ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (ตอนที่ ๑๙)

 

ในตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้ตั้งข้อสังเกตต่อข้อความบางตอนในปาฐกถกาของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงแสดงที่สามัคยาจารย์สมาคม เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2470 และได้ทรงกล่าวถึง หลักการการปกครอบแบบพ่อปกครองลูกโดยอ้างถึงศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแห่ง และทรงเทียบเคียงกับภาษาอังกฤษว่า Paternal Government 

เท่าที่ผู้เขียนอ่านข้อความทั้งหมดในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ไม่พบข้อความใดตรงๆที่กล่าวถึงหลักการการปกครองแบบพ่อปกครองลูก ผู้เขียนจึงสันนิษฐานว่า กรมพระยาดำรงฯน่าจะทรงตีความมากกว่า และผู้เขียนได้ตั้งสมมุติฐานอีกว่า การที่กรมพระยาดำรงฯทรงเทียบเคียงการปกครองแบบพ่อปกครองลูกในสมัยสุโขทัยกับคำว่า Paternal Government เพราะพระองค์น่าจะทรงอ่านเอกสารภาษาอังกฤษที่มีการกล่าวถึง Paternal Government  ซึ่งแปลความได้ว่า การปกครองในแบบพ่อปกครองลูก

และเท่าที่ผู้เขียนสำรวจเอกสารที่เป็นข้อเขียนทางความคิดทางการเมืองตะวันตก จะพบการใช้คำว่า Paternal Government ในงานของเซอร์โรเบิร์ต ฟิลเมอร์ (Sir Robert Filmer) ในหนังสือชื่อ  Patriarcha or the Natural Power of Kings (ปิตาธิปไตย หรือ พระราชอำนาจตามธรรมชาติของกษัตริย์) ซึ่งเขียนขึ้นในศตวรรษที่สิบเจ็ด ผู้เขียนจึงสันนิษฐานว่า การอธิบายหลักการการปกครองแบบพ่อปกครองลูกในสมัยพ่อขุนรามคำแหงของกรมพระยาดำรงฯน่าจะมาจากการตีความศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงโดยมีแนวคิดเรื่องปิตาธิปไตยของเซอร์โรเบิร์ต ฟิลเมอร์เป็นแนวทางในการอธิบายลักษณะการปกครองของไทยโบราณ

ข้อสันนิษฐานนี้จะได้รับการยืนยัน หากเราพบหลักฐานว่า กรมพระยาดำรงฯน่าจะทรงเคยอ่านข้อเขียนของเซอร์โรเบิร์ต ฟิลเมอร์โดยตรง หรืออ่านงานที่เขียนถึงข้อเขียนของเซอร์โรเบิร์ต ฟิลเมอร์

ผู้เขียนเริ่มถามไถ่ถึงข้อมูลในหอสมุดวชิรญาณที่ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2448   โดยมีกรมพระยาดำรงฯทรงเป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริหารจัดการหอสมุด และเท่าที่ผู้เขียนได้รับความอนุเคราะห์ข้อมูลบางส่วนจาก ผศ. ดร. กานต์ บุญยะกาญจน ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่เคยเข้าไปค้นคว้ารายการหนังสือในหอสมุดวชิรญาณสมัยที่เขาทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกอยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยังไม่พบรายการหนังสือเรื่อง Patriarcha or the Natural Power of Kings ของ Sir Robert Filmer เพราะยังไม่ได้ค้นรายการหนังสือได้ครบถ้วน

แต่พบหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “The Hist. of Political Literature from the earliest Times. Vol. I-II. London, 1855, 8 vo.” ของผู้เขียนชื่อ  “Blakey, R:-“ ซึ่งภายในหมวด “XII. Polite Literature I.- LITERARY HISTORY, CRITICISM ect.”  

ในหน้า 166  Blakey ได้กล่าวถึงหนังสือเรื่อง “The Treatise of Government” ของจอห์น ล็อค ที่แบ่งออกเป็นสองภาค ภาคแรก จอห์น ล็อกได้เขียนปฏิเสธหลักการการปกครองแบบพ่อปกครองลูกของเซอร์โรเบิร์ต ฟิลเมอร์ โดยล็อกปฏิเสธเรื่องสิทธิตามธรรมชาติ (natural right) ที่มาจากอำนาจของผู้เป็นบิดา (paternal authority)  และถ้ากรมพระยาดำรงฯได้ทรงอ่านในส่วนนี้  ซึ่งมีข้อมูลเกี่ยวกับหลักการการปกครองแบบพ่อปกครองลูกของเซอร์โรเบิร์ต ฟิลเมอร์ไม่มากนักและไม่มากพอที่ กรมพระยาดำรงฯจะทรงตีความเชื่อมโยงกับข้อความในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงถึงลักษณะการปกครองในสมัยนั้นว่าเป็นการปกครองแบบพ่อปกครองลูกตามหลักการการปกครองของเซอร์โรเบิร์ต ฟิลเมอร์   ดังนั้น ผู้เขียนจึงยังไม่สามารถสรุปลงไปได้ว่า การที่กรมพระยาดำรงฯทรงอธิบายลักษณะการปกครองของไทยโบราณในสมัยพ่อขุนรามคำแหงว่ามีลักษณะการปกครองแบบพ่อปกครองลูกโดยได้แนวทางจากหลักการของเซอร์โรเบิร์ต ฟิลเมอร์ แต่ก็แปลกที่ไม่ปรากฎหลักฐานอื่นที่กล่าวถึงการปกครองแบบพ่อปกครองลูกในสมัยพ่อขุนรามคำแหงเลย ผู้เขียนคงจะต้องเข้าไปค้นรายการหนังสือตะวันตกในหอสมุดวชิรญาณให้ละเอียดกว่าที่ได้มา

ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงบทสัมภาษณ์ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานสัมภาษณ์นายแฮโรลด์ เอน. เดนนี (Harold N. Denny) และเขาได้นำไปเขียนบทความเรื่อง “พระมหากษัตริย์ได้ทรงวางโครงการที่จะให้มีการออกเสียงลงคะแนนเพื่อทดลองประชาธิปไตย”  (https://www.nytimes.com/1931/04/28/archives/suffrage-for-siam-is-planned-by-king-to-test-democracy-fatherly.html) ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์ฉบับวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2474 

นายแฮโรลด์ เอน. เดนนีได้กราบบังคมทูลถามว่า หลักการในการปกครองของพระองค์เป็นอย่างไร ? นอกจากพระองค์จะทรงมีพระราชดำรัสตอบว่า การปกครองของไทยแต่โบราณเป็นการปกครองแบบพ่อปกครองลูกแล้ว พระองค์ยังทรงขยายความว่า “พระมหากษัตริย์ไทยมีหน้าที่ช่วยเหลือประชาชน ปกครองพวกเขาในแบบที่ทำให้พวกเขามีความสุข พระมหากษัตริย์ทรงประดุจบิดาในครอบครัวที่บิดาเป็นใหญ่ ประชาชนจะต้องเชื่อฟังพระมหากษัตริย์  อย่างที่บิดาแนะนำสิ่งที่ถูกต้องแก่บุตร และคาดหวังว่าบุตรจะเชื่อฟังตน  ความเชื่อฟังที่พระมหากษัตริย์ทรงได้รับเป็นความเชื่อฟังจากความรัก ไม่ใช่จากความกลัว มันไม่ค่อยจะมีระเบียบวินัย และข้าพเจ้าขอยืนยันกับท่านว่า มันเป็นเช่นนี้ในสยาม แม้กระทั่งในยุคสมัยใหม่ก็ตาม”

การที่พระองค์กล่าวว่า ผู้คนไม่ค่อยจะมีระเบียบวินัย ก็เพราะพระมหากษัตริย์ไทยไม่ได้ปกครองประชาชนด้วยความกลัว ดังนั้น เมื่อไม่ได้ใช้ความกลัวเป็นหลักสำคัญในการปกครอง ผู้คนจึงไม่มีระเบียบวินัยมาแต่โบร่ำโบราณ และพระองค์ก็ทรงยืนยันว่า แม้ในปี พ.ศ. 2474  คนไทยก็ไม่ค่อยจะมีระเบียบวินัย

ผู้เขียนเห็นว่า สิ่งที่พระองค์กล่าวนั้น ดูจะเป็นความจริงจนถึงปัจจุบัน ไม่เพียงพระมหากษัตริย์ไทยในอดีตไม่ได้ปกครองโดยใช้ความกลัวเป็นที่ตั้ง  รัฐบาลไทยโดยส่วนใหญ่ก็ดูจะไม่ได้ปกครองให้ประชาชนกลัวอย่างจริงจัง  ผู้คนก็ดำเนินชีวิตไปอย่างไร้ระเบียบวินัย ตำรวจก็ดูจะไม่ได้จริงจังในการเข้มงวดกวดขันบังคับใช้กฎหมาย  ออกแนวอะลุ้มอล่วยอยู่เสียมาก

นายแฮโรลด์ เอน. เดนนีได้กราบบังคมทูลถามต่อว่า อะไรคือเป้าหมายสูงสุดในการปกครองของพระองค์

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯทรงมีพระราชดำรัสตอบว่า เป้าหมายสูงสุดในการปกครองคือส่งเสริมความสุขของประชาชนส่วนใหญ่ เราไม่สามารถทำให้ประชาชนทุกคนมีความสุข ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่เราสามารถมุ่งสู่ความสุขของผู้คนจำนวนมากที่สุด

