ทีดีอาร์ไอเผยประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาคนว่างงานพร้อมกับขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานระดับล่างสุดและบนสุดกำลังขาดแคลนขั้นวิกฤติ เหตุเพราะแผนการผลิตกำลังคนไร้ทิศทาง ไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานทั้งระดับภูมิภาคและระดับประเทศ มีผู้เรียนจบมากทุกระดับการศึกษา แต่กระจุกตัวบางสาขาและมีปัญหาคุณภาพ ตลาดแรงงานขยายตัวมีความต้องการแต่หาคนทำงานไม่ได้ แนะเชื่อมโลกการเรียนและการทำงานปรับโครงสร้างแรงงานให้สมดุลทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ
รศ.ดร.ยงยุทธ์ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า ปัจจุบันการผลิตกำลังคนของประเทศไทยมีปัญหาความไม่สอดคล้องระหว่างความต้องการกำลังคนและการผลิตกำลังคนของประเทศ เนื่องจากมีการนำข้อมูลความต้องการแรงงานไปใช้ในการกำหนดแผนการผลิตน้อยเกินไป สถาบันหรือสถานศึกษาต่างๆ เลือกผลิตกำลังคนไปตามขีดความสามารถทางทรัพยากรของตนเอง มีการเปิดสอนในสาขาซ้ำๆ เหมือนกัน ทำให้มีจำนวนผู้จบการศึกษาออกมามาก แต่มีปัญหาด้านคุณภาพ แรงงานส่วนหนึ่งไม่สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ เกิดปัญหาคนว่างงานไปพร้อมๆ กับการขาดแคลนกำลังคน
ทั้งนี้ จุดอ่อนของโครงสร้างแรงงานไทยคือ แรงงานส่วนใหญ่อยู่ในภาคการผลิตไม่เป็นทางการ เช่น ประกอบอาชีพส่วนตัวหรือช่วยงานครอบครัว มีรายได้ไม่แน่นอน มีผลต่อรายได้มวลรวมของประเทศ และมีโครงสร้างการจ้างงานที่ยังคงพึ่งพาแรงงานระดับล่างมากเกินไป โดยในปี 2551 มีการจ้างงานในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นหรือต่ำกว่า คิดป็นสัดส่วนร้อยละ 70 ของการจ้างแรงงานในทุกระดับการศึกษา (ประมาณ 21 ล้านคนจากวัยแรงงานทั้งหมด 36 ล้านคน) มีผู้ประกอบการที่ติดกับดักการใช้แรงงานที่มีการศึกษาต่ำ (ต่ำกว่า ม.ต้น) และไม่สามารถหลุดพ้นวัฏจักรนี้ไปได้ในเวลาอันใกล้นี้
จากที่กล่าวมา ล้วนเป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหาความไม่สอดคล้องของความต้องการกำลังคนและการผลิตกำลังคนของประเทศ ซึ่งจะยังคงอยู่กับตลาดแรงงานไทยไปอีกหลายปี ในขณะที่กลุ่มแรงงานที่จบในระดับปริญญาตรีมีสัดส่วนการว่างงานสูงกว่าแรงงานในระดับการศึกษาอื่นๆ ซึ่งก็มีการผลิตมากเกินความต้องการของตลาดแรงงานในทุกระดับการศึกษา เกิดปัญหาว่างงาน และมากสุดในระดับปริญญาตรีที่มีผู้ว่างงานเฉลี่ยสะสมทุกปีร้อยละ 30 ของผู้จบการศึกษา ขณะที่ตลาดแรงงานขยายตัวมีความต้องการ มีตำแหน่งงานรองรับแต่ไม่สามารถสรรหาบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้าทำงานได้
จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เรื่องความต้องการแรงงานของสถานประกอบการ พ.ศ. 2551 พบว่า ในระดับปริญญาตรีทุกสาขามีความต้องการทั้งหมดจำนวน 46,553 คน แต่ยังขาดแคลนอยู่ถึง 29,372 คน ขณะที่มีผู้ว่างงานในระดับนี้ถึง 91,192 คน เป็นความไม่สอดคล้องของอุปสงค์และอุปทานที่เกิดขึ้นได้ในทุกสาขาวิชาที่จบการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นสาขาคอมพิวเตอร์ สาขาวิศวกรรมศาสตร์ หรือสาขาสังคมศาสตร์
ในปี 2551 ประเทศไทยมีผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลาย เฉลี่ยเกือบปีละ 3 แสนคน ในขณะที่มีผู้สำเร็จการศึกษาในระดับอาชีวศึกษา (ปวช. และ ปวส.) เฉลี่ยเกือบปีละ 4 แสนคน แต่มีสัดส่วนการเข้าสู่ตลาดแรงงานน้อยมาก เนื่องจากต้องการเรียนต่อเพื่อให้ได้เงินเดือนที่สูงขึ้น สถานประกอบการจึงหันไปใช้แรงงานที่จบการศึกษาในระดับต่ำกว่าแทน (ต่ำกว่า ม.ต้น) การใช้แรงงานกลุ่มนี้มีความตึงตัวมากเนื่องจากมีความต้องการมากเกินจำนวนแรงงาน และเข้าสู่ตลาดแรงงานได้เพียงครึ่งหนึ่งของความต้องการ จึงทดแทนด้วยการนำเข้าแรงงานต่างด้าวทั้งที่ถูกและผิดกฎหมายราว 2 ล้านคน ส่วนตลาดแรงงานในระดับ ปวช.เป็นตลาดแรงงานที่เล็กมาก มีความต้องการมากกว่าจำนวนแรงงานที่ผลิตได้เฉลี่ยปีละ 2-3 หมื่นคน ในขณะที่ตลาดแรงงานระดับ ปวส.มีแนวโน้มความต้องการมากกว่าแรงงานระดับ ปวช. เพราะยอมทำงานต่ำกว่าระดับการศึกษาที่จบ ซึ่งนับเป็นการสูญเปล่าทางการศึกษาอย่างมาก
