พาดหัวข้อมาด้วยประโยคดังจากนักการเมืองชวนเสียวเล่นๆ อีกแล้ว ไม่เกี่ยวอะไรหรอกครับ แค่คิดว่าประโยคนี้มันได้อารมณ์เวลาอะไรบางอย่างมันจบลงได้ดีจริงๆ จริงๆ บทความนี้ถือว่าเก่าเกินกว่าที่จะลงในหนังสือพิมพ์รายวันแล้ว เพราะว่าข่าวมันเก่าพอๆ กับการที่ลิเวอร์พูลได้แชมป์ลีกเลยทีเดียว
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การจบลงของวงระดับตำนานอย่าง Oasis ของไอ้สองพี่น้องคิ้วหนาตระกูลกัลลาเกอร์นั้น เป็นเรื่องที่ใหญ่เกินกว่าที่คนที่โตมาในยุค Britpop อย่างผมจะละเลยไปได้จริงๆ จึงต้องขอเอาเรื่องนี้มาขยายเพื่อเป็นการไว้อาลัยให้กับวงๆ นี้ด้วยครับ
จริงๆ แล้ว วง Oasis ไม่ได้เริ่มต้นจากสองพี่น้องตัวแสบ แต่เป็น Paul McGuigan (พอล เบส) Tony McCarroll (โทนี กลอง) และ Paul "Bonehead" Arthurs (โบนเฮด กีตาร์) ที่เริ่มตั้งวง The Rain ขึ้นมาก่อน ก่อนที่จะถีบนักร้องนำออกแล้วดึงเอาไอ้ Liam Gallagher(เลียม ร้องนำ) เข้ามา และเริ่มการเปลี่ยนแปลงด้วยการเปลี่ยนชื่อวงเป็น Oasis แทน
ซึ่งแน่นอนว่ามันดีกว่าชื่อเห่ยๆ อย่างเดิม และเมื่อ Noel (โนเอล กีตาร์) พี่ชายของเลียมที่ตอนนั้นยังเป็นคนแบกของให้วง Inspiral Carpets อยู่ ได้มาดูวงน้องตัวเองเล่น เขาก็เห็นโอกาสที่จะใช้วงนี้เป็นทางแสดงออกของเขา โดยเขามีเพลงที่แต่งทิ้งไว้เป็นกระบุง
เขาเลยเสนอตัวเป็นมือกีตาร์และนักแต่งเพลงหลักของวง และจากวันนั้นตำนานบทใหม่ก็ถือกำเนิดพวกเขาเริ่มทำงานหนัก และแนวทางแต่งเพลงของพวกเขาคือ เล่นมันแบบง่ายๆ แต่ทรงพลัง และเมื่อพวกเขาไปเตะตาของ Alan McGee เจ้าของค่ายเพลง Creation หนึ่งในค่ายเพลงสุดเจ๋งในยุคนั้น พวกเขาก็ได้สัญญากับค่ายเพียง 4 วันหลังจาก McGee ได้ดูพวกเขาเล่นสด
หลังจากนั้นพวกเขาก็เริ่มออกผลงาน โดยเดโมของพวกเขาคือ Columbia ที่ไม่มีใครจดจำได้มากนัก แต่ซิงเกิลแรกอย่าง Supersonic กลายเป็นเพลงฮิตเข้า Top 40 ได้ และส่งให้พวกเขาเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น โดยที่มันเป็นเพลงร็อกแบบเรียบง่ายตามแบบฉบับของวงที่ได้อิทธิพลจาก The Beatles โดยที่เสียงกีตาร์ของโนเอลโดดเด่นเอามากๆ รวมไปถึงเสียงร้องแบบยียวนกวนซ่งติงของไอ้เลียม ทำให้มันเป็นเพลงที่โดดเด่นจริงๆ และ Shaker Maker ก็เป็นซิงเกิลถัดมาที่ได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น แต่เป็นซิงเกิลที่ 3 Live Forever ที่ส่งให้พวกเขากลายเป็นดาราของวงการเพลงอินดี้อังกฤษไปเลยทีเดียว
