นักวิชาการวนศาสตร์จวก "ถนนขึ้นพะเนินทุ่ง' บทเรียนลืมหลักอนุรักษ์


   

 

     แม้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้ยกเลิกโครงการพัฒนาปรับปรุงเส้นทางถนนในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานบริเวณทางขึ้นพะเนินทุ่งระยะทางประมาณ 21 กิโลเมตร ซึ่งจะเป็นถนนคอนกรีตผ่าเข้าไปในเขตป่าซึ่งเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ป่า สัตว์เฉพาะถิ่น เหลือเพียงปรับปรุงถนนบางจุดเท่านั้น หลังเกิดกระแสการไม่เห็นด้วยในการพัฒนาเส้นทางขึ้นพะเนินทุ่ง จ.เพชรบุรี ครั้งนี้ในวงกว้าง

      โดยข้อกังวลของกลุ่มนักอนุรักษ์และนักท่องเที่ยวหัวใจสีเขียว หวั่นการสร้างถนนคอนกรีตทั้งเส้นกระทบต่อสัตว์ป่า ระบบนิเวศป่าตะวันตก พร้อมทวงถามความเหมาะสมของการสร้างถนน ขณะที่ในมุมเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติมองว่า ถนนเสื่อมโทรม ทำให้เกิดฝุ่นและทำให้งานลาดตระเวนรักษาป่าประสิทธิภาพลดลง อีกทั้งการสร้างไม่ถูกหลักวิศวกรรมโยธาในบางช่วง อาจทำให้เกิดอันตรายต่อนักท่องเที่ยว

 

      ผลกระทบจากถนนอาจไม่ได้มาจากตัวถนนเท่านั้น แต่มาจากใช้เส้นทางตลอดจนการสร้างถนนในพื้นที่ป่าอย่างมีประสิทธิภาพ เหตุนี้ อนุรักษ์ศูนย์วิจัยป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับสมาคมศิษย์เก่าวนศาสตร์ และสมาคมอุทยานแห่งชาติ จัดการเสวนา "Eco-Friendly Road บทเรียนจากพะเนินทุ่ง" ณ ตึกเทียมคมกฤส คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อชี้แนะการสร้างเส้นทางในพื้นที่ป่าหรือสิ่งก่อสร้างต่างๆ มีหลักวิชาการรองรับ และผลกระทบทั้งแง่บวกและลบต่อสิ่งแวดล้อมที่ต้องคำนึงถึง

      อ.ดร.ปิยวัตน์ ดิลกสัมพันธ์ รองคณบดีฝ่ายพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์และสื่อสารองค์กร คณะวนศาสตร์ กล่าวว่า ข้อเท็จจริงเส้นทางถนนพะเนินทุ่ง มีการก่อสร้างและใช้ประโยชน์มายาวนาน เคยปรับปรุงเป็นระยะ แต่เมื่ออุทยานฯ ปิดซ่อมถนน ทำโครงการถนนคอนกรีตเสริมเหล็กกว้าง 4 เมตรและถนนน้ำล้น ก็เกิดกระแสสังคมคัดค้านใน 2 ประเด็น คือ การก่อสร้างถนนมีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนแค่ไหน และเส้นทางถนนพะเนินทุ่งผ่ากลางอุทยาน อาจก่อปัญหาสัตว์ป่าถูกรถชน เพราะการปรับปรุงเส้นทางขึ้นเป็นถนนคอนกรีตทั้งเส้นจะทำให้มีรถขึ้น-ลงได้ง่ายขึ้น

      รองคณบดีระบุว่า ขณะนี้กรมอุทยานฯ มีข้อสรุปเบื้องต้นให้ปรับปรุงเส้นทางเฉพาะ 26 จุด และชะลอการสร้างถนนข้ามลำธารและหาแนวทางจัดสร้างถนนที่เหมาะสม อีกทางเลือกถ้าซ่อมไม่ได้ ประเมินแล้วเป็นอันตราย จะปิดถนนไม่ให้รถขึ้น ใช้เดินเท้าขึ้นจุดชมวิวพะเนินทุ่งอย่างเดียว ระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม ประเด็นถนนในอุทยานฯ มีโอกาสจะเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ซึ่งอาจจะสร้างเส้นทางใหม่หรือปรับปรุงเส้นทางเดิม ซึ่งการจัดการพื้นที่อนุรักษ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวก สิ่งก่อสร้างต่างๆ ต้องมีการประเมินผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม และตัดสินใจบนข้อเท็จจริงและหลักทางวิชาการ

