ตำรวจ ปอศ. เปิดปฏิบัติการตรวจค้น 20 จุด ทลายเครือข่ายทุนจีนต้องสงสัยใช้คนไทยเป็นนอมินีจัดตั้งบริษัท 33 แห่ง เข้าถือครองบ้านหรู 33 หลังในพื้นที่กรุงเทพฯ มูลค่ารวมกว่า 1,275 ล้านบาท พร้อมยึดโฉนด เอกสารสิทธิ์ หนังสือเดินทาง และเอกสารสำคัญจำนวนมาก เตรียมดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องตามกฎหมาย และประสานกรมที่ดินดำเนินการตามขั้นตอน
22 กรกฎาคม 2569 - ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมด้วย พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) พ.ต.อ.จำนาญ จันทร์เทศ ผู้กำกับการ 4 บก.ปอศ. และกำลังเจ้าหน้าที่ แถลงผลปฏิบัติการตรวจค้นเครือข่ายทุนจีนที่ต้องสงสัยใช้คนไทยเป็นนอมินีจัดตั้งบริษัทเพื่อถือครองอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย
ผลการปฏิบัติการพบการจัดตั้งบริษัทรวม 33 บริษัท และการเข้าถือครองบ้านพักในโครงการหมู่บ้าน 33 หลัง มูลค่ารวมกว่า 1,275 ล้านบาท พร้อมตรวจยึดของกลาง อาทิ โฉนดที่ดิน 3 ฉบับ เอกสารสิทธิ์และสัญญาซื้อขาย 30 ชุด หนังสือเดินทางหลายสัญชาติ 15 เล่ม อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 13 รายการ วัตถุคล้ายธนบัตรไทยและต่างประเทศรวมมูลค่าประมาณ 1.4 ล้านบาท เอกสารบริษัทและงบการเงิน 24 ชุด รวมถึงตราประทับบริษัท 6 ชิ้น
จากการสืบสวนพบว่า กลุ่มบุคคลสัญชาติจีนมีความต้องการถือครองบ้านพักในประเทศไทยเพื่อพักอาศัยและปล่อยเช่าให้ชาวจีนด้วยกันเอง โดยมี นายห่าว เติ้ง กับพวกร่วมดำเนินการจัดตั้งบริษัทในลักษณะอำพราง ผ่านสำนักงานกฎหมายและบริษัทรับทำบัญชี ก่อนนำบริษัทดังกล่าวเข้าซื้อบ้านหรู 33 หลัง ในหมู่บ้าน 3 แห่ง ย่านถนนพัฒนาการและถนนกรุงเทพกรีฑา
เจ้าหน้าที่ระบุว่า การตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า เงินทุนในการจัดตั้งบริษัทและการชำระค่าบ้านพักมีความเชื่อมโยงกับนายห่าว เติ้ง จึงขยายผลตรวจค้น 20 จุด ระหว่างวันที่ 26 มิ.ย.-7 ก.ค. 2569 พร้อมตรวจสอบเส้นทางการเงิน สอบสวนพยาน บริษัทรับทำบัญชี และบริษัทเอเจนซีที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยเช่าบ้าน
ผลการสืบสวนพบรูปแบบการดำเนินการ 3 ลักษณะ ได้แก่ การใช้คนไทยเป็นผู้ถือหุ้นแทนเพื่อซื้อหรือจองบ้าน การเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นเมื่อมีผู้ซื้อชาวจีน และการใช้บริษัทที่มีคนไทยเป็นนอมินีซื้อบ้านก่อนนำไปปล่อยเช่าหรือจำหน่ายผ่านบริษัทเอเจนซี
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังตรวจพบเอกสารโอนหุ้นล่วงหน้า 30 ชุด ที่ลงนามไว้แล้ว เพื่อใช้เปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นตามคำสั่งของนายห่าว เติ้ง ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบประกอบสำนวนคดี
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งว่า พฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตาม พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 และอาจเกี่ยวข้องกับความผิดตาม ประมวลกฎหมายที่ดิน โดย บก.ปอศ. จะสรุปผลการสืบสวนส่งให้กรมที่ดินพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
“วราวุธ” จ่อ ยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ xEV รับคลื่นลงทุนจีน ชูไทยฐานผลิต ดึงเทคโนโลยีขั้นสูง อัปสกิลช่าง EV–AI
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า รัฐบาลให้ความสำคั
'อนุทิน' หารือ Huawei ขยายลงทุน AI- คลาวด์ในไทย
นายกฯ หารือ Huawei ขยายลงทุน AI-คลาวด์ในไทย หลังบริษัทชื่นชมศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัลไทย
รวบบอสชาวจีนระดับสั่งการ 'สแกมเมอร์' หลอกลวงประชาชน ฟอกเงินเป็นทองคำ
ศูนย์ต่อต้านฉ้อโกงออนไลน์ ทลายคอกม้าฟอกเงินเป็นทองคำ ขยายผลมีบอสชาวจีนสั่งการ จัดหาบัญชีม้าไว้สแกนหน้า บุกคาเยาวราชพบเป็นถึงระดับสั่งการแก๊งสแกมเมอร์
ดร.ปลอดประสพ เสนอ 7 ข้อ แก้ราคามะพร้าวตกต่ำ เตือน 'ศุภจี' อย่าเชื่อข้าราชการมากเกินไป
ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ล้งจีน หรือด้วงจีนที่กินมะพร้าวน้ำหอมไทย
ชาวบ้านด่านขุนทดงัดอำนาจ 'รัฐ-ทุนเขียว' ระเบิดอุโมงค์ใหม่โปแตช
กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด ชุมนุมแสดงพลัง “ก่อนบ้านจะบึ้ม เราจะบล็อก” เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและบริษัทเหมืองแร่โปแตช บางจาก ยุติการเดินหน้าขุดเจาะอุโมงค์ใหม่ด้วยการใช้ระเบิด ขณะที่ผลกระทบทำลายชุมชนย่อยยับยังไม่สะสาง พร้อมกระชากหน้ากากทุนจีนเหมืองโปแตชศูนย์เหรียญ
อธิบดีดีเอสไอ ตั้งทีมสอบคนไทยเป็นนอมินีจีนสร้างตึก สตง. ล็อกเป้าเอาผิดฐานเดียวก่อน
“อธิบดีดีเอสไอ” รับคดีนอมินี บจก.ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 บริษัทผู้ก่อสร้างตึก สตง. 30 ชั้นถล่มจากเหตุแผ่นดินไหว เป็นคดีพิเศษแล้ว พร้อมเซ็นตั้งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษกว่า 35 คน ลุยสอบสวนกรรมการผู้ถือหุ้นใหญ่ชาวไทยบังหน้ากรรมการตัวจริง

