มโทษการเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูก ยุบ และฉบับที่ ๓๐ ที่แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) มาทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการออกกฎหมายย้อนหลังและการตั้ง ปฏิปักษ์มาสอบสวน กรณีการนิรโทษกรรมตามมาตรา ๓๐๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ กรณีมาตรา ๒๓๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ซึ่งมีบทบัญญัติที่กำหนดให้ยุบพรรคการเมืองและเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งของ กรรมการบริหารพรรคการเมือง ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าขัดต่อหลักความได้สัดส่วนและความพอสมควรแก่เหตุภาย ใต้หลักนิติธรรม และกรณีการวินิจฉัยคดีชิมไปบ่นไปเมื่อปี ๒๕๕๑ ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ให้นายสมัคร สุนทรเวช พ้นสภาพการเป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากการเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ เข้าข่ายเป็นลูกจ้างบริษัทเอกชนซึ่งเป็นคุณสมบัติต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าศาลตีความกฎหมายกว้างเกินไปจากเจตนารมณ์ของรัฐ ธรรมนูญในเรื่องหลักการขัดกันแห่งผลประโยชน์ เป็นต้น

    ในประเด็นเกี่ยวกับหลักนิติธรรมและกระบวนการยุติธรรม คอป.มีข้อเสนอแนะดังนี้
    ๕.๓.๑ ปัญหาสำคัญที่นำไปสู่ความเคลือบแคลงในระบบนิติธรรมของประเทศ คือ ปัญหาจากการที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ เป็นต้นมา กำหนดให้องค์กรตุลาการมีบทบาทในการตรวจสอบถ่วงดุลทางการเมืองมากขึ้น อาทิเช่น การกำหนดให้มีศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นต้น การกำหนดบทบาทขององค์กรตุลาการในลักษณะเช่นนี้เป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศ ไทย การดำเนินการดังกล่าวแม้จะสอดคล้องกับหลักการตรวจสอบถ่วงดุล (Check and Balance) ระหว่างสถาบันต่างๆ ในระบอบประชาธิปไตย แต่การใช้อำนาจดังกล่าวต้องพึงใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ ต่างมีบทบาทที่เป็นอำนาจโดยเฉพาะของตนเองตามทฤษฎีการแบ่งแยกอำนาจ (Separation of Power) และอำนาจทั้งสามฝ่ายต่างมีบทบาทในการตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกันตามหลัก นิติธรรม คอป.ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับการกำหนดบทบาทที่เหมาะสมตามแนวทาง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยภายใต้หลักนิติธรรม โดยเฉพาะอำนาจตุลาการซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดในการวินิจฉัยข้อพิพาทและข้อขัด แย้ง ต้องพึงระมัดระวังเป็นพิเศษในการใช้อำนาจที่เหมาะสมภายในกรอบกฎหมายและหลัก นิติธรรม เพื่อให้การใช้อำนาจอธิปไตยของฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการเป็นไปอย่างมีดุลยภาพ

    ๕.๓.๒ รัฐและกระบวนการยุติธรรมควรเป็นผู้นำสังคมสู่การใช้ทางเลือกในการจัดการความ ขัดแย้งโดยไม่ใช้ความรุนแรง และระมัดระวังมิให้กลายเป็นผู้ทำลายหลักนิติธรรมและละเมิดสิทธิของประชาชน เสียเอง นอกจากนี้ รัฐบาลควรส่งเสริมการสร้างความเข้าใจในหลักนิติธรรมในทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และควรสนับสนุนการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับแนวทางในการผดุงหลักนิติธรรมของประเทศ ไทย เพื่อให้มีนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ หรือสถาบันวิชาการเกี่ยวกับหลักนิติธรรมในประเทศให้มากขึ้น นอกจากนี้ รัฐควรส่งเสริมความเข้าใจร่วมกันของประชาชนเกี่ยวกับหลักนิติธรรม โดยอาจจัดเวทีสาธารณะ หรือการสานเสวนาเพื่อเปิดพื้นที่ให้มีการถกเถียงและทำความเข้าใจเกี่ยวกับ หลักนิติธรรมร่วมกัน ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน และศักยภาพของภาคประชาสังคมในการติดตามและตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ
    ๕.๓.๓ คอป.ขอเรียกร้องให้รัฐบาล ฝ่ายค้าน ฝ่ายการเมือง และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทุกฝ่าย ยุติการดำเนินการที่อ้างความถูกต้องของกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเพื่อผล ประโยชน์ในระยะสั้นของตนเอง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อถือศรัทธาต่อหลักนิติธรรมและกระบวนการยุติธรรม ในระยะยาว โดยขอให้ทุกฝ่ายมุ่งเน้นการผดุงหลักนิติธรรมในประเทศไทยอย่างจริงจัง และให้แสดงเจตนารมณ์ทางการเมือง (Political Will) ร่วมกันโดยทุกฝ่ายอย่างชัดเจนที่จะยึดถือหลักนิติธรรมในการบริหารประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและสร้างความปรองดองในชาติอย่างยั่งยืน กล่าวคือ ยึดถือหลักในการปกครองและบริหารประเทศที่บุคคลทุกคน สถาบันและองค์กรต่างๆ ไม่ว่าภาครัฐหรือภาคเอกชน รวมถึงรัฐเองมีความรับผิดชอบภายใต้กฎหมาย ซึ่งถูกประกาศใช้ต่อสาธารณชนและบังคับใช้อย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน และได้รับการพิจารณาพิพากษาจากศาลซึ่งเป็นอิสระ สอดคล้องกับมาตรฐานและหลักเกณฑ์สากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน โดยเคารพต่อหลักความสูงสุดของกฎหมาย หลักความเสมอภาคภายใต้กฎหมาย หลักความเที่ยงธรรมในการบังคับใช้กฎหมาย หลักการแบ่งแยกอำนาจ หลักการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ หลักความแน่นอนของกฎหมาย หลักการไม่กระทำการตามอำเภอใจ หลักความโปร่งใสของกฎหมายและกระบวนการตามกฎหมาย 

    ๕.๓.๔ รัฐพึงระลึกเสมอว่าการใช้อำนาจของรัฐในทุกองค์กรต้องสอดคล้องกับกระบวนการ ตามกฎหมาย (Due Process of Law) และเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น รัฐต้องดำเนินการให้มีกระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐที่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะโดยกระบวนการทางนิติบัญญัติ ตุลาการ หรือองค์กรอิสระอื่นๆ รวมทั้งต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบจากองค์กรอื่นที่ไม่ใช่รัฐ เช่น ภาคประชาสังคมและประชาชนด้วย นอกจากนี้ รัฐต้องกำหนดให้มีมาตรการบังคับที่มีประสิทธิภาพในกรณีที่รัฐหรือเจ้า หน้าที่ของรัฐใช้อำนาจโดยมิชอบด้วย
    ๕.๓.๕ กฎหมายที่ใช้บังคับในรัฐต้องมีที่มาโดยชอบ มีความชัดเจนแน่นอนและสามารถเข้าใจได้ รัฐบาลจึงต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลของรัฐและเผยแพร่ข้อมูล เกี่ยวกับกฎหมายและร่างกฎหมายต่างๆ ให้ประชาชนได้รับทราบอย่างกว้างขวางและทั่วถึง เนื่องจากประชาชนจำเป็นต้องรู้ว่ากฎหมายที่ใช้บังคับอยู่มีเนื้อหาและขอบเขต ในการบังคับใช้อย่างไร เพื่อที่จะไม่กระทำการใดๆ ที่ขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมาย ซึ่งสอดคล้องกับหลักการว่าบุคคลจะต้องทราบถึงผลร้ายของการกระทำของตนตาม กฎหมายในขณะที่กระทำการนั้น  
    ๕.๓.๖ กระบวนการยุติธรรมเป็นปัจจัยสำคัญที่แปรเปลี่ยนความขัดแย้งให้กลายเป็นความ รุนแรง ในห้วงเวลาที่ผ่านมา กระบวนการยุติธรรมถูกตั้งข้อสงสัยว่าไม่เป็นอิสระ ถูกแทรกแซง และขาดกระบวนการตรวจสอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการดำเนินคดีหรือการพิจารณาพิพากษาคดีที่มีความเกี่ยว เนื่องทางการเมือง ซึ่งบุคคลบางกลุ่มรู้สึกว่าไม่เป็นธรรมและมีการเลือกปฏิบัติ ทำให้เกิดการขยายผลไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ว่ากระบวนการยุติธรรมไทยมีสอง มาตรฐาน และเมื่อคู่ขัดแย้งที่เคยเป็นฝ่ายค้านได้รับเลือกตั้งให้เป็นรัฐบาล กระบวนการยุติธรรมชั้นต้นที่เป็นเครื่องมือของฝ่ายบริหาร เช่น พนักสอบสวน พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ก็ถูกกล่าวหาว่ากลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองของรัฐบาลในการกำจัดฝ่ายตรง ข้าม ส่งผลให้สาธารณชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยต่อกระบวนการยุติธรรมในทุกระดับ ความเสื่อมศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรมได้กลายเป็นประเด็นที่สร้างแนวร่วมทาง อุดมการณ์ของความไม่พอใจต่อการใช้อำนาจรัฐ และบางฝ่ายเกิดความรู้สึกคับแค้นใจและไม่ยอมรับกลไกของกระบวนการยุติธรรม ทำให้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นบานปลายเป็นเหตุการณ์ความรุนแรง รัฐบาลและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกำกับควบคุมการใช้อำนาจรัฐจึงต้อง สร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาของสาธารณชน ว่าหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะหน่วยงานที่อยู่ในสังกัดของฝ่ายบริหาร สามารถทำหน้าที่ได้อย่างอิสระโดยไม่ถูกแทรกแซง ทุกหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมพึงวางตนเป็นกลางโดยไม่เข้าข้างฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายใด ยึดหลักความเสมอภาคและไม่เลือกปฏิบัติ และ คอป.ขอเน้นย้ำข้อเสนอแนะที่เคยนำเสนอไปแล้วว่า “หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ต้องแสดงความเป็นกลางโดยยึดถือหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด และระมัดระวังที่จะไม่ทำให้เกิดความเข้าใจว่าเป็นเครื่องมือของรัฐ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง อัยการต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างอิสระ เป็นกลาง และมีความกล้าหาญที่จะยืนหยัดในหลักการที่ถูกต้องในการกำกับการสอบสวนและ สั่งคดี ศาลยุติธรรมซึ่งเป็นที่พึ่งสุดท้ายมีความจำเป็นต้องเข้าใจถึงความซับซ้อนของ ปัญหา โดยพึงตระหนักถึงพัฒนาการที่ยาวนานและความซับซ้อนของปัญหาที่นำมาสู่ความขัด แย้ง” 