     ด้าน ผศ.ดร.ดรรชนี เอมพันธุ์ สาขาอุทยาน นันทนาการและการท่องเที่ยว ภาควิชาอนุรักษวิทยา คณะวนศาสตร์ กล่าวว่า ถนนในพื้นที่อนุรักษ์มีความหมายมากกว่าเส้นทางขนส่งนักท่องเที่ยวจากที่หนึ่งไปที่หนึ่งอย่างปลอดภัย แต่จะต้องนำพาประสบการณ์ที่ดี ไม่คำนึงถึงระยะเวลา เพราะได้ซึมซับธรรมชาติสองข้างทาง ไม่ใช่รถวิ่งฉิว ถนนในอุทยานแห่งชาติในมุมมองนักอนุรักษ์เข้มข้นมากๆ เป็นสิ่งต้องห้าม ต้องคิดให้รอบคอบ ไม่ใช่คิดแค่ผ่านป่า เพราะต้นทุนน้อย ไม่ต้องเวนคืนที่ดินชาวบ้าน อุทยานแห่งชาติมีวัตถุประสงค์อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ หากยึดหลักนี้ได้ การท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้จะตามมาทันที ถนนที่ไม่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ของอุทยานฯ ทำเพื่อคมนาคมขนส่งระหว่างประเทศ จังหวัดสู่จังหวัด อำเภอสู่อำเภอ และชุมชนสู่ชุมชน ต้องมองเป็นทางเลือกสุดท้าย

      "ถนนในอุทยานฯ ยุคแรกเป็นถนนตรวจการณ์ ลาดตระเวน เพื่องานอนุรักษ์ของเจ้าหน้าที่ ปัจจุบันมีถนนเพื่อการท่องเที่ยว ทำให้นักท่องเที่ยวที่ต้องการศึกษาธรรมชาติ ได้เข้าถึงพื้นที่ ประสบการณ์ที่ได้รับส่งต่อเรื่องจิตสำนึกอนุรักษ์ธรรมชาติ แต่บางแหล่งก็ไม่จำเป็นต้องให้ถนนเข้าถึง การตัดสินใจมีถนนเพื่อการท่องเที่ยวขึ้นกับประสบการณ์ที่ควรจะได้รับคืออะไร หรือมีเป้าหมายให้คนพิการ ผู้สูงวัย มีโอกาสเข้าถึง เดินเท้าอาจลำบาก แหล่งท่องเที่ยวนี้ต้องพัฒนาและจัดการให้เป็นไปตามนั้น นอกจากนี้ สามารถมีมาตรการจัดการ บรรเทาผลกระทบ ถนนสร้างได้ แต่ต้องสร้างสมดุล ที่ผ่านมา ถนนในอุทยานฯ มาตรฐานต่ำ อยากให้อุทยานฯ ประเมินเรื่องนี้ด้วย ไม่อยากให้วัวหายแล้วล้อมคอก" ผศ.ดร.ดรรชนีเน้นย้ำ

      ในวงเสวนานี้ ผศ.ดร.ดรรชนียังทวงถามถึงมาตรฐานทางกายภาพของถนนในอุทยานฯ ทั้งความกว้างของถนน จำนวนช่องทางจราจร ไหล่ทาง พื้นผิวถนน บางแห่งเป็นลูกรัง คอนกรีต จะแตกต่างกัน ส่วนการออกแบบด้านวิศวกรรมเพื่อความปลอดภัยในการใช้ถนนและเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อุทยานฯ บางแห่งละเลย ป้าย เครื่องหมายจราจร และการออกแบบเพื่อสุนทรียภาพและการเรียนรู้ เช่น ป้ายสื่อความหมาย จุดชมวิว พักรถเพื่อซึมซับทัศนียภาพข้างทาง ซึ่งส่วนใหญ่ไม่คำนึงถึง มักตัดตรงขึ้นไปเลย คิดแต่ขนส่ง จริงแล้วการพัฒนาถนนแต่ละเส้นมีความละเอียดอ่อน

