เรื่องปก

Monday, 31 December, 2012 - 00:00

ภาวะโภชนาการของเด็ก

    อาหารคือ 1 ในปัจจัย 4 ที่จำเป็นต่อชีวิตมนุษย์ หากแต่การบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ ไม่มากและไม่น้อยเกินไปนั้นยิ่งสำคัญกว่าเป็นไหนๆ ปัจจุบันวัฒนธรรมการบริโภคอาหารที่ผิดๆ ทำให้เด็กเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องไปยังวัยทำงานและวัยชราในอนาคต
    อาจารย์สง่า ดามาพงษ์ ที่ปรึกษากรมอนามัย ผู้จัดการศูนย์ประสานงานโครงการพัฒนาระบบและกลไกเพื่อเด็กไทยมีโภชนาการสมวัย กล่าวถึงสถานการณ์โภชนาการในปัจจุบันว่า สถานการณ์ปัจจุบันคนไทยมีสภาวะขาดสารอาหารและสภาวะโภชนาการเกิน ประเทศไทยประสบปัญหาโภชนาการเชิงซ้อนทั้งขาดและเกินในเวลาเดียวกัน
    โรคขาดสารอาหารในประเทศไทยมักจะพบกับเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ ซึ่งในเด็กจะพบในลักษณะการเป็นโรคขาดไอโอดีน โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก และการเจริญเติบโตของเด็กไม่เป็นไปตามสัดส่วนที่ควรจะเป็น คือเด็กมีภาวะผอมและเตี้ย อ้วนและเตี้ย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการได้สารอาหารไม่ครบถ้วนเพียงพอ นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็ก
    สำหรับปัญหาภาวะโภชนาการในผู้ใหญ่นั่นคือ ภาวะโภชนาการเกินหรือโรคอ้วนเป็นส่วนมาก ซึ่งน่าเป็นห่วงเพราะภาวะโภชนาการเกินในผู้ใหญ่เริ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ แต่เด็กก็ไม่แพ้กัน ซึ่งในเด็กก็มีภาวะโภชนาการเกินเช่นกัน
    ภาวะโภชนาการเกินในเด็กคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จะอยู่ระหว่าง 13-15% สำหรับเด็กอ้วนในระดับประถม ส่วนผู้ใหญ่อ้วนจะอยู่ระหว่าง 30-40% และจะพบผู้หญิงอ้วนมากกว่าผู้ชาย โดยวัดจากน้ำหนักเทียบกับส่วนสูง หาค่าดัชนีมวลกายและวัดจากรอบเอว ถ้าเป็นผู้หญิงรอบเอวเกิน 80 เซนติเมตรก็จะถือว่าอ้วน ส่วนผู้ชายถ้าเกิน 90 เซนติเมตรก็ถือว่าอ้วนลงพุงเช่นกัน
    ความอ้วนที่แตกต่างระหว่างเพศคือผู้หญิงจะอ้วนง่ายกว่าผู้ชาย เกิดจากสรีระที่ต่างกันด้วย โดยมีปัจจัยต่างๆ ทั้งกรรมพันธุ์ที่ผู้หญิงจะเกิดการสะสม fat ได้มากกว่าผู้ชาย ผู้หญิงจะกินจุบจิบมากกว่าผู้ชาย และผู้หญิงจะเคลื่อนไหวร่างกายน้อยกว่าผู้ชาย เพราะผู้ชายมักจะกระโดดโลดเต้น ทำงานที่ใช้แรงงานค่อนข้างมากกว่า