    ๕.๓.๗ กระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพเป็นพื้นฐานสำคัญต่อ การสร้างความปรองดอง คอป.เห็นว่ารัฐจะต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับหลักการของกระบวนการ ยุติธรรมทางอาญา โดยเฉพาะในภาวะที่สถานการณ์ความขัดแย้งมีความละเอียดอ่อนเช่นนี้ รัฐบาลและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการกำกับควบคุมการใช้อำนาจรัฐทุกฝ่ายต้อง บังคับใช้กฎหมายและดำเนินกระบวนการยุติธรรมด้วยความระมัดระวัง และสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ ดังนี้
    (๑) คอป.เคยให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการตีโซ่ตรวนผู้ต้องขังไปแล้ว และขอเน้นย้ำให้รัฐงดเว้นการตีตรวนและการใช้เครื่องพันธนาการกับผู้ถูกกล่าว หาและผู้ต้องขังของกรมราชทัณฑ์ คอป.ขอเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำ ของสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง ค.ศ. ๑๙๕๕ (United Nations Standard Minimum Rules for the Treatment of Prisoners, 1955) รวมทั้งข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำและ มาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง ค.ศ. ๒๐๑๐ (United Nations Standard Minimum Rules for the Treatment of Women Prisoners and Non-custodial Measures for Women Offenders, 2010) มาปรับแก้ไขข้อปฏิบัติในการบังคับโทษ หรือกฎหมายราชทัณฑ์ให้สอดคล้องกับหลักสากลดังกล่าว และปรับใช้เพื่อให้เกิดผลต่อผู้ต้องขัง
    (๒) คอป.ขอเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการอย่างจริงจังในการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ ให้มีความชัดเจนเกี่ยวกับการตั้งข้อกล่าวหาที่รุนแรงเกินสมควร โดยหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมควรพิจารณาแยกแยะ หรือคัดกรองคดีที่จะฟ้องต่อศาลที่เกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิในการแสดงออกทาง การเมือง และทบทวนการตั้งข้อกล่าวหาแก่กลุ่มที่เรียกร้องในทางการเมืองที่ร้ายแรงเกิน สมควร เช่น ข้อหาการก่อการร้าย โดยให้กลั่นกรองหรือพิจารณาเป็นรายกรณีตามลักษณะหรือพฤติการณ์แห่งคดี และเร่งชี้แจงเหตุผลที่อาจจะเป็นข้อสงสัยของสาธารณชนในกรณีการอนุญาตหรือไม่ อนุญาตให้มีการปล่อยชั่วคราวของผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีที่เกี่ยวข้องกับการ เมือง และดำเนินคดีต่อจำเลยโดยสอดคล้องกับพฤติการณ์แห่งคดี ซึ่งมีหลักฐานที่เพียงพอในการพิสูจน์ความผิด

    (๓) คอป.ขอเน้นย้ำถึงข้อเสนอแนะของ คอป. เกี่ยวกับการนำตัวบุคคลไว้ในอำนาจรัฐตามหลักกฎหมาย ซึ่ง คอป.เรียกร้องให้รัฐคำนึงถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหาและจำเลยในคดีอาญา ในการได้รับการปล่อยชั่วคราว คอป.จึงขอให้รัฐบาลและหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องดำเนินการ อย่างจริงจังให้มีการปล่อยชั่วคราว เพื่อให้ผู้ต้องหาและจำเลยสามารถต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ด้วย พยานหลักฐานอย่างเสมอภาค และลดผลกระทบซึ่งเกิดจากการจำกัดเสรีภาพ โดยคำนึงถึงหลักการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ (Presumption of Innocence) และตระหนักว่าการถูกตั้งข้อหาที่ร้ายแรงมิใช่เหตุที่จะไม่อนุญาตให้มีการ ปล่อยชั่วคราวตามกฎหมาย นอกจากนี้ กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามิได้กำหนดว่าจะต้องเรียกเอาเงินหรือทรัพย์สิน เป็นประกัน การที่ทางปฏิบัติของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมกำหนดให้มีหลักประกัน เป็นการเปิดช่องให้นายประกันอาชีพและบริษัทประกันภัยเข้ามาแสวงหาประโยชน์ จากกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม รัฐบาลและหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมจึงต้องศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับ การปล่อยชั่วคราว และดำเนินการให้ถูกต้องตามหลักกฎหมาย
    (๔) คอป.พบว่าการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญายังเป็นไปอย่างไม่มี ประสิทธิภาพ ผู้เสียหายมีสิทธิหลายประการ เช่น สิทธิในการดำเนินคดีอาญา สิทธิในการได้รับค่าสินไหมทดแทน แต่กฎหมายมิได้กำหนดหน้าที่ให้เจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรมแจ้งสิทธิดัง กล่าวให้ผู้เสียหายทราบ ซึ่งหากเป็นกรณีที่ผู้เสียหายเป็นผู้ยากไร้ ไม่มีความรู้ทางกฎหมาย หรือขาดที่ปรึกษาที่ดีแล้ว แทบจะไม่ทราบถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเลย แตกต่างจากกรณีของผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาที่กฎหมายกำหนดให้เจ้าพนักงาน แจ้งสิทธิต่างๆ ให้ผู้ถูกดำเนินคดีทราบ คอป.เห็นว่ารัฐควรปรับปรุงเรื่องการแจ้งสิทธิของผู้เสียหาย เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายให้เกิดความเท่าเทียมกันในสังคม และลดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความเป็นสองมาตรฐานของกระบวนการยุติธรรมไทย

    ๕.๓.๘ คอป.พบว่าการสืบสวนสอบสวนในคดีความที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความรุนแรงทาง การเมืองในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ๒๕๕๓ มีการแทรกแซงและการแสวงหาพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ในบางกรณียังไม่ สมบูรณ์ และไม่สามารถอำนวยความยุติธรรมแก่ทุกฝ่ายได้ ดังนั้น เพื่อการอำนวยความยุติธรรมแก่ทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม คอป.เห็นว่ารัฐต้องส่งเสริมการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมสำหรับผู้เสียหายและ ผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิอย่างไม่เลือกปฏิบัติ และดำเนินกระบวนการสืบสวนสอบสวนคดีความต่างๆ อย่างเป็นกลางและเป็นอิสระจากอิทธิพลทางการเมือง รวมทั้งส่งเสริมการใช้กระบวนการทางนิติวิทยาศาสตร์เพื่อแสวงหาพยานหลักฐาน อย่างเป็นภาวะวิสัย เป็นกลาง และครบถ้วนสมบูรณ์
    ๕.๓.๙ ในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมในระยะยาว คอป.เห็นว่ารัฐต้องปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นระบบ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับหลักนิติธรรม โดยการปฏิรูปต้องดำเนินการทั้งระบบตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางของการบังคับ ใช้กฎหมาย ตั้งแต่ขั้นตอนของการสืบสวนสอบสวนและฟ้องร้องดำเนินคดี การปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดและผู้ถูกกล่าวหา การพัฒนากลไกการป้องกันการนำกระบวนการยุติธรรมไปใช้ในทางที่ผิด การพิจารณาลดความเป็นอาชญากรรม (Decriminalization) และลดทอนโทษทางอาญา (Depenalization) ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป การยกเลิกทุกกรณีที่มีผลเป็นการยกเว้นความรับผิดทางอาญาโดยมิชอบ (Impunity) การจัดให้มีกลไกกระบวนการยุติธรรมในสถานการณ์พิเศษ การส่งเสริมหลักการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรม และการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดโดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมทั้งการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการยุติธรรม และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม

    ๕.๓.๑๐ ปัญหาหลายประการที่เกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรมของไทย โดยเฉพาะในกระบวนวิธีพิจารณาความอาญาเกิดขึ้นจากการเรียนการสอนกฎหมายที่ทำ ให้ผู้ศึกษากฎหมายขาดความเข้าใจในหลักทฤษฎี เนื่องจากการศึกษากฎหมายในระดับมหาวิทยาลัยและเนติบัณฑิตในปัจจุบันเน้นการ ศึกษาทางด้านวิธีปฏิบัติและการท่องจำตัวบทกฎหมายมากกว่าการศึกษาทางด้าน ปรัชญาหรือทฤษฎีทางกฎหมาย คอป.เห็นว่ารัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษากฎหมายของไทยต้อง พัฒนาการศึกษากฎหมายและคุณภาพของบุคลากรในวงการกฎหมายของไทยให้มีความรู้ ความเข้าใจหลักปรัชญาและทฤษฎีทางกฎหมาย และหลักความยุติธรรมอย่างลึกซึ้ง โดยให้ความสำคัญต่อการเคารพหลักนิติธรรมและการอบรมจริยธรรมของนักกฎหมาย นอกจากนี้ยังควรพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนกฎหมายให้นักศึกษากฎหมายมีความ รู้ความเข้าใจบริบทของสังคมและสภาพปัญหาทางสังคม เพื่อให้มีการพัฒนาแนวคิดทางกฎหมายและปรับใช้กฎหมายได้อย่างสอดคล้องกับสภาพ สังคมไทยที่แท้จริง 
๕.๔ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับความเป็นประชาธิปไตย หลักธรรมาภิบาล และการเคารพสิทธิมนุษยชนในสังคมไทย

    คอป.พบว่ารากเหง้าของความขัดแย้งทางการเมืองประการหนึ่ง คือ มุมมองที่แตกต่างกันต่อความเป็นประชาธิปไตยของประเทศ ระหว่างฝ่ายหนึ่งซึ่งให้น้ำหนักต่อความชอบธรรมของผู้บริหารประเทศจากการ เลือกตั้ง ในขณะที่อีกฝ่ายให้น้ำหนักต่อคุณธรรมจริยธรรมของผู้บริหารประเทศมากกว่าความ เป็นตัวแทนของคนส่วนใหญ่ ฐานความเชื่อที่แตกต่างกันเช่นนี้ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมในการเลือกมองหรือตี ความประชาธิปไตยเฉพาะส่วนที่สอดคล้องกับความเชื่อหรือผลประโยชน์ของฝ่ายตน และปฏิเสธมุมมองของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งนำไปสู่ความแตกแยกในสังคม คอป.มีข้อเสนอแนะ ดังนี้
    ๕.๔.๑ คอป.ขอให้สังคมและทุกฝ่ายเข้าใจว่า แม้ระบอบประชาธิปไตยจะมิใช่ระบอบการปกครองที่ไร้ซึ่งข้อบกพร่อง แต่ก็เป็นระบอบการปกครองที่ดีที่สุดในปัจจุบัน หากมีปัญหาที่เกิดจากความบกพร่องของระบอบประชาธิปไตย ประชาชนในชาติจะต้องอดทนและเรียนรู้ที่จะแก้ไขข้อบกพร่องเหล่านั้น รวมทั้งการปรับปรุงและการปฏิรูปด้วยวิธีการตามระบอบประชาธิปไตยตามแนวทางของ สันติวิธี เช่น ใช้กระบวนการทางรัฐสภา กระบวนการยุติธรรมทางศาล หรือการลงประชามติ เป็นต้น และต้องไม่แก้ไขปัญหาด้วยการรัฐประหาร คอป. จึงขอเรียกร้องให้ภาคการเมือง กองทัพ และประชาชนทุกคนเชื่อถือและยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเกิดปัญหาทางการเมืองที่ร้ายแรงเพียงใด ก็ต้องแก้ไขปัญหานั้นด้วยวิธีการตามระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น นอกจากนี้ คอป.เห็นว่ารัฐต้องส่งเสริมการศึกษา แนวความคิด และกระบวนการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธีให้กับสังคมและเจ้าหน้าที่ รัฐในทุกระดับ ตลอดจนการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษาด้วย

    ๕.๔.๒ คอป.เห็นว่ารัฐต้องเผยแพร่หลักพื้นฐานสำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตย เช่น หลักความเสมอภาค หลักธรรมาภิบาล หลักนิติธรรม ให้เป็นความรู้พื้นฐานของประชาชน รวมถึงส่งเสริมค่านิยมประชาธิปไตยในครอบครัว สถาบันการศึกษา และองค์กรต่างๆ ในสังคม ให้มีพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความเป็นประชาธิปไตย รัฐต้องสนับสนุนให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อปรับพื้นฐานความเข้าใจเกี่ยวกับประชาธิปไตยของคนในสังคมให้ตรงกันว่า เป็นการปกครองที่อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ฉะนั้น ทุกฝ่ายจึงต้องยอมรับผลการเลือกตั้งที่เป็นไปโดยชอบธรรม ทั้งนี้ การเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวก็มิได้สะท้อนถึงความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้ จริง แต่ต้องมีระบบตรวจสอบการถ่วงดุลอำนาจที่ดีระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ และการบริหารประเทศต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส มีความรับผิดชอบ และเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
    ๕.๔.๓ รัฐต้องนำหลักธรรมาภิบาล หรือระบบการบริหารจัดการที่ดี (Good Governance) มาประยุกต์ใช้เพื่อให้การบริหารปกครองประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยมีกลไกในการตรวจสอบและถ่วงดุลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม และสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการบริหารงานของรัฐ นอกจากนี้ รัฐต้องดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อแก้ไขปัญหาทุจริตและการเอื้อผลประโยชน์ ต่อพวกพ้อง โดยส่งเสริมกลไกการตรวจสอบการทุจริตที่โปร่งใส เป็นอิสระ และเป็นกลางให้สามารถทำงานได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยปราศจากการแทรกแซงหรือตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด และรัฐควรสนับสนุนการรวมตัวของภาคประชาสังคมหรือเครือข่ายภาคประชาชนในการ ติดตามตรวจสอบด้วยอีกทางหนึ่ง เพื่อเป็นการเสริมสร้างกลไกของมาตรการควบคุมและการลงโทษทางสังคม (Social Sanction) ซึ่งเป็นการตั้งข้อรังเกียจทางสังคมต่อนักการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการ เมืองที่ประพฤติมิชอบ 