      การตัดสินใจสร้างถนนในเขตอุยานฯ นักวิชาการวนศาสตร์ ย้ำอีกว่า ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรของการมีถนนมากเกินกว่าจะยอมรับได้ แม้จะมีมาตรการควบคุมถึงที่สุดแล้ว ควรยกเลิก และถ้ายังเปิดจุดท่องเที่ยวต้องเข้าถึงด้วยวิธีอื่น หรือไม่ยกเลิกจุดท่องเที่ยวนั้น ผลกระทบสิ่งแวดล้อมต้องควบคุมได้ ส่วนความปลอดภัยในการใช้งาน เปิดใช้เมื่อปลอดภัย ถ้าสุ่มเสี่ยงเสียชีวิตต้องปิด และพิจารณาซ่อมแซมถ้าจำเป็นต้องใช้ต่อไป การท่องเที่ยวแบบผจญภัยต้องมีความปลอดภัยเป็นพื้นฐาน นอกจากนี้ การตรวจสอบความปลอดภัยของถนนควรทำโดยผู้เชี่ยวชาญอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง

      " รูปแบบถนนเพื่อท่องเที่ยวขึ้นกับโอกาสด้านนันทนาการของแหล่งท่องเที่ยว ประสบการณ์ที่ต้องการให้นักท่องเที่ยวได้รับการออกแบบ ความกว้าง พื้นผิว การกำหนดจำนวนและความถี่ของการใช้ถนน ซึ่งมีผลต่อประสบการณ์นักท่องเที่ยว 

      ถนนในอุทยานฯ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ต้องจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวปลายทาง จำกัดช่วงเวลาที่เหมาะสม จำกัดประเภทรถ มีมาตรการใช้รถใช้ถนน ใช้รถสาธารณะ เพื่อลดใช้ส่วนบุคคล ถนนลดมลพิษ และขยะ ที่สำคัญได้รณรงค์และบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ การติดตามผลกระทบและข้อมูลสำหรับตัดสินใจจำเป็นต้องมี เพื่อปรับปรุงและสร้างการจัดการที่ดี" ผศ.ดร.ดรรชนีกล่าว

      ขณะที่ อ.ดร.นพรัตน์ คัคคุริวาระ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมป่าไม้ คณะวนศาสตร์ เผยเทคนิคการสร้างถนนในเขตอนุรักษ์ว่า ถนนใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ ปลูกป่า ลาดตระเวน และท่องเที่ยว บางประเทศทำเป็นถนนสาธารณะ ประชาชนใช้สัญจรได้ แต่เส้นทางขึ้นเขาพะเนินทุ่ง ทำถนนเพื่อใช้ในกิจการภายใน เมื่อนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นวัตถุประสงค์เปลี่ยนไป โครงการถนนเดิมเมื่อ 30 ปี จึงไม่ตอบโจทย์ถนนเพื่อการท่องเที่ยว ถนนในอุทยานต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยรักษาสภาพป่า รักษาแหล่งน้ำ และปกป้องสัตว์ป่า ถ้าวางแผนจัดสร้างไม่ดี เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาก การออกแบบถนนป่าไม้ต้องเหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ คดเคี้ยว ไหล่เขา ดินโคลน ถนนจะไม่ตัดขวางเส้นทางลาดชัน แต่ตัดขวาง ถนนต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน รวมถึงสอดคล้องกับกฎระเบียบของประเทศ กรณีถนนในอุทยานฯ ต้องอิงมาตรฐานอุทยาน และตรงตามวัตถุประสงค์ เพื่อนันทนาการหรือสัญจร ฟังก์ชันต่างกันไป

