ม.๑๑๒-ปิยบุตร

สุดท้ายก็ไม่รอด!

"ปิยบุตร แสงกนกกุล" ถูกหมายเรียกให้ไปพบ พนักงานสืบสวนสอบสวนที่ สน.ดุสิต ในวันจันทร์ที่ ๒๐ มิถุนายนนี้ เวลา ๑๐.๐๐ น.

ฐานความผิด ม.๑๑๒

 “หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์”

ผู้ร้องร้องทุกข์กล่าวโทษคือ "เทพมนตรี ลิมปพยอม"

ครับ...คดีนี้ "ปิยบุตร" ถึงกับโอดครวญ เพราะไม่คิดว่าตัวเองจะโดน ม.๑๑๒

ด้วยความที่มีดีกรีอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ "ปิยบุตร" เชื่อว่าชั้นเชิงที่ตัวเองมีอยู่ไม่มีทางพลาด

ไม่มีใครจับเอาไปเป็นประเด็นฟ้อง ม.๑๑๒ ได้แน่นอน

ความคิดของ "ปิยบุตร" ที่กลั่นผ่านข้อเขียนในโซเชียลมันเป็นเช่นนั้น

"...ผมนำเสนอความเห็นทางวิชาการ เขียน อภิปราย เกี่ยวกับประเด็นการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์และเสนอให้มีการแก้ไขปรับปรุงกฎเกณฑ์ทางกฎหมายที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ทั้งในระดับรัฐธรรมนูญและระดับพระราชบัญญัติมาอย่างต่อเนื่องมากกว่า ๑๐ ปี ตั้งแต่สมัยยังเป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนกระทั่งเข้าสู่แวดวงการเมือง

ตลอดเวลามากกว่า ๑๐ ปี จนถึงปัจจุบัน ไม่มีการแสดงความเห็น การเขียน การพูดของผมครั้งใดที่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ อย่างแน่นอน

ผมแสดงความเห็นในเรื่องเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ก็ด้วยจิตสำนึกและเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ แก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ ให้สอดคล้องกับประชาธิปไตย เพื่อรักษาประชาธิปไตย และรักษาสถาบันกษัตริย์ให้ดำรงอยู่รอดปลอดภัยภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปกำลังเผชิญกับความท้าทายของยุคสมัย

ไม่มีความเห็นใดของผมที่ต้องการเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐ

ไม่มีความเห็นใดของผมที่หมิ่นประมาท ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์

มีแต่ความเห็นที่ปรารถนาดีต่อสังคมไทย ต้องการให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยที่ทำให้ทุกคนทุกรุ่นทุกวัย ทุกความคิดเห็นที่แตกต่างกัน สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้ โดยยังคงรักษาสถาบันกษัตริย์ไว้ได้ต่อไป

ตลอดชีวิตของผม ไม่เคยเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา จนกระทั่งเข้าสู่แวดวงการเมือง ก่อตั้งพรรคการเมือง ผมจึงได้เป็นผู้ต้องหาครั้งแรกในคดีดูหมิ่นศาล และความผิดอาญาทางคอมพิวเตอร์ และเป็นจำเลยครั้งแรกในคดีความผิดตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะและความผิดฐาน “ยุยงปลุกปั่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๖

ในส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมถูกร้องทุกข์กล่าวโทษ กลายเป็นผู้ต้องหาในความผิดฐานนี้

ไม่ต้องคิดอย่างสลับซับซ้อนก็คงตอบได้ว่า สถานะผู้ต้องหาและจำเลยในคดีเหล่านี้ ผมได้มาก็เพราะสัมพันธ์กับบทบาททางการเมือง    บรรดา “นักร้อง” Hyper Royalist/Ultra Royalist ฟ้องผมในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ เพราะต้องการหยุดไม่ให้ผมพูด

แต่หยุดผมไม่ได้หรอกครับ ผมจะเดินหน้าแสดงความเห็นทางวิชาการ รณรงค์ข้อเสนอต่างๆ เกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ต่อไป เพื่อพิสูจน์ว่าความเห็นและข้อเสนอแบบผมต่างหากที่จะช่วยรักษาสถาบันกษัตริย์ให้อยู่รอดปลอดภัยในยุคปัจจุบัน

พฤติกรรมของพวกเขาต่างหากที่จะผลักดันสังคมไทยไปถึงทางตัน และไม่เป็นคุณต่อสถาบันกษัตริย์...

ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาข้อเขียนหรือแม้กระทั่งคำพูดของ "ปิยบุตร" เอาผิด ม.๑๑๒ ได้ยาก เพราะเทคนิคทางกฎหมายที่แพรวพราว รู้ว่าต้องพูดหรือเขียนแบบไหนไม่ให้ถูกฟ้อง

ฉะนั้นการไปจับผิดว่า "ปิยบุตร" พูดหรือเขียนผิด ม.๑๑๒ แน่ๆ จึงไม่ง่าย

แต่หากมองในภาพรวม ทัศนคติต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของ "ปิยบุตร" นั้น น่ากลัวกว่าการไปดูว่าฟ้อง ม.๑๑๒ ได้หรือไม่ มากโขทีเดียว

ชุดข้อมูลปฏิรูปสถาบันเริ่มต้นมาแล้วเป็น ๑๐ ปีโดย "ปิยบุตร"

