'เอเปก' เพื่อพรุ่งนี้

เห็นด้วยกับ "อุ๊งอิ๊งค์" แพทองธาร ชินวัตร ครับ

การประชุมเอเปกต้องเป็นประโยชน์แก่คนไทย ให้ได้มากที่สุด

วานนี้ (๑๖ พฤศจิกายน) "อุ๊งอิ๊งค์" ทวีตข้อความ      ผ่านบัญชีทวิตเตอร์ Ing [email protected] ตามนี้ครับ

"...เมื่อ ๑๙ ปีที่แล้ว รัฐบาลไทยรักไทย ใช้ APEC เป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมเศรษฐกิจประเทศไทยที่กำลังฟื้นฟูหลังวิกฤตต้มยำกุ้งและโรคระบาดซาร์ส เวที APEC ครั้งนั้น คือโอกาสสำคัญที่จะใช้การทูตเชิงเศรษฐกิจ เพื่อสร้างผลประโยชน์แก่ประชาชนให้ได้มากที่สุด

ในยามประเทศเกิดวิกฤตทั้งเศรษฐกิจและโรคระบาด  ทุกงบประมาณ ทุกภาษีที่ประชาชนจ่าย ทุกสรรพกำลังของข้าราชการ เจ้าหน้าที่ รวมถึงผู้คนอีกจำนวนมากมหาศาลอยู่เบื้องหลังงานครั้งนี้ เราควรทำให้ #APEC2022 เกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

นั่นคือสิ่งที่เราในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่งผู้เสียภาษีคาดหวังกับ #APEC2022 ภายใต้รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาค่ะ..."

ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปกครั้งนี้เป็นครั้งที่  ๓

ครั้งแรกปี ๒๕๓๕ ยุครัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน

เกิดผลลัพธ์สำคัญ คือ การออกแถลงการณ์ประกาศจัดตั้งสำนักเลขาธิการเอเปก หรือ APEC Secretariat ที่สิงคโปร์ เพื่อทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการการประชุมและประสานงานเรื่องต่างๆ

ครั้งที่ ๒ อย่างที่รู้กันยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ปี  ๒๕๔๖

ผลลัพธ์สำคัญ คือ การสนับสนุนให้เกิดความคืบหน้าในการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบโดฮาภายใต้องค์การการค้าโลก

การต่อต้านการก่อการร้ายที่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

และครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๓ ภายใต้แนวคิด “เปิดกว้าง สร้างสัมพันธ์ เชื่อมโยงกัน สู่สมดุล” หรือ Open. Connect.  Balance.

สิ่งที่ประเทศไทยจะผลักดันในกรอบความร่วมมือครั้งนี้ ได้แก่

เปิดกว้างในทุกโอกาส สานต่อการดำเนินงานในการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน โดยเฉพาะการไหลเวียนสินค้าจำเป็น เช่น วัคซีนโควิด-๑๙ และสินค้าทางการแพทย์

นอกจากนี้ ยังตระหนักถึงการเข้าสู่ยุคดิจิทัลและการเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัล เช่น กระบวนการระบบศุลกากรที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ และการดำเนินธุรกิจที่ช่วยลดต้นทุนจากการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล

และไทยจะส่งเสริมการหารือการจัดทำรายการสินค้าสิ่งแวดล้อม และปรับปรุงรายการสินค้าสิ่งแวดล้อมให้มีความทันสมัย

เชื่อมโยงในทุกมิติ เน้นในเรื่องการกลับมาเชื่อมโยงกันผ่านการเดินทางข้ามพรมแดนอย่างปลอดภัย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-๑๙

สมดุลในทุกแง่มุม นำเสนอแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ  เศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียว หรือ BCG  Economy Model ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติของไทย

เป็นแนวคิดที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เช่น  การปล่อยก๊าซคาร์บอนระดับต่ำ