    เหตุใดคนไทยจึงเกิดภาวะขาดสารอาหารและโภชนาการเกินเยอะ เหตุผลก็คือเกิดจากพฤติกรรมการกินที่ไม่ถูกต้อง คนที่ขาดสารอาหารคือคนที่กินไม่พอ ไม่ได้คำนึงถึงสารอาหารที่กินเข้าไป คนที่กินเกินคือคนที่กินอาหารมากจนเกินไป ทานอาหารจำพวกแป้งและไขมันและน้ำตาลมาก กินจุบจิบไม่เป็นเวลา กินผักผลไม้น้อย และสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนไทยอ้วน
    อีกทั้งการเคลื่อนไหวร่างกายที่น้อยลง ทำงานอยู่ในออฟฟิศ ไม่ค่อยได้ออกไปใช้แรงงานสักเท่าไหร่ ส่วนเด็กก็ไม่ได้ออกไปออกกำลังกายมัวแต่เล่นเกม ดูโทรทัศน์ เล่นคอมพิวเตอร์ และเกิดจากอิทธิพลอาหารต่างชาติที่ไหลทะลักเข้ามาในประเทศไทย
    "ฟาสต์ฟู้ดทั้งหลายก็เป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งคือการกินอาหารไทยที่ผิดไปจากในครั้งอดีต อดีตเรามักจะกิน ต้ม ย่าง ยำ อบ นึ่ง แต่วันนี้คนไทยกินอาหารประเภทผัดกับทอดเยอะมาก การกินอาหารทอดและผัดซึ่งใช้น้ำมันเยอะทำให้อ้วน
    สังเกตจากตัวเราเองที่มักจะทานข้าวเหนียวหมูปิ้ง ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ โอกาสที่จะไก้กินแกงอ่อม แกงจืด ต้มยำ เหล่านี้จะน้อยมาก นี่คืออาหารไทยที่เพี้ยนไปทำให้เกิดโรคอ้วน อย่าไปโทษแต่ฟาสต์ฟู้ดของตะวันตก อีกอย่างคือการหันไปดื่มน้ำอัดลมแทนน้ำเปล่า กินขนมหวานเป็นอาหารว่างแทนผลไม้"
    พฤติกรรมคนไทยแบบที่กล่าวมาข้างต้นจะมีแนวโน้มที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากวิถีชีวิตของคนมักง่าย ไม่ปรุงอาหารทานเอง ทานอาหารนอกบ้าน และมักจะทานที่เรียบง่ายและมีรสชาติอร่อย อาหารอร่อยก็มักจะเป็นอาหารที่ทอดและผัด
    ที่สำคัญคือชีวิตเร่งรีบจะทำให้เราทานอะไรก็ได้ที่สะดวก อย่างอาหารปรุงสำเร็จ อาหารสำเร็จรูป โดยเฉพาะบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซึ่งนิยมกันมาก วันหนึ่งมีจำนวน 8-9 ล้านซองต่อวัน แล้วก็เอามาต้มหรือลวกน้ำร้อนแล้วกิน การกินแบบนี้คุณค่าทางโภชนาการจะได้เฉพาะคาร์โบไฮเดรต ส่วนวิตามิน แร่ธาตุ โปรตีนนั้นแทบจะไม่ได้เลย เพราะไม่ได้ใส่ผักและเนื้อสัตว์ พอเราทานแป้งเยอะก็มีแต่อ้วนอย่างเดียว
    การกินแบบเร่งรีบก็เช่นกัน ถ้าเด็กที่ผู้ปกครองไม่มีเวลาปรุงอาหารให้ทานเองที่บ้าน ตื่นเช้ามาจะไปโรงเรียน ผู้ปกครองก็เอาข้าวเหนียวไก่ทอด ข้าวเหนียวหมูปิ้ง ข้าวมันไก่ให้ทานโดยไม่ได้สัมผัสผักเลย นั่นคือวิถีชีวิตคนไทยที่เปลี่ยนไปโดยมีแนวโน้มที่สูงขึ้น
