การทรงงานของในหลวง

ถ้าไม่มีใครมาพูดต่อ เราคงไม่รู้ครับ

จะชวนคุยเรื่องการทรงงานของในหลวงครับ         

ข่าววานนี้ (๒๒ มิถุนายน) ผู้พันเบิร์ด พ.อ.วันชนะ สวัสดี จิตอาสา ๙๐๔ ลงพื้นที่พบนักเรียนแผนที่ทหารร่วมพูดคุยถึงความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์

ระบุตอนหนึ่งว่า...

"...ไม่ว่าจะเป็นการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือประชาธิปไตย ในหลวงทุกพระองค์มีพระราชกรณียกิจที่เหมาะสมและแยบยล นำมาซึ่งความผูกพันระหว่างสถาบันกับประชาชนมาโดยตลอด การทรงงานของในหลวงแต่ละพระองค์นั้นมีวิธีที่แตกต่างกัน

โดยเฉพาะรัชกาลปัจจุบันนั้น ถือได้ว่าเป็นการทำงานแบบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง พระองค์ทรงงานผ่านฝ่ายเสธ. (องคมนตรี) รับการรายงานเรื่องราวความทุกข์ร้อนของประชาชนผ่านองคมนตรี มีการส่งงานอย่างเป็นระบบและสืบสานต่อยอดจากในหลวงรัชกาลที่ ๙ อย่างชัดเจน

อย่างในกรณีการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมในรัชสมัยของในหลวงรัชกาลที่ ๙ มีการสอนตั้งแต่ ป.๑-ม.๖  แต่เมื่อลงไปสืบสภาพแล้ว ม.๔-ม.๖ มีครูเพียงพอ  พระองค์จึงให้เอาสามปีท้ายนี้ไปเพิ่มในสามปีแรกในระดับอนุบาล ดังนั้นการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมในรัชกาลปัจจุบันจึงเริ่มสอนตั้งแต่ อนุบาล ๑-ม.๓ เสริมเติมเต็มส่วนที่ขาดในเรื่องการศึกษา

ถ้าพูดถึงด้านการศึกษาแล้ว พระองค์ยังได้มีการกระจายความเจริญจากส่วนกลางออกไปสู่ส่วนภูมิภาคด้วย ในโรงเรียนระดับมัธยมหรือแม้กระทั่งมหาวิทยาลัยราชภัฏ ซึ่งปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นมหาวิทยาลัยของท้องถิ่น อีกทั้งยังมีด้านทุนการศึกษาที่ต่อยอดจากในหลวงรัชกาลที่ ๙ อีกด้วย

การกระจายความเจริญจากส่วนกลางออกสู่ส่วนภูมิภาคนี้ยังช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในเมืองอีกด้วย อาทิเช่น รถติด ฝุ่นควัน ขยะ น้ำเน่าเสีย เพียงเรื่องการกระจายความเจริญออกสู่ส่วนภูมิภาคนี้ก็สามารถแก้ไขปัญหาทั้งเรื่องของเมืองหลวง สิ่งแวดล้อม รถติด และปัญหาครอบครัวได้อีก..."

เป็นจังหวะที่ดีครับที่ ผู้พันเบิร์ด ออกมาพูดเรื่องนี้ในช่วงเวลานี้

เพราะมีการสร้างชุดข้อมูลเท็จอย่างเป็นขบวนการ เผยแพร่ในโลกโซเชียล โดยการรู้เห็นเป็นใจของผู้ต้องหาหลบหนี ม.๑๑๒ ไปต่างประเทศหลายคน

ที่น่าสนใจคือ บุคคลเหล่านั้นเคยแลกเปลี่ยนความคิดความเห็นกับ "ปิยบุตร แสงกนกกุล" ในต่างประเทศ มีภาพปรากฏในสื่อโซเชียลครั้งแล้วครั้งเล่า  

การทรงงานของในหลวง โดยเฉพาะในหลวง ร.๙  ถูกกลุ่มคนที่จ้องล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์นำไปบิดเบือน จนกลายเป็นเรื่องน่าวิตก หากไม่มีการนำข้อมูลที่แท้จริงมาเผยแพร่