มีการเผยแพร่ชุดข้อมูลนี้ในมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะลูกศิษย์ของ "ปิยบุตร" รับชุดความคิดนี้มานานแล้ว

กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมประกาศข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ๑๐ ข้อ เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๓ มีพื้นฐานมาจากชุดความคิดที่นำเสนอโดย "ปิยบุตร"

อย่าเพิ่งไปหาว่ามีความผิด ม.๑๑๒ หรือไม่ เพราะสิ่งที่ "ปิยบุตร" ปูพื้นมาเป็นเวลา ๑๐ ปี มันไปไกลกว่านั้นมาก

หลังมี ๑๐ ข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันออกมา "ปิยบุตร" เดินหน้าต่ออีกขั้นทันที นั่นคือเสนอให้ฝ่ายสนับสนุนการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ตั้งองค์กร “คณะกรรมการรณรงค์การปฏิรูปสถาบันกษัตริย์” ขึ้นมา

วัตถุประสงค์คือ เดินสายรณรงค์ทั่วประเทศ ทุกช่องทาง ทั้งออนไลน์ ออนกราวด์ เชิญชวนประชาชนมาร่วมเข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม และร่างพระราชบัญญัติต่างๆ ในส่วนที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ 

สิ่งที่ "ปิยบุตร" แนะให้ทำคือ

รณรงค์ทางความคิดกับคนทั่วประเทศ

หาพื้นที่ปลอดภัย ไม่เสี่ยงถูกจับ ถูกดำเนินคดี ให้คนกล้าแสดงออกโดยไม่ต้องกังวล

ให้ได้จำนวนคนที่ร่วมเข้าชื่อปรากฏเป็น “ตัวเลข” เพื่อส่งสัญญาณได้

กดดันสถาบันการเมืองว่าจะเดินหน้าปฏิรูปสถาบันกษัตริย์หรือไม่

ทีนี้ไปดูการปฏิรูปสถาบันฯ ในความหมายของ "ปิยบุตร"

คือการยกระดับข้อเสนอการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้เป็นการปฏิรูปแบบปฏิวัติ

ไม่ใช่งานจำพวก “ปฏิรูปแบบปฏิรูปนิยม” แต่มันคือ “ปฏิรูปแบบปฏิวัติ”

"ปิยบุตร" ยืนยันว่า “ปฏิรูปแบบปฏิวัติ” จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อมีการยกระดับข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์นี้ให้เป็น “ข้อเสนอขั้นต่ำ”

หมายความว่า ข้อเสนอทั้งหมดก็เพื่อรักษาสถาบันกษัตริย์เอาไว้ในระบอบประชาธิปไตย ไม่สามารถถอยหรือลดไปกว่านี้ได้

ซึ่งก็คือ ๑๐ ข้อของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม

ในมุมกลับกัน รักษาสถาบันกษัตริย์เอาไว้ในระบอบประชาธิปไตย ในความหมายของ "ปิยุบตร" คือข้อเสนอขั้นต่ำสุดที่ไม่เข้าข่ายความผิด ม.๑๑๒ เช่นกัน

เพราะหากมากไปกว่านี้ คือการแสดงเจตนาล้มล้างสถาบันอย่างชัดเจนใช่หรือไม่

"ปิยบุตร" ยังเคยขู่ว่าหากไม่รับข้อเสนอเช่นนี้ ด้วยสถานการณ์แบบที่เป็นอยู่ที่ประชาชนก้าวรุดหน้ามากขึ้น ก็จะโหมเร่งให้รุดหน้ามากขึ้น สุกงอมเพียงพอจนปฏิรูปกลายเป็นปฏิวัติ  

ฉะนั้นหากพิจารณาว่า "ปิยบุตร" ทำผิด ม.๑๑๒ หรือไม่ จะกลายเป็นเรื่องเล็กทันที

เพราะเป้าหมายอยู่ที่ การปฏิวัติ

ความหมายของคำว่า "ปฏิวัติ"  คือ การเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างอำนาจหรือการจัดระเบียบอย่างฉับพลันและรุนแรง

การรัฐประหารในประเทศไทยที่มักใช้คำว่าปฏิวัติ ก็เพราะเป็นการเปลี่ยนรัฐบาลแค่ข้ามคืน

อย่างฉับพลันและรุนแรง

ประเทศไทยมีกลุ่มนิยมปฏิวัติฝรั่งเศสอยู่ไม่น้อย และ "ปิยบุตร" ก็เป็นหนึ่งในนักการเมืองที่พูดถึงปฏิวัติฝรั่งเศสบ่อยที่สุด

กระบวนการเปลี่ยนผ่านในไทย มีคนอยากให้ใช้ ปฏิวัติฝรั่งเศส เป็นโมเดล

และแน่นอนครับ ปฏิวัติฝรั่งเศสคือการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ของฝรั่งเศสไปอย่างสมบูรณ์

ราชอาณาจักรฝรั่งเศสแปรสภาพเป็นสาธารณรัฐฝรั่งเศส.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ชัชชาติ' ไลฟ์สด

ดีขึ้นเรื่อยๆ ครับ สถานการณ์โควิดในประเทศไทย ผู้ติดเชื้อรายวันทรงตัวอยู่ที่พันกว่าถึงสองพัน

'พ่อคิด ลูกทำ'

นัวเนียกันจริงๆ! ไม่รู้ใครเป็นใครแล้ว เปิดศึกกันรอบด้าน ใกล้มวยตับจากเข้าไปทุกที