ของสงฆ์ไม่ใช่ของตน

เนี่ย...อยู่ยากจริงๆ

เพราะเริ่มรู้สึกว่า ไม่รู้ต้องหัวเราะ หรือ ร้องไห้ ดี

เห็นเถียงกันในโซเชียล พระลาสิกขา ทรัพย์สมบัติที่ได้มานับแต่บวช ต้องตกเป็นของใคร

มึนตึ้บ! คนไทย พ.ศ.นี้ เถียงกันคอเป็นเอ็น

ต้องเป็นของวัดสิ

ไม่ใช่..มันต้องเป็นของ "ไอ้ทิด"

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๒๓ บัญญัติว่า... 

"ทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศนั้น เมื่อพระภิกษุนั้นถึงแก่มรณภาพให้ตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุนั้น เว้นไว้แต่พระภิกษุนั้นจะได้จำหน่ายไปในระหว่างชีวิตหรือโดยพินัยกรรม"

ฉะนั้น สึกจากพระไปโดยที่ยังไม่ตาย ไอ้ทิด ก็จ้างสิบล้อขนสมบัติกลับบ้านสิครับ ไม่เห็นจะยากอะไร

ส่วนที่จะตกเป็นของวัด มันก็มีบรรทัดฐานอยู่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๑๕๗/๒๕๖๑ ข้อเท็จจริงได้ความว่า เงินในบัญชีเป็นเงินบริจาคที่ได้มาจากการทำศพของผู้ตาย จึงต้องพิจารณาว่า โจทก์เป็นผู้มีอำนาจจัดการศพของผู้ตายหรือไม่

ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์จำเลยว่า ผู้ตายไม่ได้ตั้งผู้จัดการมรดกและไม่ได้ตั้งผู้จัดการศพ ทายาทไม่ได้มอบหมายตั้งให้ผู้ใดเป็นผู้จัดการศพ

อีกทั้งไม่มีผู้ได้รับทรัพย์มรดกด้วย เพราะผู้ตายไม่มีทรัพย์มรดก

จึงเป็นกรณีที่ไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้ ต้องวินิจฉัยโดยเทียบบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่ง ตาม ป.พ.พ.  มาตรา ๔ วรรคสอง โดยนำ ป.พ.พ. มาตรา ๑๖๔๙ มาปรับใช้ว่า...

"ผู้ที่มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตายเป็นผู้มีหน้าที่จัดการศพ  เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ตาย มีทายาท คงมีแต่โจทก์ซึ่งเป็นวัดที่ผู้ตายมีภูมิลำเนาขณะถึงแก่มรณภาพเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ป.พ.พ. มาตรา ๑๖๒๓

จึงถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิรับมรดกโดยสิทธิโดยธรรมตามนัยมาตรา ๑๖๔๙

โจทก์จึงเป็นผู้มีอำนาจและหน้าที่จัดการทำศพผู้ตาย มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยจัดการมอบเงินในบัญชีให้โจทก์เพื่อนำไปใช้ในการจัดการทำศพผู้ตายต่อไป"

ครับ...ตามข้อกฎหมาย "ไพรวัลย์ วรรณบุตร" สามารถขนสมบัติที่ได้นับตั้งแต่บวชมา กลับบ้านได้

จะขนกี่รถสิบล้อ จะมีกี่ร้อยล้านพันล้าน ก็ขนกลับได้หมด

เพียงแต่...

นี่เรามาถึงยุคที่ต้องเถียงกันเรื่อง ทรัพย์สมบัติของสงฆ์ที่ได้มาระหว่างการนุ่งผ้าเหลือง ว่าต้องตกเป็นของใคร กันแล้วหรือ?

