ปลูกข้าวไรซ์เบอรี่เพื่อสุขภาพชาวนาไทย

Monday, 26 November, 2012 - 00:00

ปลูกข้าวไรซ์เบอรี่เพื่อสุขภาพชาวนาไทย

  อินทัชส่งเสริมการปลูกข้าวสุขภาพโดยไม่ใช้สารเคมี ช่วยเพิ่มมูลค่าข้าวและยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนา หนุนวิสาหกิจชุมชน สร้างชุมชนเข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
 นายจำลอง โพธิ์สุข ผู้ว่าราชการ จ.ชัยนาท และนายเอนก พนาอภิชน รองกรรมการผู้อำนวยการอินทัช เปิดตัวโครงการปลูกข้าวเพื่อสุขภาพโดยอินทัช ณ ศูนย์การเรียนรู้พันธุ์ข้าวชุมชนบ้านดักคะนน ต.ธรรมามูล อ.เมืองฯ จ.ชัยนาท เพื่อส่งเสริมการปลูกข้าวที่มีคุณค่าทางโภชนาการและไม่ใช้สารเคมี ช่วยเพิ่มมูลค่าข้าวและพัฒนาคุณภาพชีวิตขาวนาตามหลักพึ่งพาตนเอง ทั้งในด้านสุขภาพ รายได้ของครอบครัว และสิ่งแวดล้อมในชุมชน สร้างชุมชนที่เข้มแข็งตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนองค์ความรู้และกระบวนการปลูกข้าวเพื่อสุขภาพ ซึ่งสามารถขยายผลสู่องค์ความรู้จากการปฏิบัติดังกล่าวสู่สังคมวงกว้างต่อไป
 ในปีนี้มีชาวนาเข้าร่วมโครงการ 9 ครอบครัว บนพื้นที่นา 60 ไร่ และเลือกข้าวพันธุ์ไรซ์เบอรี่ปลูกนำร่อง โดยข้าวพันธุ์ไรซ์เบอรี่เป็นข้าวหอมมะลิสายพันธุ์ที่ได้มาจากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างข้าวเจ้าหอมนิลกับข้าวขาวดอกมะลิ 105 มีลักษณะเมล็ดยาว สีม่วงเข้ม มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ และเป็นข้าวที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง คือมีโปรตีนเป็น 2 เท่าของข้าวหอมมะลิ 105 และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง มีดัชนีน้ำตาลต่ำ-ปานกลาง จะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็ง โรคหัวใจหลอดโรค ซึ่งทางการแพทย์ยังนำไปใช้ทดลองทำผลิตภัณฑ์อาหารโภชนบำบัดอีกด้วย
 นายจำลอง โพธิ์สุข ผู้ว่าราชการ จ.ชัยนาท กล่าวว่า ชาวนาใน จ.ชัยนาททำนาอย่างต่อเนื่องตลอดปี เพราะมีเขื่อนชลประทาน แต่พบว่ามีการลงทุนต่อไร่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับจังหวัดใกล้เคียง วิถีชีวิตส่วนใหญ่จึงเป็นการทำนาให้ได้ผลผลิตมากและเร็วที่สุด มีการใช้เคมีภัณฑ์ ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง เครื่องจักร เครื่องทุ่นแรง จึงให้ความสนใจและให้ความสำคัญในการพัฒนาเรื่องผลผลิตข้าวทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ โครงการนี้จึงมีประโยชน์ช่วยแก้ปัญหาหลายด้าน เป็นโครงการที่คิดถึงคนทำ คือชาวนา คิดถึงคนทาน คือผู้บริโภค ช่วยลดต้นทุนการผลิต เน้นสุขภาพและสร้างมูลค่าของข้าว เป็นข้าวที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูงแก่ผู้บริโภค เป็นจุดเรียนรู้การทำนาที่สำคัญ เห็นประสิทธิผลจริง สามารถขยายผลไปสู่ชุมชนอื่นๆ ได้
 นายเอนก พนาอภิชน รองกรรมการผู้อำนวยการอินทัช กล่าวว่า โครงการนี้กำหนดเป้าหมายดำเนินงาน 3 ระยะ ระยะแรกจะส่งเสริมและพัฒนากลุ่มแกนนำชาวนาในพื้นที่ปลูกข้าวเพื่อสุขภาพ คือข้าวที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงโดยไม่ใช้สารเคมีเพื่อให้ชาวบ้านมีสุขภาพที่ดีขึ้น ระยะที่สองจะเพิ่มพื้นที่ปลูกและเพิ่มจำนวนชาวนาให้หันมาปลูกข้าวเพื่อสุขภาพมากขึ้น และพัฒนาการจัดการทางการตลาดให้เกิดเป็นรูปธรรม เตรียมพร้อมเข้าสู่ระยะที่สาม คือการรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนที่สามารถพึ่งพาตนเอง ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชุมชนท้องถิ่น ก่อให้เกิดความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน
 "อินทัชสนับสนุนชาวนาที่เข้าร่วมโครงการใน 3 ส่วนหลัก คือ 1.สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวและเงินทุนสำหรับปลูกข้าวเบื้องต้น 2.สนับสนุนความรู้ผ่านการจัดการอบรม ศึกษาดูงานเพิ่มเติมความรู้จากนักวิชาการและปราชญ์ชาวบ้าน ในกระบวนการปลูกข้าวปลอดสารเคมี การป้องกันกำจัดศัตรูข้าว การทำปุ๋ย ทำฮอร์โมนพืช การทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายและการจัดการด้านการตลาด รวมทั้งการจัดตั้งคณะกรรมการในชุมชนเพื่อร่วมกันบริหารโครงการให้เป็นไปตามเป้าหมาย พร้อมพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในชุมชน 3.สนับสนุนรับซื้อข้าวจากชาวนาในราคาที่เหมาะสม เพื่อสร้างแรงจูงใจให้หันมาปลูกข้าวแบบไม่ใช้สารเคมีมากขึ้น" นายเอนกกล่าว
 นายธวัชชัย เอี่ยมจิตร อายุ 38 ปี หนึ่งในชาวนาที่เข้าร่วมโครงการโดยการปลูกข้าว 7 ไร่ กล่าวว่า เป็นจุดเริ่มต้นเพื่อเปลี่ยนแปลงค่านิยมแบบเดิมๆ ของชาวนา คือทำนาแล้วขายหมด เน้นปริมาณจึงต้องพึ่งสารเคมี ทำให้ต้นทุนสูง โครงการสอนให้พวกเราไม่ทำร้ายธรรมชาติ ปรับปรุงดินโดยไม่ใช้สารเคมี คัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ให้คุณค่าสูง เหมาะสมกับพื้นที่ ทำให้ต้นทุนต่ำ แต่ราคาผลผลิตยังสูงอยู่ และน้อมนำเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาปฏิบัติ เมื่อชาวนาพึ่งตนเองได้ก็สร้างชุมชนให้เข้มแข็งได้ด้วยการสร้างกระบวนการจัดการที่ดีใช้พลังขับเคลื่อนไปด้วยกัน
 สำหรับการนำข้าวพันธุ์ไรซ์เบอรี่มาปลูกโดยไม่ใช้สารเคมี เป็นระบบการผลิตที่เน้นเรื่องธรรมชาติเป็นสำคัญ ได้แก่ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และใช้ประโยชน์จากธรรมชาติไปพร้อมๆ กัน การรักษาสมดุมธรรมชาติจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก นอกจากเพื่อสุขภาพที่ดีของคนปลูกแล้วยังช่วยให้ธรรมชาติความอุดมสมบูรณ์ สามารถเพาะปลูกได้อย่างยั่งยืน เช่น ปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดินโดยปลูกพืชหมุนเวียน การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ การควบคุมโรคแมลงศัตรูข้าวโดยวิธีทางธรรมชาติ การเลือกพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมมีความต้านทานโรค เหมาะกับระบบนิเวศ การจัดการพืช ดินและน้ำให้ถูกต้องเหมาะสมกับความต้องการของต้นข้าว ทำให้ต้นข้าวเติบโตได้ดีและแข็งแรงตามธรรมชาติ เป็นต้น
 ผลที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการ นอกเหนือจากทำให้คุณภาพชีวิตของชาวนาและเศรษฐกิจชุมขนดีขึ้นแล้ว ยังสามารถต่อยอดและขยายองค์ความรู้ไปสู่ชุมชนอื่นๆ อินทัชพร้อมให้การสนับสนุนและส่งเสริมให้ชาวนาไทยยืนอยู่ได้ด้วยตนเอง และช่วยให้ชุมชนมีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนต่อไป ชาวนาหรือผู้สนใจศึกษาดูงานสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์เรียนรู้พันธุ์ข้าวชุมชนบ้านดักคะนน โทร.08-9857-9964 หรือ 0-5645-7870.