ยังไม่ถึงเวลานายกฯ สำรอง

เอาไงแน่

ตอนเช้านักข่าวถาม "ลุงป้อม" ว่า "ลุงตู่" ยังมีเรื่องของการดำรงตำแหน่งนายกฯ ๘ ปี ที่ฝ่ายค้านเตรียมจะทวงถามเรื่องนี้ 

"ลุงป้อม" ตอบว่า "ไม่รู้ ก็อาจจะมีคนสำรอง"

ตกตอนบ่าย "ลุงป้อม" พูดอีกที

"มีที่ไหน ฉันบอกยังไม่รู้ ยังไม่ถึงเวลา โอ้ ไม่เข้าใจ"

ส่วน "ลุงตู่" ตอบหน้านิ่ง "ท่านไม่ได้พูดแบบนั้น"

ก็ว่ากันไปครับ

แต่ในทางการเมือง ยิ่งใกล้เลือกตั้งเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องสื่อสารกับสาธารณะให้ชัดเจนที่สุด ไม่ต้องให้เกิดการตีความ  ไม่งั้นเสียเวลาแก้ข่าวไปเปล่าๆ

ที่จริงเรื่องนายกฯ สำรอง เป็นที่เข้าใจได้

เพราะหากมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญวาระการดำรงตำแหน่งของ "ลุงตู่" ว่าครบ ๘ ปี ในเดือนสิงหาคมนี้หรือไม่ และหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าใช่ ก็ต้องตั้งรัฐบาลกันใหม่

ต้องมีนายกฯ คนใหม่

ฉะนั้นเรื่องแบบนี้ในทางการเมือง ต้องอธิบายกับประชาชนให้ชัดเจน

แต่หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ให้เริ่มนับวาระการดำรงตำแหน่งของ "ลุงตู่" ตั้งแต่วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๒ ซึ่งเป็นวันที่โปรดเกล้าฯ ให้ "ลุงตู่" เป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐             

ก็เท่ากับว่าวาระ ๘ ปี จะไปสิ้นสุดในปี ๒๕๗๐

ขณะนี้ยังไม่มีใครทราบครับว่า ผลจะออกมาเป็นอย่างไร แต่ก็เป็นไปได้แค่ ๒ ทางข้างต้น

นายกฯ สำรอง จึงเป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นได้

หรือ "ลุงตู่" เป็นนายกฯ ต่อจนถึงปี ๒๕๗๐ หากการเลือกตั้งครั้งถัดไปนี้ พรรคพลังประชารัฐยังเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเหมือนเดิม

ครับ...เรื่องมันมีอยู่แค่นั้น ไม่มีอะไรซับซ้อน

เพียงแต่ การพูดถึงนายกฯ สำรองในยามนี้ อาจจะยังไม่ถูกที่ถูกเวลา

"ลุงป้อม" ก็คงรู้ว่า พลาดไป

ที่จริงไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่โต หากไม่มีเหตุการณ์อื่นผสมโรง

เมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน "ลุงป้อม" เปิดบ้านที่มูลนิธิป่ารอยต่อฯ ให้พรรคเศรษฐกิจไทย นำโดย พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา หัวหน้าพรรค, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า  เลขาธิการพรรค ตบเท้าเข้ารดน้ำอวยพร เนื่องในเทศกาลสงกรานต์

"ลุงป้อม" เป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

มีพรรคสาขาในอาณัติคือ พรรคเศรษฐกิจไทย 

ก็ถือว่า "ลุงป้อม" มีคนอยู่ในมือมากพอที่จะผลักดันให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปได้

ภาพการเมืองมันเป็นแบบนั้น

ขณะเดียวกันโอกาสที่ "ลุงป้อม" จะเป็นนายกรัฐมนตรีเอง ก็ไม่ง่าย

นอกจากปัญหาด้านสุขภาพแล้ว ยังมีจุดอ่อนที่ภาพพจน์ทางการเมืองให้ฝ่ายค้านนำไปโจมตีจนไม่เป็นอันทำงานทำการได้

ก็ถูกของ "ลุงป้อม" ครับ เรื่องนี้ยังไม่ถึงเวลา

แต่อย่าลืมครับในสภาฝ่ายค้านจ้องเสี้ยมรายวัน

"ชลน่าน ศรีแก้ว" คนในครอบครัว "อุ๊งอิ๊ง" เดินแผนปล่อยข่าว ปูทางเล่นงานรัฐบาลกันแล้ว หากในรัฐบาลขาดความชัดเจนกันเอง ก็เข้าทางฝ่ายค้านง่ายๆ เหมือนกัน

การปล่อยข่าวว่า มีการดีล ส.ส. ๓๐ เสียงจากฝ่ายรัฐบาลให้ย้ายขั้วไปอยู่ฝ่ายค้าน เพื่อโหวตคว่ำ "ลุงตู่" ในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ สร้างความหวั่นไหวให้พรรคร่วมรัฐบาลไม่น้อยเช่นกัน

และการที่ "ชลน่าน ศรีแก้ว" พูดถึงพรรคเศรษฐกิจไทยว่า

"...มิตรทางการเมืองเราต้องพยายามอยู่แล้ว เราไม่ปฏิเสธ ไม่ว่าจะเป็น ส.ส.ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล แต่หลายพรรคต้องรักษามารยาททางการเมือง เพราะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล หากจะออกมาทำอะไรโจ่งแจ้งก็จะกระทบการทำงานได้..."

