สัมพันธภาพเชิงอำนาจระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์สวีเดนกับรัฐสภาสตอร์ธิง ภายใต้บริบทระบอบราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญของนอร์เวย์ ค.ศ. 1814–1905 (ตอนที่ 3)

 

หัสนัย สุขเจริญ

แม้ว่าในทางประวัติศาสตร์ นอร์เวย์จะต้องเข้าสู่สัมพันธภาพภายใต้สหภาพร่วมกับสวีเดนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยสหภาพ (Act of Union) แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวกลับดำเนินไปท่ามกลางความตึงเครียดเชิงโครงสร้างมาโดยตลอด ในขณะที่ฝ่ายสวีเดนซึ่งควบคุมอำนาจผ่านการเป็นประมุขแห่งรัฐและกุมบังเหียนฝ่ายบริหาร พยายามแสดงบทบาทเป็นหุ้นส่วนที่เหนือกว่าในสหภาพอยู่เสมอ ฝ่ายนอร์เวย์กลับใช้รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1814 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นเสรีนิยมค่อนข้างมากและได้รับอิทธิพลจากปรัชญาการเมืองยุครู้แจ้ง มาเป็นเกราะคุ้มกันและเป็นช่องทางในการปกป้องอำนาจอธิปไตยของตน ชาวนอร์เวย์ยืนอยู่บนฐานคิดและจุดยืนที่ว่า อำนาจอธิปไตยได้กลับคืนสู่ประชาชน นับตั้งแต่เดนมาร์กสละสิทธิตามสนธิสัญญากีล ส่งผลให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีสถานะเป็นสัญญาประชาคมที่ประชาชนเป็นผู้กำหนดขอบเขตอำนาจของผู้ปกครอง มิใช่ผู้ปกครองเป็นผู้มอบสิทธิให้แก่ประชาชน นำไปสู่การต่อสู้ทางรัฐธรรมนูญระหว่างรัฐสภาสตอร์ธิง (Storthing) แห่งนอร์เวย์ และกษัตริย์สวีเดนตลอดศตวรรษที่ 19 เพื่อทัดทานและรื้อถอนพระราชอำนาจส่วนพระองค์ จนกระทั่งสามารถสถาปนาระบอบรัฐสภามีอำนาจสูงสุด (Parliamentarism) ที่ยืนยันว่าเจตจำนงของประชาชนชาวนอร์เวย์ผ่านทางรัฐสภาคืออำนาจสูงสุดของแผ่นดิน

ในระยะแรกของการก่อตั้งสหภาพ สัมพันธภาพทางอำนาจระหว่างกษัตริย์กับฝ่ายบริหารของนอร์เวย์ตามรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1814 กำหนดให้กษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจเด็ดขาดในการแต่งตั้งและถอดถอนรัฐมนตรีตามพระราชอัธยาศัย โดยมีลักษณะความสัมพันธ์ที่กษัตริย์ดำรงสถานะเป็นประมุขในทางพิธีการและอยู่เหนือความรับผิดชอบใด ๆ ขณะที่คณะรัฐมนตรีต้องทำหน้าที่บริหารงานประจำและกลั่นกรองตัดสินใจเรื่องทั่วไป ผ่านกลไกการประชุมสภาที่ปรึกษาทุกวันศุกร์ที่มีกษัตริย์ทรงเป็นประธาน อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของการต่อสู้เชิงอำนาจที่แท้จริงระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับสถาบันนิติบัญญัติกลับไปอยู่ที่เรื่อง “อำนาจยับยั้ง” (Veto Power) โดยรัฐธรรมนูญนอร์เวย์ได้บัญญัติข้อกำหนดที่ก้าวหน้ากว่าระบอบราชาธิปไตยทั่วไปในยุโรปขณะนั้น ผ่านกลไกในมาตรา 79 ซึ่งระบุให้กษัตริย์มีเพียงอำนาจยับยั้งแบบชะลอเวลา (Suspensive Veto) เท่านั้น ไม่ใช่อำนาจยับยั้งเด็ดขาด (Absolute Veto) โดยมีหลักการสำคัญว่า หากร่างกฎหมายใดผ่านการลงมติเห็นชอบจากสภาโดยไม่มีการแก้ไขติดต่อกันถึงสามสมัยประชุมปกติ และได้ส่งทูลเกล้าฯ ถวายกษัตริย์ ร่างกฎหมายนั้นจะกลายเป็นกฎหมายที่บังคับใช้ได้ทันที แม้ว่ากษัตริย์จะมิได้ทรงลงพระปรมาภิไธยเห็นชอบก็ตาม

บทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 79 นี้เองที่กลายเป็นเครื่องมือทางกฎหมายของรัฐสภาสตอร์ธิงในการทัดทานพระราชอำนาจ เพราะเป็นกลไกที่ทำให้เจตจำนงของประชาชนผ่านทางสภาสามารถยืนยันกฎหมายยกเลิกชนชั้นขุนนางได้สำเร็จ แม้กษัตริย์คาร์ลที่ 14 โยฮัน (Carl XIV Johan) จะทรงคัดค้านในสองครั้งแรกก็ตาม สำหรับฝ่ายกษัตริย์ราชวงศ์เบอร์นาดอตต์และฝ่ายอนุรักษนิยมสวีเดน การมอบอำนาจยับยั้งเด็ดขาด (Absolute Veto) ให้แก่กษัตริย์ถือเป็นสิ่งจำเป็นในการรักษาเสถียรภาพของสหภาพและป้องกันมิให้ฝ่ายนิติบัญญัติใช้อำนาจเกินขอบเขตจนกลายเป็นเผด็จการสภาที่นำไปสู่อนาธิปไตย แต่ในสายตาของฝ่ายรัฐสภานอร์เวย์ การยอมให้มี Absolute Veto คือกลไกทำลายล้างเอกราชของชาติ เนื่องจากกษัตริย์คาร์ล โยฮัน ทรงต้องการสร้างสหภาพที่ควบรวมสองชาติเข้าด้วยกัน ซึ่งนอร์เวย์มองว่าคือการถูกกลืนชาติ หากกษัตริย์มีอำนาจยับยั้งเด็ดขาด พระองค์จะสามารถขัดขวางกฎหมายใด ๆ ที่มุ่งสร้างอัตลักษณ์หรือความเข้มแข็งของสถาบันภายในนอร์เวย์ได้ตลอดไป

ความขัดแย้งนี้ยังได้เคลื่อนตัวเข้าสู่ปริมณฑลแห่งสัญลักษณ์เพื่อสร้างอัตลักษณ์และยืนยันความเท่าเทียมในสหภาพ ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่รัฐสภาสตอร์ธิงผ่านร่างกฎหมายจนสามารถกดดันให้กษัตริย์ออสการ์ที่ 2 (Oscar II) ยอมลงพระปรมาภิไธยยกเลิกตำแหน่งผู้สำเร็จราชการชาวสวีเดน (Stattholder) ซึ่งนอร์เวย์มองว่าเป็นสัญลักษณ์ของรัฐเมืองขึ้น แล้วแทนที่ด้วยตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในคริสเตียนีอา (Prime Minister in Christiania) ในปี ค.ศ. 1873   นอกจากนั้น ยังรวมถึงการที่รัฐสภาใช้กลไกมาตรา 79 ยืนกรานผ่าน “กฎหมายธงบริสุทธิ์” (Pure Flag) หรือสามสี (แดง-ขาว-น้ำเงิน) ได้สำเร็จในปี ค.ศ. 1898 หลังจากถูกกษัตริย์วีโต้มาแล้วถึงสองครั้ง ซึ่งนับเป็นการประกาศเอกราชเชิงสัญลักษณ์ที่สำคัญยิ่ง

