เห็นรัฐบาลหน้ารำไร

ยังไม่ตกครับ

ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ยังมีอายุถึงวันที่ ๑๕ สิงหาคม

แต่หากสมาชิกรัฐสภาเสียงส่วนใหญ่ ตกลงปลงใจแล้วว่า ทำแท้งไปซะ ก่อนถึงวันที่ ๑๕ สิงหาคม ก็ไม่ต้องเรียกประชุมรัฐสภาอีก

ปล่อยให้มันตกไปอย่างถาวร แล้วกลับไปใช้ร่างกฎหมายเดิม

เท่าที่สดับตรับฟังสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่บอกว่ากลับไปใช้ร่างของรัฐบาล ตามข้อเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

คือสูตรหาร ๑๐๐

ก็ว่ากันไปครับ

มาถึงประเด็นที่ว่า ใครได้ประโยชน์จากกติกาเลือกตั้งนี้

อย่างที่เขียนถึงไปหลายครั้ง หาร ๑๐๐ พรรคเล็ก พรรคน้อย พรรคเกิดใหม่ มีโอกาสสูญพันธุ์

ส่วนพรรคการเมืองใหญ่ จะได้จำนวน ส.ส.มากขึ้น

ทำให้พอมองเห็นโฉมหน้ารัฐบาลถัดไปอยู่รำไรว่าใครจะได้อำนาจบริหารประเทศไปครอบครอง

การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นการต่อสู้ของพรรคการเมืองขนาดใหญ่ และขนาดกลาง

สำหรับพรรคที่ไม่มี ส.ส.เขต แต่ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ จากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เตรียมตัวเซ้งที่ทำการพรรคได้เลย

ถ้านึกภาพไม่ออกว่า หาร ๑๐๐ ผลการเลือกตั้งจะเป็นแบบไหน ให้นึกภาพว่า นี่คือการเพิ่มโอกาสให้พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์

ที่จริงจะไปว่าพรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้ ทุกพรรคใช้กติกาเดียวกัน แต่เมื่อคนเลือกพรรคเพื่อไทยมากกว่า ก็ต้องยอมรับตามนั้น

สูตรหาร ๑๐๐ คำนวณไม่ยาก

เอาร้อยไปหารคะแนนรวมที่คนไปใช้สิทธิ์ เช่น ๓๕  ล้านคน

เท่ากับ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ๑ คนต่อสัดส่วน ประชากร ๓.๕  แสนคน

ถ้าใช้เกณฑ์จากการเลือกตั้ง ปี ๒๕๖๒

พรรคพลังประชารัฐได้คะแนนป๊อปปูลาร์โหวต  ๘,๔๔๑,๒๗๔ เสียง

พรรคเพื่อไทยได้ ๗,๘๘๑,๐๐๖ เสียง

พรรคพลังประชารัฐจะได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ๒๔ คน

พรรคเพื่อไทยจะได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ๒๒ คน

ขณะที่ระบบเลือกตั้งเดิม พลังประชารัฐได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เพียง ๑๘ ที่นั่ง

ส่วนพรรคเพื่อไทย เป็น ๐ เพราะ ส.ส.พึงมีเต็มเพดาน

นี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ แกนนำพรรคพลังประชารัฐมองเห็นว่า หาร ๑๐๐ เป็นคุณกับพรรคมากกว่า หาร ๕๐๐ 

ในการเลือกตั้งแต่ละพรรคต้องมั่นใจในฐานเสียงของตนเอง แต่หากมีการแต่งตัวเลขเพื่อเอาใจนาย โอกาสแพ้ในสนามรบมีสูงมาก

พูดถึงกระแสทางการเมือง ไม่ง่ายที่พรรคพลังประชารัฐ จะได้คะแนนเลือกพรรคสูงเท่าการเลือกตั้ง ปี ๒๕๖๒

เพราะบัตรเลือกตั้ง ๑ ใบ กับบัตรเลือกตั้ง ๒ ใบ จะทำให้พฤติกรรมการลงคะแนนเสียงของประชาชนแตกต่างออกไป