    ๕.๔.๔ คอป.ขอเรียกร้องให้นักการเมืองทุกคนยึดถือจริยธรรมและจรรยาบรรณในอาชีพ ภาคการเมืองควรปรับปรุงกระบวนการคัดสรรบุคคลเข้าสู่ระบบการเมืองให้มีความ เหมาะสม เพื่อป้องกันบุคคลที่ขาดจริยธรรมและจิตสำนึกในทางการเมืองเข้าสู่ตำแหน่งทาง การเมือง และจูงใจให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถและมีจริยธรรมเข้าสู่ระบบการเมือง เพื่อพัฒนาการเมืองไทยให้มีประสิทธิภาพ อีกทั้งขอเรียกร้องให้รัฐยึดถือและปฏิบัติตามพันธกรณีตามอนุสัญญาสหประชา ชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ค.ศ. ๒๐๐๓ (United Nations Convention Against Corruption, 2003) อย่างเคร่งครัด 
    ๕.๔.๕ รัฐต้องคุ้มครองและประกันสิทธิมนุษยชน ซึ่งรวมถึงสิทธิพลเมือง สิทธิทางการเมือง และเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน ป้องกันไม่ให้มีการละเมิดสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนไม่ว่าจากการ กระทำของฝ่ายใด อันอาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรง รวมทั้งกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันมิให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้าย แรงขึ้น ทั้งนี้ ในระหว่างที่ประเทศชาติมีความขัดแย้งและมีการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองใน หลากหลายมุมมองที่แตกต่างกัน คอป.เห็นว่ารัฐต้องคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็น (Freedom of Expression) ของประชาชนซึ่งดำเนินไปตามกรอบของกฎหมายโดยสันติวิธี รวมทั้งคุ้มครองไม่ให้บุคคลถูกคุกคามจากการใช้เสรีภาพดังกล่าว อีกทั้งต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในการไม่ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในทางการ เมือง เพื่อปิดกั้นหรือจำกัดการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและเสรีภาพในการแสดงความคิด เห็นของบุคคลตามกรอบของกฎหมาย

    ๕.๔.๖ รัฐในฐานะสมาชิกองค์การสหประชาชาติมีหน้าที่เคารพหลักสิทธิมนุษยชนระหว่าง ประเทศและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ คอป.ขอให้รัฐบาลปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่มีสาระสำคัญในการคุ้ม ครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน อีกทั้งควรพิจารณา ทบทวน แก้ไข หรือยกเลิกกฎหมายที่กระทบกระเทือนต่อสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพของ ประชาชนเกินความจำเป็น รวมทั้งกฎหมายซึ่งขัดกับหลักสิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรมอย่างชัดแจ้ง เช่น กฎหมายที่มีผลเป็นการลบล้างความผิดโดยมิชอบ (Impunity) หรือกฎหมายที่มีผลย้อนหลังเป็นการลงโทษหรือเป็นผลร้ายต่อผู้กระทำความผิด เป็นต้น นอกจากนี้ รัฐควรเผยแพร่และสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนตาม รัฐธรรมนูญ และสาระสำคัญของพันธกรณีระหว่างประเทศเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง รวมทั้งต้องสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่รัฐ ให้ยึดถือปฏิบัติอย่างได้ผลด้วย
    ๕.๔.๗ รัฐต้องพัฒนากลไกและส่งเสริมการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคมโดยสันติวิธี ส่งเสริมการศึกษาให้ประชาชน และฝึกอบรมเจ้าหน้าที่รัฐให้มีความรู้ความเข้าใจและมีทักษะในการใช้กลไกดัง กล่าว เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในทุกระดับ โดยผู้นำทางการเมืองและสังคมต้องเป็นแบบอย่างในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ด้วยแนวทางของสันติวิธี

๕.๕ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาพื้นฐานของสังคมไทย
    คอป.มีความเห็นว่าตราบใดที่รากเหง้าของปัญหาความขัดแย้งในประเทศไทยยังมิได้ รับ การแก้ไขอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาพื้นฐานต่างๆ เช่น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม การครอบครองทรัพยากรที่ไม่เท่าเทียมกัน การกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรม และปัญหาทุจริตคอรัปชั่น เป็นต้น สังคมไทยจะอยู่ในสภาพที่มีความขัดแย้งซึ่งบ่มเพาะอยู่และอาจปะทุกลายเป็น เหตุการณ์ความรุนแรงได้ในอนาคต เพื่อเป็นการลดปัญหาความขัดแย้งในสังคมและสร้างความปรองดองในชาติอย่าง ยั่งยืน คอป. จึงมีข้อเสนอแนะดังนี้
    ๕.๕.๑ รัฐบาลต้องมีความมุ่งมั่นและมีเจตจำนงทางการเมือง (Political Will) ในการปฏิรูปเศรษฐกิจ สังคม การเมือง กระบวนการยุติธรรม และกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาพื้นฐานของสังคมไทยอย่างจริงจัง
    ๕.๕.๒ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีรากเหง้าที่สำคัญประการหนึ่งจากระดับโครงสร้างทาง สังคม เศรษฐกิจ และทางการเมืองมีความเหลื่อมล้ำและการไม่ได้รับความเป็นธรรมทางสังคม ทำให้มีการเคลื่อนไหวเรียกร้องของประชาชน คอป.เห็นว่า รัฐบาลควรมีมาตรการทางกฎหมายหรือนโยบายที่ลดความเหลื่อมล้ำในรูปแบบต่างๆ สร้างความเป็นธรรมทางสังคม และสร้างกลไกในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่เท่าเทียมกัน รวมถึงการมุ่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประชาชน ทั้งนี้ รัฐบาลควรคำนึงถึงสิทธิและโอกาสของเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาสในสังคมด้วย 
    ๕.๕.๓ รัฐบาลต้องมุ่งเน้นการดำเนินมาตรการหรือนโยบายที่เอื้อต่อการพัฒนาที่เสมอ ภาคและยั่งยืน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยให้การศึกษาแก่ประชาชนและสร้างโอกาสทางการ ศึกษาให้เท่าเทียมกัน สร้างความรู้ความเข้าใจทางการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเพื่อให้ ประชาชนและสังคมมีความรู้เท่าทันนักการเมือง และสามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการตรวจสอบนักการเมืองได้ 

    ๕.๕.๔ รัฐบาลควรปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์และกระบวนการบริหารงานของภาครัฐ และระบบราชการโดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน การเสริมสร้างให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิและโอกาสในทางการเมืองอย่างเท่าเทียม กัน การปรับเปลี่ยนทัศนคติของหน่วยงานภาครัฐให้ตอบสนองต่อประชาชนอย่างเท่าเทียม กันและมีประสิทธิภาพ การสร้างความเข้มแข็งและพัฒนาศักยภาพให้กับชุมชนและสังคมให้สามารถยืนหยัด และพึ่งพาตนเองได้ รัฐบาลควรลดบทบาทในการดำเนินนโยบายในการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์แต่เน้นการ กระจายอำนาจให้ชุมชนและประชาชนเป็นผู้ริเริ่มและดำเนินการ ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนให้ระบอบประชาธิปไตยและการเมืองภาคประชาชนมีความเข้ม แข็ง นอกจากนี้ รัฐบาลโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการเกิดขึ้นของการ เมืองภาคประชาชนกลุ่มต่างๆ โครงสร้างและพัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มกับท่าทีของรัฐและสังคม เพื่อเป็นประโยชน์ในการกำหนดแนวทางในการพัฒนาการเมืองภาคประชาชนที่เหมาะสม และสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศต่อไป
    ๕.๕.๕ รัฐบาล พรรคการเมือง และกลุ่มการเมืองควรส่งเสริมการสร้างและปรับเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจที่เอื้อ ต่อการพัฒนาที่เสมอภาค มีสถาบันการเมืองหรือพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของประชาชนซึ่งมีความสามารถ ในการบริหารนโยบายปฏิรูปสังคมที่มุ่งเน้นความเท่าเทียมกันของประชาชน และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลักอย่างแท้จริง มิใช่เป็นของผู้นำหรือผู้มีอิทธิพลบางกลุ่ม

    ๕.๖ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 
รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดที่วางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับโครงสร้างทางสังคม การเมืองและการปกครองของประเทศ จึงเป็นหัวใจของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยภายใต้หลักนิติธรรมด้วยความ สำคัญของรัฐธรรมนูญในฐานะกฎหมายสูงสุดดังกล่าวจึงมีความจำเป็นที่ต้องได้การ รับการยอมรับอย่างแท้จริงจากทุกฝ่าย ปัญหาความขัดแย้งในปัจจุบันจึงเชื่อมโยงกับผลจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ซึ่งมีที่มาจากการรัฐประหาร และการล้มล้างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างชัดเจน จนมีการกล่าวอ้างถึงโดยทั่วไปว่าเป็น “รัฐธรรมนูญของประชาชน” แม้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจะมีปัญหาเรื่องการยอมรับจากประชาชน แต่ คอป. มีความห่วงใยอย่างยิ่งต่อการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเนื่องจากเป็นประเด็นที่มี ความอ่อนไหวและอาจทำให้ความขัดแย้งบานปลายได้ คอป. มีข้อเสนอแนะ ดังนี้
    ๕.๖.๑ คอป.เห็นว่า แม้หลายฝ่ายที่เคลื่อนไหวให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมีเจตนาอันดีใน การคลี่คลายความขัดแย้งในสังคมหรือเพื่อให้ปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองให้ อยู่ในกรอบของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยยิ่งขึ้น แต่ในระหว่างที่ประเทศชาติประสบปัญหาความแตกแยกเช่นนี้ การผลักดันเพื่อให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเร่งด่วนโดยที่ประชาชนจำนวน มากยังมิได้รับทราบข้อมูลอย่างครบถ้วน รอบด้าน และไม่เข้าใจกระบวนการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างถูกต้องได้สร้างความเคลือบ แคลงใจต่อการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น เนื่องจากมีฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ คอป. ขอเรียกร้องให้รัฐบาล รัฐสภา พรรคการเมือง กลุ่มการเมือง หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องตระหนักว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจะต้องสอด คล้องกับหลักนิติธรรม หลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ (Supremacy of Constitution) และดำเนินไปอย่างถูกต้องตามหลักการและกระบวนการที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ บนพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยอาจใช้รัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ ที่ได้รับการยอมรับว่ามีความชอบธรรมทั้งในด้านเนื้อหาและกระบวนการการมีส่วน ร่วมของประชาชนตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตยเป็นต้นแบบ โดยมีการปรับปรุงตามความเหมาะสม