ความขัดแย้งทางความคิดได้ลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งประวัติศาสตร์ในทศวรรษที่ 1880 เมื่อปะทะกันในกรณีพิพาทเรื่องที่นั่งรัฐมนตรี (Statsrådssaken) โดยรัฐสภาสตอร์ธิงต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 74 เพื่อกำหนดให้รัฐมนตรีต้องเข้าร่วมประชุมในสภา เพื่อทำลายกำแพงกั้นที่แยกรัฐบาลของกษัตริย์ออกจากการตรวจสอบของประชาชน แต่กษัตริย์ออสการ์ที่ 2 ทรงใช้อำนาจวีโต้ขัดขวางมตินี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยอ้างอำนาจ Absolute Veto ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้ โยฮัน สแวร์ดรุป (Johan Sverdrup) ผู้นำฝ่ายค้านหัวก้าวหน้า ดำเนินยุทธศาสตร์แตกหักด้วยการนำพรรคเสรีนิยม (Venstre) ชนะการเลือกตั้งทั่วไปในปี ค.ศ. 1882 ซึ่งถูกเรียกว่าเป็น “การเลือกตั้งเพื่อศาลถอดถอน” (Impeachment Election) อย่างถล่มทลาย การชนะเลือกตั้งครั้งนี้ทำให้ฝ่ายเสรีนิยมสามารถควบคุมกลไกของ "คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ" (Riksrett) ได้อย่างเบ็ดเสร็จตามโครงสร้างที่รัฐธรรมนูญเอื้ออำนวย โดยสแวร์ดรุปสามารถครองเสียง 3 ใน 4 ของสภาโอเดลส์ธิงเพื่อทำหน้าที่เป็นอัยการผู้ยื่นฟ้อง และครองเสียง 1 ใน 4 ของสภาแลกธิง (Lagthing) ซึ่งเมื่อรวมกับตุลาการศาลฎีกาอีก 9 คน ตามมาตรา 86 จะประกอบกันเป็นองค์คณะผู้พิพากษา ส่งผลให้เสียงของฝ่ายเสรีนิยมในสภาแลกธิงกลายเป็นเสียงข้างมากในองค์คณะ และสามารถเอาชนะเสียงของตุลาการศาลฎีกาที่มีแนวคิดอนุรักษนิยมได้อย่างเด็ดขาด

ในที่สุด เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1884 คณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้มีคำพิพากษาให้ถอดถอน คริสเตียน เซลเมอร์ (Christian Selmer) ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีพร้อมกับรัฐมนตรีคนอื่น ๆ ฐานละเมิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 จากการที่รัฐบาลทูลเกล้าฯ ถวายคำแนะนำให้กษัตริย์ใช้อำนาจวีโต้ขัดขวางมติสภา รวมถึงกรณีการจัดสรรงบประมาณทหารให้แก่กองกำลังอาสาสมัคร (Folkevæpningssamlag) ซึ่งสภาหวังสร้างขึ้นเพื่อเป็นขุมกำลังคู่ขนานคานอำนาจกับกองทัพประจำการของกษัตริย์ คำพิพากษานี้ถือเป็นการทำลายความชอบธรรมของการใช้อำนาจยับยั้งเด็ดขาดอย่างสิ้นเชิง

แม้กษัตริย์ออสการ์ที่ 2 จะทรงพยายามฝืนกระแสด้วยการแต่งตั้งรัฐบาลอนุรักษนิยมชุดใหม่เข้ามา แต่ก็ต้องเผชิญแรงกดดันที่จะถูกฟ้องถอดถอนซ้ำและความเสี่ยงที่จะเกิดจลาจล ท้ายที่สุดหลังจากทรงปรึกษากับเจ้าชายบิสมาร์กแห่งเยอรมนีและทรงปฏิเสธแนวทางการใช้กำลังรุนแรง พระองค์จึงทรงจำยอมเชิญ โยฮัน สแวร์ดรุป เข้ามาจัดตั้งรัฐบาลในวันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ. 1884