พูดง่ายๆ มันก็คือการเสี้ยม

หากพรรคเศรษฐกิจไทย ไปร่วมงานทางการเมืองกับ พรรคเพื่อไทย จริง คนที่จะถูกจับตามอง ไม่ใช่ พล.อ.วิชญ์  เทพหัสดิน ณ อยุธยา หรือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

แต่เป็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพลังประชารัฐ

เหตุการณ์นี้ยังไม่เกิด แต่ก็มีคนอยากให้เกิด

โดยเฉพาะดีลที่ ลอนดอน

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น การเมืองช่วงนี้กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม  รัฐบาลพลาดท่าก็อาจล้มทั้งกระดานได้ ฉะนั้นการพูดการจาต้องละเอียด

เรื่อง "หยอก" ต้องระวัง เพราะมีคนอยากให้เป็นเรื่องจริงอยู่

ครับ...ฝ่ายค้านเขย่าอย่างเป็นระบบทุกวัน เป้าหมายหลักคือ อยากกลับมาเป็นรัฐบาล

ล่าสุดออกมาแล้ว กรอบเนื้อหาการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

๑.เนื้อหามุ่งเน้นไปที่ความผิดพลาดล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดินของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ๒.จงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและกฎหมาย  ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม

๓.การทุจริตต่อหน้าที่ เอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวกพ้อง

๔.ไม่ปฏิบัติตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา

๕.การละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน

๖.การทำลายประชาธิปไตย และระบบรัฐสภา

โดยเนื้อหาการตรวจสอบการทำงานรัฐบาล อย่าไปคาดหวังอะไรมาก เพราะฝ่ายค้านชุดนี้ซักฟอกรัฐบาลมาหลายรอบ แต่เป็นการตรวจสอบที่ไร้ประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกันเนื้อหาบางส่วนกลับกลายเป็นการโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์

ส.ส.ฝ่ายค้านอภิปรายในสภาคาบลูกคาบดอก

จากนั้นมวลชนสามนิ้่วรับลูกต่อ เอาไปขยายความในโซเชียล มีพฤติกรรมล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจน

ฉะนั้นเกมในสภาจะไม่มีอะไรใหม่ แต่นอกสภายังน่าเป็นห่วง

ก่อนนี้ พรรคเพื่อไทยประกาศวันละ ๓ เวลา หลังอาหารว่า จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจทันทีหลังสภาเปิดในวันที่ ๒๒ พฤษภาคมนี้

แต่วันนี้ พรรคเพื่อไทยเปลี่ยนไป!

จะยื่นหลังจากการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองและร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ผ่านการพิจารณาของรัฐสภา ในวาระที่ ๓ แล้ว เท่านั้น

ไม่มีทางยื่นก่อน

จู่ๆ ก็ใจดีขึ้นมา กลัวจะเกิดเดดล็อกทางการเมือง 

เพราะหาก "ลุงตู่" ชิงยุบสภาเสียก่อน กฎหมายลูกยังไม่ผ่าน แล้วจะไปเลือกตั้งกันอย่างไร

เพื่อไทยเป็นห่วงปัญหานี้จริงหรือ?

การรับรู้ถึงปัญหานี้มิได้เพิ่งจะเกิดขึ้นวันสองวันก่อน

แต่พูดกันมาข้ามปีแล้ว

เพื่อไทยกำลังฝันถึงชัยชนะแลนด์สไลด์ เพราะเชื่อว่ากฎหมายลูกฉบับใหม่เอื้อให้เป็นเช่นนั้น

ก็เป็นไปได้หากปัดฝุ่นนำ "ไทยรักไทยโมเดล" กลับมาใช้ใหม่

ซื้อ ส.ส.ยกก๊วน 

ควบรวมพรรคการเมือง

และดูเหมือน พรรคเศรษฐกิจไทย คือหนึ่งในเป้าหมาย

"ลุงป้อม" ว่าไงครับ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'พ่อคิด ลูกทำ'

นัวเนียกันจริงๆ! ไม่รู้ใครเป็นใครแล้ว เปิดศึกกันรอบด้าน ใกล้มวยตับจากเข้าไปทุกที

๘ ข้อหา 'ปิยบุตร'

สงสัยอยู่หลายวัน ได้รู้แล้วครับว่า "เทพมนตรี ลิมปพยอม" ฟ้อง "ปิยบุตร แสงกนกกุล" คดี ม.๑๑๒ ในประเด็นอะไรบ้าง