      ส่วนขั้นตอนการสร้างเส้นทาง หน.ภาควิศวกรรมป่าไม้ระบุว่า ต้องมาจากการวางแผนที่ดี คำนวณหาความหนาแน่นของถนนที่เหมาะสม ความยาวถนนกี่กิโลเมตร จากนั้นออกแบบเส้นทาง หลีกเลี่ยงข้ามลำน้ำ หากมีถนนเดิมซ่อมแซม ถ้าไม่มีตัดเส้นทางใหม่ จากนั้นมีการก่อสร้างและทำระบบระบายน้ำในป่า กรณีแก่งกระจาน เป็นพื้นที่มีความชื้นสูง น้ำท่วมตลอด ถนนจะเสื่อมโทรม ท่อระบายน้ำต้องสัมพันธ์กับปริมาณน้ำที่ไหลลงมาจากเขา ขณะที่การบำรุงรักษาต้องหมั่นทำความสะอาดและดูแลทางระบายน้ำ เพื่อลดการกัดเซาะถนน ส่วนถนนชั่วคราวจะใช้ลูกรังหรือหินบดอัด แต่ถนนถาวรเป็นลาดยางและคอนกรีต

      "นิวซีแลนด์ ไอร์แลนด์ อเมริกา มีคู่มือการสร้างถนนป่าไม้ ส่วนใหญ่ความกว้างไม่มาก ไทยก็มีมาตรฐานถนนป่าไม้ปี 2546 ปรับปรุงปี 2553 อิงมาตรฐานสหรัฐ ใจความสำคัญขึ้นกับลักษณะภูมิประเทศ ที่ราบกำหนดความเร็ว 60 กม./ชม. ที่เนิน 40 กม./ชม. ภูเขา 30 กม./ชม. ห้ามตัดต้นไม้ในแนวเขตทางเด็ดขาด" อ.ดร.นพรัตน์กล่าว

     ประเด็นจำนวนการสัญจรบนถนนในอุทยานก็น่าสนใจ เธอระบุว่า มาตรฐานกรมอุทยานฯ กำหนดไม่มากกว่า 100 เที่ยวต่อวัน แต่กรณีพะเนินทุ่ง ขึ้น-ลง นับเป็น 2 เที่ยว สถิติปี 59 มี 97 เที่ยว ปี 60 เพิ่มเป็น 115 เที่ยว และปี 61 มี 119 ซึ่งเกินความสามารถในการรองรับของถนนแล้ว ตัวเลขนี้ยังไม่รวมฤดูการท่องเที่ยวนี้ จากตัวเลขสะท้อนว่า จำเป็นต้องควบคุมจำนวนรถ ควบคุมนักท่องเที่ยว จัดพื้นที่จอดรถให้เพียงพอ สนับสนุนการใช้บริการรถสาธารณะ   ขอเน้นย้ำการสร้างถนนต้องถูกต้องตามลักษณะทางวิชาการและสภาพภูมิประเทศ มีการทำทางระบายน้ำที่เหมาะสม การบำรุงรักษาถนนเพื่อยืดอายุการใช้งาน 

      อย่างไรก็ตาม อ.ดร.นพรัตน์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า ถนนในอุทยานฯ มีหลายแบบ เช่น ถนนหลังเต่า น้ำจะระบายออกสองข้างทาง การทำร่องน้ำขวางถนนเพื่อบรรเทาการชะล้างพังทลายและสึกกร่อนของผิวถนนได้  นอกจากนี้ มีท่อระบายน้ำ ขนาดท่อขึ้นกับลักษณะพื้นที่ หากมีระบบดีช่วยลดค่าใช้จ่ายการบำรุงรักษาและลดอัตราการเกิดตะกอนไหลลงสู่แหล่งน้ำ ในจุดเสี่ยงที่มีสภาพภูมิประเทศสูงชันเสี่ยงดินถล่มต้องหาทางป้องกัน งานออกแบบต้องมีทางเชื่อมให้สัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ด้วย