    ๕.๖.๒ คอป.ขอเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการแก้ไขเพิ่ม เติมรัฐธรรมนูญ เพื่อให้สังคมเกิดความเชื่อมั่นต่อกระบวนการที่เกิดขึ้นและเพื่อแสวงหา ฉันทามติร่วมกันในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐต้องให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ครบถ้วนและถูกต้อง สามารถเข้าใจประเด็นปัญหาและความจำเป็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ติดตามตรวจสอบว่าการแก้ไขนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมโดยแท้จริง ตลอดจนให้ข้อคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจได้ในการเสริมสร้างความมี ส่วนร่วมดังกล่าว คอป. เห็นว่า รัฐต้องจัดให้มีเวทีสาธารณะหรือสานเสวนาเพื่ออภิปรายถกเถียงเกี่ยวกับบท บัญญัติของรัฐธรรมนูญ และการใช้อำนาจขององค์กรตามรัฐธรรมนูญว่ามีปัญหาอย่างไรและควรปรับปรุงแก้ไข อย่างไร เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลที่รอบด้าน และสามารถพิจารณาผลดี-ผลเสียรวมทั้งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นได้อย่างรอบคอบก่อน มีกระบวนการลงประชามติเพื่อรองรับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่อาจจัดทำ ขึ้นในอนาคต คอป. เชื่อมั่นว่ากระบวนการดังกล่าวจะทำให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่ประชาชนเป็น เจ้าของโดยแท้จริง
    ๕.๖.๓ คอป. เห็นว่า รัฐต้องมุ่งเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญให้แก่ประชาชน ทั่วไปได้รับทราบและเข้าใจถึงกระบวนการยกร่างและแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ ผลของรัฐธรรมนูญต่อการบริหารประเทศ การตรวจสอบการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญขององค์กรต่างๆ รวมถึงการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญให้ได้ผลจริงจัง นอกจากนี้ รัฐควรปลูกฝังให้ประชาชนเกิดความตระหนักว่าประชาชนเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญ จึงควรเคารพและหวงแหนรัฐธรรมนูญ บนพื้นฐานของความเข้าใจร่วมกันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถกระทำได้ตามความ เหมาะสมกับสถานการณ์ของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเป็นไปตามขั้นตอนและกระบวนการที่รัฐธรรมนูญนั้นบัญญัติไว้ 

๕.๗ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ 
    สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยจนถึงปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึง ความหวาดระแวงและการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงทางอำนาจ (Power Shift) ของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในความขัดแย้ง ซึ่งไม่ต้องการสูญเสียอำนาจหรือผลประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ เกิดขึ้นในช่วงเวลาต่างๆ อันนำมาซึ่งความพยายามในการรักษาสถานภาพ (Status Quo) ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของตนเองหรือพวกพ้อง รวมทั้งมีการกล่าวอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนใน ชาติเพื่อสร้างความชอบธรรมหรือแรงสนับสนุนจากมวลชนในการเคลื่อนไหวทางการ เมืองเพื่อประโยชน์ในการรักษาสถานภาพดังกล่าว การดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับประเด็นและความขัดแย้งในทางการ เมืองทำให้ปัญหาทางการเมืองลุกลามบานปลาย จนเกิดความแตกแยกของประชาชน ทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และส่งผลให้คนบางส่วนเกิดการ ต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ และกระทำการจาบจ้วงหรือกระทบกระทั่งต่อสถาบัน ซึ่งนับว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ ยิ่งไปกว่านั้น ยังปรากฏว่ามีการนำกฎหมายหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้เป็นเครื่องมือใน การกำจัดศัตรูทางการเมืองโดยโจมตีฝ่ายตรงข้ามว่าไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระ มหากษัตริย์ ส่งผลให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาเกิดความคับแค้นใจ และส่งผลร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ คอป. จึงมีข้อเสนอแนะ ดังนี้

สถาบันพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ
    ๕.๗.๑ คอป.เห็นว่าข้อเสนอแนะที่ผ่านมาของ คอป. เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ยังไม่ได้รับการปฏิบัติตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนักการเมือง พรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมือง ซึ่งยังคงพาดพิงหรือมีพฤติกรรมที่นำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นประเด็นทาง การเมือง คอป. ขอให้ทุกภาคส่วนตระหนักว่าการกล่าวอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อผลประโยชน์ ในทางการเมืองจะยิ่งทำให้สถาบันตกอยู่ในอันตรายมากขึ้นและกระทบต่อความมั่น คงของชาติ คอป.ขอเน้นย้ำให้ปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของ คอป.ว่า “ในห้วงเวลาที่เกิดความขัดแย้งทางการเมืองเช่นนี้ ทุกฝ่ายควรแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะยกย่องเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ เป็นสถาบันที่อยู่เหนือจากความขัดแย้งทางการเมือง” และทุกฝ่ายต้องงดเว้นการกล่าวอ้างถึงสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อประโยชน์ใน ทางการเมืองกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม 
    ๕.๗.๒ คอป.เรียกร้องให้นักการเมือง พรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองหารือกันอย่างจริงจัง เพื่อกำหนดแนวทางที่เหมาะสมในการดำเนินการให้เกิดผลอันเป็นการเทิดทูนสถาบัน พระมหากษัตริย์ให้อยู่เหนือความขัดแย้งในทางการเมือง โดยอาจกำหนดชัดเจนเป็นวาระแห่งชาติ
    ๕.๗.๓ เพื่อให้สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยอยู่ในสถานะที่สามารถดำรงพระเกียรติยศได้ อย่างสูงสุดภายใต้รัฐธรรมนูญและสอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลควรสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และทำความเข้าใจร่วมกันของ สังคมเกี่ยวกับสถานะและบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยที่ มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และส่งเสริมให้มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์และให้มีเวที ให้บุคคลที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันได้พูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน อย่างสร้างสรรค์โดยสันติวิธี เพื่อแสวงหาแนวทางที่เหมาะสมในการเทิดทูนให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เหนือ ความขัดแย้งในทางการเมืองโดยสอดคล้องกับพัฒนาการของระบอบประชาธิปไตย

กฎหมายหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ 
    ๕.๗.๔ การใช้กฎหมายหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ กล่าวคือ มาตรา ๑๑๒ แห่งประมวลกฎหมายอาญา และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาเป็นเครื่องมือเพื่อประโยชน์ในทางการเมืองนั้น นอกจากจะไม่เป็นการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์แล้ว ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการลดความขัดแย้งและสร้างความปรองดองในชาติด้วย ที่ผ่านมา คอป.จึงได้เสนอแนะแนวทางในการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ และเสนอแนะให้มีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นสถาบันพระมหา กษัตริย์ แต่ยังไม่ได้รับการพิจารณาหรือนำไปปฏิบัติตาม คอป. ขอเรียกร้องให้รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำข้อเสนอแนะของ คอป. ในประเด็นดังกล่าวไปปฏิบัติตามด้วย เพราะจากการสังเกต คอป. พบว่า ในความผิดที่บุคคลสาธารณะ (Public Figure) ตกเป็นผู้เสียหายนั้น ระบบกฎหมายของไทยยังไม่มี “ความผิดที่ต้องให้อำนาจ” (Authorization Delict) บุคคลในกระบวนการยุติธรรมจึงดูจะดำเนินคดีไปในทิศทางที่เกิดจากความกลัวหรือ ประจบประแจง    
    ๕.๗.๕ คอป.เห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ตามมาตรา ๑๑๒ แห่งประมวลกฎหมายอาญา มีการระวางโทษในอัตราที่สูงไม่ได้สัดส่วนกับความผิด จำกัดดุลพินิจของศาลในการกำหนดโทษที่เหมาะสม ไม่มีความชัดเจนในขอบเขตที่เข้าข่ายตามกฎหมาย และยังเปิดโอกาสให้บุคคลใดๆ สามารถกล่าวโทษเพื่อดำเนินคดีได้ ทำให้กฎหมายดังกล่าวถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกลั่นแกล้งบุคคลที่อยู่ฝ่าย ตรงข้ามเพื่อหวังผลทางการเมืองหรือกำจัดศัตรูในทางการเมือง คอป. จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลและรัฐสภาจักร่วมกันแสดงความกล้าหาญในทางการ เมือง เพื่อขจัดเงื่อนไขของปัญหาจากกฎหมายดังกล่าวด้วยการแก้ไขกฎหมายหมิ่นสถาบัน พระมหากษัตริย์ โดยศึกษานโยบายทางอาญาของประเทศต่างๆ ซึ่งมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขมาปรับใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาแก้ไขกฎหมาย ทั้งนี้ สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนอย่างยิ่งในสังคมไทย การแก้ไขกฎหมายดังกล่าวของรัฐบาลและรัฐสภาจะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่าง สูงว่าจะไม่ทำให้ความขัดแย้งรุนแรงยิ่งขึ้น โดยมีกระบวนการที่เปิดให้ภาคส่วนต่างๆ มีส่วนร่วมหรือแสดงความคิดเห็นได้อย่างกว้างขวาง เพื่อแสวงหาแนวทางที่เหมาะสมในการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว

    ๕.๗.๖ ในระหว่างที่ยังไม่มีการแก้ไขกฎหมายหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ คอป.ขอเรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในการกำกับการใช้อำนาจรัฐและหน่วยงานใน กระบวนการยุติธรรมพึงระมัดระวังในการนำเอากฎหมายหมิ่นสถาบันมาใช้ในเวลาที่ มีความขัดแย้งทางการเมืองเช่นนี้ โดยดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อผู้ที่จาบจ้วงล่วงละเมิดด้วยเจตนาร้ายต่อสถาบัน พระมหากษัตริย์อันเป็นที่สักการะและหวงแหนของปวงชนชาวไทย แต่ไม่ควรนำมาตรการในทางอาญามาใช้อย่างเคร่งครัดจนเกินสมควรโดยขาดทิศทางและ ไม่คำนึงถึงความละเอียดอ่อนของคดี นอกจากนี้ ยังต้องหลีกเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นสถาบันให้กว้างขวางหรือครอบคลุม ลักษณะการกระทำที่นอกเหนือไปจากที่กฎหมายบัญญัติไว้ เนื่องจากจะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคลที่ได้รับการคุ้มครอง เช่น การแสดงความคิดเห็นอย่างสุจริต การวิพากษ์วิจารณ์เชิงสร้างสรรค์ตามครรลองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์เป็นประมุข 
    ๕.๗.๗ คอป.พบว่าการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเกี่ยวกับคดีหมิ่นสถาบันพระมหา กษัตริย์มีหลายหน่วยงานที่รับผิดชอบ และการดำเนินงานยังไม่สอดคล้องหรือเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คอป.จึงเห็นว่า รัฐบาลต้องดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบังคับ ใช้กฎหมายหมิ่นสถาบันมีความเป็นเอกภาพ และดำเนินงานร่วมกันอย่างบูรณาการโดยกำหนดให้มีกลไกหรือองค์กรในการกำหนด นโยบายทางอาญาที่เหมาะสม สามารถจำแนกลักษณะคดี และกลั่นกรองคดีที่เกี่ยวข้องกับการหมิ่นสถาบัน โดยพิจารณาจากความหนักเบาของพฤติกรรม เจตนา แรงจูงใจในการกระทำ สถานภาพของบุคคลที่กระทำ บริบทโดยรวมของสถานการณ์ที่นำไปสู่การกระทำ รวมทั้งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำและการดำเนินคดี โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดที่จะเกิดขึ้นจากการถวายพระเกียรติยศสูงสุดต่อ สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสำคัญ

    ๕.๗.๘ รัฐบาลต้องส่งเสริมการใช้ดุลพินิจของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาและ พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายเกี่ยวกับการดำเนินคดีหมิ่นสถาบันพระมหา กษัตริย์ให้เป็นไปในแนวทางที่ถูกต้อง เหมาะสม และสอดคล้องกัน ซึ่งจะช่วยลดปริมาณคดีที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยไม่จำเป็น ทั้งนี้ คอป.เน้นย้ำถึงความสำคัญของอัยการในการใช้ดุลพินิจสั่งคดีดังที่ คอป.เคยได้เสนอแนะไปแล้วว่า “อัยการซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการใช้ดุลพินิจว่าจะดำเนินคดีหรือไม่ ควรให้ความสำคัญกับแนวทางการสั่งคดีโดยใช้ดุลพินิจ (Opportunity Principle) ซึ่งเป็นอำนาจของอัยการอันเป็นสากล แม้ว่าคดีมีหลักฐานเพียงพอในการสั่งฟ้อง แต่อัยการต้องให้ความสำคัญกับการชั่งน้ำหนักเปรียบเทียบผลดี-ผลเสียในการ ดำเนินคดีด้วย...อันเป็นแนวทางที่ใช้อยู่ในประเทศที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่น ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นต้น” 