    อาหารขยะและขนมขบเคี้ยวก็เป็นส่วนสำคัญ อิทธิพลของการโฆษณาก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กกินอาหารขยะมากขึ้น และอาหารขยะมักจะมุ่งถึงความอร่อยมากกว่าเน้นคุณค่าอาหาร อาหารอร่อยมักจะมีรสหวานซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ชอบอยู่แล้ว
    อีกทั้งหลายชนิดยังมีรสเค็ม หลายๆ คนก็เลยชอบเพราะรสจัด ที่สำคัญอาหารขยะมีสารอาหารไม่ครบถ้วน เวลาทานเข้าไปก็จะเกิดภาวะพร่อง เพราะแร่ธาตุไม่มีในอาหารขยะ ขนมกรุบกรอบก็เช่นกัน
    ปีใหม่แล้ว คุณพ่อคุณแม่ต้องหันมาใส่ใจในอาหารการกินให้กับลูก การดูแลลูกให้ฉลาดแข็งแรงและมีภาวะโภชนาการที่ดีนั้น อาหารว่างก็เป็นเรื่องหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องใส่ใจ ขนมที่เด็กไทยกินอยู่ทุกวันนี้ใน 100 ถุงจะมีขนมที่ดีไม่เกิน 10 ถุงอีก 90 ถุงนั้นเป็นขนมที่ไม่ดีต่อสุขภาพคือมีน้ำตาลสูง แป้งมาก ไขมันสูง และมีคุณค่าทางโภชนาการต่ำ
    ถ้าเด็กกินขนมมากก็จะเกิดโรคอ้วนเพราะได้รับแป้งมาก แต่จะขาดสารอาหาร เพราะได้แต่ไขมันและแป้ง ไม่ได้วิตามินและแร่ธาตุ เด็กก็จะเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ฉะนั้นเด็กอ้วนไม่ใช่เด็กที่สมบูรณ์แข็งแรง
    แนวทางการแก้ไขนั้น ผู้ปกครองควรสอนให้ลูกกินขนมให้เป็น ไม่ห้ามให้เขาไม่กินขนมเลย แต่ต้องสอนให้กินให้เป็น สอนให้เขาอ่านฉลากว่าขนมยี่ห้อไหนมีน้ำตาลและไขมันสูงก็หลีกเลี่ยง อย่าให้เด็กกินขนมเกินวันละ 2 ซอง ซึ่งในปัจจุบันเด็กไทยกินขนม 6 ซองต่อวัน
    นี่คือสิ่งที่น่าห่วงใย ต้องพยายามฝึกให้ลูกกินผลไม้แทนขนมหวาน และหาขนมไทยที่ไม่หวานจัดมาให้ลูกกิน การกินที่มากเกินหรือการกินที่ไม่ถูกต้องนั้นย่อมตามมาด้วยผลพวงจากแป้ง ไขมันและน้ำตาล นั่นก็คือโรคอ้วนที่เกิดจากภาวะโภชนาการเกินของเด็ก
    เด็กอ้วนจะมีปัญหาหลายอย่าง อย่างแรกที่เห็นเลยคือเรื่องสุขภาพจิต เด็กอ้วนจะถูกเพื่อนล้อเป็นปมด้อย เด็กจะเป็นคนขี้อาย เด็กอ้วนจะมีผลการเรียนที่ไม่ดีเท่าเด็กปกติที่ไม่อ้วน เพราะเด็กอ้วนสมาธิจะวนเวียนอยู่กับความหิวและอาหาร สมาธิเขาจะอยู่กับการกิน สมาธิในการเรียนเลยไม่ดีเท่าที่ควร
    อีกอย่างคือ เด็กอ้วนจะง่วงนอนตลอดเวลา เคลื่อนไหวช้า ไม่ค่อยขยันอ่านหนังสือเท่าไหร่ และสุดท้ายเด็กจะเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมากกว่าเด็กปกติ
    เมื่อเจาะเลือดเด็กอ้วนอายุต่ำกว่า 15 ปีพบว่า เด็กมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเกินปกติในอัตราที่สูงมาก และพบเด็กที่อายุต่ำกว่า 15 ปีเป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่า ซึ่งปกติมักจะเจอในผู้ใหญ่ จึงถือเป็นเรื่องน่ากลัวมาก
