ศาลรับฟ้อง‘เซปิง’ลวงทำเฟซออฟหน้าพัง


เพิ่มเพื่อน    

  ศาลอาญารับฟ้องคดี “ดร.เซปิง” กับพวก ศัลยกรรมเฟซออฟ ทำผู้ใช้บริการหน้าพัง เจอข้อหาร่วมกันฉ้อโกง และผิด พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค นัดพร้อมสอบคำให้การ 19 ต.ค.นี้

     เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมนี้ ที่ห้องพิจารณา 809 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำสั่งชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คดีหมายเลขดำ อ.742/2562 ที่ น.ส.กนกวรรณ แสงอรุณ โดยมี น.ส.สายชล ศรีสุข ผู้รับมอบอำนาจ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.เซปิง ไชยศาส์น, นายบทมากร วัฒนะนนท์, บริษัท เอ็ม เอฟ เซอร์เจอรี่ เซ็นเตอร์ จำกัด และนายกมล พันธ์ศรีทุม เป็นจำเลยที่ 1-4 ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550, พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525, พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 และ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 จากกรณีร่วมกันประกอบธุรกิจโครงการศัลยกรรม “เฟซออฟ”
    ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว จำเลยที่ 1-2 ร่วมกันประกอบธุรกิจโครงการเฟซออฟ จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการสถานพยาบาล จำเลยที่ 4 เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาลดังกล่าว โจทก์ระบุจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหลอกลวงโจทก์และประชาชน โฆษณาโครงการเฟซออฟศัลยกรรมอย่างปลอดภัยและต้องไร้รอยแผลเป็น ความจริงแล้วจำเลยหาได้มีความสามารถทำศัลยกรรมผ่าตัดใบหน้าให้ได้ผลลัพธ์ตามที่กล่าวอ้าง โดยหลังทำศัลยกรรมกับโครงการ ใบหน้าของโจทก์ผิดรูป มีรอยแผลเป็นน่าเกลียดและบวมช้ำเกินร้อยละ 10
    ศาลเห็นว่า โจทก์ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการเฟซออฟจากการโฆษณาชักชวนของจำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้อำนวยการโครงการ ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นเพียงสถานพยาบาล ซึ่งมีจำเลยที่ 4 เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาลเท่านั้น ไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยที่ 3-4 มีส่วนรู้เห็นหรือกระทำการใดๆ ให้โจทก์ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ คดีโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 3-4 ข้อหาฉ้อโกงประชาชนตามฟ้องจึงไม่มีมูล  
    แต่จำเลยที่ 1-2 มีพฤติการณ์ร่วมกันชักจูงให้โจทก์และประชาชนโอนเงินเพื่อทำศัลยกรรมกับโครงการ โดยเสนอส่วนลดให้เป็นพิเศษ รับรองว่าจะไม่มีรอยแผลเป็น พฤติการณ์แห่งคดีจึงมีมูล เมื่อการโฆษณาของจำเลยที่ 1-2 มีมูลฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ จึงมีมูลตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ด้วยอีกกระทงหนึ่ง
    ส่วนความผิดตาม พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525, พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 และ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ศาลเห็นว่า จำเลยที่ 1-2 มิใช่แพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3-4 มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโฆษณาของจำเลยที่ 1-2 พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่พอฟังได้ว่าจำเลยทั้งสี่มีการกระทำอันจะเข้าลักษณะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม และ พ.ร.บ.สถานพยาบาล ในฟ้องสองข้อหาดังกล่าวจึงไม่มีมูล แต่จำเลยที่ 1-2 ร่วมกันโฆษณาโดยใช้สถานพยาบาลจำเลยที่ 3 เป็นสถานที่ถ่ายทำ และจำเลยที่ 4 เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาล โฆษณาใช้ข้อความที่มีลักษณะเกินจริง จำเลยทั้งสี่จึงมีมูลความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค
    ให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 1-2 ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงและฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 และประทับฟ้องจำเลยทั้งสี่ในความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก โดยศาลนัดพร้อมประชุมคดี สอบคำให้การจำเลย ตรวจพยานหลักฐานและกำหนดวันนัดสืบพยาน วันที่ 19 ต.ค.2563 เวลา 9.00 น.
     ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้เป็นเพียงการอ่านคำสั่งศาลหลังเสร็จสิ้นการไต่สวนมูลฟ้องโจทก์เท่านั้น หลังจากนี้ฝ่ายจำเลยมีสิทธิ์ที่จะนำพยานหลักฐานเข้าสืบต่อสู้คดีต่อไป ก่อนมีคำพิพากษาในภายหลัง.


"ธรรมศาสตร์" เดี๋ยวนี้ เปิดสอนคณะใหม่ๆ เก๋ไก๋จัง นอกจาก "คณะไสยศาสตร์สามสัส" แล้ว ยังเปิด "คณะสถุลศาสตร์การเมือง" ขึ้นมาอีกคณะ! บัณฑิตรุ่นแรกที่ขึ้นหน้า-ขึ้นตา เห็นจะไม่มีใครเกินนางสาวปนัสยา หรือ "รุ้ง"

อำนาจแท้จริง "ประชาชน"
'อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ'
'พระผู้ไม่ทอดทิ้งประชาชน'
ประตูบานที่ ๓ 'ระบอบทักษิณ'
ด้วย 'รู้เช่น-เห็นชาติ' ธนาธร
ม็อบจะฆ่าพรรคฝ่ายค้าน