๕.๘ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับสื่อ 
    จากการดำเนินงานที่ผ่านมา คอป.พบว่าการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งที่กระตุ้น ให้เกิดความแตกแยก และทำให้ความขัดแย้งในสังคมยกระดับเป็นความรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเสนอข้อมูลและการใช้ภาษาที่มีการปลุกเร้าและกระตุ้น ให้เกิดความเกลียดชัง (Hate Speech) หรือการโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) และปลุกระดมมวลชนให้ใช้ความรุนแรงต่อฝ่ายที่เป็นปรปักษ์ ซึ่งได้สร้างความแตกแยกในสังคมไทยให้มีความร้าวลึกยิ่งขึ้น การเผยแพร่ข้อมูลเท็จ บิดเบือน หรือไม่รอบด้าน ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดของคนในสังคม อีกทั้งช่องทางในการรับรู้ของประชาชนมีความหลากหลายมากขึ้น คอป.จึงมีความห่วงใยอย่างยิ่งต่อบทบาทและการทำงานของสื่อโดยขาดจรรยาบรรณและ ความรับผิดชอบต่อสังคมดังกล่าว คอป.มีข้อเสนอแนะดังนี้
ข้อเสนอแนะต่อองค์กรสื่อ
    ๕.๘.๑ คอป.เคยมีข้อเสนอแนะว่า “สื่อทุกแขนงต้องมีความระมัดระวังและมีความรับผิดชอบในการเสนอข้อมูลที่ถูก ต้องต่อสาธารณชน โดยเฉพาะสื่อของรัฐต้องมีความเป็นกลางและให้โอกาสทุกฝ่ายเท่าเทียมกัน ทุกฝ่ายต้องหยุดใช้สื่อเพื่อปลุกระดมและยั่วยุให้เกิดการใช้ความรุนแรง โดยเฉพาะสื่อวิทยุชุมชน และหลีกเลี่ยงการวิเคราะห์และนำเสนอข่าวในลักษณะของการท้าทาย เนื่องจากจะเป็นการทำลายบรรยากาศของการสร้างความปรองดอง” จากการประเมินสถานการณ์ที่ผ่านมา คอป.พบว่า สื่อยังขาดความระมัดระวังในการนำเสนอข้อมูลและมีส่วนในการกระตุ้นให้ความขัด แย้งขยายวงกว้าง สื่อยังคงถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเรียกร้องทางการเมืองโดยเป็นช่องทางใน การเผยแพร่ข้อมูลเพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้ามในลักษณะที่บิดเบือนความจริงมากกว่า ที่จะทำหน้าที่ตามจรรยาบรรณวิชาชีพ 

    ๕.๘.๒ คอป.ขอเรียกร้องให้สื่อทุกแขนงปฏิบัติหน้าที่โดยคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อ สังคมตามกรอบจริยธรรมและหลักวิชาชีพ สื่อต้องไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง และให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และรอบด้านแก่ประชาชน โดยตรวจสอบข้อเท็จจริงที่หามาได้ก่อนนำเสนอ สื่อต้องไม่นำเสนอข้อมูลและถ้อยคำที่สร้างความเกลียดชังหรือยั่วยุให้ใช้ ความรุนแรงต่อคู่ขัดแย้ง รวมทั้งไม่นำเสนอภาพความรุนแรงในลักษณะที่ชี้นำให้สังคมเห็นว่าการใช้ความ รุนแรงเป็นเรื่องปกติธรรมดาในสังคมไทย สื่อจึงควรคำนึงถึงผลกระทบและความเหมาะสมของสิ่งที่นำเสนอต่อสังคมด้วย 
    ๕.๘.๓ คอป.มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ความแตกแยกของผู้คนในประเทศซึ่งทำให้สังคมไทย มีการแบ่งแยกผู้คนออกเป็นกลุ่ม และมีการตั้งข้อสงสัยว่าบุคคลหนึ่งบุคคลใดสนับสนุนหรือต่อต้านฝ่ายใด ทำให้ขาดพื้นที่ที่เพียงพอสำหรับผู้ที่อยู่ตรงกลางหรือมีความเห็นกลางๆ (Moderates) ในความขัดแย้ง คอป.เห็นว่าสื่อมวลชนจำนวนน้อยเท่านั้นที่พยายามนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็น ข้อเท็จจริงและสะท้อนความคิดเห็นที่รอบด้านและหลากหลายของคนในสังคม คอป.ขอเรียกร้องให้สื่อเพิ่มบทบาทในการคลี่คลายวิกฤติความขัดแย้งของประเทศ โดยทำหน้าที่เป็นพื้นที่สาธารณะหรือสำหรับทุกฝ่ายโดยเฉพาะผู้ที่มีความเห็น ในสายกลาง เพื่อลดบทบาทของกลุ่มที่มีความเห็นอย่างสุดโต่ง (extremists) และมุ่งประสงค์ให้เกิดความรุนแรง คอป.ขอให้สื่อมวลชนเพิ่มบทบาทในการกระตุ้นให้สังคมช่วยกันแสวงหาทางออกใน ประเด็นต่างๆ อย่างสร้างสรรค์ด้วยวิจารณญาณและเหตุผล มากกว่าการรายงานการโต้แย้งกันระหว่างคู่ขัดแย้ง 

    ๕.๘.๔ องค์กรวิชาชีพสื่อต้องดำเนินการอย่างจริงจังต่อสื่อที่กระทำผิดมาตรฐาน จรรยาบรรณ ควบคุมดูแลบุคลากรในวิชาชีพสื่อให้มีมาตรฐานและมีคุณธรรม นอกจากนี้ องค์กรวิชาชีพควรให้ความรู้แก่ประชาชนว่าการกระทำลักษณะใดเป็นการละเมิด มาตรฐานจรรยาบรรณและสามารถร้องเรียนได้ ตลอดจนกระบวนการในการตรวจสอบและร้องเรียน เพื่อเปิดช่องทางให้มีการตรวจสอบและร้องเรียนการทำหน้าที่ของสื่อโดยประชาชน และยังเป็นการสร้างรากฐานทางความรู้ในการรับสื่ออย่างมีวิจารณญาณของประชาชน ด้วย
    ๕.๘.๕ องค์กรสื่อควรสนับสนุนให้มีการให้ความรู้และฝึกอบรมพนักงานอย่างเป็นระบบ โดยเน้นถึงความสำคัญของอุดมการณ์และจริยธรรมในวิชาชีพ ตลอดจนการจัดทำคู่มือการรายงานข่าวสารในสถานการณ์ความขัดแย้ง การฝึกอบรมการปฏิบัติงานสื่อสารมวลชนในภาวะความขัดแย้งซึ่งมีการใช้ความ รุนแรงและอาวุธ ข้อควรคำนึงถึงเกี่ยวกับการนำเสนอข่าวสารที่มีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์ ซึ่งต้องอาศัยความแม่นยำและรอบด้าน ข้อควรปฏิบัติของสื่อมวลชนภาคสนามในการรายงานข่าวจากพื้นที่ซึ่งมีความ รุนแรง กฎเกณฑ์เกี่ยวกับการแสดงตนและสัญลักษณ์ของสื่อมวลชน การสนับสนุนอุปกรณ์ความปลอดภัยสำหรับผู้ปฏิบัติงาน การเตรียมพร้อมสภาพจิตใจก่อนการปฏิบัติงาน ตลอดจนสร้างความเข้าใจต่อสังคมเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่และการคุ้มครองสื่อมวล ชนซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ซึ่งมีความรุนแรง 

ข้อเสนอแนะต่อรัฐ 
    ๕.๘.๖ รัฐควรฟื้นฟูและเยียวยาสื่อมวลชนซึ่งผ่านการปฏิบัติงานในพื้นที่ซึ่งมีความ เสี่ยงต่อชีวิตและความปลอดภัย ทั้งการฟื้นฟูทางจิตใจและร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อมวลชนที่ได้รับบาดเจ็บหรือครอบครัวของสื่อมวลชนที่ เสียชีวิตจากเหตุการณ์ซึ่งต้องได้รับสวัสดิการ การเยียวยา และการเชิดชูเกียรติ ทั้งจากองค์กรต้นสังกัด องค์กรวิชาชีพ ภาครัฐ และสังคมโดยทั่วไป
    ๕.๘.๗ เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดว่า การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพจะกระทำมิ ได้   รัฐจึงต้องไม่ใช้มาตรการปิดสื่อ หรือเข้าไปมีอิทธิพลใดๆ ต่อสื่อ หรือมาตรการใดๆ ที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของสื่อในลักษณะเดียวกันกับการปิดสื่อ การอาศัยอำนาจตามกฎหมายเพื่อห้ามการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อใดๆ ต้องอยู่ภายใต้วัตถุประสงค์โดยชอบและต้องไม่ใช้มาตรการที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้การกำกับดูแลเนื้อหาการนำเสนอนั้น ต้องมีหลักเกณฑ์ มาตรการ และกระบวนการที่เป็นธรรม โปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติ และเปิดโอกาสให้มีการโต้แย้งได้จากสื่อมวลชนที่ได้รับผลกระทบ
    ๕.๘.๘ ในกรณีที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยและการปฏิบัติการ เพื่อรักษาความสงบที่มิอาจเลี่ยงได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีการต่อสู้โดยใช้อาวุธร้ายแรง รัฐอาจกำหนดให้มีพื้นที่ควบคุมซึ่งเป็นพื้นที่ปฏิบัติการที่ไม่มีการรายงาน ข่าวอันอาจก่อให้เกิดอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชนได้ แต่รัฐยังต้องคำนึงถึงความโปร่งใสและต้องมีการรายงานการปฏิบัติต่อสาธารณะ อย่างตรงไปตรงมาและทันท่วงที
    ๕.๘.๙ รัฐต้องสนับสนุนการพัฒนากลไกในการควบคุมกันเองในทางมาตรฐานจรรยาบรรณวิชาชีพ ของสื่อมวลชนตามที่รัฐธรรมนูญได้รับรองไว้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การสนับสนุนให้มีการจัดตั้งองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ปกป้องสิทธิหน้าที่และ เสรีภาพของสื่อมวลชนตามมาตรฐานจริยธรรมภายใต้สภาวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งเป็นการจัดตั้งโดยอาศัยบทบัญญัติของกฎหมาย โดยมีองค์ประกอบของกรรมการสภาวิชาชีพมาจากสื่อมวลชนด้วยกันเองเพื่อทำ หน้าที่กำหนดมาตรฐานจริยธรรมและกระบวนการควบคุมตรวจสอบ ทั้งนี้ เพื่อให้สื่อมวลชนสามารถใช้เสรีภาพได้อย่างอิสระ ภายใต้การควบคุมกันเองตามมาตรฐานจริยธรรมของสื่อ โดยปราศจากการแทรกแซง
    ๕.๘.๑๐ รัฐต้องสนับสนุนให้มีกลไกป้องกันการแทรกแซงและการคุกคามการทำงานของสื่อมวล ชนไม่ว่าจากกลุ่มการเมือง กลุ่มอิทธิพล รวมถึงกลุ่มทุนใดๆ เพื่อให้สื่อมวลชนนำเสนอข้อมูลข่าวสารได้โดยอิสระอย่างแท้จริง รัฐต้องแก้ไขปัญหาโครงสร้างความเป็นเจ้าของสื่อเพื่อป้องกันการครอบงำสื่อ และควรออกกฎหมายคุ้มครองบุคลากรในกิจการสื่อมวลชนให้มีอิสระในการนำเสนอข่าว สารและความเห็นตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ เช่น การกำหนดแยกระหว่างผู้ลงทุนในกิจการสื่อ ผู้บริหาร กับกองบรรณาธิการออกจากกันอย่างเด็ดขาด เพื่อให้กองบรรณาธิการสามารถใช้เสรีภาพภายใต้มาตรฐานจรรยาบรรณวิชาชีพโดยไม่ ตกอยู่ในอาณัติของผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการ
    ๕.๘.๑๑ รัฐต้องดำเนินการอย่างจริงจังในการบังคับใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยใน ส่วนที่เกี่ยวกับเสรีภาพสื่อมวลชน โดยเฉพาะบทบัญญัติที่ห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเจ้าของกิจการหรือ ถือหุ้นในกิจการสื่อมวลชน ไม่ว่าในนามของตนเองหรือให้ผู้อื่นเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นแทน ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เนื่องจากเป็นการกระทำที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์ และอาจนำไปสู่การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ 
    ๕.๘.๑๒ รัฐควรส่งเสริมการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ เสรีภาพ บทบาท และความรับผิดชอบของสื่อมวลชนต่อสังคมและประชาชน รวมทั้งกำหนดให้สถาบันการศึกษาและกระทรวงศึกษาธิการจัดให้มีบทเรียนหรือหลัก สูตรที่ทำให้ประชาชนมีความรู้เท่าทันสื่อ มีความเป็นพลเมืองในการตรวจสอบสื่อมากกว่าเป็นเพียงผู้บริโภคสื่อ และในระยะยาวรัฐจำเป็นต้องส่งเสริมให้มีการจัดตั้งสมาคมคุ้มครองผู้บริโภค สื่อ เพื่อทำหน้าที่ในการคุ้มครองประชาชนในฐานะผู้บริโภคสื่อและควบคุมตรวจสอบ สื่ออีกทางหนึ่ง
    ๕.๘.๑๓ รัฐต้องแสวงหาช่องทางในการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนสามารถสื่อสารและพูดคุย เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยให้สื่อมีบทบาทสำคัญในการเป็นช่องทางให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นเพื่อ ลดช่องว่างแห่งความขัดแย้ง และสร้างความเข้าใจร่วมกัน
๕.๙ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกองทัพและทหาร
    ๕.๙.๑ การแทรกแซงทางการเมืองของกองทัพและทหาร โดยเฉพาะการรัฐประหาร ส่งผลให้สังคมไทยขาดโอกาสเรียนรู้ที่จะจัดการวิกฤตการณ์ทางการเมืองตาม ครรลองแห่งระบอบประชาธิปไตย และสร้างความไม่พอใจแก่กลุ่มคนที่เห็นว่าอำนาจอธิปไตย สิทธิ และผลประโยชน์ของตนถูกคุกคามจากการรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลซึ่งมาจากการเลือก ตั้งของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย ทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นมีความสลับซับซ้อนและลุกลามบานปลาย ยิ่งขึ้น ดังนั้น คอป.ขอเรียกร้องให้กองทัพและผู้นำกองทัพวางตัวเป็นกลางและไม่นำกองทัพไปยุ่ง เกี่ยวทางการเมือง กองทัพต้องงดเว้นการก่อการรัฐประหารหรือการแทรกแซงทางการเมืองอย่างเคร่ง ครัดไม่ว่าในทางใด เช่น การใช้อิทธิพลกดดันนโยบายของรัฐบาล การข่มขู่ว่าจะใช้กำลังหรือ