ชัยชนะครั้งนี้ทำให้วาทะของสแวร์ดรุปที่ว่า “อำนาจและพลังทั้งมวลต้องรวมอยู่ในห้องโถงนี้ (All power in this hall)” ได้กลายมาเป็นสิ่งซึ่งนำไปสู่การสถาปนาระบอบรัฐสภา (Parliamentarism) ขึ้นในเชิงพฤตินัย (De Facto) ผ่านการสร้างธรรมเนียมปฏิบัติทางรัฐธรรมนูญ โดยธรรมเนียมข้างต้นนี้ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างน้อย 3 ประการ ได้แก่ ประการแรก เป็นจุดสิ้นสุดของพระราชอำนาจส่วนพระองค์ในการเลือกคณะรัฐมนตรีตามพระราชอัธยาศัย ประการที่สอง เป็นการเปลี่ยนผ่านจากรัฐซึ่งปกครองโดยพวกข้าราชการชนชั้นนำ (Embetsmannsstat) ไปสู่รัฐบาลบนฐานพรรคการเมืองที่ได้รับเสียงข้างมากในสภา และรัฐบาลมีหน้าที่ต้องลาออกหากสภาลงมติไม่ไว้วางใจ และประการที่สาม เป็นการเปลี่ยนผ่านสู่อธิปไตยของปวงชน ซึ่งทำให้สถาบันกษัตริย์สวีเดนดูเหมือนว่าจะเป็นเพียงปราการสุดท้ายที่เหลืออยู่และปูทางไปสู่การรักษาเอกราชของนอร์เวย์จากสวีเดนในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตาม ชนวนเหตุที่สำคัญที่นำไปสู่การแยกตัวการเมืองระหว่างนอร์เวย์กับสวีเดนเกิดขึ้นโดยเริ่มมาจากความขัดแย้งในเรื่องการค้าพาณิชย์ระหว่างประเทศ ความขัดแย้งสำคัญคือวิกฤตการณ์กงสุล (Konsulatsaken) ทั้งนี้ แม้รัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และมาตรา 15 จะระบุให้อำนาจการต่างประเทศรวมศูนย์อยู่ที่กษัตริย์สวีเดน แต่นอร์เวย์ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ได้ก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจทางทะเลที่มีกองเรือพาณิชย์ขนาดใหญ่เป็นอันดับสามของโลก ซึ่งผลประโยชน์ทางการค้าของนอร์เวย์ผูกติดกับการค้าเสรี (Free Trade) กับอังกฤษ ในขณะที่สวีเดนดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้า (Protectionism) และใกล้ชิดกับเยอรมนี เมื่อสภาสวีเดนลงมติยกเลิกข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างกันในปี ค.ศ. 1895 ผลประโยชน์ที่ขัดกันทำให้นอร์เวย์มองว่าระบบกงสุลร่วมภายใต้สวีเดนไม่เอื้อประโยชน์ต่อนอร์เวย์อีกต่อไป จึงได้มีข้อเรียกร้องจากฝ่ายนอร์เวย์ให้มีระบบกงสุลแยก (Separate Consular Service) ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องอธิปไตยของนอร์เวย์ ทั้งนี้ รัฐบาลนอร์เวย์ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี คริสเตียน มีเคลเซน (Christian Michelsen) ได้วางกลยุทธ์ทางกฎหมายร่วมกับรัฐสภาอย่างรัดกุมเพื่อบีบให้กษัตริย์หมดสภาพความเป็นประมุขโดยปริยาย

ลำดับเหตุการณ์ดำเนินไปอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1905 รัฐสภานอร์เวย์ได้ผ่านมติจัดตั้งหน่วยงานกงสุลแยกต่างหาก ทว่ากษัตริย์ออสการ์ที่ 2 ทรงใช้สิทธิ์วีโต้ปฏิเสธการให้สัตยาบันเพื่อรักษาความเป็นเอกภาพของนโยบายต่างประเทศ เมื่อกษัตริย์ทรงใช้อำนาจวีโต้ นายกรัฐมนตรีมีเคลเซนและคณะรัฐมนตรี จึงยื่นใบลาออกทั้งคณะทันทีเพื่อสร้างภาวะสุญญากาศแม้ว่ากษัตริย์จะไม่ยอมรับก็ตาม  ภายใต้กระแสชาตินิยมที่รุนแรง สถานการณ์ดังกล่าวเปิดช่องให้มีเคลเซนปิดเกมทางกฎหมาย โดยในวันที่ 7 มิถุนายน ค.ศ. 1905 ภายหลังจากที่กษัตริย์สวีเดนไม่สามารถจัดตั้งคณะรัฐมนตรีนอร์เวย์ชุดใหม่มาแทนที่ได้ จึงส่งผลให้พระองค์ไม่มีคณะรัฐมนตรีเพื่อจะปกครองนอร์เวย์ต่อไปได้ ซึ่งส่งผลต่อสถานภาพความเป็นประมุขของกษัตริย์สวีเดนเหนือนอร์เวย์ด้วย  ฝ่ายรัฐสภาสตอร์ธิงจึงได้มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า การรวมตัวกันระหว่างนอร์เวย์กับสวีเดนภายใต้พระมหากษัตริย์องค์เดียวได้ยุติลงแล้ว อันเนื่องมาจากพระมหากษัตริย์ทรงยุติการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพระมหากษัตริย์ของนอร์เวย์

