จากเหตุการณ์ความวุ่นวายในบ้านเมือง ตั้งแต่ปิดสนามบินสุวรรณภูมิของกลุ่มเสื้อเหลือง จนถึงการเผารถเมล์กลางกรุงของกลุ่มเสื้อแดงในวันนี้ ล้วนต่างทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยเสื่อมเสีย ความเชื่อมั่นในสยามเมืองยิ้มที่อุดมไปด้วยภูมิปัญญาทางศิลปวัฒนธรรม ลดน้อยถดถอยลงไปจนกู่ไม่กลับ และกลายเป็นวิกฤติชาติที่ทุกฝ่ายต้องร่วมด้วยช่วยกันสร้างความดีงาม เพื่อให้ประเทศไทยกลับมาเป็นเมืองแห่งศิลปวัฒนธรรม ที่สร้างรอยยิ้มให้แก่ประชาชนและคนทั่วโลกอีกครั้ง
เพื่อให้จุดมุ่งหมายในข้างต้นเป็นจริง กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) โดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) ขออาสาเป็นหน่วยงานแรกใช้มรดกภูมิปัญญาของคนไทยจัดโปรเจ็กต์ยักษ์ เนรมิตถนนย่านการค้ากลางกรุงเทพมหานคร ให้เป็นถนนสายวัฒนธรรมครั้งแรกของประเทศ ในชื่อ "บางกอก...กล๊วย...กล้วย!!" หรือ Bangkok...Bananas!! เพื่อปลุกสำนึกให้เยาวชนและประชาชนทั่วประเทศ รู้ถึงแก่นแท้ของวัฒนธรรมไทย และนำสิ่งดีๆ เหล่านั้นมาใช้ในการพัฒนาภาพลักษณ์ประเทศ เพื่อให้ไทยพ้นวิกฤติต่างๆ ไปได้ด้วยดี โดยมีการจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวไปเมื่อเร็วๆ นี้ ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีนายธีระ สลักเพชร รัฐมนตรีว่าการ วธ. ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ รองปลัด วธ. นายอารักษ์ สังหิตกุล ผอ.สศร. ตัวแทนจากภัทราวดีเธียเตอร์ มูลนิธิหนังไทย คณะศิลปกรรมศาสตร์ ม.กรุงเทพ Fat Radio ฯลฯ และเหล่าศิลปินหลากแขนง เข้าร่วมกว่าร้อยคน
รมว.วธ.กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ทาง วธ.ไม่ได้นิ่งนอนใจในการที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยปรับภาพลักษณ์ของประเทศ จึงได้ผลักดันโครงการเทศกาลศิลปวัฒนธรรมดังกล่าวขึ้น และหอบเอาศิลปะร่วมสมัยทุกสาขา อาทิ ดนตรี ภาพยนตร์ ประติมากรรม การแสดงพื้นบ้าน ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากวัฒนธรรมพื้นฐานของคนไทย นำมาพัฒนาและถ่ายทอดผ่านศิลปินชื่อดัง สะท้อนภาพลักษณ์ของประเทศให้ประจักษ์ต่อสายตาชาวโลก โดยได้ใช้เวลาจัดเตรียมงานที่ใช้การสำรวจวิจัยมากกว่า 3 ปี จึงเชื้อเชิญศิลปินเข้าร่วม
ความสำคัญของศิลปวัฒนธรรมยังไม่หมดเพียงเท่านี้ อารักษ์ ผอ.สศร.ชี้แจงว่า ปัจจุบันพัฒนาการด้านศิลปะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เพราะต้นทุนทางศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อ ฯลฯ สามารถสร้างคุณค่า สร้างความเชื่อถือ และเสริมสร้างความเข้าใจถึงตัวตนอันดีของคนในประเทศและสื่อสารไปยังต่างประเทศได้