      "ถนนลาดยางด้อยกว่าคอนกรีต เพราะรับแรงน้ำหนักได้มากกว่า มีอายุการใช้งานยาวนาน แต่คอนกรีตแพงกว่า ส่วนเรื่องความปลอดภัยคอนกรีตอาจลื่น ไถล ถ้าถนนเปียก ในการบำรุงรักษาลาดยางถี่และบ่อย แต่ซ่อมแซมทำได้ง่าย ซ่อมเฉพาะจุด ส่วนคอนกรีตบำรุงรักษาง่ายกว่า ฉะนั้น ขึ้นกับงบประมาณและกำลังคนในการดูแล" อ.ดร.นพรัตน์กล่าว

      เส้นทางขึ้นพะเนินทุ่งจะสร้างหรือไม่สร้าง ต้องประเมินสถานภาพสิ่งแวดล้อม ผศ.ดร.ปิยพงษ์ ทองดีนอก อาจารย์ประจำภาควิชาอนุรักษวิทยา กล่าวประเด็นนี้ว่า การประเมินสถานภาพและผลกระทบสิ่งแวดล้อมของเส้นทางเขาพะเนินทุ่งต้องประเมินก่อน ความเสื่อมโทรมเกิดจากอะไร ร่องริ้วถนนมีต้นเหตุจากกิจกรรมใด เพื่อนำมาสู่การตัดสินใจหรือไม่ เพราะถนนมีร่องริ้วจากรถตะกุย ทำให้เกิดการชะล้างมาก ถือเป็นแหล่งมลพิษ สภาพโครงสร้างถนนปัจจุบันต้องเปลี่ยนเป็นถนนคอนกรีตหรือไม่ ถนนเกิดมาหลายสิบปี ทำให้เปลี่ยนทางน้ำหรือทำลายภาวะสมดุลธรรมชาติหรือไม่ ถนนพะเนินทุ่งปัจจุบันเริ่มเตือนภัย สภาพบางช่วงใช้การไม่ได้ และมีดินถล่ม ถือว่าเป็นภาวะวิกฤติ ต้องยอมรับถนนมีหลายจุดวิกฤติ ต้องสร้างมาตรการลดผลกระทบ

      "เส้นทางขึ้นพะเนินทุ่งแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ที่ราบใกล้ลำน้ำและต้นน้ำชั้นหนึ่ง เป็นพื้นที่อ่อนไหว ใกล้พังทลาย ต้องมีการสร้างโครงสร้างเพื่อไปปรับและยึดโครงสร้างไม่ให้ดินพังทลาย เมื่อก่อนเชื่อว่าสมดุล แต่ปัจจุบันมีดินถล่มเป็นภาวะวิกฤติ ในเชิงการจัดการต้นน้ำลักษณะนี้จะส่งผลกระทบต่อลักษณะน้ำด้านล่าง ขณะนี้หน้าฝน เตือนภัยแล้ว ดินถล่ม จะจัดการจุดที่เกิดปัญหา ดินถล่มไหลลงลำน้ำ สัตว์น้ำได้รับผลกระทบ รวมถึงคนที่ใช้น้ำ เพราะน้ำไหลไปลงแม่น้ำปราณบุรี ถนนขาดการบำรุงรักษามากว่า 30 ปี กลายเป็นต้นเหตุปัญหาสิ่งแวดล้อม บางช่วงมีการจอดไหล่ทาง ทำให้เปิดพื้นที่จาก 4 เมตร เป็น 8 เมตร

 

 

      ผศ.ดร.ปิยพงษ์เสนอว่า กรณีพะเนินทุ่งจะต้องประเมินสถานภาพเส้นทางเขาพะเนินทุ่ง หากรู้ความอุดมสมบูรณ์และความเสื่อมโทรมของระบบสิ่งแวดล้อมพะเนินทุ่งจะทำให้ทราบปัญหาที่เกิดขึ้น สถานที่แหล่งเกิดปัญหา และสาเหตุเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันขาดข้อมูล ศักยภาพเดิมของถนนเปลี่ยนแปลงไป ทำให้หลายจุดใช้การไม่ได้ ปีนี้กระทบหนัก เพราะเป็นปีน้ำมาก ดังนั้น ก่อนการประเมินจำเป็นต้องมีการตรวจวัดและเก็บข้อมูลเพื่อให้ได้สภาพความเป็นจริงมากที่สุด ต้องเก็บตัวอย่างตะกอนในพื้นที่ วัดความตื้นเขินยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่ ที่ห่วงกันมากทรัพยากรทางชีวภาพ ทั้งสัตว์และพืช สิ่งมีชีวิตที่หายาก ชนิด ปริมาณ ต้องเฝ้าระวัง หากมีการก่อสร้างถนนตะกอนอาจจะทับถมท้ายน้ำ