ยิ่งเห็น "ไพรวัลย์ วรรณบุตร" ตอบโต้ "ศรีสุวรรณ  จรรยา" แล้ว มันเกิดหลายความรู้สึกระคนกัน

แบบว่า...อิหยังวะ

"ลุงศรีแกจะโง่แล้วขยัน หรือโง่แล้วอวดฉลาดคนเดียว  อาตมาไม่มีปัญหานะ แต่ทำไมช่อง ๗ ต้องพลอยบื้อ พลอยบ้าจี้ตามลุงแกด้วย แล้วสื่อแบบนี้หรอ ที่สังคมจะฝากความประเทืองทางปัญญาอะไรด้วยได้"

"ลุงศรี" โง่หรือเปล่าก็ไม่ทราบ

แต่ "ลุงศรี" พูดเรื่องสมบัติของพระ ฟังแล้วมันสะดุดหูอยู่ไม่ใช่หรือ

เพราะคำว่า "พระ" ในความเข้าใจของปุถุชน หมายถึงผู้ซึ่งละแล้วซึ่งกิเลส ตัณหาราคะ ไม่มีความละโมบใดๆ เหลืออยู่ในจิตใจ

ส่วนคำว่า "ทรัพย์สิน" คือความมั่งคั่งร่ำรวย ที่มาพร้อมกับความโลภ ความอยากได้ใคร่มี สวนทางกับคำว่า "พระ"

ก็ไม่มีใครทราบได้ว่ามหาสมบัติจำนวน ๓๑๕ ล้าน ของ  "ไพรวัลย์ วรรณบุตร" ว่าคืออะไร มีมูลค่าจริงเท่าไหร่

อาจเป็นหนังสือธรรมะนำไปสู่นิพพาน กองโตนับสิบๆ ตัน ต้องขนด้วยรถสิบล้อก็เป็นได้

อาจเป็นสินค้ารีวิวตกค้าง

หรืออาจจะเป็นเหรียญคริปโต แลคโตบาซิลลัส สูตรน้ำตาลน้อย ก็ได้ ใครจะไปรู้นอกจากไพรวัลย์ กับเด็กขนของขึ้นรถ

แต่ทรัพย์สินก็คือทรัพย์สิน                          

พุทธทาสภิกขุ อบรมพระธรรมทูต เรื่อง ชีวิตของนักเผยแผ่ เมื่อปี ๒๕๑๐

"...ในพระพุทธศาสนาเราพระพุทธองค์ก็ตรัสว่าภิกษุมีทรัพย์สมบัติเหมือนกับนกมีเพียงปีก ๒ ข้างแล้วก็บินไป               

นี่มันเรื่องเดียวกันแท้คือเรื่องไม่มีทรัพย์สมบัติอะไร เรียกว่าความจน

ถ้าไปเกิดมีทรัพย์สมบัติอะไรเข้าแล้วมันก็เป็นห่วงจะต้อง หอบต้องหิ้วไปแล้วจะต้องเกิดการสะสม กำลังกายกำลังใจก็จะถูกแบ่งมาอยู่กับเรื่องทรัพย์สมบัติเพราะฉะนั้นจึงมีไม่ได้

เพราะฉะนั้นถ้ามีอะไรก็ให้จัดกระทำไปเหมือนอย่างกับว่าไม่มี ไม่มีดีกว่า เพราะว่าเราไม่จำเป็นต้องมี ถ้าจำเป็นต้องมีก็ต้องเป็นของสงฆ์ เครื่องใช้ไม้สอยทุกสิ่งทุกอย่างนั้นให้เป็นของสงฆ์

เรื่องทรัพย์สมบัติมีอะไรเป็นเครื่องห่วง ถ้ามีอยู่ขอให้นึกว่าจะต้องสละ

ทรัพย์สมบัตินี่ร้ายกาจมาก

ถ้าลองรักลองพอใจแล้วก็จะต้องอาลัยอาวรณ์ แม้ที่สุดจะเป็นของเล่นก็ยังอาลัยอาวรณ์ อุตส่าห์ไปซื้อไปหาไปพยายามขวนขวายมาจนได้

พูดง่ายๆ ก็บางทีอุตส่าห์ไปตบตาโยมจนเอาอะไรมาได้ซักอย่างนึง ในฐานะเป็นทรัพย์สมบัติที่ไม่เกี่ยวไม่จำเป็นกับการประพฤติพรหมจรรย์เลยก็มี