รวมถึงการสานพลังร่วมสร้างเครือข่ายระหว่างภาครัฐ  ภาคเอกชน ภาควิชาการและเยาวชน จะผลักดันให้เกิดการใช้แนวคิดใหม่ๆ ในการดำเนินธุรกิจ เช่น การใช้เทคโนโลยีและการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โดยไทยจะเน้นเรื่องการคำนึงถึงทรัพยากรธรรมชาติ  ทั้งในเรื่องการรักษาป่าไม้ การจัดการขยะทางทะเล และการต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมายด้วย

นอกจากนี้ ยังมองเห็นความสำคัญของการพัฒนาระบบอาหารและการเกษตรเพื่อความมั่นคงทางอาหารด้วย

นั่นคือกรอบที่้วางไว้ เกิดผลลัพธ์สำคัญหรือไม่ อยู่ที่การเจรจาความ

การประชุมเอเปกสมัยทักษิณ ได้รับคำชมว่าจัดได้ดี มีพิธีกรรมที่ตื่นตาตื่นใจสำหรับชาวต่างชาติ 

เหมือนจะราบรื่นไปหมด แต่รัฐบาลไทยขณะนั้นถูกวิจารณ์ว่ารับใช้ตะวันตกถึงขนาด ยอมให้มีการจับกุม “ฮัมบาลี” บิน ลาดิน แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในไทย

แน่นอนครับ “ฮัมบาลี” ผู้ก่อการร้ายหัวรุนแรงสมควรถูกจับไปพิจารณาโทษ    

 “ฮัมบาลี” เป็นชาวอินโดนีเซีย

เป็นบุคคลสำคัญในการวางแผนลอบวางระเบิดแหล่งท่องเที่ยวบนเกาะบาหลีของอินโดนีเซียเมื่อ ๑๒ ตุลาคม  ๒๕๔๕ ที่เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า ๒ พันคน

ข้อสังเกตคือ ไม่มีการจับกุม “ฮัมบาลี” ในอินโดนีเซีย  รวมถึงมาเลเซีย ที่ “ฮัมบาลี” มีเครือข่ายอยู่ แต่มาจับกุมที่้ไทย

เป็นการจับกุมเดือนสิงหาคมปี ๒๕๔๖

รัฐบาลทักษิณเป็นเจ้าภาพจัดประชุมเอเก เดือนตุลาคม ๒๕๔๖

การจับกุมแทนที่้จะดำเนินการอย่างลับๆ เพื่อความปลอดภัยของประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งใน กทม.

กลับประชาสัมพันธ์ทำกันอย่างเอิกเกริก

ในวงประชุมด้านความมั่นคงระดับนานาชาติ หลังจากนั้น หลายประเทศชี้มือมาที่ไทย โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าสุ่มเสี่ยงจะกลายเป็น แหล่งบ่มเพาะก่อการร้าย แหล่งใหม่

ช่วงเวลานั้น ตอนเหนือของมาเลเซียและทางตอนใต้ของไทย มีความเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อการร้าย เช่น "กลุ่มเจไอ" หรือเจมาห์ อิสลามิยาห์ 

เครือข่ายของฮัมบาลี ก็เคยเข้าออกสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย

พัฒนาการความรุนแรงหลังจากนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ว่า ส่วนหนึ่งมาจากการจับกุม “ฮัมบาลี” ที่พระนครศรีอยุธยา  และรัฐบาลไทยตีข่าว เพื่อโชว์ผลงาน

เหตุระเบิดเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๖ ที่ปากซอยรามคำแหง ๔๓/๑ ผู้ต้องหาที่ถูกจับและถูกออกหมายจับแล้วเป็นชาว จ.นราธิวาส

มีปฏิบัติการลับๆ พาไปชี้จุดต้องสงสัยในพื้นที่ พบอุปกรณ์ประกอบระเบิดถูกฝังไว้ล็อตใหญ่

ผู้ต้องหาชุดนี้เป็น "กลุ่มพูโลใหม่" ที่เพิ่งผ่านการฝึก  ประวัติขาวสะอาด ไม่เคยก่อคดีใดๆ

รับงานแรกคือลอบวางระเบิดย่านรามคำแหง

แม้ไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่า ความรุนแรงในพื้นที่  ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังจากจับกุม "ฮัมบาลี” ถูกขยายแนวรบมาถึงใน กทม.