ยึดอำนาจ เป็นต้น นอกจากนี้สังคมหรือกลุ่มการเมืองจะต้องไม่เรียกร้องหรือสนับสนุนให้กองทัพ เข้ามายุ่งเกี่ยวทางการเมือง  โดยทุกฝ่ายจะต้องยึดหลักที่ว่า หน่วยงานด้านความมั่นคง โดยเฉพาะกองทัพ ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง (Civilian Control) รัฐและกองทัพต้องสร้างทหารอาชีพที่มีความรู้ความสามารถในการป้องกันประเทศ ปลูกฝังจิตสำนึกให้ยึดมั่นอุดมการณ์ประชาธิปไตย โปร่งใส ตรวจสอบได้ตามหลักธรรมาภิบาล นอกจากนี้รัฐบาลควรพิจารณาจัดตั้งผู้ตรวจการกองทัพหรือผู้ตรวจการกลาโหม (Ombudsman) แห่งรัฐสภา ที่มีอำนาจในการตรวจสอบการทำงานของกองทัพอย่างมีอิสระ
    ๕.๙.๒ ตามประวัติศาสตร์ของประเทศไทย การใช้กำลังทหารเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศมักนำไปสู่ความรุนแรง คอป.เห็นว่ารัฐบาลต้องงดเว้นหรือหลีกเลี่ยงการใช้กำลังทางทหารเข้าจัดการ แก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศ และการชุมนุมของประชาชนโดยเด็ดขาด เนื่องจากกองทัพมีแนวคิด ปรัชญา อำนาจหน้าที่ การจัดตั้ง การปฏิบัติการ การฝึกฝน และลักษณะการบังคับบัญชาที่เหมาะสมกับการป้องกันประเทศ แต่ไม่เหมาะสำหรับการแก้ไขความขัดแย้งภายในประเทศและการควบคุมฝูงชน
    ๕.๙.๓ รัฐบาลต้องปรับปรุงระบบการควบคุมกำกับอาวุธสงครามและอาวุธขนาดเล็กของกองทัพ ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้อาวุธเล็ดลอดไปจากคลังสรรพาวุธสู่กองกำลังฝ่ายต่างๆ และป้องกันไม่ให้นำไปใช้เพื่อก่อความรุนแรง นอกจากนี้ รัฐต้องใช้มาตรการอย่างจริงจังเพื่อขจัดปัญหาอาวุธที่ผิดกฎหมาย การค้าอาวุธ และมาตรการเพื่อลดอาวุธในมือประชาชนหรือกลุ่มองค์กรอาชญากรรมต่างๆ อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทั้งโดยการปราบปรามและมาตรการเชิงบวก เช่น การซื้ออาวุธผิดกฎหมายเพื่อมาทำลาย การนิรโทษกรรมผู้ที่ครอบครองอาวุธผิดกฎหมายและนำอาวุธมามอบให้แก่ทางราชการ เป็นต้น
    ๕.๙.๔ กองทัพต้องมีมาตรการที่เข้มงวดและได้ผลในการป้องกันและด้านวินัยต่อพฤติกรรม ของนายทหารนอกแถว ไม่ว่าจะเป็นนายทหารชั้นผู้น้อยหรือระดับนายพลที่มีบทบาทกับกลุ่มการเมือง กลุ่มอิทธิพล และผลประโยชน์ต่างๆ ธุรกิจสีเทาหรือธุรกิจผิดกฎหมาย ซึ่งทำให้เกียรติภูมิของกองทัพเสื่อมเสีย และทหารของกองทัพถูกใช้ไปในทางที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคม และอาจนำไปสู่ความแตกแยกในกองทัพได้ คอป.เห็นว่ารัฐควรแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ. ๒๔๗๖ ให้สามารถลงโทษทางวินัยแก่เจ้าหน้าที่ทหารได้ทุกระดับรวมทั้งนายทหารระดับ นายพลได้
    ๕.๑๐ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการชุมนุมและสิทธิผู้ชุมนุม
    ในยามที่ประเทศชาติเผชิญกับปัญหาความขัดแย้ง ได้มีการเดินขบวนและรวมตัวชุมนุมเพื่อเรียกร้องสิทธิและกดดันให้เกิดการ เปลี่ยนแปลง โดยมีการใช้เสรีภาพในการชุมนุมทางการเมืองที่มิได้เป็นไปโดยสงบ มีการใช้อาวุธ และยั่วยุให้เกิดความเคียดแค้นชิงชังและใช้ความรุนแรง อีกทั้งรัฐได้ใช้อำนาจในการปราบปรามเพื่อให้เกิดความสงบโดยเกินขอบเขต และให้ทหารมีบทบาทในการสลายการชุมนุม ทำให้เกิดความเสียหายและสูญเสียขึ้น คอป.จึงมีข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
    ๕.๑๐.๑ เสรีภาพในการชุมนุมเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และเป็นสิทธิทางการเมืองที่ต้องได้รับการรับรองและคุ้มครองจากรัฐ อย่างไรก็ตามการใช้เสรีภาพของผู้ชุมนุมมิใช่ว่าจะกระทำได้โดยไม่มีขอบเขต จำกัด (Non-Absolute Right) แต่ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งกำหนดเงื่อนไขของการชุมนุมว่าต้องกระทำโดยสงบและปราศจากอาวุธ คอป.ขอเรียกร้องให้ผู้นำและผู้ร่วมชุมนุมยึดมั่นในหลักการดังกล่าว และใช้เสรีภาพในการชุมนุมภายใต้กรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด กล่าวคือ ต้องชุมนุมด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่ใช้อาวุธซึ่งรวมถึงการใช้สิ่งของใดๆ เยี่ยงอาวุธ คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนคนอื่นๆ ที่มิได้เข้าร่วมในการชุมนุม รวมทั้งให้ความร่วมมือและอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ หน่วยงานด้านมนุษยธรรมและประโยชน์สาธารณะ เช่น หน่วยแพทย์พยาบาล หน่วยงานบรรเทาสาธารณภัย หน่วยงานด้านการปกครองท้องถิ่นในการดูแลการชุมนุม การอำนวยความสะดวกต่อประชาชนในการใช้พื้นที่สาธารณะและการบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งการอำนวยความสะดวกต่อสื่อมวลชนและหน่วยงานด้านมนุษยธรรมให้สามารถ ปฏิบัติงานได้อย่างเป็นอิสระ
    ๕.๑๐.๒ คอป.เห็นว่าผู้นำการชุมนุมต้องมีความรับผิดชอบ และควรสร้างความเข้าใจแก่ผู้ร่วมชุมนุมเกี่ยวกับการใช้เสรีภาพในการชุมนุม ภายใต้กรอบของกฎหมาย และ คอป.ขอเรียกร้องให้ผู้นำและผู้ร่วมชุมนุมยึดมั่นในวิถีทางของสันติวิธีและ ไม่ใช้ความรุนแรงอย่างเคร่งครัด งดเว้นพฤติกรรมหรือการใช้ถ้อยคำที่กระตุ้นให้เกิดความเกลียดชัง ปลุกเร้าให้ใช้ความรุนแรง หรือสร้างความหวาดวิตกต่อความปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินในหมู่ประชาชนและผู้ชุมนุม รวมถึงพฤติกรรมที่ท้าทาย ดูหมิ่นเหยียดหยาม หรือยั่วยุให้เจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชุมนุมใช้ความรุนแรง เพื่อผลักดันให้ความขัดแย้งขยายผลไปสู่ความรุนแรง เพื่อให้เกิดผลในการต่อสู้ทางการเมืองว่าฝ่ายใดที่ใช้กำลังก่อนเป็นฝ่ายที่ แพ้ นอกจากนี้ คอป.เห็นว่า ผู้นำการชุมนุมต้องแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีที่มีการใช้เสรีภาพในการชุมนุม โดยละเมิดกฎหมาย และมีการใช้ความรุนแรงเกิดขึ้นด้วย