นี่แหละลองพิจารณาดูเถอะว่ามันมีพิษสงร้ายกาจเท่าไรเกี่ยวกับเรื่องนี้

เราจะต้องเป็นผู้ที่ไม่มีอะไรห่วง

ผู้ที่ได้รับหน้าที่เป็นสมภารก็มักจะมีอะไรห่วงมากเกินไปจนทำอะไรไม่ได้

แต่ถ้าถือว่าหน้าที่สมภารก็เป็นหน้าที่ดูแลทรัพย์สมบัติของสงฆ์ไม่ใช่ของเรา มันก็ควรจะมีห่วงน้อยที่สุด หรือไม่มีห่วงเลยก็ได้มันเป็นเพียงทำงานตามหน้าที่ก็แล้วกัน

ประเด็นนี้มีความคิดเลยเถิดไปเอง ไปยึดมั่นถือมั่นในลักษณะที่เป็นของตน เพราะว่าตนใช้สอยหรือบันดาลทำอะไรได้ต่างๆ ตามพอใจ

ลืมไปว่าเป็นของสงฆ์ กลายเป็นของตนไปโดยไม่รู้สึก..."

ครับ...มีสงฆ์จำนวนไม่น้อย คิดว่าทรัพย์สมบัติที่ได้เพราะเป็นสงฆ์นั้น เป็นของตน จึงยึดติดในทรัพย์สินนั้น นำติดไปกับตัว

แต่ตามความเป็นจริงแล้วผู้ที่จะบวชนั้น ก่อนบวชต้องเป็นผู้ที่ได้ฟังพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง มีความเข้าใจรู้อัธยาศัยของตนเองว่าสามารถที่จะขัดเกลากิเลสในเพศที่สูงยิ่งได้

จึงสละชีวิตของคฤหัสถ์ทุกประการมุ่งสู่ความเป็นบรรพชิตอุทิศชีวิตทั้งชีวิตเพื่อศึกษาพระธรรม

พระภิกษุคือผู้ที่เห็นโทษเห็นภัยของกิเลส

จึงสละอาคารบ้านเรือนทรัพย์สมบัติวงศาคณาญาติ เพื่อศึกษาพระธรรมอบรมเจริญปัญญาขัดเกลากิเลสในเพศที่สูงยิ่ง

คือเพศบรรพชิต

ที่จะต้องมีชีวิตที่เหมาะควรแก่เพศของตน

ฉะนั้นการทำอะไรหรือมีอะไร เหมือนอย่างคฤหัสถ์นั้นทำไม่ได้ ไม่ควรทำ

เพราะสละชีวิตคฤหัสถ์ไปแล้ว

ก็ต้องไตร่ตรองดูว่า การล่วงละเมิดพระวินัยนั้น เป็นอันตรายมาก ถ้าไม่แก้ไขด้วยความสำนึกจริงๆ ใช่หรือไม่

และเมื่อลาสิกขาไปเป็นคฤหัสถ์ ไม่มีอาบัติในเพศคฤหัสถ์ แต่ก็ไม่ควรนำของใช้ไปใช้ต่อในเพศคฤหัสถ์

สิ่งใดที่พอจะเป็นประโยชน์ได้ ก็ควรแก่ผู้อื่นก็บริจาคให้ผู้อื่น

ยิ่งเป็นหนังสือธรรมะยิ่งต้องบริจาคให้สาธารณะ เพื่อการเผยแผ่ธรรม และการเข้าถึงธรรมผ่านหนังสือธรรมะของผู้ที่ด้อยโอกาสกว่า

อย่าให้เขาว่าเอาได้ว่า...

บวชเพื่อสร้างฐานะ ให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินเงินทอง

แล้วทิ้งธรรมไปเสีย.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

หลอนรัฐประหาร

จะไปกันใหญ่ ดีเบตผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หลายๆ เวทีฟังดูแล้ว