แต่หลังจากนั้น กทม.ตกเป็นเป้าโจมตีของกลุ่มก่อการร้ายบ่อยครั้ง

รวมทั้งเหตุระเบิดบริเวณศาลท้าวมหาพรหม เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๕๘ ในยุครัฐบาล คสช. มีผู้เสียชีวิตทั้งไทยและเทศกว่า ๒๐ ราย

นี่คือสิ่งที่ "อุ๊งอิ๊งค์" ไม่ได้เขียนถึง

อีกประการหนึ่งที่รัฐบาลทักษิณ จัดงานเอเปกราบรื่น  เพราะขณะนั้นประชาชนยังไม่ถูกแบ่งเป็น ๒ ขั้ว ไม่มีเหลือง ไม่มีแดง

มีแค่คนเลือกพรรคไทยรักไทย กับคนเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้ขัดแย้ง สู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย

แต่ "เอเปก" ครั้งนี้แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง การเมืองขัดแย้งกันแสนสาหัส ประชาชนถูกแยกเป็น ๒ ฝ่าย แทบไม่เผาผีกัน

ผลลัพธ์สำคัญของการประชุมเอเปกครั้งนี้ จะออกมาในยุครัฐบาลหน้า อาจจะเป็นรัฐบาลที่ "อุ๊งอิ๊งค์" เป็นนายกรัฐมนตรี

หากเกิดความสำเร็จในวันนั้น อย่างน้อยต้องขอบคุณรัฐบาลนี้ที่ปูทางไว้ให้

โรคระบาดขาลง เศรษฐกิจขาขึ้น คือโอกาสที่รัฐบาลถัดไปต้องหยิบฉวยให้ได้ แล้วทำมันเพื่อประชาชนทั้งชาติ

ไม่ใช่ร่ำร้องจะเอาพ่อกลับบ้าน!

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เรื่องจริงจากปาก

กูรูฟันธงว่านับถอยหลัง สาเหตุเพราะ สภาล่ม! ต้องยุบสภาแน่ๆ ในเร็วๆ นี้ ทายถูกแต่ไม่หมด ถึงสภาไม่ล่มก็มีโอกาสยุบสภาในเร็วๆ นี้เช่นกัน

แลนด์สไลด์ธรณีสูบ

ยิ่งกว่านวดแป้ง บอกแล้วว่างานนี้มาเป็นซีรีส์ ลากยาวถึงเลือกตั้งแน่นอน มวลชนหลักของพรรคเพื่อไทยคือคนเสื้อแดง

ถอยจากความตาย

เมื่อวานกับวันนี้ไม่เหมือนกันจริงๆ "เพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์" มีวุฒิภาวะมากขึ้น

หลอกใช้เด็ก

เดี๋ยวๆๆๆ เอาให้แน่เรื่องมันเริ่มมายังไง ค่อยๆ เรียงลำดับอะไรมาก่อนหลัง ไม่งั้นถูกหลอกกันทั้งเมือง

แดงตะลึง! ทั้งแผ่นดิน

อย่าเพิ่งเบื่อซะก่อนนะครับ.... เรื่องของ "จตุพร" กับ "ทักษิณ" ยังมีอีกหลายตอน คร่าวๆ คงจะลากยาวถึงการเลือกตั้ง

โหมโรงลิเกการเมือง

อย่ากะพริบตา... เมื่อคืนวันเสาร์ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ กฎหมายสำคัญ ๒ ฉบับคือ