      " ก่อนตัดสินใจสร้างถนนในพื้นที่อนุรักษ์ โดยเฉพาะพื้นที่ต้นน้ำ ต้องนำดัชนีลุ่มน้ำมาพิจารณา ทั้งสุขภาพทางกายภาพ ทรัพยากรดิน การพังทลายดิน ป่าไม้ สัตว์ป่า ทรัพยากรน้ำ เพราะช่วงเริ่มต้นโครงการถนนเลาะไปตามลำน้ำ ที่ต่ำ ตะกอนลงลำน้ำได้ง่าย บางช่วงผ่านลำน้ำ ล้อรถจะตะกุยท้องลำธาร เกิดการเปลี่ยนแปลงนิเวศลำธาร  ช่วงถัดมาเป็นถนนขึ้นสันเขาสูงชัน เสี่ยงเกิดการพังทลายของดิน เป็นภัยพิบัติในพื้นที่ลุ่มน้ำ ต้องเฝ้าระวัง เข้าใจว่าทุกคนห่วงใย แต่ปัญหาคือขาดข้อมูลชี้แจง ปัจจุบันข้อมูลประกอบการตัดสินใจน้อย มีแต่ข้อมูลเชิงประจักษ์ แต่ขาดข้อมูลตรวจวัด ซึ่งข้อมูลปัจจุบันจะบ่งบอกและตอบคำถามสังคมได้เป็นอย่างดี

      พิชา พิทยขจรวุฒิ สมาคมอุทยานแห่งชาติ กล่าวว่า แม้จะระงับโครงการถนนคอนกรีตไปแล้ว ต้องทำให้สาธารณชนมั่นใจต่อการทำงานของอุทยานฯ ที่สำคัญต้องแปลงนักท่องเที่ยวให้กลายเป็นผู้เยี่ยมชมให้ได้ นี่คือเชิงคุณภาพ เพราะผู้มาเยี่ยมชมจะไม่เก็บหาอะไรจากอุทยานฯ นอกจากภาพถ่าย ทิ้งรอยเท้าไว้ บันทึกเพียงความทรงจำ ตนเสนอให้กำหนดประเภทสิ่งอำนวยความสะดวกในเขตอุทยานฯ ให้ชัดเจนเป็นมาตรฐาน ถนนเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ยังมีทางเท้า ทางจักรยาน ให้คนเข้าถึงการท่องเที่ยว

      "สิ่งอำนวยความสะดวกในอุทยานฯ มีทั้งเพื่อการเข้าถึงพื้นที่และเพื่อเปิดโลกการเรียนรู้ กรณีโครงการถนนพะเนินทุ่งตัดผ่าป่าลุ่มน้ำชั้นหนึ่งที่เกิดขึ้น กรมอุทยานฯ ต้องตั้งหลัก สิ่งก่อสร้างทางรถยนต์ที่ทำจะบำรุงรักษาธรรมชาติหรือก่อความขัดแย้งในอนาคต เพื่อให้การตัดสินใจต่อไปเป็นการบริหารจัดการอุทยานฯ อย่างยั่งยืน" พิชา กล่าวย้ำว่าต้องไม่คิดเพียงการคมนาคมเข้าถึงสะดวก  อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอแนะจากการเสวนาครั้งนี้ ศูนย์วิจัยป่าไม้ คณะวนศาสตร์ จะรวบรวมและนำเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนตัดสินใจทำหรือไม่ทำอะไรในพื้นที่อนุรักษ์ ไม่เฉพาะกรณีป่าพะเนินทุ่ง.