ผู้เขียนมีข้อสังเกตต่อพระราชดำรัสที่ว่า “ส่งเสริมความสุขของประชาชนส่วนใหญ่…..มุ่งสู่ความสุขของผู้คนจำนวนมากที่สุด”  โดยในพระราชดำรัสต้นฉบับที่เป็นภาษาอังกฤษ เมื่อพระองค์ทรงใช้คำว่า “the happiness of the greatest number of the people”  ซึ่งผู้ที่รู้จักหลักการของปรัชญาอรรถประโยชน์นิยมของเจอเรมี เบนเธม (Jeremy Bentham) นักปรัชญาชาวอังกฤษผู้เป็นนักปฏิรูปทางการเมืองด้วยย่อมจะนึกถึงวลีสำคัญของปรัชญาอรรถประโยชน์นิยมของเขาได้ทันที นั่นคือ “greatest happiness of the greatest number” และแน่นอนว่า นักหนังสือพิมพ์อย่างนายแฮโรลด์ เอน. เดนนีควรจะรู้จักวลีที่ว่านี้ด้วย

นายแฮโรลด์ เอน. เดนนีได้กราบบังคมทูลถามต่ออีกว่า ข้อสงสัยที่น่ากังวลก็คือ ภายใต้การปกครองแบบราชาธิปไตยที่มีผู้ปกครองเพียงคนเดียว  ประชาชนอาจจะไม่สามารถมีเสรีภาพได้เท่าการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีผู้ปกครองจำนวนมาก  และนายแฮโรลด์ เอน. เดนนีได้เขียนไว้ว่า ในฐานะที่พระองค์เป็นอาคันตุกะของประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย พระองค์อาจจะรู้สึกไม่สมควรที่จะกล่าวในประเด็นนี้

แต่หลังจากที่พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสตอบในประเด็นนี้  นายแฮโรลด์ เอน. เดนนีได้เขียนไว้ว่า พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสตอบอย่างชาญฉลาด   

พระราชดำรัสตอบที่ว่านั้นคือ  “รูปแบบการปกครองที่ดีที่สุดคือ รูปแบบการปกครองที่เหมาะสมกับผู้คนที่จะอยู่ภายใต้การปกครองนั้น (The best form of government is the one which suits the people who live under it.)

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

๑๔ ตุลาฯ ที่เกิดขึ้นก่อน ๑๔ ตุลาฯ (ตอนที่ ๒๒)

ในวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๔๗๖ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีการพิจารณาเค้าโครงเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม และได้มีการนำพระบรมราชวินิจฉัยตอบเค้าโครงเศรษฐกิจของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมาอ่านในที่ประชุม

เว้นวรรครัฐประหาร (ตอนที่ ๑๗): การยุบสภาผู้แทนราษฎรวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙

การยุบสภาผู้แทนราษฎรวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ นับเป็นการยุบสภาฯครั้งที่ ๑๒ และเป็นการยุบสภาฯที่มีลักษณะที่แตกต่างไปจากการยุบสภาฯ ๑๑ ครั้งก่อนหน้า และในความเห็นของผู้เขียน การยุบสภาฯครั้งที่ ๑๒

๑๔ ตุลาฯ ที่เกิดขึ้นก่อน ๑๔ ตุลาฯ (ตอนที่ ๒๑)

ในสามตอนที่ผ่านมาผู้เขียนได้กล่าวเทียบเคียงแนวคิดเรื่อง parasite (หรือที่หลวงประดิษฐ์มนูธรรมเรียกว่า “พวกหนักโลก”) ของชาร์ล ฟูริเยต์นักคิดสังคมนิยมยุคแรกเริ่มกับของมาร์กซและเอ็งเงิลส์

๑๔ ตุลาฯ ที่เกิดขึ้นก่อน ๑๔ ตุลาฯ (ตอนที่ ๒๐)

ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2476 ในเค้าโครงเศรษฐกิจ หลวงประดิษฐ์ฯได้กล่าวว่า “.. เราเกลียดชังลัทธิคอมมิวนิสต์ตามที่ท่านนักปราชญ์ในประเทศไทยท่านกล่าวนั้น และเราไม่ดำเนินวิธีริบทรัพย์มาแบ่งกันดังที่นักปราชญ์ท่านกล่าว”

๑๔ ตุลาฯ ที่เกิดขึ้นก่อน ๑๔ ตุลาฯ (ตอนที่ ๑๙)

ในเค้าโครงเศรษฐกิจ หลวงประดิษฐ์มนูธรรมใช้คำว่า “พวกหนักโลก (social parasite)” อยู่หลายครั้ง ผู้คุ้นเคยกับแนวความคิดของสองนักคิดผู้ให้กำเนิดลัทธิคอมมิวนิสต์อย่างมาร์กซและเอ็งเงิลส์ (Marx and Engels)

เว้นวรรครัฐประหาร (ตอนที่ ๑๖): การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการยุบสภาเมื่อใกล้ครบวาระของอังกฤษ

ในปี ค.ศ. 2011 อังกฤษได้มีการออกพระราชบัญญัติที่เรียกว่า the Fixed-Term Parliament ที่กำหนดให้การยุบสภาก่อนครบวาระจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับเสียงเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรเป็นจำนวนสองในสา