    เด็กเล็กที่อ้วนถ้ายังไม่ควบคุมน้ำหนักก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่อ้วนร้อยละ 30 และถ้าปล่อยให้อ้วนไปจนถึงมหาวิทยาลัยจะกลายเป็นผู้ใหญ่อ้วนร้อยละ 80 ผลคือลดไม่ลง ซึ่งยิ่งโตก็ยิ่งลดยาก และโรคต่างๆ จึงตามมา ฉะนั้นควรป้องกันก่อนตอนนี้
    อีกเรื่องคือเด็กที่อ้วนจะขาโก่งเพราะน้ำหนักไปกดทับกระดูกทำให้ขางอโค้ง และจะมีปัญหาข้อเข่าด้วยเมื่อโตขึ้น เรื่องค่ารักษาพยาบาลที่จะต้องใช้ในการรักษาโรคต่างๆ ที่มาจากการโภชนาการเกิน ซึ่งตอนเด็กอาจจะยังไม่ได้เสียค่ารักษาพยาบาลเท่าไหร่ เพราะเด็กจะสามารถเอาพลังงานไปเผาผลาญได้มากกว่าผู้ใหญ่ และไม่ค่อยได้เก็บไว้เหมือนผู้ใหญ่
    แต่ผลพวงที่เกิดจากเด็กอ้วนส่งผลต่อสังคมคนชราในอนาคต โดยอนาคตสังคมชราจะเป็นปัญหาที่หนักจากเด็กตอนนี้ที่อ้วน คุณภาพชีวิตในอนาคตจะด้อยลง ประเทศไทยจะเต็มไปด้วยคนที่อ้วนและคนที่เจ็บป่วย ค่าดูและรักษามหาศาล ถ้าเรายังไม่ตัดตอนปัญหาโรคอ้วนตั้งแต่ปัจจุบันนี้
    อีกหนึ่งปัจจัยก็คือการพัฒนาประเทศที่มองแต่เศรษฐกิจ สังคม มากกว่าคุณภาพชีวิต ที่นับวันยิ่งจะเลยเถิดกันไปใหญ่ คนไทยจะอ้วนขึ้นอย่างน่าตกใจ พฤติกรรมการกินก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสนิยม อิทธิพลการกินอาหารเกาหลี ญี่ปุ่น ก็จะตามมา อาหารไทยก็จะหลุดลอยออกไปจากชีวิตคนไทย ลูกหลานเราในอนาคตอีกประมาณ 30 ปีคงจะกินน้ำพริกกะปิ แกงส้ม หรือขนมจีนไม่เป็น เพราะจะมีกิมจิ สุกี้ยากี้เข้ามาทดแทน ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าห่วงมาก เมื่อเป็นอย่างนี้จึงทำให้คนไทยอ้วนมากขึ้น
    แต่มันไม่ได้จบแค่อ้วนเท่านั้น คนที่อ้วนจะมีโรคตามมาสารพัดโรค เราเรียกว่าโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ได้แก่ โรค ความดัน เบาหวาน หัวใจขาดเลือด อัมพาต อัมพฤกษ์ ไขมันในเลือดสูง และอื่นๆ อีกมากมาย เราจะสูญเสียเงินทองในการรักษาพยาบาลให้กับคนเหล่านี้ รัฐบาลก็จะเสียภาษีไปสร้างโรงพยาบาลเพิ่ม ไปจ้างหมอและพยาบาลมาดูแล
    "ในที่สุดเงินทองก็จะหมดไปกับการรักษาโรคเหล่านี้ สูญเสียเศรษฐกิจมากมาย เป็นความหายนะที่เกิดขึ้นกับประเทศชาติ ในอนาคตจึงถือเป็นเป็นเรื่องที่น่าห่วง"