เพราะในหมู่คนรุ่นใหม่ถูกล้างสมองด้วยข้อมูลเท็จมาพักใหญ่แล้ว

นี่คือภัยที่กำลังเกิดขึ้น และจะเกิดขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนกลุ่มนี้นิยมเสพสื่อด้านเดียว

ฉะนั้นการเล่าประสบการณ์ที่เห็นการทรงงานของในหลวง โดย "ผู้พันเบิร์ด" ควรจะถูกกระจายออกไปให้กว้างที่สุดเท่าที่จะกว้างได้

แม้ไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้ทั้งหมด แต่การกระจายความจริงแล้วทำให้เกิดการเปรียบเทียบระหว่างเรื่องหลอกกับเรื่องจริง วันหนึ่งความจริงต้องชนะครับ

แน่นอนครับเรื่องนี้ "รุ่นคน" อาจมีส่วนสำคัญ เพราะคนรุ่นพ่อรุุ่นแม่ รับข่าวสารที่เป็นทางการมากกว่า ในอดีตไม่มีโซเชียล อันตรายจากเฟกนิวส์จึงไม่มี

แต่ปัจจุบัน คนโกงชาติ ทั้งนักการเมือง ทั้งคนทำสื่อ ยังถูกยกย่องเป็นวีรบุรุษได้ เพราะการปั่นในโซเชียลโดยใช้ความเท็จมาเล่าเรื่อง

จุดอ่อนของคนรุ่นใหม่คือ การตรวจทานข้อมูล ที่แทบจะไม่มีเลย ข้อมูลเท็จไหลเข้าสมองเท่าไหร่ ก็เท่านั้น เต็มไปด้วยเรื่องเท็จ ซึ่งพบว่าเป็นปัญหาในแทบทุกเรื่อง

การถูกชักจูงจนเข้ารกเข้าพงจึงกลายเป็นเรื่องปกติเพราะเกิดขึ้นแทบทุกวัน

หลักการทรงงานของในหลวง ร.๙ ทั้ง ๒๓ ข้อ อาจไม่เป็นที่สนใจของคนรุ่นใหม่ เพราะรู้สึกว่าไกลตัว หรือคิดว่านำมาใช้ประโยชน์ไม่ได้

แต่สักวันหนึ่งหากเกิดวิกฤตในชีวิต ข้อใดข้อหนึ่ง หรือหลายข้อ ใน ๒๓ ข้อ สามารถช่วยให้มองเห็นแสงสว่างในชีวิตได้

หลักการทรงงานไม่ใช่จู่ๆ จะเขียนออกมาเป็นข้อๆ ได้ แต่สั่งสมมานานนับสิบๆ ปี

๑.การศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ

๒.ระเบิดจากข้างใน

๓.แก้ปัญหาที่จุดเล็ก

๔.ทำตามลำดับขั้น

๕.ภูมิสังคม

๖.องค์รวม

๗.ไม่ติดตำรา

๘.ประหยัด เรียบง่าย ได้ประโยชน์สูงสุด

๙.ทำให้ง่าย

๑๐.การมีส่วนร่วม

๑๑.ประโยชน์ส่วนรวม

๑๒.การบริการรวมที่จุดเดียว

๑๓.ทรงใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ

๑๔.ใช้อธรรมปราบอธรรม

๑๕.การปลูกป่าในใจคน

๑๖.ขาดทุนคือกำไร

๑๗.การพึ่งพาตนเอง

๑๘.พออยู่พอกิน

๑๙.เศรษฐกิจพอเพียง

๒๐.ความซื่อสัตย์สุจริต จริงใจต่อกัน

๒๑.การทำงานอย่างมีความสุข

๒๒.ความเพียร

๒๓.รู้ รัก สามัคคี

 นี่แค่หัวข้อ หากสนใจอ่านรายละเอียดมีให้อ่านเยอะแยะในโซเชียลครับ ไม่ได้เข้าถึงยากแต่ประการใด