    ๕.๑๐.๓ คอป.ตระหนักดีว่าการใช้เสรีภาพในการชุมนุม โดยเฉพาะการชุมนุมทางการเมืองที่ยืดเยื้อและยาวนาน ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่มิได้เข้าร่วมชุมนุม คอป.ขอให้ประชาชนเข้าใจว่าการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ เป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย เพื่อสะท้อนปัญหาความเดือดร้อนและข้อเรียกร้องไปถึงรัฐบาล และตามธรรมชาติของการชุมนุมแล้ว ผู้ชุมนุมย่อมต้องการเรียกร้องความสนใจจากสื่อมวลชนและสังคม จึงมีการปราศรัยอย่างต่อเนื่องและเดินขบวนเรียกร้องในสถานที่สำคัญต่างๆ คอป.ขอให้ประชาชนที่มิได้ร่วมในการชุมนุมมีความอดทนอดกลั้น (tolerance) ต่อการใช้เสรีภาพดังกล่าว และหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับผู้ชุมนุมด้วยการแสดงความไม่พอใจ หรือต่อต้านการใช้เสรีภาพโดยการปะทะระหว่างกัน อันอาจนำไปสู่เหตุการณ์ความไม่สงบขึ้นได้ คอป.ขอให้ประชาชนตระหนักว่า ในระหว่างที่ประเทศชาติเผชิญกับปัญหาความขัดแย้งเช่นนี้ สังคมไทยต้องร่วมกันสร้างวัฒนธรรมของสังคมที่มีความอดทนอดกลั้น (Tolerant Society) ที่บุคคลซึ่งมีความแตกต่างทางมุมมองและความคิดเห็นสามารถอยู่ร่วมกันได้ อย่างสันติสุข โดยเคารพสิทธิและเสรีภาพระหว่างกัน
    ๕.๑๐.๔ รัฐต้องรับรองและประกันเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธของประชาชน โดยนอกจากจะไม่กีดกันและแทรกแซงการใช้เสรีภาพดังกล่าวแล้ว รัฐยังต้องคุ้มครอง ความปลอดภัยของผู้ชุมนุมจากการก่อกวน แทรกแซง หรือประทุษร้ายโดยบุคคลที่สามที่เป็นปฏิปักษ์หรือต่อต้านการชุมนุมที่ดำเนิน ไปโดยสงบ ตลอดจนมีหน้าที่ในการจัดสรรการใช้พื้นที่สาธารณะ เช่น การจัดการจราจร การให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกต่อประชาชนที่ไม่ได้ร่วมชุมนุม เป็นต้น

    ๕.๑๐.๕ การจำกัดสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมต้องเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทยกำหนดไว้ และสอดคล้องกับหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เช่น กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ. ๑๙๖๙ (International Covenant on Civil and Political Rights, 1969) ซึ่งต้องกระทำโดยเสมอภาค ไม่มีการเลือกปฏิบัติ ไม่ขัดต่อหลักความได้สัดส่วนหรือพอสมควรแก่เหตุ (Proportionality) และเป็นไปเพื่อประโยชน์ของสังคมส่วนรวม โดยคำนึงถึงการรักษาสมดุลระหว่างการประกันเสรีภาพในการชุมนุมกับการคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่นที่ไม่ได้ร่วมชุมนุม
    ๕.๑๐.๖ คอป.มีความห่วงใยต่อการนำกฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคง เช่น พระราชบัญญัติ กฎอัยการศึก พ.ศ. ๒๔๕๗ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ และพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ มาบังคับใช้เพื่อควบคุมการชุมนุม เนื่องจากเจตนารมณ์ของกฎหมายเหล่านี้มีเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะในกรณีที่มีเหตุการณ์ความรุนแรงหรือมีการก่อการร้ายซึ่งมุ่งทำลาย ระบอบประชาธิปไตย ในขณะที่การชุมนุมนั้นเป็นไปเพื่อเรียกร้องสิทธิหรือความเป็นธรรม นอกจากนี้ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตามพระราชกำหนดไม่ต้องรับผิดทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัยเนื่องจากปฏิบัติหน้าที่ในการระงับหรือป้องกันการกระทำผิด กฎหมาย ซึ่งแม้จะมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นการกระทำที่สุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่เกินกว่ากรณีจำเป็น แต่เมื่อมีการนำมาตรการตามพระราชกำหนดดังกล่าวมาใช้ในการควบคุมสถานการณ์ ความไม่สงบที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมทางการเมือง ก็ส่งผลให้เจ้าหน้าที่เลือกใช้วิธีการที่รุนแรงต่อผู้ชุมนุมได้ เนื่องจากความไม่ชัดเจนในการตีความคำว่า “สมควรแก่เหตุ” หรือ “กรณีจำเป็น” คอป.จึงขอให้รัฐบาลใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างสูงในการบังคับใช้กฎหมายดัง กล่าวมาจัดการสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมทางการเมือง เนื่องจากกระทบกระเทือนต่อสาระสำคัญแห่งสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไม่สอดคล้องกับหลักของความได้สัดส่วนหรือพอสมควรแก่เหตุ และอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนและสังคมส่วนรวมได้

    ๕.๑๐.๗ คอป.เห็นว่ารัฐบาลต้องไม่สั่งการให้ทหารซึ่งถูกฝึกฝนให้ต่อสู้กับอริราช ศัตรูของประเทศ เข้ามามีบทบาทในการควบคุมฝูงชนหรือยุติการชุมนุมของประชาชน ซึ่งใช้สิทธิเสรีภาพของพลเมืองในการสะท้อนความต้องการไปยังรัฐบาลหรือสังคม เพราะการให้ทหารมาปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวทำให้ภาพลักษณ์ที่ออกมาสู่สาธารณชน เป็นภาพที่มีความรุนแรง อาจทำให้สถานการณ์บานปลายได้ง่าย และอาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนซึ่งสร้างความสูญเสียอย่างมาก ดังเช่นวิกฤตการณ์ความรุนแรงในอดีตที่ทหารเข้าสลายการชุมนุมของประชาชน คอป.เห็นว่า ในการควบคุมการชุมนุมใดๆ รัฐบาลควรกำหนดให้เป็นบทบาทและหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนที่มีการกำหนดสายการบังคับบัญชา หน้าที่ความรับผิดชอบ และขั้นตอนการปฏิบัติที่ชัดเจน ซึ่งได้รับการฝึกอบรมการควบคุมฝูงชนมาเป็นการเฉพาะ และมีการฝึกปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ เพื่อปฏิบัติภารกิจที่ต้องรับมือกับเเรงกดดันเเละการโต้ตอบจากผู้ชุมนุมทั้ง ในทางกายภาพและจิตวิทยา
    ๕.๑๐.๘ ในกรณีที่มีบุคคลที่ติดอาวุธแอบแฝงอยู่กับผู้ชุมนุมเพื่อใช้ความรุนแรง รัฐจะต้องดำเนินมาตรการพิเศษ โดยเจ้าหน้าที่หน่วยพิเศษที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นการเฉพาะจะต้องแบ่งแยกเป้า หมายอย่างแม่นยำ และปฏิบัติการต่อเป้าหมายซึ่งใช้ความรุนแรงเพียงเท่าที่จำเป็นตามหลักความพอ สมควรเเก่เหตุ เพื่อป้องกันภัยที่เป็นประจักษ์หรือใกล้จะถึง และเพื่อยับยั้งการกระทำที่เป็นภัยดังกล่าวเท่านั้น โดยอยู่บนพื้นฐานของการเคารพสิทธิในชีวิตและความปลอดภัยทั้งของเจ้าหน้าที่ ผู้ชุมนุม ผู้ก่อเหตุ และประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม ทั้งนี้หากเจ้าหน้าที่ประเมินเเล้วว่าการปฏิบัติการจะส่งผลกระทบเป็นอันตราย ต่อบุคคลอื่น จะต้องหยุดการปฏิบัติการทันที
    ๕.๑๐.๙ รัฐบาลต้องเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ในการยุติการชุมนุมที่เหมาะสม ปลอดภัย มีคุณภาพ และเพียงพอ รัฐต้องฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ซึ่งรับผิดชอบในการควบคุมฝูง ชนให้เตรียมความพร้อมเพื่อปฏิบัติภารกิจในการยุติการชุมนุมหรือควบคุมฝูงชน ตามหลักสากลอย่างเคร่งครัด และให้มีทักษะความชำนาญอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ โดยห้ามสลายการชุมนุมด้วยมาตรการที่รุนแรงไม่ได้สัดส่วนที่เหมาะสมกับความ รุนแรงของสถานการณ์ หรือไม่เป็นไปตามขั้นตอนการใช้กำลังและอาวุธ ซึ่งต้องเริ่มจากระดับเบาไปหาหนัก โดยใช้อาวุธที่ไม่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตเพื่อลดความสูญเสียและบาดเจ็บ และมีมาตรการที่เหมาะสมแก่กลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งเป็นเด็ก เยาวชน สตรี หรือผู้สูงอายุ เพื่อความมีประสิทธิภาพในการจัดการการชุมนุม
    ๕.๑๐.๑๐ รัฐบาลควรออกแบบจัดทำแผนปฏิบัติการยุติการชุมนุมและมาตรการในการควบคุมฝูงชน โดยไม่ใช้ความรุนแรง (Non-Violent Measures) และฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ให้มีความรู้เกี่ยวกับหลักสิทธิมนุษยชนและการจัดการ ความขัดแย้งโดยไม่ใช้ความรุนแรงด้วย เช่น การอบรมจิตวิทยาในการควบคุมการชุมนุมและฝึกฝนทักษะในการเจรจาต่อรอง นอกจากนี้รัฐบาลต้องฝึกอบรมให้เจ้าหน้าที่เข้าใจถึงบทบาท และการอำนวยความสะดวกอย่างเหมาะสมแก่บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข บรรเทาสาธารณภัย และสื่อมวลชน ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชุมนุม รวมทั้งต้องประเมินความพร้อมของเจ้าหน้าที่ทั้งสภาพร่างกาย จิตใจ เเละทักษะที่จำเป็นต่อการควบคุมและสลายการชุมนุม ทั้งก่อนเเละหลังการปฏิบัติ ไม่ควรให้เจ้าหน้าที่ที่เผชิญหน้าเเละปะทะกับผู้ชุมนุมกลับไปปฏิบัติการโดย ไม่ผ่านการประเมิน ฟื้นฟู และเตรียมพร้อมสภาพจิตใจก่อนจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่อีก

    ๕.๑๐.๑๑ หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติการในการควบคุมฝูงชนหรือในพื้นที่ ที่มีการชุมนุม จะต้องมีความอดทนอดกลั้นต่อการยั่วยุหรือกระตุ้นให้ใช้ความรุนแรงจากผู้ ชุมนุม ต้องดำเนินการโดยสอดคล้องกับหลักการสากล และเคารพสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่มีการใช้อำนาจโดยมิชอบหรือละเมิดหลักการสากลในการควบคุมฝูงชนและ สลายการชุมนุม รัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าวโดยการตรวจสอบข้อเท็จจริง เยียวยาฟื้นฟูและอำนวยความยุติธรรมแก่เหยื่อและผู้ที่ได้รับผลกระทบ และนำตัวผู้ที่ต้องรับผิดชอบเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อดำเนินคดีตาม กฎหมาย นอกจากนี้รัฐบาลและผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ ผู้ควบคุมสถานการณ์จะต้องแสดงความรับผิดชอบและขอโทษต่อกรณีที่มีความเสียหาย เกิดขึ้น และมีการใช้มาตรการที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ
    ๕.๑๐.๑๒ รัฐควรส่งเสริมให้เกิดบรรทัดฐานของการชุมนุม และการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ปราศจากการใช้ความรุนแรงโดยสิ้นเชิง ซึ่งอาจเริ่มจากการจัดเวทีสาธารณะเพื่อรับฟังความคิดเห็น และกำหนดกติกาในการชุมนุมร่วมกัน และส่งเสริมให้กติกาดังกล่าวกลายเป็นบรรทัดฐานของสังคม ซึ่งอาจนำไปสู่การจัดระเบียบการชุมนุมโดยกำหนดเป็นกฎระเบียบหรือกฎหมายที่ เกี่ยวข้องกับการควบคุมการชุมนุมในอนาคต ทั้งนี้การจัดระเบียบการชุมนุมต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกัน ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ความรุนแรง และป้องกันการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ไม่ได้เข้าร่วมในการชุมนุม โดยไม่เป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมและการแสดงออกโดยสงบและปราศจาก อาวุธของประชาชน