"ศิลปวัฒนธรรมของไทยนั้นมีพัฒนาการจากอดีตสู่ยุคปัจจุบัน และยังคงความดีงามไว้จนถึงทุกวันนี้ อีกทั้งวัฒนธรรมของเรายังสอดประสานพัฒนา ร่วมไปกับวัฒนธรรมของโลกได้อย่างงดงาม จุดเริ่มต้นจึงอยากให้ กทม.เป็นศูนย์กลางที่ชักพาให้คนใช้ศิลปะกล่อมใจให้อ่อนโยน และกลายเป็นทุนทางวัฒนธรรม ที่จะเสริมสร้างเศรษฐกิจไทยให้แข็งแรงขึ้นภายในอนาคตต่อไป ซึ่งงานเทศกาลศิลปะการแสดงร่วมสมัยบางกอก...กล๊วย...กล้วย!! จะจัดขึ้นทุกปีนับต่อจากนี้"
แล้วทำไมต้องเป็น กล๊วย...กล้วย!! ในงานมีคำชี้แจงให้ดังนี้ กล้วยเป็นสิ่งที่คนไทยคุ้นเคย และมักเป็นคำที่ใช้เปรียบเทียบกับเรื่องที่ง่ายๆ อย่างเรื่องกล้วย กล้วย ก็คือเรื่องง่ายๆ ซึ่งทำให้รู้สึกว่าศิลปะก็เป็นเรื่องง่ายๆ ที่สามารถเข้าถึงได้ทุกๆ ที่ ขณะเดียวกันคำว่า "Bananas" ก็ให้ความหมายว่าสนุกสนาน รื่นเริง ความหมายของคำนี้จึงพ้องกันเป็นอย่างดีกับ Bangkok และกลายเป็น Bangkok Bananas!! ในที่สุด ดังนั้นแล้วความสนุกที่จะเกิดขึ้นนับต่อจากนี้ จะเป็นการนำมิติด้านศิลปวัฒนธรรมมาผสมผสาน สร้างความสนุกสนานตลอดพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการจัดแสดงงานประติมากรรม โดย อนุทิน วงศ์สรรคกร จักรพันธ์ วิลาสินีกุลรศ ทวีศักดิ์ ศรีทองดี ฯลฯ และกลุ่มซูเปอร์นอร์มอล
ด้านกิจกรรมการแสดงเน้นการแสดงในระดับมืออาชีพ ทั้งกิจกรรมดนตรีและศิลปะการแสดงท้องถิ่น เช่น การแสดงชุด Eclipse สุริยุปราคาและพจมาร โดยภัทราวดีเธียเตอร์ หุ่นละครเล็กโจหลุยส์ การแสดงลามะกะ (ลามก) โดยวรรณศักดิ์ ศิริหล้า ฯลฯ กิจกรรมด้านดนตรี อาทิ วงกอไผ่ วงบางกอกไซโลโฟน วงขุนอินออฟเดอะบีท วงฟองน้ำ และกลุ่มวัยรุ่นอย่างแทททูคัลเลอร์ ส่วนกิจกรรมภาพยนตร์ ร่วมมือกับสมาคมสมาพันธภาพยนตร์ และหอภาพยนตร์ นำกิจกรรมที่น่าสนใจและหาดูได้ยาก อาทิ หนังกระโปรง หนังกระโจม การประชันหนังขายยา 2 จอ หนังกลางแปลง หนังเงียบประกอบดนตรี และหนังพากย์สด รวมถึงเวทีสำหรับการแสดงของมือสมัครเล่น ทั้งหนังสือทำมือ การเสวนา การประกวดออกแบบเครื่องประดับ และการประกวดภาพถ่าย มาให้เยาวชนและคนทุกวัยเข้าร่วมกิจกรรม
เทศกาลศิลปวัฒนธรรรม บางกอก...กล๊วย...กล้วย จะจัดขึ้นในวันที่ 30 เม.ย.-10 พ.ค.2552 ในถนนสายวัฒนธรรมกลางกรุง เริ่มจากหอศิลปวัฒนธรรม กทม. สยามดิสคัฟเวอรี่ สยามพารากอน ไปจนถึงเซ็นทรัลเวิลด์ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเทศกาลศิลปะอันยิ่งใหญ่แสนสนุกสนาน ใน 11 วันต่อจากนี้ด้วยตัวคุณเอง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สศร. โทร.0-2422-8823 หรือ www.bangkok-bananas.blogspot.com, www.ocac.go.th
นับเป็นเรื่องดีที่คนไทยจะได้สยามเมืองยิ้มกลับคืนมา หลังจากบางสิ่งบางอย่างกำลังจะเลือนหายไป ด้วยสาเหตุแห่งความไม่เข้าใจ และการแบ่งแยกทางความคิดอย่างไร้เหตุผล.