    อาจารย์สง่ายังแนะนำการกินอาหารในปีใหม่นี้ว่า อยากให้คนไทยและเด็กไทยหันมาใส่ใจการกินอาหารให้ถูกหลักมากขึ้น ให้กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และกินให้หลากหลาย
    การกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ หมู่แรกคือ โปรตีนอย่างเนื้อสัตว์ ไข่ ถั่วเมล็ดแห้ง และนม หมู่ที่ 2 คือ คาร์โบไฮเดรต ข้าว แป้ง น้ำตาล เผือก มัน หมู่ที่ 3 คือ พืชผักต่างๆ จะให้วิตามินแร่ธาตุ หมู่ที่ 4 คือ ผลไม้ หมู่นี้ก็จะให้วิตามินและแร่ธาตุเหมือนกัน หมู่ที่ 5 คือ ไขมันจากพืชและสัตว์ ทั้ง 5 หมู่นี้จะให้สารอาหาร 5 ตัวคือ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน แร่ธาตุ และไขมัน ซึ่งร่างกายเราขาดไม่ได้แม้แต่วันเดียว ถ้าเรากินไม่ครบร่างกายก็จะอ่อนแอ ในที่สุดความเจ็บป่วยก็จะตามมา
    แต่ในทางกลับกัน ถ้าเรากินหมู่ใดหมู่หนึ่งมากจนเกินไป เช่น ไปกินไขมัน แป้งและน้ำตาลมากจนเกินไป จะทำให้เราอ้วน อาหารที่จะยกตัวอย่างการทานให้ครบ 5 หมู่ เช่น ก๋วยเตี๋ยว 1 จาน และส้ม 1 ลูก ครบ 5 หมู่ หรือจะทานเมนูสิ้นคิดอย่างกะเพราไก่ไข่ดาว แล้วต่อด้วยกล้วย 1 ลูก แต่กะเพราต้องมีผักอย่างแครอตหรือถั่วฝักยาวด้วย
    นอกจากนี้ อาจารย์สง่ายังบอกเคล็ด (ไม่) ลับในการทานอาหารตามรหัส 661 ซึ่งเป็นรหัสลับที่ออกมาบอกว่าไม่อยากให้คนไทยกินหวาน มัน และเค็มจัด
    "รหัส 661 คือ ใน 1 วันอย่ากินน้ำตาลเกิน 6 ช้อนชา น้ำมันไม่เกิน 6 ช้อนชา และเกลือไม่เกิน 1 ช้อนชา ซึ่งปัจจุปันคนไทยกินน้ำตาลวันละ 30 ช้อนชา น้ำมัน 12 ช้อนชา เกลือ 4 ช้อนชา มันเกินมาหมดเลย เราจึงต้องลดตัวเลขให้เหลือ 661"
    แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเรากินไม่เกินสูตร 661 สังเกตได้จากการที่เรากินอาหารหวานจัด มันจัดและเค็มจัดหรือไม่ก็ยกตัวอย่างเช่น ชอบกินขนมหวาน น้ำอัดลม ผลไม้รสหวานและขนมหวานเป็นประจำ หรือชอบเติมน้ำตาลในก๋วยเตี๋ยว ก็แสดงว่าคนคนนั้นทานหวานเกิน 6 ช้อนชาแล้ว เพราะในน้ำอัดลมมีน้ำตาลทรายละลายอยู่ถึง 15 ช้อนชา
    การชอบทานของมันก็เช่นกัน ถ้าชอบทานข้าวขาหมู หอยทอด ผัดไท นั่นก็เห็นชัดแล้วว่าคุณทานน้ำมันเกินความจำเป็น การกินผัดซีอิ๊วใส่ไข่จะได้น้ำมัน 3 ช้อนชา ข้าวคะน้าหมูกรอบหรือข้าวไข่เจียวจะได้น้ำมัน 4 ช้อนชา หอยทอดใส่ไข่จะได้น้ำมัน 6 ช้อนชา
    หรือการทานเกลือเกิน 1 ช้อนชาก็ดูได้จากกินข้าวคำน้ำปลาคำ หรือต้องมีพริกน้ำปลาตลอดเวลา เติมน้ำปลาในก๋วยเตี๋ยวทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ชิม นั่นก็แสดงว่าคนนั้นเป็นคนกินเค็ม และจะได้เกลือมากกว่า 1 ช้อนชาแน่นอน เช่น ไข่เค็ม 1 ฟองได้เกลือ 3 ช้อนชา ยำผักกาดดองได้เกลือ 4 ช้อนชา