    ๕.๑๐.๑๓ คอป.เห็นว่าการกำหนดกติกา ระเบียบ หรือการตรากฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุมสาธารณะ อาจส่งผลให้มีการจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมของประชาชน จึงต้องกระทำโดยสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและหลักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ อย่างเคร่งครัด รัฐต้องสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองการใช้เสรีภาพในการชุมนุมกับการรักษา ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการดังกล่าว นอกจากนี้รัฐต้องคำนึงถึงประเภทและลักษณะของการชุมนุมสาธารณะ เนื่องจากการชุมนุมสาธารณะในภาวะปกติ ดังเช่นการชุมนุมอันสืบเนื่องจากความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ สังคม หรือแรงงาน ย่อมแตกต่างจากการชุมนุมเพื่อเรียกร้องทางการเมืองซึ่งมีผู้เข้าร่วมชุมนุม จำนวนมากในภาวะที่ไม่ปกติและมีความขัดแย้งสูง รัฐบาลจึงต้องระมัดระวังอย่างยิ่งที่จะไม่ทำลายพื้นที่สำหรับสะท้อนความ ทุกข์ร้อน และความต้องการของประชาชนไปยังรัฐบาลและสังคม ทั้งนี้รัฐบาลควรศึกษาและนำตัวอย่างในต่างประเทศมาปรับใช้ให้เหมาะสม เช่น ประเทศอังกฤษซึ่งมีกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ ขั้นตอน และรายละเอียดในการจัดการชุมนุมสาธารณะและการเดินขบวน (Public Order Act ๑๙๘๖)
    ๕.๑๑ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับบทบาทและการคุ้มครองของหน่วยแพทย์ พยาบาล  หน่วยบรรเทาสาธารณภัย ในการปฏิบัติงานด้านการช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมในสถานการณ์ความขัดแย้ง
    การเตรียมความพร้อมและการให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์เป็นสิ่งที่ขาดมิได้ใน ระหว่างที่มีสถานการณ์ความไม่สงบในประเทศ จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่ผ่านมา คอป.พบว่าหน่วยแพทย์ พยาบาล และหน่วยบรรเทาสาธารณภัยยังไม่ได้รับความคุ้มครองเท่าที่ควร และได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น ถูกข่มขู่คุกคามหรือมีการบุกรุกเข้าไปในสถานพยาบาลทำให้กระทบต่อการรักษา พยาบาลโดยตรง นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องความไม่ไว้วางใจ และความเคลือบแคลงสงสัยต่อการปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์ใน ระหว่างที่มีวิกฤตการณ์ทางการเมืองด้วย คอป.มีข้อเสนอแนะดังนี้
    ๕.๑๑.๑ คอป.ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายคุ้มครองและอำนวยความสะดวกแก่บุคลากรทางการแพทย์ หน่วยแพทย์ พยาบาล การขนส่งทางการแพทย์ หน่วยบรรเทาสาธารณภัย และอาสาสมัครซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ความรุนแรง และขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพต่อเครื่องหมายกาชาด ซึ่งเป็นเครื่องหมายพิเศษอันเด่นชัด (Distinctive Emblem) ที่บ่งชี้ถึงการให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์และมนุษยธรรม และไม่ใช้เครื่องหมายดังกล่าวโดยไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการใช้โดยไม่มีอำนาจ ใช้เพื่อเลียนแบบ หรือใช้เพื่อล่อลวง นอกจากนี้ คอป.ขอเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการใช้เครื่อง หมายกาชาดโดยไม่ถูกต้องอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจต่อการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทาง การแพทย์ และเพื่อคุ้มครองและประกันความปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์และพยาบาล ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ความรุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ๕.๑๑.๒ คอป.เห็นว่าการให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์และสาธารณสุข และการบรรเทาสาธารณภัยในระหว่างที่มีเหตุการณ์ความรุนแรง ต้องตั้งอยู่บนหลักการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมสากลอย่างเป็นกลางโดย ไม่เลือกปฏิบัติ เป็นอิสระจากคู่ขัดแย้ง ยึดมั่นในจรรยาบรรณและหลักจริยธรรมทางการแพทย์ และเคารพต่อหลักสิทธิมนุษยชน เพราะการให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์ จะต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วย นอกจากนี้รัฐบาลควรส่งเสริมการฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อการเตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์ ในกรณีเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน
    ๕.๑๑.๓ รัฐควรแจ้งเตือนบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล และหน่วยบรรเทาสาธารณภัยเกี่ยวกับการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ในการจัดการ เหตุการณ์ความรุนแรงหรือสลายการชุมนุม เพื่อลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น โดยรัฐต้องประสานงานเพื่อให้หน่วยแพทย์ พยาบาล และหน่วยบรรเทาสาธารณภัยเตรียมการและวางแผนการช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที และมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการอำนวยความสะดวกและคุ้มครองความปลอดภัยในการให้ความช่วยเหลือและ ลำเลียงผู้บาดเจ็บ ทั้งนี้ควรมีการหารือระหว่างทุกฝ่ายเพื่อให้ได้ข้อตกลงร่วมกันว่า หากเกิดสถานการณ์ความรุนแรงขึ้นจะใช้สัญลักษณ์อะไรในการปฏิบัติงาน มีกติกาในการปฏิบัติงาน การเตรียมความพร้อม และการประสานการปฏิบัติอย่างไร นอกจากนี้ควรกำหนดตัวบุคลากรผู้ให้บริการทางการแพทย์และพยาบาลในพื้นที่ อย่างชัดเจน เนื่องจากแต่ละฝ่ายต่างมีความหวาดระแวงและไม่ไว้วางใจกัน
    ๕.๑๑.๔ รัฐควรจัดให้มีสวัสดิการ การฟื้นฟูเยียวยาบุคลากรของหน่วยแพทย์ พยาบาล หน่วยบรรเทาสาธารณภัย ทั้งบุคลากรวิชาชีพและอาสาสมัคร หลังจากการปฏิบัติหน้าที่ การให้ความช่วยเหลือกรณีได้รับบาดเจ็บ ตลอดจนการช่วยเหลือเยียวยาสำหรับครอบครัวบุคลากรที่เสียชีวิต และการเชิดชูเกียรติในความเสียสละ

    ๕.๑๑.๕ รัฐบาลควรส่งเสริมบทบาทของเจ้าหน้าที่ทหารเสนารักษ์ และกำหนดบทบาทของทหารเสนารักษ์ให้ชัดเจน เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นกลางด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจจาก ทุกฝ่าย เพราะในระหว่างสถานการณ์ความรุนแรง เจ้าหน้าที่ทหารเสนารักษ์จะสามารถประสานงานกับทหารได้โดยตรง โดยรัฐต้องให้ความรู้กับสังคมถึงบทบาทของทหารเสนารักษ์ เพื่อให้เกิดความร่วมมือจากทุกฝ่าย
    ๕.๑๑.๖ รัฐบาลควรให้ความรู้ความเข้าใจแก่สังคมเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่และความสำคัญ ของหน่วยแพทย์ พยาบาล และหน่วยบรรเทาสาธารณ การให้บริการทางการแพทย์ในภาวะฉุกเฉิน สัญลักษณ์ทางการแพทย์ สัญลักษณ์กาชาดและบทบาทของสภากาชาด และที่สำคัญคือต้องสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นในหลักความเป็นกลางของ แพทย์ และสร้างค่านิยมร่วมกันว่าการทำร้ายหน่วยแพทย์หรือใช้หน่วยแพทย์เป็นเครื่อง มือในการสร้างความขัดแย้งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้
    ๕.๑๑.๗ รัฐบาลควรส่งเสริมการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ซึ่งรับผิดชอบในการควบคุมฝูงชน และจัดการสถานการณ์ความรุนแรงให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานสากลในการคุ้ม ครองแก่บุคลากรทางการแพทย์ หน่วยการแพทย์ พยาบาล การขนส่งทางการแพทย์ หน่วยบรรเทาสาธารณภัย รวมทั้งแนวทางและมาตรการในการอำนวยความสะดวกแก่การให้ความช่วยเหลือทางการ แพทย์ นอกจากนี้รัฐควรจัดให้มีเจ้าหน้าที่ชุดคุ้มครองหน่วยแพทย์ พยาบาล และหน่วยบรรเทาสาธารณภัยที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงด้วย
    ๕.๑๒ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับบทบาทของสถาบันศาสนา

    ๕.๑๒.๑ ความขัดแย้งและเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการขาดศีลธรรมและจริยธรรมซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการ อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งจริยธรรมของนักการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จนมีการนำประเด็นการขาดจริยธรรมมาเชื่อมโยงกับความไม่ชอบธรรมในการบริหาร ประเทศของรัฐบาล คอป.ขอเรียกร้องให้รัฐบาลและทุกภาคส่วนให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูหลักศีลธรรม และจริยธรรม เพื่อสร้างสรรค์สังคมไทยให้มีสันติภาพและส่งเสริมสันติวิธี รัฐควรส่งเสริมให้สถาบันศาสนาเข้ามามีบทบาทในการลดความขัดแย้งและยุติการใช้ ความรุนแรง รวมถึงการเยียวยาทางด้านจิตใจแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ เช่น การให้แนวคิดและแนวทางปฏิบัติทางด้านจริยธรรมซึ่งสอดคล้องกับสังคม ประชาธิปไตย การให้สติเพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งบานปลายไปสู่ความรุนแรง หรือการสร้างทัศนคติที่เอื้อต่อสันติภาพ เช่น การเคารพและยอมรับความหลากหลาย การรู้จักให้อภัย การมีขันติธรรมและเมตตาธรรมต่อผู้ที่เห็นต่าง เป็นต้น
    ๕.๑๒.๒ คอป.เห็นว่า บุคลากรทางด้านศาสนาทุกศาสนาควรเพิ่มบทบาทในการลดการใช้ความรุนแรงและความ แตกแยกของบุคคลในสังคม ส่งเสริมสันติภาพ และการจัดการความขัดแย้งตามแนวทางของสันติวิธี ทั้งนี้ คอป.เห็นว่าสถาบันศาสนาควรรักษาและแสดงออกถึงความเป็นกลางในการแสดงธรรมหรือ คำสอนทางจริยธรรม โดยพึงละเว้นจากการข้องเกี่ยวกับการชุมนุมเรียกร้องทางการเมือง เนื่องจากการแสดงออกที่เป็นการเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในทางการเมืองใน ระหว่างที่มีความแตกแยกในสังคมไทย อาจส่งผลเสียต่อบทบาทของสถาบันศาสนาในการลดความขัดแย้งทางการเมือง และกระทบต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนในสถาบันศาสนา
    ๕.๑๓ ข้อเสนอแนะในการเผยแพร่รายงานฉบับสุดท้าย
    กระบวนการปรองดองเป็นเรื่องที่มีความเกี่ยวข้องกับประชาชนทั้งประเทศ และต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน คอป.จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลและสื่อมวลชนนำเสนอและเผยแพร่รายงานฉบับสุดท้าย ของ คอป. ซึ่งเป็นการเปิดเผยข้อเท็จจริง รวมทั้งรากเหง้าของความขัดแย้งและเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางในการสร้างความปรองดอง ให้ประชาชนและสังคมทุกระดับได้รับรู้อย่างกว้างขวาง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ต้องตรงกันต่อเหตุการณ์และสาเหตุของความขัดแย้ง ที่เกิดขึ้น และรับทราบแนวทางในการแก้ไขปัญหา โดย คอป.เห็นว่าความเข้าใจดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญในการลดความรู้สึกโกรธแค้นชิง ชัง ช่วยผสานความแตกแยกของคนในสังคม นำมาซึ่งการเปิดใจยอมรับฟังฝ่ายตรงข้ามและการให้อภัย ช่วยสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการแสวงหาทางออกร่วมกันของสังคมในการแก้ไขความ ขัดแย้งที่เกิดขึ้น และนำพาประเทศชาติไปสู่ความปรองดองได้ในที่สุด คอป.มีความเชื่อว่าในทุกสังคมต้องมีช่วงเวลาช่วงใดช่วงหนึ่งที่เป็นช่วงเวลา แห่งการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของสังคม หากสังคมไทยได้ใช้โอกาสแห่งการเปลี่ยนผ่านของสังคมทำความเข้าใจถึงปัญหาพื้น ฐานที่สำคัญ และแสวงหาแนวทางร่วมกันในการหาทางออก ก็จะทำให้สังคมไทยไม่เพียงก้าวข้ามปัญหาความขัดแย้งนี้ แต่จะทำให้สังคมไทยมีความเข้มแข็งและก้าวหน้าอย่างยั่งยืนด้วย.