เมื่อดูความต้องการกำลังคนในภาคการผลิตและบริการ พบว่า สถานประกอบการมีความต้องการแรงงานในทุกระดับการศึกษา โดยผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับ ปวช.และระดับปริญญาตรีเป็นระดับการศึกษาที่สถานประกอบการต้องการในจำนวนที่ใกล้เคียงกัน ประมาณ 4.7 หมื่นคน แต่ผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีมีมากเกินความต้องการจึงมีผู้ว่างงานในระดับนี้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาธุรกิจและบริการมีจำนวนผู้ว่างงานมากกว่าจำนวนที่ผู้ประกอบการต้องการเกือบ 2 เท่า และในระดับการศึกษาอื่นๆ ส่วนใหญ่จะมีการผลิตกำลังคนเกินกว่าความต้องการของผู้ประกอบการ หรือคุณภาพของผู้ที่สำเร็จการศึกษาในระดับนั้นๆ ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการได้
แต่ในทุกกลุ่มแรงงานยังมีช่วงห่างระหว่างระดับความสามารถด้านต่างๆ กับความคาดหวังของสถานประกอบการ ซึ่งแรงงานไทยยังขาดคุณสมบัติพื้นฐานที่สถานประกอบการต้องการอยู่มาก โดยเฉพาะความสามารถในด้านคอมพิวเตอร์ ภาษาต่างประเทศ และทักษะในการวิเคราะห์แก้ไขปัญหา แต่ก็มีจุดเด่นที่นายจ้างพอใจคือ ความขยัน อดทน มีระเบียบวินัยในการทำงาน
"ปัญหาของโครงสร้างแรงงานไทยขณะนี้คือ ขาดแคลนแรงงานในขั้นวิกฤติ จนต้องนำเข้าแรงงานต่างด้าวมาทดแทน ส่วนการผลิตแรงงานของไทยยังมีปัญหาทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ และไม่สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละภูมิภาค" รศ.ดร.ยงยุทธกล่าวพร้อมระบุว่า ทางออกของการแก้ไขปัญหาคือ ต้องเชื่อมโลกการศึกษากับโลกของงานให้เป็นเรื่องเดียวกัน และวางแผนการผลิตกำลังคนที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ซึ่งในอนาคตทิศทางการพัฒนาของโครงสร้างแรงงานไทยจะเป็นไปในแนวทางเดียวกับทั่วโลก เน้นภาคการผลิตและบริการเป็นหลัก
กลยุทธ์หนึ่งที่ควรนำมาใช้ด้านการศึกษา คือ การนำระบบการเรียนซ้ำชั้นหรือซ้ำวิชากลับมาใช้เพื่อเน้นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้กับนักเรียน ส่วนในระดับอุดมศึกษาควรเน้นและเข้มงวดด้านคุณภาพมากกว่าจำนวน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรร่วมกันจัดทำระบบฐานข้อมูลเกี่ยวกับอุปสงค์อุปทานแรงงานที่น่าเชื่อถือและแลกเปลี่ยนระหว่างกันได้ รวมทั้งควรจัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ดูแลด้านมาตรฐานวิชาชีพ ภายใต้กรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ซึ่งควรผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ
รศ.ดร.ยงยุทธกล่าวว่า ที่ผ่านมาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ได้รับมอบหมายจากสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ทำการศึกษาความต้องการกำลังคนเพื่อวางแผนการผลิตและการพัฒนากำลังคนของประเทศ เพื่อปรับปรุงระบบการศึกษาให้สามารถผลิตกำลังคนได้ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ ผลการศึกษาได้เสนอ 10 ยุทธศาสตร์ด้านการศึกษา การฝึกอบรม ยุทธศาสตร์เร่งด่วน และยุทธศาสตร์ด้านคุณวุฒิวิชาชีพ
โดยยุทธศาสตร์เร่งด่วน คือ การใช้ประโยชน์จากโลกาภิวัตน์เพื่อสนับสนุนการพัฒนากำลังคนของไทยและบรรเทาปัญหาการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญชั้นสูง เช่น สร้างความสมดุลการใช้กำลังคนที่มีความสามารถสูงจากในประเทศและต่างประเทศ ด้วยการนำเข้าผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเพื่อการถ่ายทอดและต่อยอดเทคโนโลยีในระยะสั้นให้กับบุคลากรของไทย โดยเฉพาะในภาคการผลิตและสถาบันการศึกษา ส่วนยุทธศาสตร์ด้านคุณวุฒิวิชาชีพเป็นการนำระบบคุณวุฒิวิชาชีพมาเป็นเครื่องมือในการลดความไม่สอดคล้องของอุปสงค์อุปทานในตลาดแรงงาน.