    “อีกหนึ่งรหัสที่ในปีใหม่นี้อยากให้คนไทยกินตามหลัก 211 ซึ่งเป็นการแบ่งสัดส่วนการทานอาหารใน 1 จานโดยอาหารที่เราจะทาน 1 จานนั้นให้แบ่งเป็น 4 ส่วน เป็นข้าว 1 ส่วนเนื้อสัตว์ 1 ส่วน และผัก 2 ส่วน เหมือนกับสโลแกนผักครึ่งหนึ่งอย่างอื่นครึ่งหนึ่ง กินแบบนี้เป็นประจำชีวิตคุณจะดีมากๆ"
    ถ้ายังกินอาหารไม่ได้สัดส่วนและไม่ออกกำลังกาย คนเหล่านั้นจะเป็นโรคเบาหวาน ส่งผลให้เป็นอัมพฤกษ์อัมพาต และเป็นปัญหาของสังคม
    ในฐานะที่เป็นนักโภชนาการ อาจารย์สง่าจึงอยากให้รัฐบาลมีนโยบายในเรื่องอาหารและโภชนาการอย่างจริงจัง ให้สามารถบรรจุเข้าเป็นวาระแห่งชาติให้ได้ ทั้งเรื่องโรคอ้วน, โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง, พฤติกรรมสุขภาพและเรื่องโภชนาการ ซึ่งอยากให้มีการเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง ให้เป็นนโยบายของรัฐบาล และให้มีองค์กรและหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างจริงจัง
    ประเด็นที่จะเป็นนโยบายสาธารณะในเรื่องของชาติ อยากจะให้มองไปถึงเรื่องการควบคุมดูแลหลายๆ ด้าน ทั้งเรื่องของการควบคุมอุตสาหกรรมอาหารที่ผิดอย่างพวก อาหารขยะและอาหารด้อยคุณค่าทั้งหลาย ให้ควบคุมอย่างใกล้ชิดโดยใช้มาตรการทางกฎหมาย อาหารที่มีน้ำตาล ไขมันและเกลือสูงให้เก็บภาษีแพงๆ ในทางตรงกันข้ามก็ลดภาษีให้บริษัทที่ทำอาหารที่มีประโยชน์
    การส่งเสริมอุตสาหกรรมให้มีการผลิตอาหารที่ดีๆ ออกมาสู่ตลาดให้มากขึ้น และออกมารณรงค์ส่งเสริมพฤติกรรมการกินอาหารของคนไทยโดยเฉพาะในเด็กอย่างจริงจัง ให้กินผักมากขึ้น ลดการกินหวาน มัน เค็ม โดยเข้าไปในชุมชนไปในศูนย์เด็กเล็ก ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกับหน่วยงานของภาครัฐ กระโดดเข้ามาดูแลเรื่องโภชนาการให้มากกว่านี้อย่าเป็นภาระให้กับสังคม
    อาจารย์สง่ายังบอกอีกว่า ในปีใหม่นี้ถ้าทุกคนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ทำตามที่กล่าวมาได้นั้น สุขภาพของทุกๆ คนจะดีมาก แต่ถ้าพฤติกรรมการกินคนไทยยังไม่เปลี่ยน การเจ็บป่วยของคนไทยจะเพิ่มสูงขึ้น ถึงแม้อายุของคนไทยอาจจะไม่สั้นลงเพราะด้วยวิทยาการทางการแพทย์ แต่รัฐบาลจะต้องใช้งบประมาณในการดูแลผู้ป่วยสูงขึ้น อัตราคนพิการก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย.