ถอดบทเรียน (อีกแล้ว)

หลั่งไหลครับ

ไม่ใช่ความช่วยเหลือ แต่เป็นความเห็น

โดยเฉพาะจากฝ่ายการเมือง

มุมหนึ่งถือเป็นนิมิตหมายที่ดี ที่นักการเมืองต่างก็รู้ปัญหา และรู้ว่าจะต้องแก้ไขกรณีการสังหารหมู่อย่างไร

แต่อีกมุม เหมือนงูกินหาง วนอยู่กับการเสนอความเห็น ไม่อาจนำไปปฏิบัติจริงได้

แม้จะมีการบอกว่าต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่เมื่อล้วงลึกลงไป โครงสร้างที่ว่าแค่จำเพาะเจาะจงเป็นจุดๆ มิได้หมายถึงโครงสร้างในภาพรวม

แน่นอนครับปัญหา ตำรวจ ทหาร ใช้อาวุธ สังหารประชาชน เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง

แต่หากพูดเฉพาะโครงสร้างกองทัพ โครงสร้างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็อาจแก้ปัญหาผิดทาง

ที่พูดกันว่า ถ้าการเมืองดี โน่นนี่นั่นต้องดี ถือว่าถูกต้องครับ

คำถามคือ วันนี้การเมืองดีแล้วหรือยัง

หลังเหตุการณ์ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตำบลอุทัยสวรรค์  อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู ผ่านพ้นไป เสียงเรียกร้องหาความรับผิดชอบ เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ

และปฏิเสธไม่ได้ครับว่า อยู่ในความรับผิดชอบของรัฐบาล เพราะรัฐบาลเปรียบเหมือนกระโถนต้องรับผิดชอบในทุกเรื่องอยู่แล้ว

รัฐบาลต้องรับผิดชอบแค่ไหน

ถ้าไปถามฝ่ายค้าน หรือคนไม่ชอบขี้หน้ารัฐบาล คำตอบที่ได้คือ ลาออก ยุบสภา เท่านั้น ไม่ต้องทำอย่างอื่น

แล้วรัฐบาลใหม่มาแก้ปัญหาได้จริงหรือ?

นักการเมืองมีศักยภาพที่จะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างแบบนี้ได้จริงหรือไม่

หากทำได้ ที่ผ่านมาทำไมไม่ทำ

ฉะนั้นเมื่อพูดถึงฝ่ายการเมือง ต้องพูดถึงภาพรวมการเมืองที่ผ่านมา ไม่จำเพาะเจาะจงเฉพาะรัฐบาลนี้เท่านั้น

เพราะการเมืองไทยแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

สิ่งที่เราขาด และเรียกร้องกันมาตลอดคือ การปฏิรูปการเมือง

เมื่อพูดถึงปัญหาที่เกิดจากโครงสร้าง เราต้องพิจารณาถึงโครงสร้างทั้งหมด ไม่เฉพาะทหาร ตำรวจเท่านั้น

ไม่เช่นนั้น ทุกอย่างจะซ้ำรอยเดิมไปเรื่อยๆ

เหมือนที่เราเคยถอดบทเรียนกรณีกราดยิงที่โคราช มีการพูดถึงแต่ทหาร และกองทัพ สิ่งที่ได้มาคือบทเรียนที่ขาดวิ่น

แล้วทุกคนก็ลืมไป

มาวันนี้ก็เกิดซ้ำรอยอีก

 การแก้ปัญหาทางสังคม ต้องพูดถึงโครงสร้างขนาดใหญ่ ต้องมีการปรับเปลี่ยนทั้งองคาพยพ จึงจะเห็นผล

ทำไมต้องแก้ทั้งระบบในเมื่อ เป็นเรื่อง ทหาร ตำรวจ ยิงคน

เบื้องต้นทุกฝ่ายน่าจะมองถึงสาเหตุของโศกนาฏกรรมไปในทิศทางที่ใกล้เคียงกันแล้วนั่้นคือ มาจากปัญหาในระบบราชการ ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม ความเครียด ความกดดัน ฯลฯ

การแก้ปัญหานี้จึงไม่ง่าย

หากมุ่งไปที่ ทหาร ตำรวจ ก็ไม่สามารถตอบคำถามได้ว่า วันข้างหน้าหากมีพลเรือน ที่ถือปืน หรืออาวุธอื่นๆ ไปสังหารหมู่ จะแก้ปัญหากันอย่างไร

หรือเราจะอุดรอยรั่วทีละจุดไปเรื่อยๆ

อเมริกา ประเทศที่บังคับใช้กฎหมาย มีประสิทธิภาพมากที่สุดในโลก ก็ยังเกิดปัญหาการฆ่าหมู่แทบจะทุกเดือน

ทหารอเมริกา กลับไปก่ออาชญากรรมในประเทศตนเองก็มีไม่น้อย หลังต้องออกรบในตะวันออกกลาง บางคนสังหารศัตรูเป็นร้อยศพ

ตำรวจอเมริกา ก่อคดีสะเทือนขวัญบ่อยครั้ง แม้ไม่ใช่การสังหารหมู่ แต่การทำให้พลเรือนเสียชีวิตเพราะความขัดแย้งทางสังคม โดยเฉพาะสีผิว มันเกิดมานานแล้ว