และเมื่อซิงเกิลที่ 4 อย่าง Cigarettes and Alcohol ออกวางขาย พวกเขาก็กลายเป็นขวัญใจของวัยรุ่นอังกฤษเลยทีเดียว และนั่นหมายถึงความสำเร็จของอัลบั้มแรก Definitely Maybe ที่ออกวางขายในปี 1994 ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในอัลบั้มเปิดตัวที่กลายเป็นตำนานไปแล้ว มองจากสังคมอังกฤษในช่วงนั้นก็ไม่แปลกอะไรที่พวกเขาจะดังขึ้นมา เพราะมันคือช่วงซบเซาของวงการเพลงอังกฤษที่กำลังโดนกรันจ์ของอเมริกาเข้ามาตีอย่างหนัก
ในขณะที่กระแสเรฟก็ซาลง Madchester ก็เมายากันยับอยู่ พวกเขาต้องการอะไรบางอย่างที่เป็นตัวแทนของพวกเขา และอัตลักษณ์ของ Oasis ก็ตรงใจวัยรุ่นและคนใช้แรงงานในอังกฤษ พวกเขาคือตัวแทนของชาวแรงงาน คนต่างจังหวัด และตัวแทนของวัฒนธรรมย่อย (Sub-Culture) ที่เรียกว่า Lad ที่เป็นพวกเตะบอล กินเบียร์แทนน้ำ สูบบุหรี่จัด ชกต่อยเป็นปกติ ห่ามๆ และ Oasis ก็กลายเป็นเหมือนศาสดาของ Lad ไปแล้ว
นอกจากเพลง พวกเขายังเป็นตำนานของความแสบในอีกหลายเรื่อง เช่น โนเอลเคยทำงานพิเศษเป็นเด็กปั๊ม และไปขูดสีรถของ Eric Cantona ดาวดังแมนยูฯ ยุคนั้น สาเหตุเพราะเขาเชียร์แมนฯ ซิตี หรือการที่พี่น้องทะเลาะกันถึงขนาดค่าย Fierce Panda ยังเคยเอาบันทึกการทะเลาะกันมาออกวางขาย พวกเขาทั้งเกลียดทั้งรักกัน ขนาดที่โนเอลบอกว่า การนั่งเครื่องบินไปอเมริกาข้างไอ้เลียมคือความทรมานเหลือทน
พวกเขากลายเป็นวงดังไปทั่วอังกฤษ แต่จุดพีกของพวกเขากำลังจะมาถึง พวกเขาเริ่มออกซิงเกิล Some Might Say เป็นซิงเกิลแรกจากอัลบั้มต่อมา ซึ่งมันขึ้นไปถึงอันดับ 1 เลยทีเดียว จุดสนุกมันอยู่ที่ช่วงนั้นเป็นช่วงเบ่งบานสุดๆ ของ Britpop และ Cool Britannia แต่พวกเขากลับไม่คิดว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของ Britpop และนักข่าวเริ่มได้กลิ่นว่าพวกเขาไม่ถูกกับวงที่เป็นตัวแทนของ Britpop อย่าง Blur เอามากๆ
และการกำหนดการวางแผง Roll With It ของพวกเขาในวันเดียวกับ Country House ของวงเบลอในวันเดียวกัน ก็กลายเป็นการเปิดศึกของสองวงยักษ์ที่ได้ไปพาดหัวหนังสือพิมพ์เลยทีเดียว คงไม่มีอีกแล้วที่การขัดแย้งในวงการเพลงจะได้รับความสนใจจากมหาชนขนาดนี้ (ไม่นับรายการเรียลลิตี้เน่าๆ) แล้ว แม้ Roll with It จะแพ้ไป แต่พวกเขาก็ได้กลายเป็นยักษ์ใหญ่ของวงการเพลงอังกฤษไปเรียบร้อยแล้ว เขียนเพลินๆ ก็ฟาดไปหนึ่งตอนแล้ว มาคอยอ่านต่อเกี่ยวกับพวกเขาอีกทีอาทิตย์หน้าแล้วกันนะครับ ของดี ครั้งเดียวย่อมไม่พอ.