บัตร ๑ ใบ จำใจต้องเลือกทั้งคนทั้งพรรค

บัตร ๒ ใบ เลือกคนใบ พรรคใบ

คนที่เลือกพรรคพลังประชารัฐเมื่อปี ๒๕๖๒ จำนวนหนึ่งจะถอยกลับไปเลือกพรรคเดิมที่เคยเลือก

ส่วนหนึ่งจะเลือกพรรคที่แตกออกไปจากพลังประชารัฐ

อีกทั้งกลุ่มการเมืองในพลังประชารัฐบางกลุ่ม เริ่มส่งสัญญาณแล้วว่า อาจไม่ไปต่อ แต่จะกลับรังเดิม

ต่างกับเพื่อไทย ที่พยายามรวบรวมความเป็นหนึ่งเดียวไว้

แม้จะมีแตกออกไปบ้าง เช่นพรรคไทยสร้างไทย แต่เป็นการแตกที่ไม่มีนัยสำคัญ เพราะฐานเสียงใหญ่ของพรรคเพื่อไทย อยู่ที่ภาคอีสาน และภาคเหนือ

เพื่อไทยมิได้ต้องการแลนด์สไลด์ในสนามเลือกตั้งกรุงเทพฯ แต่ต้องการชนะขาดในภาคเหนือ และอีสาน จะเห็นได้ว่าช่วงที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยนำโดย หัวหน้าครอบครัว "อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร" ทุ่มไปยังพื้นที่ดังกล่าวอย่างเต็มที่

พรรคพลังประชารัฐพยายามอยู่เช่นกัน แต่ดูเหมือนว่ายังตามหลังพรรคเพื่อไทยอยู่หลายก้าว

หากจบที่สูตรหาร ๑๐๐ จะยิ่งเพิ่มความมั่นใจให้พรรคเพื่อไทย

เราอาจได้เห็นพรรคเพื่อไทยกลับมาบริหารประเทศอีกครั้ง

และจะได้นายกรัฐมนตรีหญิงเป็นคนที่ ๒ แต่สนามสกุลเดิม จากตระกูล "ชินวัตร"

ครับ...นั่้นคือภาพคร่าวๆ ที่จะเกิดขึ้น หลังการเลือกตั้งครั้งถัดไป

สำหรับ "ลุงตู่" โอกาสจะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ราวกับต้องเข็นครกขึ้นภูเขา แล้วกลับลงไปงมเข็มในมหาสมุทร

ต้องยอมรับว่าโชคไม่ดีครับ รัฐบาลลุงตู่ ต้องบริหารประเทศภายใต้แรงกดดันมากมาย ทั้งจากโรคระบาด และสงคราม เศรษฐกิจตกต่ำเป็นประวัติการณ์ทั่วโลก ยาวนานเข้าสู่ปีที่ ๓ แล้ว

แม้ผลงานจะมีมากมาย โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่มีการปฏิรูปขนานใหญ่ ชนิดรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่เคยคิดจะทำ หรือทำไม่ได้

แต่ก็เป็นธรรมดาที่ประชาชนจะไม่พอใจรัฐบาล และต้องการคนใหม่เข้ามาแทน

มันไม่มีหลักประกันอะไรครับว่า คนใหม่เข้ามาแล้วจะทำได้ดีกว่าเดิม

ดูรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เป็นตัวอย่าง

บริหารประเทศไม่ได้แถมยังสร้างปัญหาเพิ่ม

กติกาเลือกตั้งเป็นเพียงการคัดกรองคน ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของประชาธิปไตย

แต่การคัดกรองที่ผิดพลาด สามารถนำไปสู่หายนะได้

ประเทศไทยอาจวนกลับไปสู่การเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ อีกครั้ง เพราะกติกาเลือกตั้งมีความใกล้เคียงกัน

การชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ของพรรคการเมือง ไม่ว่าเป็นพรรคไหน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อไทย หรือพลังประชารัฐ  อาจนำไปสู่เผด็จการรัฐสภาอีกครั้ง

เพราะสิ่งที่เราเปลี่ยนคือกติกาเลือกตั้งเท่านั้น

แต่เราไม่เคยเปลี่ยนความคิดนักการเมือง

นักการเมืองวันนี้ยังเล่นเกมทำสภาล่มกันอยู่ แล้วอ้างว่านั่นคือสิทธิที่ทำได้ เพราะเป็นเครื่องมือที่ใช้ในรัฐสภา เพื่อยับยั้งกฎหมายที่ไม่ชอบธรรม

มุมหนึ่งก็เป็นผลประโยชน์ทับซ้อนครับ เพราะมันคือกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. คนออกกฎหมายมีส่วนได้เสียโดยตรง   แต่แทนที่จะพิจารณากฎหมายกันอย่างสง่างาม กลับใช้วิธีให้สภาล่มเพื่อให้กฎหมายตกไป

เป็นแท็กติกที่ทำได้ครับ เรื่องจริยธรรมไปว่ากันอีกที

แต่ในแง่สปิริตทางการเมือง นี่จะเป็นบรรทัดฐานการทำงานตามใบสั่ง

โอกาสหน้าจะไม่แปลกหากประสบพบเจอกับกรณีใกล้เคียงกันนี้

วันหนึ่งอาจมีกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน แต่นักการเมืองเพิ่งนึกได้ว่าตัวเองเสียประโยชน์ การเขี่ยกฎหมายทิ้งตามใบสั่งก็อาจเกิดขึ้นได้อีก

เพราะมันมีบรรทัดฐานให้เห็นแล้ว

ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. เป็นกฎหมายสำคัญ มีศักดิ์เหนือว่า ร่าง พ.ร.บ.ธรรมดา

แต่กระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายของรัฐสภาตั้งแต่วาระแรกจนถึงวาระที่สาม ทำราวกับร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นแบบฝึกหัดชั้นอนุบาล

เปลี่ยน ขีด ฆ่า ฉีกทิ้ง กันง่ายๆ

ที่จริงจะหาร ๑๐๐ หรือหาร ๕๐๐ ไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด เพราะอย่างไรเสียคนที่ใช้สิทธิ์เลือกตั้งคือประชาชน ประชาชนเลือกใครมากที่สุดก็ต้องให้คนนั้นได้สิทธิ์ตั้งรัฐบาลก่อน

แต่โครงสร้างการเมืองไทยยังเหมือนเดิม

ฝั่งหนึ่งมีระบอบทักษิณ ยืนระยะโกงมาตั้งแต่รัฐบาลพี่ชายยันรัฐบาลน้องสาว และกำลังถูกจับตามองว่าสืบทอดโดยลูกสาวหรือไม่

อีกฝั่งถูกกล่าวหาว่าเป็นเผด็จการ ต้องการสืบทอดอำนาจ

จะหาร ๑๐๐ หาร ๕๐๐ ยังต้องอยู่กันแบบนี้ไปอีกหลายปีครับ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'อเมริกา'อีกแล้ว

เย็นๆ โน้นแหละครับ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเรื่องนายกฯ ๘ ปี ถึงจะออกมา

ก่อนคำวินิจฉัย

ตั้งตารอเลย พรุ่งนี้ (๓๐ กันยายน) บ่ายสาม ได้รู้กันครับ หมู่หรือจ่า หยุดแค่นี้หรือไปต่อ

ประชาธิปไตยดัดจริต

ขวัญอ่อนกันเหลือเกิน พอบอกให้ระวังจะไม่มีการเลือกตั้ง โหมกระพือกันใหญ่ จะมีรัฐประหาร

ไม่เชื่อก็ลองดู

เหมือนปลาได้น้ำ ช่วงนี้พรรคเพื่อไทยคึกคักเป็นพิเศษจากผลการเลือกตั้งนายก อบจ.ร้อยเอ็ด

ข่าวดี-ข่าวปลอม

อีกแล้วครับทั่น! เมื่อค่ำวันเสาร์ทีมวอลเลย์บอลสาวไทย สร้างความสุขให้คนไทยทั้งชาติ