กว่าจะได้ ๒๓ ข้อนี้มา ต้องผ่านการลงมือปฏิบัติ การทดลอง ต้องรอคอย รอดูผลลัพธ์ที่ออกมา กว่าจะสำเร็จแต่ละเรื่องแต่ละประเด็นไม่ใช่เรื่องง่าย ใช้เวลาเป็นปีๆ

ยกตัวอย่าง ข้อ ๑๘ พออยู่พอกิน อ่านผ่านๆ คงเกิดคำถามว่าแล้วไง คนส่วนใหญ่อยากรวย อยากมีทรัพย์สินเงินทองกันทั้งนั้น พออยู่พอกินมันแค่อุดมคติ

ก็อยากให้คนรุ่นใหม่ลองศึกษาในรายละเอียด  พิจารณาคำอธิบายเรื่องนี้ จะได้รู้ว่า "พออยู่พอกิน" ยิ่งใหญ่แค่ไหน 

"พออยู่พอกิน" : หลักการทรงงานในข้อนี้ ก็เพื่อพัฒนาให้พสกนิกรทั้งหลายของพระองค์ประสบความสุขสมบูรณ์ในชีวิต อันเริ่มจากการเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมราษฎรของพระองค์ทุกหมู่เหล่าในทุกภูมิภาคของประเทศ ได้ทอดพระเนตรเห็นความเป็นอยู่ของราษฎรด้วยพระองค์เอง จนทรงเข้าพระทัยในสภาพปัญหาต่างๆ ของราษฎรอย่างลึกซึ้ง

ดังนั้นในการพัฒนาของพระองค์จะทรงมองในภาพรวมของประเทศ ซึ่งพระองค์ทรงทราบดีว่าไม่ใช่งานเล็กน้อย แต่เป็นงานที่ต้องใช้ความคิดและกำลังของคนทั้งชาติเข้ามาดำเนินการร่วมกันเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จในการพัฒนา ด้วยพระปรีชาญาณของพระองค์ในการทรงงาน ทำให้คนไทยทั้งหลายได้ประจักษ์แล้วว่าแนวพระราชดำริและโครงการพระราชดำรินั้น เป็นโครงการที่เรียบง่ายปฏิบัติแล้วได้ผล จนเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป เพราะโครงการพระราชดำริจะเป็นโครงการที่ทำให้ราษฎรของพระองค์มีรายได้พออยู่พอกินบนพื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพียงสืบไป...

โครงการพระราชดำริที่นับว่าเป็นโครงการพัฒนาชนบทโครงการแรกเกิดขึ้นในปี พ.ศ.๒๔๙๕

นับจนถึงปัจจุบันมีคนไทยหลายล้านคนได้ประโยชน์จากโครงการพระราชดำริ โครงการที่พรรคการเมืองบางพรรคนำไปโจมตีว่าใช้งบประมาณแผ่นดินอย่างไม่คุ้มค่านั่นแหละครับ

ฉะนั้นสิ่งที่จะฝากถึงคนรุ่นใหม่มีสั้นๆ

ลองหาข้อมูลอีกด้านเถอะครับ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'พ่อคิด ลูกทำ'

นัวเนียกันจริงๆ! ไม่รู้ใครเป็นใครแล้ว เปิดศึกกันรอบด้าน ใกล้มวยตับจากเข้าไปทุกที

๘ ข้อหา 'ปิยบุตร'

สงสัยอยู่หลายวัน ได้รู้แล้วครับว่า "เทพมนตรี ลิมปพยอม" ฟ้อง "ปิยบุตร แสงกนกกุล" คดี ม.๑๑๒ ในประเด็นอะไรบ้าง

๘ ปีของนายกฯ ประยุทธ์

แบบนี้ก็ได้ด้วย โฆษกพรรคเพื่อไทย กับโฆษกรัฐบาล เขาเปิดศึกกันเรื่อง รัฐบาลขี้โกง สาเหตุก็เพราะ ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลของฝ่ายค้านนั้น ระบุพฤติกรรมรัฐบาลลุงตู่ว่า "ขี้โกง"