การตีความทางกฎหมายของรัฐสภานอร์เวย์ตั้งอยู่บนหลักการที่ว่า กษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญจะปฏิบัติหน้าที่ได้ก็ต่อเมื่อมีรัฐบาลลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เมื่อกษัตริย์ประกาศเองว่าไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ กษัตริย์ย่อมไม่อาจปฏิบัติพระราชภารกิจได้ และเมื่อกษัตริย์ยุติการทำหน้าที่ สหภาพซึ่งผูกพันกันด้วยตัวกษัตริย์เพียงอย่างเดียวก็ถือว่ายุบเลิกไปโดยปริยาย รัฐสภาสตอร์ธิงจึงมีมติเอกฉันท์ให้อำนาจคณะรัฐมนตรีที่เพิ่งลาออกกลับมาทำหน้าที่เป็น “รัฐบาลชั่วคราว” โดยไม่ขึ้นต่อสวีเดนอีกต่อไป

ชัยชนะจากการใช้ประโยชน์จากกลไกและช่องว่างทางรัฐธรรมนูญอย่างชาญฉลาดของรัฐสภานอร์เวย์ในครั้งนี้ ถือเป็นการประกาศเอกราชฝ่ายเดียวที่ห่อหุ้มด้วยวาทกรรมทางกฎหมายอย่างชอบธรรม และนำไปสู่การทำประชามติของประชาชนเพื่อยืนยันการแยกตัวออกจากสหภาพสวีเดน-นอร์เวย์อย่างเป็นทางการในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1905 สถาปนาเอกราชที่สมบูรณ์ให้แก่นอร์เวย์ในท้ายที่สุด

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

(ส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยเรื่องเอกลักษณ์ของ “ระบอบประชาธิปไตยไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ของประเทศไทย: กรณีศึกษาราชอาณาจักรนอร์เวย์การเข้าสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรครั้งแรก (ค.ศ. 1814/1905) ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ประจำปีงบประมาณ 2568)

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘ปวิน’ ถือหาง ‘เก่งกิจ’ หยาม ‘ปิยบุตร’ เมาไวน์ราคาถูก ด่ากราดกลางดึก!

“ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์” โพสต์ให้กำลังใจ “เก่งกิจ กิติเรียงลาภ” หลังปะทะคารมกับ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ปมวิจารณ์บทบาทนักการเมืองกับการใช้ทฤษฎีทางการเมือง พร้อมเหน็บแรงว่าอีกฝ่าย “ด่ากราดกลางดึก” และ “เมาเพราะกินไวน์ราคาถูก”

เอาแล้ว ‘ปิยบุตร’ สุดทน! สวนเดือดนักวิชาการสายมาร์กซิสต์ ท้าลงสนามจริงสักครั้ง

“ปิยบุตร แสงกนกุล” เดือดหลังถูกพาดพิงปมการเมืองไทยมีคนเจ็บและเสียชีวิต ซัดกลับนักวิชาการสายมาร์กซิสต์ชื่อดัง ขอให้นำทฤษฎีที่เขียนและสอนมาตลอดมาปฏิบัติจริงผ่านการตั้งพรรคและลงสนามการเมือง แทนการวิจารณ์อยู่ภายนอก