และถี่ยิบ ชนิดไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงได้

ฉะนั้นจะเห็นว่าแต่ละประเทศล้วนมีปัญหาที่แตกต่างกัน แต่สร้างความสะเทือนขวัญได้เหมือนๆ กัน

การเมืองอเมริกาดีมาก 

ยอดเยี่ยมกว่าใครในโลก 

แต่ก็ยังแก้ปัญหากันไม่ได้

แล้วคำตอบสำหรับประเทศไทยคืออะไร

การปฏิรูปการเมือง คือการเปิดประตูไปสู่การปฏิรูปอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นปฏิรูปตำรวจ ปฏิรูปกองทัพ ล้วนต้องเริ่มต้นจากรัฐสภาทั้งสิ้น

แต่วันนี้การเมืองไทยยังไม่เข้าใกล้คำว่าปฏิรูปเลย

ขอยืมคำพูดสามนิ้วมาใช้หน่อยครับ

การเมืองดี ทุกอย่างจะดีตาม อาจเป็นสูตรสำเร็จที่คิดกันว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่เปลี่ยนรัฐบาล จากรัฐบาลประยุทธ์ ไปเป็นรัฐบาลเพื่อไทย หรือรัฐบาลก้าวไกล

ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เชียร์พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งแลนด์สไลด์ครับ 

แต่ก่อนอื่นพรรคเพื่อไทยขอโทษประชาชนก่อน เพราะเคยค้ำบัลลังก์รัฐบาลขี้โกง 

๒ นายกฯ หนี รัฐมนตรีติดคุกระนาว

ก็ยังมองไม่ออกครับว่า เปลี่ยนรัฐบาลแล้ว ปัญหาที่สะสมมานาน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ปัญหาจากภาวะกดทับ จะคลี่คลายลงได้อย่างไร

วานนี้ (๗ ตุลาคม) หมอชลน่าน ศรีแก้ว ประกาศเสียงดังฟังชัด

"...ยาเสพติด บ่อนทำลายประเทศ พรรคเพื่อไทยจึงขอประกาศฟื้นนโยบาย ทำสงครามกับยาเสพติด ยินดีที่จะปรับปรุง แก้ไข ข้อบกพร่องในอดีต เพื่อขจัดยาเสพติดให้สิ้นไปจากสังคมไทย จะเอาจริงเอาจัง ไม่ปล่อยปละละเลยให้เยาวชนกลายเป็นหนูทดลองยา คืนลูกหลานสู่สังคม และจะทำทุกวิถีทางที่จะดำเนินการเรื่องนี้เพื่อให้ประเทศไทยออกจากวิกฤตยาเสพติดให้ได้ ..."

บางคนฟังแล้วน่าจะขนลุก เพราะนึกถึงการฆ่าตัดตอนสมัยทักษิณ

แต่ยังดีครับที่ หมอชลน่าน ยอมรับว่านโยบายเก่า ผิดพลาดบกพร่อง

ต้องเอามาแก้ไขก่อน

เผื่อใครยังไม่รู้ หลายสิบปีมานี้ สถิติยาเสพติดในภาพรวมลดลงอย่างฮวบฮาบ คือปี ๒๕๕๗-๒๕๕๘ เพราะขณะนั้น พ่อค้ายาเสพติด ผู้มีอิทพลท้องถิ่น ข้าราชการนอกรีต ยันนักเลงหัวไม้ กลัว คสช.เรียกปรับทัศนคติ

หลังจากนั้นความกลัวหดหาย ยาเสพติดก็กลับมาเป็นปกติ

ยาเสพติดก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของปัญหา

การแก้ปัญหายาเสพติดโดยบอกว่า "ทำสงคราม"  อาจกลายเป็นดาบสองคมเหมือนในอดีต เพราะเหมือนนโยบายให้ท้ายเจ้าหน้าที่รัฐนอกคอกไปใช้อำนาจเกินขอบเขต

สุดท้ายฆ่าตัดตอนภาค ๒ ก็อาจกลับมา

ฉะนั้นตั้งหลักให้ได้ครับ อย่าโหนสถานการณ์แล้วรีบออกนโยบายเพื่อหาเสียง ทำแบบนั้นมันเอาเปรียบประชาชน

หากจะแก้ปัญหากันจริงๆ ต้องเริ่มที่การเมืองก่อน ทุกพรรคการเมืองต้องชัดเจนเรื่องปฏิรูปการเมือง

มิเช่นนั้นคงต้องถอดบทเรียนกันไปเรื่อยๆ

ไม่นานก็มีมาให้ถอดอีก.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ยุบสภาหรือไปต่อ

สภาล่มอีกแล้ว.... มีสภาให้ทำงาน ส.ส.หายหัว พอไม่มีสภา บ่นกันขรมเผด็จการครองเมือง

ประชานิยมซ่อนรูป

จะพัฒนาประเทศยังต้องทำอีกหลายสิ่งครับ เรื่องขจัดนักกินเมือง คงจะยากครับ เพราะเงื่อนไขยังไม่สุกงอมพอ

อาฆาตมาดร้าย

ดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่สาระมหาศาล เรื่องที่รัฐบาล โดยกระทรวงศึกษาธิการ จะพัฒนาและปรับปรุงการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ ให้มีความน่าสนใจยิ่งขึ้น

๓ ปอ.ซีซัน ๓

แบบนี้ก็มีด้วย เป็นฝ่ายค้านไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย