<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115111</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2021 08:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2021 08:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สวะสังคม&#039;ฉายาที่นายปรีดีเคยเรียก ส. ศิวรักษ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ส.ค.64- เพจ Sulak Sivaraksa ของ นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ &amp;nbsp;โพสต์ข้อความว่า คำว่า &amp;ldquo;สวะสังคม&amp;rdquo; (Social Scum) นายปรีดีให้ความหมายไว้ว่า &amp;ldquo;เศษโสมม (Rottenmass) ซึ่งสังคมเก่าได้โยนทิ้งไป แต่ตกค้างอยู่ในสังคมใหม่ &amp;hellip; เป็นชนชั้นอันตราย (Dangerous Class) &amp;hellip; เห็นแก่ตัว (Egoist) เป็นสำคัญ ซึ่งแสดงด้วยอาการอวดดี ยกตัวว่าวิเศษกว่าคนอื่น&amp;rdquo;
.
นายปรีดีอธิบายความหมายของคำนี้ผ่านการยกตัวอย่างในหลายประเด็น แต่มุ่งหมายถึง ส. ศิวรักษ์ โดยเฉพาะ ในที่นี้จึงขอยกมาเพียงข้อเดียว คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;(ซ) &amp;ldquo;สวะสังคม&amp;rdquo; บางคนอ้างตนเองเป็นตัวแทนของชนรุ่นใหม่ชี้ขาดเอาว่าเอาคนนั้นไม่เอาคนนี้ โดยสายตาคับแคบตามลักษณะอวดดี และเห็นแก่ตัว &amp;nbsp;ตนเองมองชนรุ่นใหม่จำนวนมหาศาลว่าเหมือนตนเองไปทั้งหมด ซึ่งเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามชนรุ่นใหม่ทั้งหมด นอกจากตัวเขากับเพื่อนสวะสังคมจำนวนหยิบมือเดียว &amp;nbsp;ชนรุ่นใหม่จำนวนมหาศาลมิใช่สวะของสังคม แต่เป็นคนไทยที่เป็นพลังใหม่ที่กำลังพัฒนาก้าวหน้าทั้งทางกายและทางจิตใจ ปราศจากวิญญาณปฏิกิริยาและวิญญาณแห่งสวะของสังคม&amp;rdquo;
.
กล่าวคือ นายสุลักษณ์เคยเขียนตอนท้ายของบทวิจารณ์หนังสือ The Devil&amp;rsquo;s Discus เมื่อ พ.ศ. 2507 ว่า&amp;nbsp;
.
&amp;ldquo;ในตอนท้าย ผู้เขียน [Rayne Kruger] สรุปว่า &amp;lsquo;ในบรรดาคนหนุ่มในเมืองไทยปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะผู้ที่สำเร็จจากมหาวิทยาลัย ต่างก็พากันรู้สึกอัดอั้นตันใจที่ขาดโอกาสทางประชาธิปไตย &amp;nbsp;สำหรับบุคคลเหล่านี้ ชื่อนายปรีดียังคงเป็นประดุจเสียงกังวาน อันเรียกร้องเสรีภาพและความยุติธรรมทางสังคม แม้เขาผู้นั้นจะถูกหาว่าเป็นคอมมูนิสต์ก็ตาม&amp;rsquo; &amp;nbsp;ข้าพเจ้าถือตัวว่าเป็นบุคคลในกลุ่มนี้ และก็ยอมรับว่าต้องการ &amp;lsquo;เสรีภาพและความยุติธรรมทางสังคม&amp;rsquo; แต่หาต้องการนายปรีดีไม่ &amp;nbsp;ในกรณีนี้ข้าพเจ้ากล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าพูดแทนคนรุ่นข้าพเจ้าเกือบทั้งหมด&amp;rdquo;
.
และถ้าใครได้อ่านในข้อ (ก)-(ช) ของบทความ &amp;ldquo;บางเรื่องเกี่ยวกับการก่อตั้งคณะราษฎรและระบบประชาธิปไตย&amp;rdquo; ฉบับพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2515 ก็คงจะเดาจากคุณสมบัติได้ไม่ยากว่า นายปรีดีมุ่งจะ &amp;lsquo;ด่า&amp;rsquo; ส.ศิวรักษ์ นั่นเอง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115111</URL_LINK>
                <HASHTAG>Sulak Sivaraksa, ส.ศิวรักษ์, สวะสังคม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210831/image_big_612d785986d94.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114234</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2021 13:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2021 13:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พระอนุชา ผู้ปราศจากมลทินจากคำให้ร้ายทั้งปวง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

พระอนุชา ผู้ปราศจากมลทินจากคำให้ร้ายทั้งปวง&amp;nbsp;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมือคืนก่อนขณะนอนดูเฟสบุคไปเรื่อยๆ &amp;nbsp;ผมได้พบพระบรมฉายาลักษณ์พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯภาพหนึ่ง โดดเด่นสะดุดตาจากที่เคยพบเห็นมาทั้งหมด ในภาพเห็นพระองค์ทรงมีร่องรอยแห่งความสุขตามธรรมชาติของคนหนุ่มในวัยกำลังจะ ๒๐ &amp;nbsp;ชัดเจนทั้งบนพระพักตร์และแววพระเนตร นี่อาจจะเป็นภาพสุดท้ายของพระองค์เพราะหลังจากนั้นจะทรงยิ้มยาก โปรดดูพระบรมฉายาลักษณ์ไม่กี่วันให้หลัง จะเห็นบุคลิกของพระองค์ที่ทรงเปลี่ยนไปอย่างถาวร จนฝรั่งเอาไปตั้งชื่อหนังสือว่า &amp;ldquo; The King Never Smile&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอนเช้าดึงภาพที่โหลดไว้มาดูอีกที &amp;nbsp;พอสังเกตเห็นว่าพระยศของพระองค์มีดาวประดับบนพระอินทนูเพียงข้างละ ๒ ดวง &amp;nbsp;เรื่องราวก็เรียงร้อยเข้ามาสู่ความทรงจำทันที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบรมฉายาลักษณ์นี้ จะต้องทรงฉายในวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๔๘๙ &amp;nbsp;ซึ่งช่วงค่ำนั้นกองทัพบกจะจัดงานฉลองพระอิสริยยศสมเด็จพระราชอนุชา เนื่องในวโรกาสที่ได้รับพระราชทานยศร้อยโททหารบกมหาดเล็กรักษาพระองค์ ณ ร.พัน ๑ &amp;nbsp;ทว่าสองสามวันมาแล้วที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลทรงไม่ค่อยสบายพระวรกาย มีพระอาการประชวรพระนาภี (ปวดท้องจากอาหารผิดสำแดง) อยู่เป็นระยะๆ &amp;nbsp;ก่อนหน้าวันงาน ๑ วัน จึงรับสั่งให้พลโท พระศิลปศัตราคม สมุหราชองครักษ์ไปแจ้งผู้จัดงานว่าอย่าให้ดึกนัก แต่สุดท้ายก็ตัดสินพระทัยที่จะไม่เสด็จไปร่วมงานตามกำหนดการ &amp;nbsp;สมเด็จพระราชอนุชาแม้จะเสด็จโดยลำพัง แต่ก็สำราญพระทัยดีดังที่เห็นในภาพ ไม่ทรงสังหรณ์ว่าจะมีเรื่องใหญ่เรื่องโตกำลังจะเกิดขึ้น คืนนั้นกว่าจะเสด็จกลับก็ร่วม ๒๓ น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช้าวันรุ่งขึ้นคือวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๔๘๙ &amp;nbsp;ถือเป็นวันมหาวิปโยคในรัชกาลที่ ๘พระราชอนุชาเสด็จมาเสวยพระกระยาหารเช้าเพียงพระองค์เดียวเมื่อเวลา ๘.๓๐ น. จากนั้น ได้เสด็จไปยังส่วนที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถึงประตูห้องแต่งพระองค์อันเป็นทวารสู่ห้องบรรทมในเวลา ๙.๐๕ &amp;nbsp;พบนายชิตและนายบุศย์ มหาดเล็กหน้าห้องนั่งเฝ้าเวรอยู่ &amp;nbsp;จึงรับสั่งถามถึงพระอาการในหลวง &amp;nbsp;นายบุศย์ทูลว่าสบายขึ้นแล้ว เข้าห้องสรงแล้ว แต่เข้าบรรทมอีกโดยไม่เสวยน้ำส้มตามปกติ &amp;nbsp;พระราชอนุชาจึงเสด็จกลับทางระเบียงหลังไปยังห้องที่ประทับของพระองค์ซึ่งอยู่คนละสุดปลายของพระที่นั่งบรมพิมาน ห่างจากห้องพระเจ้าอยู่หัวถึงสี่สิบเมตร เป็นห้องชุดที่อยู่ติดต่อกับห้องบรรทมของพระราชชนนี จึงเสด็จเลยไปเฝ้าตามปกติวิสัยที่ทรงเคยปฏิบัติเสมอมา &amp;nbsp;สักพักก็เสด็จกลับออกมาที่ห้องของพระองค์แล้วเลยไปยังห้องเครื่องเล่น (ประเภทเครื่องเสียงและเครื่องฉายหนัง เพราะสมัยนั้นไม่มีทีวี) ที่อยู่ติดกัน
ขอให้ตามเข้าไปดูภาพด้วยนะครับ ผมทำแผนผังและคำบรรยายจากเอกสารอ้างอิงไว้ด้วยให้อ่านง่าย เข้าใจง่าย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เวลา ๙.๓๐ น. เสียงปืนดังขึ้น ๑ นัด พระราชอนุชาซึ่งประทับอยู่ในห้องเครื่องเล่นไม่ทรงได้ยินเสียงปืน พระราชชนนีก็เช่นกัน จนกระทั่งนายชิตก็วิ่งไปทูลว่าในหลวงยิงพระองค์ จึงทรงร้องกรี๊ด อุทานว่านันท์จ๋าแล้วออกวิ่งไปยังห้องบรรทมของพระเจ้าอยู่หัว &amp;nbsp;นางสาวจรูญข้าหลวงได้ยินเสียงปืน จึงออกจากห้องของตนมาดูเหตุการณ์ เห็นพระราชชนนีทรงวิ่งก็ขยับจะวิ่งตามไปบ้าง &amp;nbsp;พอดีจังหวะที่พระราชอนุชาเห็นคนวิ่งแว่บๆอยู่ภายนอกประตูและได้ยินเสียงพระราชชนนีทรงกันแสงไปวิ่งไป จึงเสด็จออกมาจากห้องเครื่องเล่น พบนางสาวจรูญๆทูลให้ทรงทราบตามที่นายชิตพูด &amp;nbsp;จึงรีบเสด็จตามไปยังห้องบรรทมของพระเจ้าอยู่หัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เอาเท่านี้ก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะเห็นว่าในเวลาเช้าระหว่าง ๘.๓๐ ถึง ๙.๓๐ วันนั้น พระราชอนุชามีบทบาทอยู่เพียงเท่านี้ &amp;nbsp;และทุกนาทีมีประจักษ์พยานหมดว่าทรงอยู่ที่ไหน ทำอะไร ซึ่งนอกจากพระราชชนนีแล้ว ยังมีผู้อื่นดังนี้คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑ นายฉลาด เทียมงามสัจ มหาดเล็กประจำห้องเสวยมุขหน้าของพระที่นั่ง ขณะที่เสวยพระกระยาหารเช้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๒ นายบุศย์ ปัทมศริน มหาดเล็กหน้าห้องพระบรรทมของพระเจ้าอยู่หัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๓ นายชิต สิงหเสนี มหาดเล็กรับใช้ที่มานั่งอยู่หน้าห้องพระบรรทมร่วมกับนายบุศย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๔ นายเวศน์ สุนทรรัตน์ มหาดเล็กห้องบรรทมพระราชอนุชา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๕ นางสาวเนื่อง จิตตดุลย์ &amp;nbsp;พระพี่เลี้ยงผู้ออกมาจากห้องพระราชชนนีมาเก็บของในห้องบรรทมของพระราชอนุชาอยู่ ระหว่างที่ทรงอยู่ในห้องเครื่องเล่น ขณะเสียงปืนดังขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๖ นางสาวจรูญ ตาละภัฏ อยู่ในห้องข้าหลวงซึ่งอยู่หน้าห้องเครื่องเล่น &amp;nbsp;เป็นคนแรกผู้ทูลพระราชอนุชาตามคำที่นายชิตทูลพระราชชนนี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๗ นายมณี บูรณสุต มหาดเล็กในห้องพักเครื่อง(อาหาร)ชั้นล่าง หลังจากเสียงปืนดังขึ้นแล้ว ก็รีบวิ่งขึ้นมาชั้นบนเพื่อดูว่ามีเหตุอะไรเกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๘ นายมังกร ภมรบุตร มหาดเล็กในห้องพักเครื่องชั้นล่าง ผู้วิ่งขึ้นมาชั้นบนกับนายมณี และได้เข้าไปดูว่าอะไรเกิดขึ้นถึงในห้องบรรทม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในห้องบรรทมของพระเจ้าอยู่หัว พระราชอนุชาทรงเห็นพระราชชนนีคร่ำครวญไม่มีพระสติอยู่ก็รับสั่งให้นายชิตรีบไปตามหมอนิตย์ แพทย์ประจำพระองค์ นายชิตวิ่งลงไปพบจมื่นทิพย์เสนา ปลัดกรมพระตำรวจ จึงแจ้งให้จมื่นทิพย์เสนาช่วยจัดการ จมื่นทิพย์เสนาจึงสั่งจ่าแผลงฤทธิรอนหัวหน้าเวรตำรวจวังประจำพระที่นั่ง ให้ตำรวจวังให้เอาจักรยานยนต์ไปตามหมอนิตย์ &amp;nbsp;แล้วจ่าแผลงฤทธิรอนได้โทรไปรายงานพระยาเทวาธิราช หัวหน้ากองวังและพระราชพิธี แล้วจัดรถยนต์ให้รีบไปรับ พระยาเทวาธิราชได้ให้บุตรชายนั่งรถมาด้วย &amp;nbsp;เมื่อผ่านทำเนียบท่าช้างก็ให้รีบลงไปแจ้งนายปรีดี พนมยงค์นายกรัฐมนตรีทราบ นายปรีดีได้ฟังก็มีท่าทางตกใจ ร้องว่า ห๊ะ อะไรกัน ขณะนั้นรัฐมนตรีมหาดไทยและอธิบดีกรมตำรวจกำลังมารอเพื่อจะประชุมในเรื่องเร่งด่วนที่กรรมกรรถไฟสไตรค์ &amp;nbsp;นายปรีดีจึงสั่งให้รถไปรับ ม.จ. นิกรเทวัญ เทวกุล ราชเลขาธิการมาเพื่อจะเข้าวังด้วยกัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนพระยาเทวาธิราชไปถึงพระที่นั่งบรมพิมานแล้วก็ย้อนกลับมารายงานนายปรีดีด้วยตนเอง เวลา ๑๐ นาฬิกาเศษ เมื่อม.จ. นิกรเทวัญ มาถึงแล้วทุกคนจึงออกเดินทางมาถึงพระที่นั่งบรมพิมานในเวลาประมาณ ๑๑ นาฬิกา (ความจริงจากท่าช้างวังหน้ามาพระบรมมหาราชวังด้วยรถยนต์ ถนนโล่งๆสมัยนั้นไม่น่าจะเกิน ๕ นาที) ส่วนหมอนิตย์ซึ่งมาแล้วตั้งแต่ก่อน ๑๐ นาฬิกา และกำลังชำระพระบรมศพอยู่ ทุกคนจึงต้องรอกระทั่งพร้อม กว่าจะขึ้นไปถวายบังคมพระบรมศพได้ก็เกือบเที่ยง ระหว่างนั้นก็เรียกผู้ที่ใกล้ชิดเหตุการณ์มาให้พระรามอินทรา อธิบดีตำรวจเป็นผู้ซักถามไปพลางๆ &amp;nbsp;เวลานั้นพระราชชนนียังทรงกรรแสงอยู่ในห้องทรงพระสำราญติดกับห้องบรรทมพระเจ้าอยู่หัว โดยมีพระราชอนุขาทรงดูแลอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ความย่อหน้าข้างบนนี้ผมเรียบเรียงขึ้นเพื่อให้กระชับสั้นจากหนังสือ &amp;ldquo;กรณีสวรรคต&amp;rdquo; โดยนพ.สรรใจ แสงวิเชียร เล่มหนึ่ง &amp;ldquo;คำเห็นแย้งคำพิพากษากรณีสวรรคต โดย นเรศ นโรปกรณ์&amp;rdquo; เล่มหนึ่ง และ &amp;ldquo;ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีสวรรคต&amp;rdquo; โดย สุพจน์ ด่านตระกูล อีกเล่มหนึ่ง ซึ่งทุกเล่มอ้างอิงเอกสารชั้นต้นอีกที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การศึกษาหาความจริงในกรณีสวรรคตนั้น จะต้องอ่านหนังสือของทุกฝ่าย จะอ่านแต่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายเดียวไม่ได้ &amp;nbsp;โดยเฉพาะต้องอ่านเอกสารชั้นต้น ตั้งแต่ บันทึกการสอบสวน คำฟ้อง คำแถลงการณ์ของอัยการผู้เป็นโจทก์ คำแถลงการณ์ปิดคดีของจำเลย คำแถลงติงของอัยการโจทก์รวมทั้งคำพิพากษาทั้ง ๓ ศาล &amp;nbsp;รวมทั้งต้องอ่านหนังสือยุคหลังของผู้ศึกษาโดยใช้หลักวิชานิติวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน และหนังสือเชิงวิเคราะห์หลักฐานเอกสารที่ออกเผยแพร่ภายหลังด้วย หนังสือเหล่านี้แต่ก่อนหาอ่านยากมาก &amp;nbsp;คนส่วนใหญ่ก็จะเชื่อแต่เล่มที่ตนเองเคยอ่าน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเองมีหนังสือชุดนี้อยู่ร่วมสิบเล่มตั้งแต่สมัยอยู่มหาวิทยาลัยแล้ว ยิ่งอ่านยิ่งสับสน แต่หูตาสว่างขึ้นอีกมากหลังจากสามารถโหลดเอกสารชั้นต้นจากอินเทอเน็ตได้ &amp;nbsp;แต่หลายคนที่ไม่ยอมเรียนรู้เทคโนโลยีนี้แต่ยังทำตัวเสมือนถ้วยที่มีน้ำเต็ม ไม่ยอมแสวงหาความรู้เพิ่มเติม ความรู้เก่าๆมีแค่ในถ้วยแต่ยังชอบสาธยายด้วยอคติตามความจำได้หมายมั่น ปลูกฝังเมล็ดพันธุ์ผลไม้พิษออกไปเรื่อยโดยไม่รู้สึกละอายต่อบาป ศิษย์ของผู้เฒ่าสมัยโน้นเติบโตขึ้นเป็นครูบาอาจารย์สมัยนี้ ก็ขยายพันธุ์ผลไม้พิษต่อๆกันไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ที่คล้อยตามคำให้ร้ายป้ายสีที่ว่า พระราชอนุชาเป็นผู้ลงมือปลงพระชมม์พระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงเป็นพระเชษฐา เพราะต้องการชิงราชสมบัติ ก็ขอให้เปิดดูพระบรมฉายาลักษณ์ในเพจนี้ พินิจให้ซึ้งทั้งสีหน้าและแววตา จะบรรลุสัจธรรมได้เองว่าผู้ที่กำลังมีแผนการณ์อันชั่วร้ายอยู่ในสมอง จะแสดงอารมณ์ที่บ่งบอกถึงจิตใจอันบริสุทธิ์เช่นนั้นไม่ได้เป็นอันขาด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนคำให้ร้ายป้ายสีที่ว่า พระเจ้าอยู่หัวสิ้นพระชมม์ด้วยอุบัติเหตุปืนลั่นโดยไม่ได้ตั้งพระทัยของพระราชอนุชา หรือพระราชชนนีก็ตาม แต่คนใกล้ชิดช่วยกันปกปิดไว้ ก็ขอให้พิจารณาจากลำดับเหตุการณ์ ซึ่งประมวลจากคำให้การของทั้งสองพระองค์ต่ออธิบดีกรมตำรวจและคณะ, &amp;nbsp;คณะกรรมการสอบสวนพฤติการณ์ในการที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จสวรรคต, &amp;nbsp;และคำให้การต่อศาลอาญา ซึ่งกี่ครั้งๆก็สอดคล้องต้องกันเป็นทำนองเดียวของพยานทุกปากที่กล่าวนามมาแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โปรดใช้จินตาการตามไปด้วยว่าหลังจากเสียงปืนดังขึ้น จนถึงนาทีที่นายปรีดี พนมยงค์นายกรัฐมนตรีและบุคคลอื่นไปถึงสถานที่เกิดเหตุ ใช้เวลาไม่ถึงสองชั่วโมง พระราชชนนียังอยู่ในพระอาการโศกเศร้ากันแสงไม่จบไม่สิ้นและพระราชอนุชาต้องอยู่เคียงข้างพระองค์ &amp;nbsp;ใครที่จะเป็นผู้เตี๊ยมทุกคนก่อนที่จะถูกผู้ใหญ่ซักถาม &amp;nbsp;จะเรียกมาประชุมกันที่ไหนเวลาใด ให้พ้นหูพ้นตาพนักงานอื่นๆที่มากันเต็มพระที่นั่งแล้ว ใครหรือที่จะเป็นเจ้าความคิดให้คนนี้พูดอย่างนั้น คนโน้นพูดอย่างนี้ แบบบทละครให้ทุกคนท่องจำให้ได้ในระยะเวลาที่คับขันและจำกัด ขอให้คิดถึงความเป็นจริงเหล่านี้บ้าง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่ารีบเชื่อว่าคนบนพระที่นั่งบรมพิมานช่วยกันปิดบังความจริง ขนาดผู้ที่โดนศาลพิพากษาโทษถึงประหารชีวิต ร่วม ๙ ปีกว่าคดีจะถึงที่สุดก็ยังไม่ยอมเปิดปากให้ร้ายผู้ใดแม้จนนาทีสุดท้ายก่อนชีพจะดับ &amp;nbsp;ไอ้ที่ว่าเผ่ามีเทปลับที่ไปอัดเสียงไว้ก่อนเข้าหลักประหารนั้น หากเป็นความจริง คนๆนี้ก็คงเปิดเผยออกมาเพื่อผลทางการเมืองตั้งแต่สมัยโน้นแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมยอมรับว่ากรณีสวรรคตเป็นเรื่องลึกลับซับซ้อน เพราะถูกเหตุผลทางการเมืองเข้ามาแทรกตั้งแต่เที่ยงของวันแรก &amp;nbsp;การคลี่คลายประเด็นต่างๆเพื่อค้นหาความจริงจึงไปถึงสุดทางได้ยาก แต่ผมจะพยายามไล่เรียงไปทีละเรื่อง &amp;nbsp;เอาเฉพาะประเด็นที่ชัดเจนจากง่ายไปหายาก &amp;nbsp;เช่นประเด็นของพระราชอนุชาดังเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมดนี้.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-------------&lt;/p&gt;

ม.ล. ชัยนิมิตร นวรัตน

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114234</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีสวรรคต, พระอนุชา, พระอนุชา ผู้ปราศจากมลทินจากคำให้ร้ายทั้งปวง, ร.8, ร.9*</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210823/image_big_612343650345b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113584</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/08/2021 13:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/08/2021 12:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อาจารย์สุลักษณ์ กำลังให้ร้ายป้ายสีใครหรือครับ ?</HEADLINE>
                <CONTENT>


&amp;#39;ในหลวงรัชกาลที่ ๘ เป็นผู้ที่มีความคิดรอบคอบสุขุม พระองค์ตรัสน้อย ไม่แสดงอาการโกรธเคืองให้ปรากฎเลย พระองค์ท่านอยู่ในเกณฑ์ฉลาดเฉียบแหลม 

ถ้าพระองค์ท่านยังทรงราชสมบัติอยู่แล้ว ก็จะเป็นการขัดชวางรัฐบาลได้ เช่นรัฐบาลมีความเห็นอย่างหนึ่งพระองค์ท่านอาจจะไม่มีความเห็นด้วย&amp;#39; 

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทฤษฎีมีเยอะแหละครับ ต้องเอาเอกสารต่างๆมาดู แล้วก็พิจารณาว่าจะเชื่ออันไหน เพราะในอดีตเราไม่ได้ไปอยู่ตรงนั้นนี่ จะรู้ได้ยังไง เชื่อมากน้อยเพียงใดอยู่ที่เรามีใจเป็นกลางขนาดไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่ผมอยากจะแนะนำให้อ่านนะครับ หนังสือของสุพจน์ ด่านตระกูล เขียนดีมาก เพราะว่าที่มันน่าเชื่อก็คือว่า เวลานั้นน่ะ เยอรมันเค้าคิดยาได้ แล้วยานี้ฉีดเข้าไปคนก็จะหลับ หลับแล้วจะพูดชัด เอาจิตใต้สำนึกออกมา ทางรัฐบาลไทยก็ซื้อยานี้มา ฉีด ตอนนั้นหมอใช้ ยูนิพันธุ์ เป็นหมอมีชื่อเสียงมากนะ ผมรู้จักหมอใช้ด้วย ปรากฏว่าให้การในศาล จำเลยซักหมอใช้ที่อ่านถ้อยคำที่จำเลยทั้งสามคนให้การน่ะ หมอใช้บอกจำไม่ได้ แล้วไม่ยอมเอามาขึ้นศาล คุณสุพจน์แกเชื่อเลยว่า นายชิตกับนายบุศย์น่ะ คงจะให้การว่า&amp;hellip;เสียงซ่าโดยเจตนาลบ&amp;hellip;แต่ที่ให้การไว้ทั้งหมดว่าไม่ได้เข้าไป สุพจน์แกเชื่อเลยว่าเข้าไป เพราะถ้าเผื่อว่าไม่ได้เข้าไป ทำไมฝ่ายโจทย์ไม่เอาคำพูดที่อัดเสียงมาให้ ทนายเค้าถามหมอใช้ หมอใช้ฟังหรือเปล่า หมอใช้บอกจำไม่ได้แล้ว ไม่สำคัญหรอก นี่แสดงว่าตอแหล นี่คดีสวรรคต ฟังแล้วไม่สำคัญได้อย่างไร ต้องจำได้สิ&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;https://youtu.be/Snomyjt1mds?t=709
.
คราวนี้มาดูกันบ้างว่าที่อาจารย์สุลักษณ์พูดออกอากาศนั้น จริงแล้วคุณสุพจน์เขียนไว้ว่าอย่างไร
นายชิต สิงหเสนี ได้ให้การต่อศาลถึงวิธีการสอบสวนของพระพินิจชนคดี ว่าดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ระหว่างที่ถูกคุมขังอยู่บางขวางนี้ ตำรวจได้รับตัวช้าพเจ้าไปสอบสวนหลายครั้ง แต่ไม่มีการสอบสวนในเรือนจำนั้นเลย! มีหมอเข้าไปตรวจรักษาข้าพเจ้าในราววันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ เพื่อดูว่าข้าพเจ้าเป็นโรคมาเลเรียหรือเปล่า ในชั้นแรกมีหมอใช้ หมอเล็ก และหมอที่ประจำเรือนจำบางขวางก็ไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนที่จะเข้าตรวจ เจ้าหน้าที่เรือนจำบอกข้าพเจ้าว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมาสอบสวน พอบอกแล้วหัวหน้าแผนกเรือนจำก็นำบุคคลผู้มีนามดังกล่าวเข้ามา เมื่อเข้ามาแล้วหมอไล่เจ้าหน้าที่ที่ควบคุมข้าพเจ้าทั้งหมดออกไปนอกห้อง แล้วหัวหน้าแผนกควบคุมพูดว่าหมอเขาจะตรวจให้เขาตรวจเถอะ และหมอใช้ก็ได้ตรวจร่างกายข้าพเจ้าทั้งตัว และพูดว่าข้าพเจ้าคงเป็นมาเลเรียมาก่อนแล้ว ข้าพเจ้าตอบว่าข้าพเจ้ารู้สึกว่าไม่เคยเป็น หมอใช้ยืนยันว่าข้าพเจ้าเคยเป็นมาเลเรียมาก่อน เพราะม้ามข้าพเจ้าโต แล้วก็เอายาเม็ดขาว ๆ ละลายน้ำให้ข้าพเจ้ากินหนึ่งเม็ด แล้วสั่งให้ข้าพเจ้านอนพักผ่อน อยู่สักครู่หนึ่งแล้วออกไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาสัก ๑๐ นาที หมอใช้ก็กลับเข้ามาอีก และถามข้าพเจ้าว่าเป็นอย่างไรบ้าง ข้าพเจ้าตอบว่าไม่รู้สึกว่าจะเป็นอย่างไร หมอใช้พูดว่า ถ้าอย่างนั้นให้ลองยาฉีดดูสักหน่อย ตัวเขาจะรักษาให้ แล้วก็เอาเข็มฉีดยาเข้าเส้นเลือดที่แขนข้ายข้าพเจ้า พอดึงเข็มออกแล้วหมอใช้พูดว่า เข้ามาได้แล้ว แล้วพวกนั้นก็กลับเข้ามาอีก ระหว่างที่เดินยานั้นช้าพเจ้ารู้สึกมึนตึง คอหอยแห้งผาก พอหมอชักเข็มออกข้าพเจ้าก็หมดความรู้สึก ที่เข้ามานั้น คือพระพินิจฯและหลวงแผ้วฯ มานั่งอยู่ข้างๆ &amp;nbsp;ก่อนที่ข้าพเจ้าจะหมดความรู้สึกพระพินิจฯได้มาจับขาข้าพเจ้าเขย่าและพูดถามข้าพเจ้าอยู่เรื่อย ๆ แต่จะถามว่ากระไรข้าพเจ้าจำไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุศย์ ปัทมศริน ก็เช่นเดียวกับนายชิตที่ถูกพระพินิจชนคดีสอบสวนโดยวิธีการนอกกฎหมายเช่นเดียวกัน นายบุศย์ได้ให้การต่อศาลว่าดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเดือนมีนาคม วันที่เท่าไหร่จำไม่ได้ เวลาประมาณ ๑๑ นาฬิกา ขณะที่ถูกคุมขังอยู่ชั้นบน (เรือนจำลหุโทษ อยู่ข้างวัดสุทัคน์) ข้าพเจ้าถูกบอกให้ลงไปข้างล่าง แล้วก็ถูกหมอจากข้างนอกตรวจร่างกาย โดยหมอบอกว่าถูกขังอยู่นานแล้ว จะเจ็บไข้เป็นอะไรบ้าง ตรวจดูเสียที และถามข้าพเจ้าว่ารู้สึกเป็นอะไรบ้าง ข้าพเจ้าตอบว่าไม่เป็นอะไร หมอคนนั้นมาทราบภายหลังตอนที่มาเบิกความที่ศาลนี้ว่าคือหมอใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมอใช้ตรวจร่างกายข้าพเจ้าแล้วก็กลับออกไป แล้วกลับเข้ามาอีกบอกว่าจะต้องฉีดยา แล้วก็ฉีดยาที่แขนข้าพเจ้า ยังไม่ทันหมดเข็มข้าพเจ้ารู้สึกง่วง มองดูเห็นมีตำรวจเข้ามาคนหนึ่งคือหลวงแผ้วฯ ข้าพเจ้ารู้สึกง่วงแล้วก็หลับไปคาเข็ม ข้าพเจ้ารู้สึกตัวในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้นเวลาสักหนึ่งโมง ปรากฏว่าข้าพเจ้าขึ้นมานอนอยู่ข้างบนแล้ว โดยพัศดีให้ช่วยกันจับยกขึ้นมาตั้งแต่ก่อนรู้สึกตัว เมื่อข้าพเจ้ารู้สึกตัวแล้ว ต่อมาเจ้าหน้าที่ในนั้นบอกแก่ข้าพเจ้าว่ามีเจ้าหน้าที่มาคอยอัดเสียงข้าพเจ้า แต่จะอัดไปได้หรือไม่เขาไม่ได้เล่าให้ฟัง และข้าพเจ้าก็ไม่ได้ซักถามเขา หลังจากถูกฉีดยาแล้วและรู้สึกตัวแล้ว ข้าพเจ้ารู้สึกมึนสมอง เหนื่อยและมักจะเป็นลมหน้ามืดบ่อย ๆ หัวใจเต้นแรง ๆ คล้ายตกใจอะไร อาการเหล่านี้ยังคงเป็นอยู่จนกระทั่งบัดนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การสอบสวนโดยวิธีนอกกฎหมายดังกล่าวนี้ ต่อมานายแพทย์ใช้ยูนิพันธ์ พยานโจทก์ &amp;nbsp;ซึ่งเป็นผู้ฉีดยานายชิตและนายบุศย์ ได้ให้การยอมรับกับศาลว่าได้ไปฉีดยาให้นายชิตนายบุศย์จริง นายแพทย์ใช้ ยูนิพันธ์ ได้ให้การตอนหนึ่งว่าดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ตำรวจได้เรียกข้าพเจ้าไปปรึกษาถึงยาฉีดที่จะฉีดระงับประสาทเพื่อให้ผู้นั้นพูดไปด้วยความไม่ปิดบังมีบ้างไหม ข้าพเจ้าตอบว่ามีและข้าพเจ้ารู้จักอยู่และทำการใช้ได้ดี แต่ผลอาจจะไม่ได้ตามความมุ่งหมายก็ได้ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง ข้าพเจ้ายินดีจะทำให้ ยานี้เป็นยามีมานานแล้ว เป็นยารักษาโรคทั่ว ๆ ไป แต่ต้องใช้ให้ถูกวิธีและไม่มีอันตราย
ข้าพเจ้าจึงได้ทำการฉีดยานี้แก่นายชิต นายบุศย์ จำเลยทั้งสองคนละคราว ข้าพเจ้าฉีดยาแล้วคงเดินเข้าเดินออกเพื่อดูอาการผู้ที่ถูกฉีดยา ตำรวจก็ทำการสอบสวนไป ทราบว่าทางตำรวจได้ทำการอัดเสียงครั้งหนึ่งแต่ช้าพเจ้าไม่ได้สนใจฟัง จึงไม่ได้ทราบผลของการสอบสวน และตำรวจก็ไม่ได้เล่าให้ฟัง คนที่ถูกฉีดยาจะมีอาการง่วงเพราะเป็นยาระงับประสาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากคำเบิกความของนายแพทย์ใช้ ยูนิพันธ์ ในประเด็นที่ว่าไม่สนใจฟังการสอบสวนและบันทึกเสียงนั้นจะเชื่อได้แค่ไหนเพราะนายแพทย์ใช้ ยูนิพันธ์ ใช้วิธีการแพทย์ช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนคดีสวรรคตเพื่อหามือปืนปลงพระชนม์ที่คนทั้งประเทศและแม้แต่ต่างประเทศก็สนใจอยากรู้ แต่นายแทพย์ใช้ ยูนิพันธ์ กลับบอกว่า ข้าพเจ้าไม่สนใจฟัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่สนใจฟัง หรือกลัวมะพร้าวห้าวยัดปากจึงพูดไม่ออกบอกไม่ได้ เพราะว่านายชิต นายบุศย์ อาจพูดไปตามที่เห็นว่าในเช้าวันนั้นมีใครล่วงล้ำเข้าไปในห้องพระบรรทมบ้าง แต่ที่แน่ ๆ ถ้ามีใครล่วงล้ำเข้าไป ใครคนนั้นไม่ใช่ เรือเอก วัชรชัย ชัยสิทธิเวช ตามสมมุติฐานของพนักงานสอบสวน อัยการจึงไม่ได้ส่งเทปม้วนนั้นไปสู่ศาล ทั้ง ๆ ที่ฝ่ายจำเลยเรียกร้องท้าพิสูจน์ ก็ขอฝากให้ท่านผู้อ่านใช้วิจารณญาณพิจารณาเอาเองก็แล้วกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุพจน์มิได้ระบุชื่อ แต่อาจารย์สุลักษณ์กลับพูดออกไปขนาดที่ผู้รับผิดชอบต้องเซนเซอร์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่นายสุพจน์เขียนว่าหมอใช้บอกไม่ได้สนใจฟัง อาจารย์สุลักษณ์เอาไปพูดดัดแปลงเป็น หมอใช้บอกจำไม่ได้&amp;nbsp;
ส่วนประเด็นใหญ่โต ปรากฏชัดเจนในคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ผมเอามาให้ดูข้างล่าง &amp;nbsp; ทั้งสองคนกลับไม่เขียน ไม่พูด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อนายชิต สิงหเสนีจำเลย และนายบุศย์ ปัทมศริน จำเลยถูกจับแล้ว โจทก์ได้นำสืบว่าจำเลยคู่นี้ได้ให้การไว้ในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจโดยมีได้มีการบังคับขู่เข็ญ ทั้งรู้ตัวดีว่าจะใช้เป็นพยานหลักฐานยันได้ในการพิจารณาคดีขึ้นศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุศย์ ปัทมศริน จำเลยให้การไว้เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๔๙๐ มีข้อความว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ข้าฯ เชื่อว่ามีคนร้ายลอบปลงพระชนม์โดยใช้อาวุธปืนยิง ข้าฯ เห็นว่าไม่เป็นอุบัติเหตุ เพราะขณะเกิดเหตุนั้นในหลวงรัชกาลที่ ๘ ทรงพระประชวรร่างกายอ่อนเพลียและอยู่ในระหว่างเสวยน้ำมันละหุ่ง จึงไม่มีเหตุผลอันใดที่จะคิดว่าในหลวงรัชกาลที่ ๘ เล่นปืนจนปืนลั่นถูกพระองค์ &amp;nbsp;อีกประการหนึ่งรอยกระสุนเข้าและรอยกระสุนออกก็แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่กรณีอุบัติเหตุ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีปลงพระชนม์เองนั้น ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะพระองค์ท่านไม่มีเรื่องขุ่นมัวพระทัยแต่อย่างใดเลย นอกจากนี้ในระหว่างพระราชชนนีและสมเด็จพระอนุชากลมเกลียวสนิทสนมรักใคร่กันมาก ไม่ปรากฏการทะเลาะวิวาทหรือผิดพ้องหมองใจแต่อย่างใด อีกประการหนึ่งพระองค์ท่านตั้งพระทัยอย่างแน่วแน่ที่จะเสด็จไปต่างประเทศ ได้ตระเตรียมพระองค์และจัดเข้าของไว้เกือบพร้อมบริบูรณ์แล้ว นอกจากนี้รอยกระสุนเข้าที่พระนลาตและรอยกระสุนออกที่ท้ายทอยก็แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่เป็นการปลงพระชนม์เอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นนี้ ข้าฯ จึงเชื่อว่าในหลวงรัชกาลที่ ๘ ถูกคนร้ายลอบปลงพระชนม์ เหตุผลที่ถูกลอบปลงพระชนม์นั้นได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑ เพื่อจะเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองไม่ให้มีพระเจ้าแผ่นดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๒ (มีข้อความยืดยาวเกี่ยวกับการที่โปรดเกล้าฯให้ย้ายข้าราชการซึ่งอยู่ใกล้ชิดพระองค์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๓ เมื่อปรากฏเหตุการณ์สวรรคตแล้ว ไม่ปรากฎว่ารัฐบาลได้ทำการจับกุมผู้ต้องหาสอบสวนตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๔ ในหลวงรัชกาลที่ ๘ เป็นผู้ที่มีความคิดรอบคอบสุขุม พระองค์ตรัสน้อย ไม่แสดงอาการโกรธเคืองให้ปรากฎเลย พระองค์ท่านอยู่ในเกณฑ์ฉลาดเฉียบแหลม ถ้าพระองค์ท่านยังทรงราชสมบัติอยู่แล้ว ก็จะเป็นการขัดชวางรัฐบาลได้ เช่นรัฐบาลมีความเห็นอย่างหนึ่งพระองค์ท่านอาจจะไม่มีความเห็นด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้จึงเป็นเหตุให้พระราชชนนีรับสั่งกับในหลวงรัชกาลที่ ๙ ในวันที่ ๑ มิ.ย.๘๙ ที่พระแท่นบรรทมว่า &amp;quot; เล็กอย่ารับเป็นพระเจ้าแผ่นดิน&amp;quot; &amp;nbsp;ข้อความดังกล่าวนี้ ข้าได้ยินและยังมีนายชิต สิงหเสนี ส่วนพระพี่เลี้ยงเนื่องจะได้ยินหรือไม่ ไม่ทราบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการลอบปลงพระชนม์ในหลวงรัชกาลที่ ๘ ดังกล่าวแล้ว บุคคลภายนอกจะทำได้โดยยาก ถ้าคนภายนอกจะทำแล้ว จะต้องร่วมมือกับคนภายในซึ่งอยู่ใกล้ชิด จึงจะทำได้สะดวก ถ้าเป็นคนภายในลอบปลงพระชนม์แล้ว ย่อมทำได้สะดวกกว่าคนภายนอก คนภายในที่ใกล้ชิดในขณะเกิดเหตุก็มีแต่ข้าฯ กับนายชิตเพียง ๒ คนเท่านั้น ในการปลงพระชนม์ในหลวงรัชกาลที่ ๘ &amp;nbsp;ข้าฯสงสัยว่านายชิต จะเป็นผู้นำคนภายนอกเข้ามาลอบปลงพระชนม์ ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชิต สิงหเสนีจำเลยได้ให้การไว้เมื่อวันที่ &amp;nbsp;๒๕ ธันวาคม ๒๔๙๐ มีข้อความว่า &amp;nbsp;&amp;quot; ฯลฯ ในกรณีที่ในหลวงรัชกาลที่ ๘ สวรรคตนี้ ข้าฯ สงสัยว่านายบุศย์จะเป็นสายให้แก่บุคคลอื่นลอบปลงพระชนม์ในหลวงรัชกาลที่ ๘ โดยมีเหตุผลดังนี้ คือ ฯลฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุผลทั้ง ๔ ประการดังกล่าวข้างต้น นี้ ข้าฯจึงลงความเห็นว่า ในหลวงรัชกาลที่ ๘ ถูกลอบปลงพระชนม์ ไม่ใช่เป็นการปลงพระชนม์เองหรืออุบัติเหตุ ในการลอบปลงพระชนม์ในหลวงรัชกาลที่ ๘ นี้ ถ้าเป็นบุคคลภายนอกเข้ามาลอบปลงพระชนม์ จะต้องมีมหาดเล็ก หรือบุคคลภายใน เป็นสายชักจูงนำเข้ามาจึงจะทำการได้สำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าเป็นคนภายในลอบปลงพระชนม์แล้ว ย่อมทำได้สะดวกกว่าบุคคลภายนอก สำหรับบุคคลภายในที่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้นนี้ก็มีแต่ข้าฯ กับนายบุศย์สองคนเท่านั้นที่จะต้องรับผิดอยู่ด้วย บุคคลที่คิดจะลอบปลงพระชนม์ในหลวงรัชกาลที่ ๘ นั้น จะต้องมีการวางแผนการณ์ แล้วจะต้องมีสมัครพรรคพวกหลายคน &amp;nbsp;ผู้ที่ต้นคิดทำจะต้องเป็นผู้ที่มีอำนาจ ผู้ที่เป็นต้นคิดลอบปลงพระชนม์ในหลวงรัชกาลที่ ๘ นี้จะเป็นใครข้าฯ บอกไม่ถูก ฯลฯ &amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาศัยเหตุผลทั้งหลายดังได้บรรยายมานี้ ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษา แก้คำพิพากษาศาลอาญาว่า นายบุศย์ ปัทมศริน จำเลยมีความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญามาตรา ๙๗ ตอนสอง ให้ลงโทษประหารชีวิต นายบุศย์ ปัทมศริน จำเลยนอกจากที่แก้ไขนี้คงยืนตาม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(หมายเหตุ คดีนี้ &amp;nbsp;ศาลอาญาชั้นต้นพิพากษาประหารชีวิตนายชิตคนเดียว &amp;nbsp;นายบุศย์และนายเฉลียวให้ปล่อยไป ศาลอุทธรณ์(ตามคำพิพากษาข้างต้น) พิพากษาประหารชีวิตนายชิตและนายบุศย์ ส่วนนายเฉลียวให้ปล่อยไป &amp;nbsp;สุดท้ายคือศาลฎีกา พิพากษาประหารชีวิตจำเลยทั้งสาม คือ นายชิต นายบุศย์ และนายเฉลียว)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-------------&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ม.ล. ชัยนิมิตร นวรัตน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113584</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชิต สิงหเสนี, บุศย์ ปัทมศริน, ม.ล. ชัยนิมิตร นวรัตน, ร.8, ลอบปลงพระชนม์, ส.ศิวรักษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210817/image_big_611b3ccf9a80e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113053</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/08/2021 15:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/08/2021 10:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;รักแรกพบ&#039;ระหว่างพ่อและแม่ของแผ่นดิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&amp;ldquo;&amp;hellip;เห็นแล้ว น่ารักมาก&amp;hellip;&amp;rdquo;

&lt;p&gt;วันหนึ่งในปีพ.ศ. ๒๔๘๙ วันที่ทรงแรกพบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งประทับอยู่เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เสด็จฯ ไปยังประเทศฝรั่งเศส เพื่อทอดพระเนตรรถยนต์พระที่นั่งแทนคันเดิมซึ่งทรงใช้มานาน โปรดเกล้าฯ ให้ม.จ.นักขัตรมงคล กิติยากร เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปารีสพร้อมครอบครัวเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้เองที่ทรงพบกับ ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร ธิดาของ ม.จ.นักขัตรมงคล และ ม.ล.บัว กิติยากร ที่มารับเสด็จ โดยวันนั้น ม.ร.ว.สิริกิติ์แต่งตัว เรียบร้อย สวมสูทสีเนื้อ ไว้หางเปียยาวถึงหลัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ มาถึงช้ากว่ากำหนด ทราบสาเหตุภายหลังว่าเนื่องจากรถยนต์พระที่นั่งเกิดเสียและน้ำมันหมด ตรัสว่าทรงจำได้ดีถึงสีหน้าของ ม.ร.ว.สิริกิติ์ที่ทั้งหิวและรอนาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเสด็จฯ มาถึงราชเลขาฯ ได้เชิญแต่ผู้ใหญ่ร่วมโต๊ะเสวย แล้วให้เด็กไปรับประทานอาหารจีนอีกที่ จึงทำให้ ม.ร.ว.สิริกิติ์เคืองอยู่นิดๆ เมื่อตรัสถึงเรื่องนี้ทั้งสองพระองค์จะทรงพระสรวล โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงล้อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;&amp;hellip;เดินตุปัดตุเป๋ หน้างอ คอยถอนสายบัว&amp;hellip;&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงกราบบังคมทูลตอบว่า&amp;hellip;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;&amp;hellip;ที่หน้างอ เพราะให้แต่ผู้ใหญ่ร่วมโต๊ะเสวย เด็กกลับไล่ไปกินที่อื่น&amp;hellip;&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนทรงได้พบกับม.ร.ว.สิริกิติ์ ทรงทราบถึงความน่ารักจากสมเด็จพระราชชนนีมาก่อนแล้ว ในการเสด็จเยือนปารีสครั้งแรก สมเด็จพระราชชนนีรับสั่งเป็นพิเศษว่าให้ไปทอดพระเนตรลูกสาว ของม.จ.นักขัตรมงคลว่าจะสวย น่ารักไหม ทรงกำชับว่าเมื่อถึงปารีสแล้วให้โทร.บอกแม่ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ถึงก็ทรงโทรศัพท์หาและตรัสว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;&amp;hellip;เห็นแล้ว น่ารักมาก&amp;hellip;&amp;rdquo;
............................................................................&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากเวลาเสด็จฯ ยังกรุงปารีส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับที่สถานทูตไทย ทำให้ครอบครัวม.จ.นักขัตรมงคลซึ่งรวมถึงม.ร.ว.สิริกิติ์เป็นที่คุ้นเคยเบื้องพระยุคลบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความที่ได้พบพระพักตร์บ่อยครั้ง ทั้งยังมีความชอบในสิ่งเดียวกันโดยเฉพาะการดนตรี ประกอบกับนิสัยร่าเริง สุภาพอ่อนน้อม และขี้อายในบางครั้ง ทำให้ยิ่งประทับพระราชหฤทัย โดยมีความสวยงามของเมืองโลซานเป็นฉากหลังที่โรแมนติกและมีความหมายยิ่งต่อทั้งสองพระองค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;............................................................................&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข่าวใหญ่ที่ทำให้ประชาชนชาวไทยตกใจเป็นอย่างมากในเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๑ คือข่าวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์นอกเมืองโลซาน ระหว่างที่ประทับรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลในตำบลเมอร์เซสนั้น รับสั่งให้ราชองครักษ์ ติดต่อไปยังม.จ.นักขัตรมงคล ให้ม.ล.บัว กิติยากร พาธิดาทั้งสองคือม.ร.ว.สิริกิติ์และม.ร.ว.บุษบาเข้าเฝ้าฯ เยี่ยมพระอาการที่ โรงพยาบาลเป็นประจำทุกวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีพระราชกระแสรับสั่งว่า เมื่อทรงฟื้นคืนพระสติครั้งแรก ทรงระลึกถึงบุคคลเพียง ๒ คน คือสมเด็จพระราชชนนีและม.ร.ว.สิริกิติ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องนี้ ท่านผู้หญิงเกนหลง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ได้กล่าวว่าสิ่งแรกเมื่อรู้สึกพระองค์คือทรงหยิบรูป ม.ร.ว.สิริกิติ์ออกจากพระกระเป๋า ส่งถวายสมเด็จพระราชชนนี พร้อมกับรับสั่งว่า &amp;hellip;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;&amp;hellip;แม่ เรียกสิริมาที&amp;hellip;&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;............................................................................&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท่านผู้หญิงเกนหลงกล่าวว่ารูปม.ร.ว.สิริกิติ์รูปนั้นเป็นรูปแรกที่ทรงถ่าย เป็นรูปหมู่ที่ถ่ายตอนบุคคลเข้าเฝ้าฯ ณ สถานทูต ม.ร.ว.สิริกิติ์อยู่เป็นคนสุดท้าย เห็นหน้าไม่ชัด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;&amp;hellip;ยู้ฮู คนข้างหลังโผล่หน้ามาหน่อยสิ..&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รูปนั้นทรงตัดเฉพาะหน้าม.ร.ว.สิริกิติ์ไว้ในพระกระเป๋า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;............................................................................&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปีพุทธศักราช ๒๕๒๑ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานสัมภาษณ์ ในภาพยนตร์สารคดี เรื่อง &amp;ldquo;ขวัญของชาติ&amp;rdquo; ออกเผยแพร่ ทางสถานีโทรทัศน์ บีบีซี กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ พระราชทานสัมภาษณ์ถึง รักแรกพบ มีความตอนหนึ่งว่า &amp;hellip;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พุทธศักราช 2521 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานสัมภาษณ์ ในภาพยนตร์สารคดี เรื่อง &amp;quot;ขวัญของชาติ&amp;quot; ออกเผยแพร่ ทางสถานีโทรทัศน์ บีบีซี กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ถึง รักแรกพบ มีความตอนหนึ่งว่า...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สำหรับข้าพเจ้า เป็นการเกลียดแรกพบ มากกว่า รักแรกพบ เนื่องเพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับสั่งว่าจะเสด็จถึงเวลาบ่าย 4 โมง แต่จริงแล้ว เสด็จมาถึง 1 ทุ่ม ช้ากว่านัดหมาย ตั้ง 3 ชั่วโมง ทรงทำให้ข้าพเจ้าต้องซ้อมถอนสายบัวอยู่จนแล้วจนเล่า จึงเป็นการเกลียด เมื่อแรกพบ มากกว่ารักเมื่อแรกพบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้าพเจ้าไม่ทราบมาก่อนว่า พระองค์ท่านทรงรักข้าพเจ้า เพราะเวลานั้นอายุเพิ่งย่าง 15 ปี ตั้งใจไว้ว่า จะเป็นนักเปียโน เป็นนักเปียโนที่แสดงในงานคอนเสิร์ต ตอนพระองค์ท่าน ประทับที่โรงพยาบาล หลังประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ มีพระอาการหนักมาก ตำรวจเขาโทรศัพท์ ไปกราบบังคมทูลสมเด็จพระราชชนนี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระองค์ท่าน รีบเสด็จไปทันทีแต่แทนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะมีพระราชปฏิสันถารกับพระองค์ ท่านกลับทรงหยิบรูปข้าพเจ้า ออกมาจากกระเป๋า โดยที่ข้าพเจ้า ไม่เคยทราบ มาก่อนเลยว่าพระองค์ทรงมีรูปของข้าพเจ้าอยู่แล้ว พระองค์ก็ตรัสให้นำตัวข้าพเจ้าเข้าเฝ้า พระองค์ทรงรักข้าพเจ้า ตอนนั้นข้าพเจ้าคิดถึงแต่เรื่องที่จะอยู่กับคนที่ ข้าพเจ้ารักเท่านั้น ไม่ได้นึกไปไกลถึงหน้าที่และภารกิจของพระราชินีเลย&amp;quot;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;............................................................................&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑๒ สิงหาคม วันเฉลิมพระชนมพรรษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอถวายพระพร ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอัษฎางค์ ยมนาค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113053</URL_LINK>
                <HASHTAG>&#039;รักแรกพบ&#039;ระหว่างพ่อและแม่ของแผ่นดิน, 12สิงหาคม, วันแม่, อัษฎางค์ ยมนาค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210812/image_big_61148b19e778c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106973</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2021 14:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2021 14:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ถ้าจะจับฉันบังคับให้เซ็นอะไรที่หลอกลวงราษฎรแล้ว - เป็นยิงตัวตาย!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
พระเจ้าอยู่หัวตั้งแต่รัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 และ รัชกาลที่ 7 ก็ทรงมีความคิดริเริ่มจะให้มีการปกครองในระบอบประชาธิไตยในประเทศไทยแล้ว แต่ทรงวินิจฉัยว่า ประชาชนยังไม่พร้อมกับการปกครองที่ประชาชนจะมีอำนาจในการปกครอง เพราะประชาชนยังขาดการศึกษา ยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องการปกครองในระบอบประชาธิปไตย การที่มีกลุ่มคนเพียงไม่กี่คน ที่เข้าใจและจะขึ้นมามีอำนาจปกครองประเทศจะเป็นอันตรายมากกว่าจะเป็นประโยชน์ต่อชาติและประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระมหากษัตริย์จึงทรงกระทำการแบบค่อยเป็นค่อยไป เช่น ให้การศึกษาโดยส่งคนไปเรียนต่อต่างประเทศ รัชกาลที่ 6 สร้างดุสิตธานีเป็นเมืองจำลองเพื่อฝึกข้าราชการให้เรียนรู้การปกครองระบอบประชาธิปไตย และพอถึงสมัยรัชกาลที่ 7 ก็ทรงเตรียมล่างรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะเดียว ข้าราชการที่ได้รับทุนจากพระมหากษัตริย์ให้ไปเรียนต่อในต่างประเทศจำนวนหนึ่งได้เริ่มก่อตั้งกลุ่ม ตั้งคณะเพื่อจะปฎิวัติยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยมิได้คำนึงความไม่พร้อมของประชาชนตามข้อวินิจฉัยของพระมหากษัตริย์ และมากระทำการสำเร็จในสมัยรัชกาลที่ 7&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งนับถึงปัจจุบันข้อวินิจฉัยขององค์พระมหากษัตริย์ก็ยังคงถูกต้อง &amp;nbsp;เพราะการชิงสุกก่อนห่ามทำให้ประชาชนยังคงไม่เข้าใจประชาธิปไตยที่ถูกต้อง ยังคงมีคนเพียงบ้างกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์จากการปกครองประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนวันที่คณะราษฎร์จะประกาศปฎิวัติยึดอำนาจจากพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 นั้น พระองค์ได้ทรงร่างรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยที่พระองค์ได้เตรียมการที่จะมอบรัฐธรรมนูญการปกครองในระบอบประชาธิไปไตยให้ประชาชนเรียบร้อบแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในวันที่เสด็จแปรพระราชฐานไปวังไกลกังวลที่หัวหิน ได้ทราบนำรัฐธรรมนูญฉบับร่างนั้นไปด้วย เพื่อทบทวน ตรวจสอบเป็นครั้งสุดท้าย แต่คณะราษฎร์ได้ใช้โอกาสที่พระเจ้าอยู่หัวแปรพระราชฐานนั้นทำการปฎิวัติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะราษฎร์ได้ให้เหตุผลส่วนหนึ่งของการปฎิวัติที่ให้ร้ายต่อพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์หลายประการ&amp;nbsp;
และหลังจากปฎิวัติสำเร็จ พระบรมวงศานุวงศ์ทั้งหมดที่เคยรับราชการบริหารงานแผ่นดินกับรัชกาลที่ 7 ต้องตกระกำลำบาก เช่นกรมพระยาดำรงราชานุภาพต้องย้ายไปอยู่ที่ปีนัง ไม่มีเงินแม้กระทั่งจะซื้อหนังสือซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์รักได้ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ เป็นข้าราชการตำแหน่งใหญ่ที่สุด โดนยึดบ้าน (ปัจจุบันคือแบงค์ชาติ) ต้องย้ายไปอยู่ที่อินโดนีเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และหลังจากพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ได้ยอมลงพระนามกับคณะราษฎร์แล้ว ได้เกิดข้อพิพาทหลายครั้งระหว่างคณะราษฎร์และพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ในเรื่องที่ไม่องค์ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายและรัฐธรรมนูญในหลายๆ ข้อ จนนำมาสู่การเสด็จไปอยู่ที่อังกฤษ ตามมาด้วยการสละราชสมบัติและสวรรคตที่อังกฤษในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;......................................................................&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากบันทึกไว้ในหนังสือ &amp;quot;สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น&amp;quot; ของหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ตอนหนึ่งเล่าว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ช้าก็มีเสียงติติงว่าในหลวงขี้ขลาด จะเสด็จไปไหนก็พกเอาปืนเล็กไปด้วยติดพระองค์ พวกเจ้าบางคนหัวเราะเยาะว่าปืนเล็กเท่านั้นจะไปทำอะไรใครได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ข้าพเจ้าได้ยินในหลวงตรัสว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ปืนนี้มีลูกอยู่ 2 ลูก ลูกหนึ่งสำหรับหัวหญิง (สมเด็จพระราชินี) ก่อนลูกหนึ่ง แล้วฉันเองหนึ่งลูกเป็นเสร็จ เพราะถ้าจะจับฉันบังคับให้เซ็นอะไรที่หลอกลวงราษฎรแล้ว - เป็นยิงตัวตาย!&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวตรัส หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.......................................................................&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต พระชนมพรรษา 47 พรรษา ที่ประเทศอังกฤษ วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 (ค.ศ. 1941) หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย บันทึกไว้ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เสด็จพ่อ (กรมพรยาดำรงราชานุภาพ)ทรงรับหนังสือพิมพ์ไปทอดพระเนตรแล้วก็ปล่อยโฮออกมาพักใหญ่.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราซึมเซาไปหลายวัน, เพราะความหวังที่จะรวมคนไทยได้มาหมดไปอย่างไม่นึกคิด.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราหวังอย่างสนิทว่าโชคร้ายต่างๆ ที่ผ่านมาแล้ว, จะถวายความรู้และความสำเร็จแก่พระปกเกล้าฯ ได้ดีกว่าแต่ก่อน.&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.......................................................................&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อัษฎางค์ ยมนาค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106973</URL_LINK>
                <HASHTAG>การปกครองระบอบประชาธิปไตย, พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว, อัษฎางค์ ยมนาค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210620/image_big_60cef39a275db.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106006</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2021 10:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2021 10:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หนึ่งในคำตอบว่า ประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์ไว้ทำไม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังสงครามมหาเอเชียบูรพา (สงครามโลกครั้งที่ 2) กองกำลังทหารอังกฤษและทหารในเครือจักรภพ โดยเฉพาะจากอินเดียเกือบสองหมื่นนายเข้ามาปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นในประเทศไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนกระทั่งวันที่ 19 มกราคม หลังจากเสร็จภารกิจในปีถัดมา กองกำลังทหารอังกฤษและอินเดีย จะทำพิธีสวนสนามที่กรุงเทพฯ เพื่ออำลาประเทศไทยโดยมีลอร์หลุยส์เมาท์แบทเทน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของฝ่ายสัมพันธมิตรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขึ้นแท่นรับความเคารพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่&amp;hellip;ประเทศไทยเปลี่ยนสถานการณ์จากประเทศแพ้สงคราม (เนื่องจากรัฐบาลคณะราษฎร์ของจอมพล ป. เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นซึ่งแพ้สงคราม จึงทำให้ไทยควรต้องอยู่ในฝ่ายพ่ายแพ้ด้วย) เป็นผู้ชนะสงคราม
เพราะคนไทยมิได้ยินยอมพร้อมใจไปกับการตัดสินใจของรัฐบาลคณะราษฎร์ จึงมีคณะทำงานใต้ดินที่ทำงานร่วมกับกลุ่มประเทศสัมพันธมิตร เช่นสหรัฐอเมริกา ซึ่งรู้จักกันในนาม&amp;rdquo;เสรีไทย&amp;rdquo; เป็นผลให้ไทยกลับเป็นประเทศชนะสงครามอย่างเต็มภาคภูมิ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;.... ม.ร.ว.เสนีย์ &amp;nbsp;ปราโมช หัวหน้าเสรีไทยในสหรัฐอเมริกา เล่าไว้ใน &amp;ldquo;ชีวลิขิต&amp;rdquo; ว่า &amp;nbsp;เมื่อญี่ปุ่นประกาศยอมสงบศึกในสงครามโลกครั้งที่ ๒ แล้ว อังกฤษแจ้งมาว่าจะส่งทหารเข้ามาปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นประเทศไทย รัฐบาลไทยได้ตอบไปว่า ไม่ต้องมาเพราะญี่ปุ่นวางอาวุธแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่อังกฤษก็ยังแข็งขืนส่งทหารเข้ามา โดยลอร์หลุยส์เมาท์แบทเทน (ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของฝ่ายสัมพันธมิตรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) จะจัดสวนสนามทหารสหประชาชาติที่ถนนราชดำเนิน โดยตัวลอร์ดหลุยส์ฯ จะขึ้นแท่นรับความเคารพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ได้มีพระราชกระแสรับสั่งกับนายกเสนีย์ว่าจะยอมให้รับลอร์ดหลุยส์ทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะจะเท่ากับว่าประเทศไทยถูกอังกฤษยึดครองแล้ว พระองค์จะเสด็จฯ ไปในงานนั้น และจะทรงขึ้นแท่นรับความเคารพด้วยพระองค์เอง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท่านนายกเสนีย์เล่าว่า ตัวลอร์ดหลุยส์นั้นดูจะไม่ค่อยพอใจเท่าใดนัก แต่ก็ยินยอม และให้ขบวนการเสรีไทยเข้าร่วมสวนสนามต่อท้ายแถวทหารอังกฤษด้วย &amp;nbsp;...&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ทรงเครื่องแบบชุดทหาร เสด็จพระราชดำเนินตรวจพลสวนสนามสหประชาชาติ พร้อมด้วยลอร์ดหลุยเมานต์ แบตเตอร์น ที่ปรัมพิธีถนนราชดำเนิน ในวันที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๙&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นการประกาศให้โลกรู้ว่า ประเทศไทย มิใช่ผู้แพ้สงคราม และไม่ได้อยู่ภายใต้ในอาณัติของมหาอำนาจชาติใด ด้วยเพราะความร่วมแรงร่วมใจของคณะเสรีไทย ประกอบกับพระปรีชาญาณและไหวพริบปฏิภาณของมหากษัตริย์ไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงแม้ว่ารัฐบาลคณะราษฎร์ ภายใต้อำนาจของนักการเมืองจะตัดสินเข้าข้างประเทศที่แพ้สงคราม แต่คนไทยก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการตัดสินใจของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะเสรีไทยภายใต้พระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นองค์พระประมุขของไทย ได้เข้าร่วมปฏิบัติการกับกลุ่มประเทศสัมพันธมิตร อเมริกาและอังกฤษ จึงทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการเป็นประเทศฝ่ายที่แพ้สงครามในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า นานาอารยะประเทศยึดถือว่าองค์พระมหากษัตริย์ของไทยเป็นเสาหลักของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่งในคำตอบว่า ประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์ไว้ทำไม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;.
อัษฎางค์ ยมนาค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106006</URL_LINK>
                <HASHTAG>มีพระมหากษัตริย์ไว้ทำไม, สงครามโลกครั้งที่ 2, อัษฎางค์ ยมนาค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210611/image_big_60c2d9fd2b872.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100410</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2021 10:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2021 10:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ขุนช้างขุนแผน&#039;ไม่ใช่เรื่องราวของคนไทยกรุงศรีอยุธยา แต่เป็น&#039;มอญ-ไทย&#039;ในสมัยสุพรรณภูมิ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วรรณกรรมเรื่องขุนช้างขุนแผนที่เราคนไทยทั่วไปรับรู้ว่ามีมาตั้งแต่ราวสมัยอยุธยาตอนกลาง (ราว พ.ศ. 2143) โดยสันนิษฐานว่าเป็นการแต่งขึ้น และเล่าเรื่องแบบมุขปาฐะ (ปากต่อปาก) เพื่อความบันเทิง ในลักษณะเดียวกับมหากาพย์ของยุโรป อย่างเช่นของโฮเมอร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีการตัดทอนและเพิ่มเติมเรื่อยมา แต่ไม่ได้ถูกบันทึกลงไว้เป็นกิจลักษณะ จนถึงเมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกในปี พ.ศ. 2310 ก็ไม่มีต้นฉบับเรื่องขุนช้างขุนแผนเหลืออยู่เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;............................................................................&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ความจริงที่คนไทยทั้งหลายอาจไม่เคยรู้เลยคือ ขุนช้างขุนแผนมีมาตั้งแต่สมัยสุพรรณภูมิ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุพรรณภูมิคืออะไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุพรรณภูมิ คือแคว้นหรือราชอาณาจักรไทยสมัยโบราณที่มีมาก่อนอยุธยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในประวัติศาสตร์ของจีนมีบันทึกไว้ว่า จีนเรียกอาณาจักรสยามว่า &amp;ldquo;เสียมหลอก๊ก&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เสียม คือ สยาม หรือ สุพรรณภูมิ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลอ คือ ละโว้ หรือ ลพบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก๊ก คือ ประเทศ หรืออาณาจักร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งราชวงศ์สุพรรณภูมิและละโว้ มีความสัมพันธ์ฉันเครือญาติผ่านการแต่งงานกันไปมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แล้วขอมละโว้ที่เป็นมีสายเลือดสุพรรณภูมิ ก็เป็นผู้ก่อสร้างอโยธยา เมืองที่อยู่ตรงข้ามเกาะอยุธยาในปัจจุบัน ก่อนจะย้ายฝั่งข้ามแม่น้ำไปสร้างกรุงศรีอยุธยา ก่อตั้งราชวงศอู่ทอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระราชวังและตัวเมืองอโยธยาก็คือวัดพุทไธศวรรย์ในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ ได้ว่า อโยธยาก็เหมือนกันธนบุรี และอยุธยาก็เหมือนกรุงเทพ นึกภาพออกไหม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;............................................................................&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อู่ทองคือชื่อเมืองโบราณของสุพรรณภูมิ แต่ราชวงศ์อู่ทองเป็นผู้มาจากฝั่งละโว้ ที่ให้กำเนิดอยุธยา แต่ปกครองอยุธยาได้ไม่นานนักก็ถูกราชวงศ์สุพรรณภูมิยึดอำนาจปกครองอยุธยาต่อมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จีนจึงเรียกกรุงศรีอยุธยาว่า &amp;ldquo;เสียมหลอก๊ก&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งก็คืออาณาจักรของ สุพรรณภูมิ(สยาม)และละโว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประวัติศาสตร์ชาติไทยถูกสอนว่า สุโขทัยคืออาณาจักรแรกของไทย ทั้งที่ความจริงคนไทยในปัจจุบันมีจุดกำเนิดมาจากเสียมหลอก๊กหรือสุพรรณภูมิและละโว้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุพรรณภูมิและละโว้ มีอายุเก่าแก่ขนาดไหน?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำตอบคือเก่าแก่กว่าสุโขทัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แล้วหลังจากราชวงศ์สุพรรณภูมิหมดอำนาจ ราชวงศ์จากสุโขทัย ซึ่งเป็นประเทศราชของอยุธยาก็เข้ามาปกครองอยุธยาต่อตั้งแต่ สมเด็จพระมหาธรรมราชา พระราชบิดาของสมเด็จพระนเรศวร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คงจำกันได้สมัยเด็กๆ ที่เราเรียนหนังสือกันมาว่า สมเด็จพระมหาธรรมราชา ทรยศหักหลังชาติไทยไปเข้ากับพม่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งที่ความจริงคือ สมเด็จพระมหาธรรมราชา เป็นเจ้าของราชวงศ์สุโขทัย ประเทศราชของอยุธยา ไม่ใช่คนในราชสำนักอยุธยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พออยุธยาโดนบุเรงนองตีแตก ก็ยกสมเด็จพระมหาธรรมราชา มาครองอยุธยา ราชวงศ์สุโขทัยจึงมาเป็นใหญ่ในอยุธยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;............................................................................&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรุปให้อีกทีว่า กรุงศรีอยุธยาในช่วงต้น ถูกปกครองโดยราชวงศ์ที่มาจากอาณาจักรละโว้ ตามมาด้วยอาณาจักรสุพรรณภูมิ และอาณาจักรสุโขทัย 3 อาณาจักรของคนไทยในสมัยโบราณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และมีประวัติความเชื่อมโยงที่เป็นไปได้ว่าราชวงค์จักรีสืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์สุโขทัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุโขทัยเป็นประเทศราชของอยุธยาในตอนต้น แล้วถูกควบรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกรุงศรีอยุธยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งเหมือนกันเชียงใหม่ล้านนาที่เป็นประเทศราชของกรุงรัตนโกสินทธ์ในตอนต้น และถูกควบรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกรุงรัตนโกสินทธ์ในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;............................................................................&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในสมัยโบราณในดินแดนแถบภาคกลางนี้มีมอญและขอมเจริญรุ่งเรืองรุ่งเรืองมาก่อน โดยอิทธิพลของขอมมีอยู่ตั้งแต่ละโว้ไปตลอดฝั่งตะวันออก และอิทธิพลของมอญมีอยู่ตั้งแต่สุพรรณภูมิไปตลอดฝั่งตะวันตก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ผมจะไม่เล่าถึงละโว้ แต่จะเล่าถึงสุพรรณภูมิ ต้นกำเนิดขุนช้างขุนแผน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ว่ากันว่าคนอยุธยาส่วนใหญ่เป็นพวกมอญอู่ทอง-สุพรรณภูมิ ที่พูดไท ซึ่งเป็นที่มาของการพูดเหน่อสำเนียงสุพรรณ&amp;nbsp;
เหน่อสุพรรณนี่มีจุดกำเนิดมาจากคนมอญที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ รวมทั้งมอญกับไทยที่แต่งงานเป็นเครือญาต จึงพูดไทยสำเนียงเหน่อ เป็นเหน่อจากคนมอญที่พูดไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหน่อสุพรรณแท้จริงก็คือเหน่อมอญนั้นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มคนที่พูดเหน่อสุพรรณนึ้มีคนพูดกันทั่วบริเวณตั้งแต่เพชรบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี อุทัยธานี ซึ่งเป็นถิ่นเดิมของมอญทวารวดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลายท่านอาจไม่รู้ว่าในราชสำนักอยุธยาพูดหน่อสุพรรณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นเมื่อราชวงศ์สุพรรณภูมิได้เข้ามาเป็นใหญ่ในอยุธยา ภาษา ศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ จึงมีการปะสมปนเปทั้งขอมละโว้และมอญทวารวดี เช่น เครื่องดนตรีหรือการพากย์จะออกสำเนียงมอญ (สำเนียงสุพรรณ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;............................................................................&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขุนช้างขุนแผน&amp;rdquo; ก็เป็นเรื่องราวของมอญปนไทย ปรากฎเป็นชื่อที่มอญเรียกขานว่า&amp;quot;โกนเพนโกนเชี่ยง&amp;quot; โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในสุพรรณบุรีและกาญจนบุรี ซึ่งอาจจะมีเค้าโครงมาจากเรื่องที่เกิดขึ้นจริงแล้วมาต่อเติมกันจนเป็นนิยายตลอดเวลานับพันปีถึงปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ระบุว่า &amp;quot;ขุนไกร&amp;quot; บิดา &amp;quot;ขุนแผน&amp;quot; เป็นมอญ มีภรรยาชื่อนางทองประศรี เป็นคนเมืองกาญจนบุรีด้วยกันทั้งสองคน เมื่อขุนไกรแต่งงานกับนางทองประศรีแล้ว ก็พากันไปตั้งครอบครัวขึ้นใหม่ที่เมืองสุพรรณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำว่า&amp;rdquo;พลาย&amp;rdquo;นั้น เป็นภาษามอญ แปลว่า หนุ่ม หรือแปลว่าผู้ชายที่แข็งแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ว่ากันว่า ตระกูลของขุนแผน ที่ขึ้นชื่อว่า &amp;ldquo;พลาย&amp;rdquo; นี่เป็นตระกูลมอญโดยตรง เช่น ขุนแผนชื่อ &amp;ldquo;พลายแก้ว&amp;rdquo; ลูกชื่อ &amp;ldquo;พลายงาม&amp;rdquo; คือพระไวย และพลายชุมพล จนถึงพลายเพชร พลายบัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีชื่อบ้านเมืองใกล้กับเมืองเย ใต้เมืองเมาะลำเลิงลงมา มีเนินดินเรียบโล่งที่คนมอญเรียกบริเวณดังกล่าวว่า &amp;quot;ลานขุนแผน&amp;quot; ซึ่งว่ากันว่าเป็นลานฝึกม้าของขุนแผน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;............................................................................&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรุปว่า ขุนช้างขุนแผน มีต้นกำเนิดมาตั้งแต่ยุคสุพรรณภูมิ อายุเป็นพันปี จนเมื่อราชวงศ์สุพรรณภูมิมาครองกรุงศรีอยุธยาก็นำเรื่องขุนช้างขุนแผนมาสู่อยุธยา แล้วก็เล่าต่อๆกันมา จนกรุงศรีอยุธยาแตก ก็ไม่มีต้นฉบับเรื่องขุนช้างขุนแผนเหลืออยู่เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเนื้อหาของขุนช้างขุนแผนที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยรัชกาลที่ 2 ได้ทรงพระราชนิพนธ์ร่วมกับกวีในรัชสมัยของพระองค์ จากเค้าโครงเรื่องเดิมที่คนรุ่นเก่ายังจดจำกันได้ ออกมาเป็นวรรณคดีประเภทกลอนเสภาที่มีความไพเราะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ได้ทรงยกย่องให้เป็นยอดของหนังสือประเภทกลอนเสภา และได้รับประทับราชลัญจกรรูปพระคเณศร์ไว้เป็นเครื่องหมายของการยกย่อง
............................................................................
อัษฎางค์ ยมนาค
รวบรวม เรียบเรียง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100410</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขุนช้างขุนแผน, อัษฎางค์ ยมนาค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210423/image_big_60823a4695451.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99959</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2021 14:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2021 14:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมกับเป็นรถยนต์พระที่นั่งคันสุดท้าย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 เม.ย.64- อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เลขาธิการ พรรคกล้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า จากมุมคนรักรถ รักสถาบันกษัตริย์ ผมมีเกร็ดเล่าเล็กๆ เมื่อได้ดูการถ่ายทอดขบวนพระศพของเจ้าชายฟิลิป ดยุคแห่งเอดินบะระ มาสะดุดตากับรถ Land Rover รุ่น Defender TD5 130 กระบะช่วงยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รถเคลื่อนพระศพที่ดูเรียบง่ายคันนี้ ถูกผลิตโดยโรงงาน Land rover ถูกสั่งทำพิเศษตามสเปคของเจ้าชายฟิลิปเองตั้งแต่ปี 2003 ขณะมีพระชนมายุ 82 พรรษา เพื่อเตรียมไว้บรรทุกพระศพของพระองค์เอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สีดั้งเดิมของรถคันนี้คือ &amp;nbsp;Belize Green แต่นำมาเปลี่ยนเป็นสี Dark Bronze Green ซึ่งเป็นสีที่ Land Rover ใช้สำหรับกองทัพบกหลายแห่ง และตลอดพระชนม์ชีพ เจ้าชายฟิลิป ก็ทรงใช้ Land rover มาตลอด สะท้อนเรื่องราวชีวิตที่ทรงงานรับราชการทหาร เข้าร่วมรบสงครามโลกครั้งที่ 2 และพระราชกรณียกิจด้านการทหารที่มีมาโดยตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องรถแนวทหารแบบนี้ ทำให้ผมคิดถึงรถตู้เก่าอายุราว 20 ปี คันหนึ่ง ยี่ห้อ &amp;quot;Volkswagen Caravelle T4&amp;rdquo; เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ กำลัง 204 แรงม้า ผลิตปี 2001 สีเทา คาดแถบฟ้า ทะเบียน 1ด-0929 ที่มีชื่อเรียกขานว่า &amp;ldquo;เจมส์ บอนด์&amp;rdquo; รถตู้อเนกประสงค์ที่เหมาะสมต่อการใช้งาน เป็นรถยนต์พระที่นั่งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชใช้ทรงงาน ตกแต่งภายอย่างเรียบง่าย มีโต๊ะเล็กๆไว้ทรงงาน ซึ่งพระองค์ท่านก็ประทับรถยนต์พระที่นั่งองค์นี้มาตลอด และให้ช่างคอยซ่อมแซมอยู่เสมอ ไม่ได้ซื้อรถยนต์พระที่นั่งคันใหม่ สะท้อนถึงสิ่งที่พระองค์ท่านทรงปฏิบัติไว้ให้เห็นถึงปรัชญาความพอเพียง สมกับเป็นรถยนต์พระที่นั่งคันสุดท้าย ที่ได้อัญเชิญพระบรมศพ ส่งเสด็จจากโรงพยาบาลศิริราช สู่พระบรมมหาราชวัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รถขนพระศพ หรือพระบรมศพ เจ้าฟ้า เจ้าแผ่นดินทั้ง 2 คันนี้ หาใช่ว่าต้องเป็นรถหรู แต่สื่อถึงความผูกพันกับประชาชนและความเป็นตัวตนของทั้ง 2 พระองค์ พระองค์หนึ่งในฐานะทหาร และอีกพระองค์หนึ่งในฐานะนักพัฒนา.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99959</URL_LINK>
                <HASHTAG>Defender TD5 130, Volkswagen Caravelle T4, ขบวนพระศพ, อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210419/image_big_607d2a316738c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95100</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2021 15:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2021 15:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อีแหบ : ฆาตกรโหดแห่งชุมทางบ้านดารา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีการตัดทางรถไฟมาถึงชุมทางบ้านดารา ซึ่งเป็นชุมทางรถไฟแห่งแรกในภาคเหนือที่เชื่อมไปยังอำเภอสวรรคโลก &amp;nbsp;จังหวัดสุโขทัย มีขบวนรถสินค้าอยู่ขบวนหนึ่ง ใช้หัวรถจักรไอน้ำ ลากจูง &amp;nbsp;สัญญาณหวูดรถไฟของคันนี้ ดังไม่ค่อยชัดเจน เหมือนหัวรถจักรไอน้ำคันอื่น ๆ ชาวบ้านและชาวรถไฟ เลยตั้งชื่อให้ว่า &amp;ldquo;อีแหบ&amp;rdquo; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เมื่อครั้งหัวรถจักรไอน้ำคันนี้ยังใช้ลากรถสินค้าอยู่ &amp;nbsp;มักจะแล่นทับคนตายอยู่บ่อย ๆ ต่อมา เมื่อเลิกใช้หัวรถจักรไอน้ำสำหรับลากจูงแล้ว ก็นำเข้าไปเก็บไว้ในโรงเก็บรถจักร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องราวของอีแหบไม่ได้จบลงที่ในโรงเก็บรถจักร เพราะ ตอนดึก ๆ ของวันร้ายคืนร้าย &amp;nbsp;&amp;quot;อีแหบ&amp;quot; ก็มักจะออกมาจากโรงเก็บรถจักรได้เอง โดยไม่มีคนขับ และก็มักจะไปทับคนตายได้เสียทุกครั้งไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนชาวบ้านเกิดศรัทธา ว่า จะต้องมีอะไรบางสิ่งบางอย่างสิงอยู่ที่หัวรถจักรนั้น ถึงกับเอาแผ่นทองไปปิดที่หัว&amp;quot;อีแหบ&amp;quot;จนเหลืองอร่ามไปหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อีแหบ&amp;quot; เมื่อมีคนมาปิดทองมาก ๆ เข้า ก็หลงระเริง แล่นออกมาอาละวาดอยู่เนือง ๆ จนทำให้ทางราชการ กรมรถไฟทนไม่ได้ที่จะเห็น หัวรถไฟปิดทองมีพฤติกรรมเช่นนั้นต่อไปอีก จึงต้องมีคำสั่งให้รื้อหัวรถจักรไอน้ำนั้นทิ้งเสีย &amp;nbsp;เรื่องราวของอีแหบจึงจบตำนานลงเพียงเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อามหาจีรเดช (ขุนเดช) เล่าให้ฟัง
เมื่อวันอังคารที่ ๒๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๑๔&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95100</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชุมทางบ้านดารา, รถไฟ, อีแหบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210305/image_big_6041eaded221c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90311</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/01/2021 13:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/01/2021 13:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คดีคนขับรถคนสนิทรับจ้างคนไม่รู้จักกันวางยาพิษ&#039;จอมพลป.-เผ่า ศรียานนท์&#039; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้อัยการศาลพิเศษเป็นโจทก์ &amp;nbsp;ร้อยโทณเณร ตาละลักษมณ์ &amp;nbsp;นายละมัย แจ่มสมบูรณ์ และนายมณี มติวัตร์ เป็นจำเลยที่ ๑ ๒ และ ๓ ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำฟ้องตามสรุปของศาลมีว่า &amp;ldquo;ในระหว่างเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๘๐ ถึงวันที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๑ นายร้อยโทณเณร ตาละลักษมณ์ นายละมัย แจ่มสมบูรณ์ และนายมณี มติวัตร์ จำเลย มีหน้าที่ตระเตรียมการสะสมกำลังเพื่อใช้กำลังบังคับรัฐบาล และได้แสดงความปรากฏแก่คนทั้งหลายให้เกิดการดูหมิ่นเกลียดชังหรือกระด้างกระเดื่องต่อรัฐบาลในตำบล และอำเภอต่างๆ ในจังหวัดพระนคร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในวันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๑ เวลากลางวัน นายร้อยโทณเณร นายละมัย และนายมณี ได้ใช้ให้พันจ่าตรีทองดี จันทนะโลหิต นำยาพิษใส่ในอาหารให้นายพลตรี หลวงพิบูลสงคราม รับประทาน หลวงพิบูลสงคราม กับนางพิบูลสงคราม นายนาวาโท หลวงยุทธศาสตร์โกศล นายนาวาอากาศตรี ขุนรณนภากาศ นายพันโท หลวงเดชเสนา นายพันตรี หลวงประหารริปูราบ และนายร้อยเอกเผ่า ศรียานนท์ ซึ่งร่วมรับประทานอาหารอยู่ด้วยนั้น ได้รับประทานยาพิษนั้นเข้าไป มีอาการเจ็บป่วยเนื่องจากยาพิษซึ่งอาจเป็นอันตรายได้ หากแต่แพทย์ได้ทำการแก้ไขไว้ทัน นายพลตรี พลวงพิบูลสงครามกับพวกที่รับประทานอาหารอยู่ด้วยนั้นจึงไม่ถึงแก่ความตาย เหตุเกิดขึ้นที่บ้านพักกรมทหารบางซื่อ อำเภอดุสิต จังหวัดพระนคร&amp;nbsp;
.
ณเณร ตาละลักษมณ์ &amp;nbsp;เป็นบุตรชายคนเล็กสุดของพระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษมณ์) ผู้เชี่ยวชาญทางภาษาบาลีและสันสกฤตระดับสุดยอดคนหนึ่งของเมืองไทย มีผลงานเรียบเรียงพจนานุกรมบาลี-ไทย ที่เรียกว่า พระบาฬีลิปิกรมขึ้นเป็นผลสำเร็จเป็นคนแรก &amp;nbsp;ทั้งยังเป็นผู้สนใจในทางอักษรศาสตร์ &amp;nbsp;ประวัติศาสตร์และโบราณคดี อย่างกว้างขวาง ผลงานชิ้นสำคัญอีกชิ้นหนึ่งตั้งแต่ยังเป็นหลวงประเสริฐอักษรนิติ &amp;nbsp;คือท่านไปพบต้นฉบับพงศาวดารไทยสมัยกรุงศรีอยุธยาที่ไม่มีผู้ใดเคยพบเห็นมาก่อน แล้วนำมามอบให้แก่หอสมุดวชิรญาณ กลายเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทรงคุณค่าต่อประเทศชาติ ได้รับการตั้งชื่อว่า พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ เพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านผู้นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมัยผมเรียนอยู่มัธยม จำได้ว่าเคยอ่านหนังสือสารคดีประวัติศาสตร์การเมือง เขียนโดยไทยน้อย เล่าเรื่องของณเณรและได้ลงรูปถ่ายในเครื่องแบบทหารยศร้อยโทไว้ด้วย ผมพยายามตามหารูปนั้นมาลงให้ดูกันอยู่นานหลายปี กว่าจะเจอ ณเณรมีเค้าหน้าคล้ายท่านบิดาและพี่ชายต่างมารดาที่ชื่อ พลโท ปาระณี ตาละลักษมณ์มาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในบรรดาผู้ต้องหาคดีกบฏพระยาทรงนี้ ณเณรเป็นผู้ที่มีสีสรรที่สุด แค่ชื่อก็ไม่มีใครเหมือนแล้ว แถมยังหน้าตาดีรูปร่างสมาร์ต อารมณ์แจ่มใสอยู่เป็นนิตย์ กล่าวกันว่าชายชาติทหารผู้นี้พูดจาติดตลกได้เสมอแม้ว่าจะกำลังเผชิญเรื่องร้ายแรงที่สุดในชีวิตอยู่ก็ตาม &amp;nbsp;
.
ก่อนหน้าในปี ๒๔๗๙ รัฐบาลได้ผ่านพระราชบัญญัติจัดซื้ออาวุธสงครามครั้งมโหฬารที่สุดในประวัติศาสตร์ เพื่อเสริมเขี้ยวเล็บให้ทุกกองทัพ โดยให้เหตุผลว่าเพื่อเตรียมตัวรับสถานการณ์อันอาจนำไปสู่มหาสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณเณรยังเป็นนายทหารประจำการอยู่ &amp;nbsp;แต่ได้เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์วิพากษ์วิจารณ์แสดงความไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง เป็นเหตุให้ถูกหอกปลายปืนจี้หลังให้ไปปรับทัศนคติกับหลวงพิบูล รองผู้บัญชาการทหารบก แต่ยุคนั้นไม่ได้ใช้วาจาพาทีแต่ใช้ท๊อปบู๊ตอธิบาย มีข่าวว่าณเณรโดนศาลเตี้ยยำใหญ่ ก่อนจะถูกนำไปกักขังไว้ในคุกกระทรวงกลาโหม ๒๕ วัน ในข้อหาว่าประพฤติตนเป็นปฏิปักษ์กับการปกครองตามรัฐธรรมนูญ &amp;nbsp;
.
เมื่อถูกปล่อยตัวออกมาแล้วณเณรลาป่วย กองทัพบกจึงถือโอกาสสั่งปลดออกจากราชการไปเลย ณเณรจึงได้หันเข็มไปลงทุนทำหนังสือพิมพ์ ตั้งตนเองเป็นบรรณาธิการ ใช้ชื่อว่า &amp;ldquo;ชุมชน&amp;rdquo; ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนังสือพิมพ์ที่มีอุดมคติ มุ่งมั่นจะให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยฉบับหนึ่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณเณรใช้หนังสือพิมพ์นี้เป็นฐานเสียงของตนลงสมัคร ส.ส. กรุงเทพเขต ๒ ในการเลือกตั้งปี ๒๔๘๑ ชนะคู่แข่งซึ่งเป็นคนของพระยาเทพหัสดินแบบไม่ต้องลุ้น ทำให้ทั้งสองไม่ถูกกันในสภา แล้วก็ต้องมาอยู่ในคุกทั้งคู่ด้วยข้อหาเดียวกัน แต่ในเวลาที่จะต้องจากตาย ขณะที่ถูกนำตัวออกจากรงขัง ผ่านห้องของท่านเจ้าคุณ ณเณรได้คุกเข่าลงกราบขอขมาลาโทษ และอโหสิกรรมซึ่งกันและกันไปโดยสิ้นมลทินคาใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่ณ เณรได้คะแนนแบบถล่มทลาย จึงเดินยืดอกเข้าสภาในฐานะฝ่ายค้านฝีปากกล้า ไม่เกรงที่จะชนกับฝ่ายรัฐบาลในทุกเรื่องที่ตนไม่เห็นด้วย คราวหนึ่ง ฝ่ายค้านออกมาเปิดเผยว่า รัฐบาลงุบงิบกับคนที่คณะราษฎร์ส่งตัวเข้าไปเป็นราชเลขาฯ เอาที่ดินของพระคลังข้างที่ผืนงามๆในกรุงเทพหลายแปลง อ้างว่าพระราชทานให้มาจัดสรรขายให้แก่สมัครพรรคพวกในราคาถูกแสนถูก แถมยังให้ผ่อนส่งอีกต่างหาก แต่ตัวนายก ซึ่งตอนนั้นคือพระยาพหลกลับไม่ทราบเรื่องเลย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ณ เณรได้โจมตีพระยาพหลอย่างรุนแรงในสภาโดยกล่าวว่าท่านโง่ เท่านั้นยังไม่พอ ยังจูงควายเอาไปผูกไว้หน้าวังปารุสก์ อันเป็นที่พำนักของนายกรัฐมนตรีอีกต่างหาก &amp;nbsp;สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับท่านเจ้าคุณเป็นอย่างยิ่ง และยังจุดความแค้นให้แก่หลวงพิบูลมากเพราะว่าที่นายกคนต่อไปต้องรีบคายแปลงที่จองเอาไว้ ก่อนที่จะถูกลากไปมัวหมองด้วย แต่หลายคนที่ซื้อสดโอนโฉนดกันไปแล้วก็เลยตามเลย บ้านใหญ่ๆบนถนนราชวิถีฝั่งตรงข้ามกับพระราชวังสวนจิตรลดานั้น บางหลังยังติดป้ายชื่อเจ้าของอวดนามสกุลที่สืบจากอดีตผู้ก่อการคณะราษฎรอยู่อย่างภาคภูมิใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องนี้แม้รัฐบาลจะได้รับคะแนนความไว้วางใจผ่านแต่ก็สร้างแผลในใจพระยาพหล จนต้องประกาศลาออกเพราะอับอาย เมื่อเก้าอี้จะว่างลง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภท ๑ ที่มาจากการเลือกตั้งจึงได้จัดให้มีการประชุมลับเพื่อหยั่งเสียงว่าจะเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรีแทน วันรุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์ชุมชนของณเณร ได้ตีภาพพระยาทรงกับหลวงพิบูลขึ้นหน้าหนึ่งคู่กันโดยบรรยายภาพว่า สภาลงคะแนนลับให้พระยาทรง ๓๗ คะแนน หลวงพิบูล ๕ แต้ม &amp;nbsp;จึงไม่ต้องสงสัยว่าหลวงพิบูลจะโกรธแค้นณเณรแค่ไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อผลการหยั่งเสียงออกมาเช่นนั้น วิปรัฐบาลก็ต้องรีบออกแรงกำชับสมาชิกในมุ้งไม่ให้แตกแถว เมื่อการประชุมผู้แทนราษฎรทั้งสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีได้มีขึ้นถัดมา ผลการออกเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภท ๒ ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้แต่งตั้ง รวมกับเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภท ๑ แล้ว ปรากฏว่าหลวงพิบูลสงครามผู้ได้รับคะแนนเห็นใจว่าถูกลอบสังหารแต่รอดตายอย่างหวุดหวิดมาแล้วถึง ๓ ครั้ง จึงได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปด้วยเสียงสนับสนุนท่วมท้น ไม่นานเกินรอก็ถึงคิวฆ่าณเณร ตาละลักษมณ์
.&amp;nbsp;
สันติบาลจัดเตรียมไว้แล้วในเรื่องหลวงพิบูลโดนยาพิษว่า จะยกให้ณเณรเป็นผู้รับบทดาวร้ายในฐานะจำเลยที่ ๑ จึงไปค้นบ้านณเณรขณะที่เจ้าของไปต่างจังหวัด เพื่อหาอะไรสักอย่างหนึ่งที่จะเป็นยาพิษให้ได้ แล้วยึดเอาน้ำยาสีเทาสำหรับเช็ดหมึกไป ๑ กระป๋อง ผงสีขาวสำหรับทาลูกกลิ้งพิมพ์ดีด ๑ ห่อ หมึกแดง ๓ ขวด ยาทากระดาษไข ๑ ขวด ทั้งหมดนี้เป็นของที่ต้องใช้ในการพิมพ์ใบปลิวหาเสียง แต่ถูกเก็บไปตรวจสอบหมด แล้วก็สั่งฟ้องร้อยโทณเณร ตาละลักษมณ์ เจ้าของบ้าน &amp;nbsp;ส่วนนายละมัย แจ่มสมบูรณ์ และนายมณี มติวัตร์ ผู้ติดร่างแหเป็นจำเลยที่ ๒ และ ๓ นั้น เป็นทีมงานหาเสียงของณเณรสมัยเลือกตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อัยการนำผู้เชี่ยวชาญมาเป็นพยานเบิกความในศาล ว่าผลการตรวจสอบพบว่าผงสีขาวเป็นสารหนู อย่างอื่นไม่พบสารพิษอะไร &amp;nbsp;ณ เณรซึ่งยอมรับแต่ต้นว่าห่อกระดาษที่เห็นน่ะใช่ของตน ถูกตำรวจนำไปจากบ้านจริง แต่ยืนยันหัวเด็ดตีนขาดว่าสารสีขาวที่อัยการนำมาเป็นวัตถุพยานนั้นไม่ใช่ &amp;nbsp;ตำรวจได้เปลี่ยนของกลาง ทว่าเรื่องนี้ ในคำพิพากษาศาลกล่าวว่าตำรวจจะทำเช่นนั้นไปทำไม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันหนึ่งที่เรือนจำลหุโทษ ขณะที่ผู้คุมนำนักโทษการเมืองมาออกกำลังกายตอนเช้า &amp;nbsp;ปรากฎคนสองสามคนมาแอบดูอยู่ข้างหน้าต่างบ้านพัศดี หนึ่งในนั้นเป็น หญิงสาวที่ทำท่าเล่นหูเล่นตากับ ณ เณร จนกระทั่งเพื่อนนักโทษด้วยกันสังเกตุเห็นแล้วอดล้อพ่อณ เณรรูปหล่อไม่ได้ วันหนึ่งขึ้นศาลถึงกับตกตะลึงหงายหลัง แม่สาวนางนั้นให้การว่าชื่อนางเสงี่ยม ปลุกใจเสือ มาให้การเป็นพยานโจทก์ว่าตนเป็นผู้ช่วยทำครัวบ้านหลวงพิบูล อยู่มาได้ ๓ เดือนแล้วจึงเกิดเรื่อง แล้วชี้ตัว ณ เณรว่าเป็นคนมอบยาพิษแก่พันจ่าตรีทองดี จันทนะโลหิตแฟนของตน ซึ่งเอามามอบให้ตนอีกทีหนึ่ง บอกว่าเป็นยาเสน่ห์สำหรับใส่ในอาหารของหลวงพิบูล ถ้าเสพย์เข้าไปแล้วจะได้เกิดความเมตตามหานิยม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พันจ่าตรีทองดี จันทนะโลหิต ทหารคนขับรถประจำตัวของหลวงพิบูล ผู้นำปืนของหลวงพิบูลไปวางไว้บนเบาะรถ ให้นายลีเอาไปยิงนายบนบ้าน มาอีกแล้วครับ ครั้งนี้จ่าคนดีมาเบิกความในฐานะพยานโจทก์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อให้เรื่องนี้ดูมีน้ำหนักและผู้อ่านงงในความสลับซับซ้อน สันติบาลจึงเขียนบทให้นำชื่อหลวงราญรณกาจมาใส่ปากจ่าอีกครั้งหนึ่งว่า ขณะหลวงราญเป็นผู้จัดการโรงหนัง เคยให้จ่าดูหนังฟรีหลายครั้ง ในคำให้การบางครั้งจ่าก็ระบุว่าโรงหนังเฉลิมเมืองบ้าง โรงหนังเฉลิมนครบ้าง เสมียนศาลก็อุตส่าห์จดตามที่ได้ยินจากปากของจ่า จนปรากฏในหนังสือคำพิพากษาศาลพิเศษทั้งอย่างนั้นโดยมิได้ตรวจบรู๊ฟแก้ไข ทำให้ชวนสงสัยว่า ตกลงแล้วหมอนี่เป็นแฟนประจำโรงหนังนี้จริงหรือเปล่า เพราะชื่อก็ยังจำผิดจำถูก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และก็ไม่ได้แค่ให้ดูหนังฟรีอย่างเดียวนะครับ จ่าให้การว่าวันหนึ่งหลวงราญชวนตนไปกินข้าวที่บางลำพูเพื่อแนะนำให้รู้จักณเณร แล้วนั่งร่วมอยู่ในวงสนทนาที่นินทาหลวงพิบูลกัน ได้ยินณเณรตำหนินายของตนอย่างนั้นอย่างนี้ คราวที่ณเณรถูกจับไปขังที่กระทรวงกลาโหม จ่าทองดีบอกว่าหลวงราญเคยให้จ่านำจดหมายไปมอบให้ณเณรถึงสี่ห้าครั้ง ทั้งสองจึงสนิทสนมกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้นราวต้นปี ๒๔๘๑ พันจ่าตรีทองดีกล่าวว่า ณเณรได้นัดตนไปกินเบียร แล้วคุยกันเรื่องพระยาทรงสุรเดชกับแผนการลับต่างๆ &amp;nbsp;ศาลก็มิได้สงสัยสักนิดว่า นายทหารที่กำลังคิดทำการใหญ่ระดับนั้น ไฉนจะเที่ยวพูดพล่อยๆกับทหารชั้นประทวน ผู้เป็นคนขับรถคนสนิทของบุคคลที่ต้องการขจัด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พันจ่าตรีทองดียังระบุความอันสำคัญอีกว่า ในวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๔๘๑ ณ เณรได้นัดตนไปกินเบียรอีกที่ร้านอาหารเชิงสะพานผ่านฟ้า แล้วบอกว่าพระยาทรงจะจ้างคนให้ยิงหลวงพิบูล ให้จ่าคอยดูก็แล้วกัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้นวันที่ ๙ ก็เกิดเหตุการณ์นายลี บุญตายิงหลวงพิบูลจริงๆ พันจ่าตรีทองดีอยู่ ณ ที่นั้นยังได้ร่วมจับนายลีกับเขาด้วยด้วย แต่จ่าไม่ยักให้การให้ปรากฏในสำนวนนี้ว่า ปืนที่นายลีเอาขึ้นไปยิงหลวงพิบูลนั้น ไม่ใช่ปืนของนายลี หรือมีฝ่ายตรงข้ามไปมอบให้นายลี แต่เป็นปืนของหลวงพิบูลเองที่จ่าบรรจงวางไว้บนเบาะรถ ถ้าปราศจากปืนกระบอกนี้ นายลีจะเอาปืนที่ไหนไปยิงนาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พันจ่าตรีทองดีให้การท่อนที่คอขาดบาดตายว่า ได้ไปพบณเณรอีกครั้งที่ร้านอาหาร ตรงข้ามห้าง ต.เง็กชวน ตลาดยอด ตามที่มีจดหมายมานัดล่วงหน้า ให้ไปเจอกันในวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๔๘๑ เวลา ๑๘ น. เพียงเดือนเดียวหลังจากหลวงพิบูลถูกนายลียิง ซึ่งครั้งนี้ ณเณรได้มอบเงิน ๑๕ บาทพร้อมห่อกระดาษ ข้างในมีผงขาวให้ตน บอกว่าให้ไปโรยใส่อาหารให้หลวงพิบูลกิน ตนจึงนำไปฝากนางเสงี่ยมผู้เป็นแฟนกันให้รับงานต่อ แต่นางเสงี่ยมชักช้าอยู่ ตนเองจึงแบ่งผงขาวมาครึ่งหนึ่ง และหาโอกาสโรยใส่อาหารให้นายกินเสียเอง แต่เพราะยาคงน้อยไปหน่อย จึงไม่มีใครเป็นอะไรสาหัสสากรรจ์ ครั้นเกิดเรื่องขึ้นมาแล้ว ตำรวจจับตน พร้อมนายปุ่นคนในบ้านอีกคนหนึ่งไปเป็นผู้ต้องหา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทีเด็ดทั้งหมดอยู่ตรงนี้ครับ พันจ่าตรีทองดีกล่าวในศาลว่า สัปดาห์หนึ่งต่อมาหลวงอดุลจึงเรียกตนออกจากตะรางไปซักถาม ตนจึงได้ซัดทอดนางเสงี่ยม แต่นางเสงียมปฏิเสธ อีกราวสี่ห้าวัน ขุนศรีศรากรได้เรียกจ่าไปสอบสวน คราวนี้จ่าจึงยอมสารภาพความจริงตามที่ให้การมานี้ ขุนศรีศรากรจึงกันตัวพันจ่าตรีทองดี กับนางเสงี่ยมไว้ให้เป็นพยาน&amp;nbsp;
ผมวนเวียนอ่านสำนวนของศาลหลายเที่ยว ไม่พบเลยว่าตามท้องเรื่องนี้ นางเสงี่ยมจะได้ไปพบปะเห็นหน้าค่าตาณเณรที่ไหนเมื่อไหร่ จึงจำเป็นที่นางจะต้องไปชี้ตัวณเณรในศาลด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และก็เพราะนางเสงี่ยมไม่รู้จัก ณเณรนี้เอง สันติบาลจึงต้องจัดให้นางไปแอบดู ณเณรในคุกเสียก่อน จึงจะได้ชี้ไม่ผิดคน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งพันจ่าตรีทองดีและนางเสงี่ยมพยานสองคนนี้ ณเณรปฏิเสธว่าเคยไม่รู้จักกันเลย แต่ศาลไม่จดให้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อตอนไปค้นบ้านณเณรนั้น สันติบาลพบจดหมายของนายประดิษฐ์ วรสูตรเขียนไปถึงณเณร จึงเอาตัวไปสอบสวน ไปๆมาๆนายประดิษฐ์ได้กลายเป็นพยานโจทก์ปากเอก ขึ้นให้การว่าตนเป็นหัวคะแนนช่วยณเณรหาเสียง ระหว่างนั้นเคยได้ยินณเณรด่ารัฐบาลว่ามีเล่ห์เหลี่ยม เอาเด็กๆไม่เดียงสามาตั้งเป็นพระเจ้าแผ่นดินบังหน้า แล้วใช้อำนาจปกครองอย่างเผด็จการ จึงได้มีผู้หลักผู้ใหญ่เช่นพระยาทรงสุรเดช พระยาเทพหัสดินทร์คิดจะเปลี่ยนแปลง โดยให้พรรคพวกลงสมัครรับเลือกตั้งให้ได้มากๆ เข้าสภาไปแล้วจะได้ช่วยกันโต้แย้ง ไม่ให้รัฐบาลชุดนี้ทำงานได้สะดวก เมื่อเกิดปั่นป่วนแล้ว จะใช้พวกที่อยู่ภายนอกจับคนสำคัญๆฆ่าเสีย แล้วจะตั้งรัฐบาลใหม่ให้พระยาทรงเป็นนายก เชิญพระปกเกล้าขึ้นเป็นกษัตริย์ บลา บลา บลา บลา ๓ หน้ากระดาษด้วยข้อความที่คอขาดบาดตายทั้งนั้น
.&amp;nbsp;
เฉพาะข้อกล่าวหานี้ อัยการได้เบิกพยานร่วมสิบปาก มาเบิกความเท็จถึงการกระทำของหลวงราญรณกาจกับ ณเณร ว่าระหว่างการหาเสียงสมัครผู้แทน ได้ชวนพยานคนโน้นคนนี้ไปกินข้าวที่โน่นที่นี เวลานั้นเวลานี้ แล้วด่ารัฐบาลด้วยถ้อยความเช่นเดียวกับที่นายประดิษฐ์ได้เบิกความไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณเณรยืนยันว่าจดหมายของนายประดิษฐ์เป็นเพียงแต่ต้องการขอยืมเงิน ๕๐ บาท ซึ่งตนไม่ได้ให้ ต่อเรื่องนี้ ศาลมีความเห็นว่า นายประดิษฐ์ผู้เขียนจดหมาย ยืนยันว่าเป็นเรื่องเกี่ยวข้องในการร่วมมือจะล้มล้างรัฐบาลจริง ดังนั้นเพื่อความชัดเจน ผมจึงขอนำความในเอกสาร จ.๔ มาลงให้อ่านกันชัดๆ ผมไม่ทราบว่าศาลอ่านภาษาไทยไม่แตกหรือไม่ยอมอ่านให้เสียเวลา ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เขียนที่บ้านบางโคล่ วันที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๘๑ &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณเณร ที่นับถือ ผมต้องขอความกรุณาอย่างที่สุดที่ได้มีจดหมายไปรบกวนคุณเณรครั้งนี้ หวังว่าคงให้อภัย &amp;nbsp;เพราะความจำเป็นบังคับอย่างที่สุด ผมต้องขอรบกวนและขอความช่วยเหลือครั้งนี้คือขอให้คุณเณรช่วยหาเงินให้ผมสัก ๕๐ บาท นึกว่าช่วยให้ผมพ้นจากห้วงทุกข์ หรือการถูกเนรเทศออกจากบ้าน ผมจะไม่ลืมพระเดชพระคุณเลย จะจดจำไว้จนกว่าชีวิตจะหาไม่ ผมเวลานี้พูดไม่อายจะเปรียบก็ประดุจ (สุนัขไม่มีเจ้าของ) จะหันหน้าไปพึ่งใครญาติพี่น้องเขาก็ไม่เล่นกับผม ตลอดจนเพื่อนฝูงก็ไม่มีใครให้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมคิดๆ แล้วเสียใจเหลือเกิน ยามเรามีผู้คนนับหน้าถือตา เพื่อฝูงเยอะแยะ ยามพ่อแม่ตัดเช่นนี้ เพื่อนฝูงจะหาที่จริงสักคนก็ไม่มี จึงทำให้ผมกลุ้มใจมาก ผมจึงหวังความกรุณาอย่างใหญ่หลวงจากคุณเณรคนเดียวเป็นที่พึ่งที่สุดของผมแล้วในโลกนี้ คงช่วยปลดความทุกข์ให้แก่ผมได้อย่างแน่ๆ หวังว่าคบผมไว้ดูเล่นสักคนเถิดครับ เพื่อคุณแล้วผมยอมทุกสิ่งทุกอย่าง หวังว่าคุณคงสงสารและเห็นใจผมๆ ผมไม่มีจริงๆ และได้พยายามวิ่งเต้นมาหลายวันแล้ว ก็หมดหวัง&amp;nbsp;
ทีแรกตั้งใจจะไปหาคุณที่บ้านแต่โชคเข้าข้างผมเลย บังเอิญเท้าขวาของผมถูกขวานแผลสาหัส จึงทำให้ขาของผมพิการไปข้างหนึ่ง จึงทำให้ผมจนใจไม่สามารถจะไปไหนได้ ได้แน่นอนอยู่เรื่อยๆ ขอให้คุณคิดดูให้มากสักหน่อยนะครับ โรคทางใจยังไม่หาย ก็มาเกิดโรคสาหัสขึ้นอีก ถ้าไมไม่ได้รับความช่วยเหลือจากคุณแล้ว ถ้าเรื่องสำคัญรู้ถึงบิดาผมเข้าและผมเท้ากำลังเจ็บอยู่ เช่นนี้แล้วถูกเนรเทศ ผมจะต้องพิการแน่ๆ และไม่มีอิสสระในตัวเยี่ยงคนทั้งหลาย ทางบ้านผมเขามีแต่พูดว่า (ลูกคนเดียวตัดเสียก็ไม่เห็นจะแปลกอะไร ตามเรื่องของมันๆ &amp;nbsp;โตแล้ว มันช่วยใครก็ให้เขาช่วยกันบ้างซี ที่แท้ก็เหลวทั้งนั้นให้ไปเสียให้พ้นหูพ้นตาก็ไป อยู่กับใครได้ก็ตามใจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมจึงหวังอยู่ที่คุณคนเดียวเท่านั้น ว่าคุณคงไม่ลืมผม (น้องชายผู้ที่ยากจนของคุณ) ส่วนผมนั้นลืมคุณไม่ได้แน่ๆ มิตรภาพของผมนับถือคุณประดุ๗พี่ชายร่วมสายโลหิตก็ว่าได้ นึกว่าช่วยให้ชีวิตของผมเป็นอิสสระสักทีนะครั้ง ในชีวิตของผมยังไม่เคยมีทุกข์เหมือนคราวนี้เลย และประกอบกับมาเจ็บโดยกะทันหันเช่นนี้ และไม่เห็นหน้าเพื่อนฝูงเลย เพราะผมเป็นคนรักใครแล้วรักมาก จึงเป็นภัยอันร้ายแรงแก่ผมเช่นนี้ และหวังความสำเร็จจงมีแก่ผมบ้างนะครั้ง ยามยากเช่นนี้ผมไม่เห็นใครเลย นอกจากคุณคนเดียวที่จะช่วยปลดความทุกข์ให้แก่ผม และทำให้ชีวิตของผมรุ่งเรืองต่อไปภายหน้า กรุณาเร็วๆ หน่อยนะครับ เพราะเวลานี้ผมเจ็บมาก กลัวเรื่องจะรู้ถึงบิดาผมเข้าละก็เป็นฉิบหายแน่ๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะฉะนั้นถ้าคุณจะกรุณามาบ้านผมด้วยตนเองละก็จะเป็นพระคุณแก่ผมอย่างยิ่งและแสดงให้เห็นถึงน้ำใจอันดีงามของคุณว่ายังไม่ลืมคนจนๆ เช่นผมและจะเป็นหนทางอันดีของคุณต่อไปภายหน้าด้วย ขอให้คุณคิดเสียว่าที่พึ่งของผมคือคุณคนเดียว และยอมเสียสละเงินเพียง ๕๐ บาท เพื่อช่วยชีวิตมนุษย์ไว้คนหนึ่งก็แล้วกัน ถ้าคุณมาไม่ได้ ขอให้คุณทิ้งจดหมายมาหรือจะให้คนที่ไว้ใจคนหนึ่งคนใดมาให้ผมก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนทางที่ดีที่สุดและสะดวก คุณเณรครับ ผมขอความกรุณาอีกหนเถิด ถือว่าขอให้คุณโปรดสละเวลามาด้วยตนเองจะดีกว่า เพราะสมัยนี้ไว้ใจกันไม่ค่อยได้ และผมเจ็บมาก &amp;nbsp;อยากเห็นหน้าคุณเหลือเกิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การครั้งนี้หวังว่าคุณเณรคงไม่ลืมความทุกข์ของผม เงิน ๕๐ บาทเท่านั้นสำหรับคุณคงหาได้ไม่ยาก หวังว่าคงกรุณาแก่ผมมาเยี่ยมผมพร้อมกับนำความสำเร็จมาให้ผมด้วย ถ้าผมไม่ได้รับความช่วยเหลือจากคุณอีกคนเดียวเท่านั้น ชีวิตของผมยอมสละแล้วเพื่อเพื่อน (เมื่อคุณทราบ จ.ม. แล้วโปรดเร็วหน่อยผมจะนอนสวดมนต์ภาวนนาขอให้คุณนำความสำเร็จมาหาผมภายใน ๒-๓ วันนี้)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ที่ยากจน ประดิษฐ์ วรศุตร์&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจอไหมครับ มีประโยคไหนที่กล่าวถึงเรื่องการเมืองดังที่ศาลมั่วนิ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณเณรยอมรับว่ารู้จักพยานบางคน แต่ปฏิเสธไม่รู้จักอีกนับสิบที่โจทก์นำมาให้การปรักปรำตน ร้านโน้นร้านนี้ที่พยานให้การว่าได้พบและพูดจากับตนนั้น ณเณรกล่าวว่ารู้จักทุกร้าน เคยไปทุกแห่งนั่นแหละ แต่จำไม่ได้ว่าไปกับใครเมื่อไหร่บ้าง ทว่าการซักค้านที่ไม่มีทนายให้ความช่วยเหลือนั้น บางครั้งที่ณเณรกระทำผิดวิธีในการถามไปบ้าง ศาลก็คอยแต่จะดุ จนกระทั่งลืมประเด็นคำถามที่เตรียมไว้ &amp;nbsp;ณเณรจะยกมือไหว้ประลกๆทุกครั้งที่ถูกศาลซัก หรือเมื่ออัยการถาม&amp;nbsp;
การกระทำแบบทีเล่นทีจริงนี้ ครั้งหนึ่งเขากล่าวในศาลว่า ตนเองเปรียบเหมือนคนไม่เป็นมวย แต่ต้องถูกบังคับให้มาชกกับแจ๊ก เดมเซย์ ถ้าเป็นสมัยนี้ต้องบอกว่าให้ขึ้นไปแลกเตะกับบัวขาวบนเวทีมวย คำพูดติดตลกของณเณรแทนที่จะได้รับความเมตตา กลับได้รับเสียงหัวเราะจากคนทั้งห้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนจำเลยอีกสองคน นายมณี มติวัตร์ หัวคะแนนของณเณร อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความปฏิเสธคล้ายกัน ส่วนนายละมัย แจ่มสมบูรณ์นั้น สับสนจนพูดอะไรไม่ออก ไม่รู้จะแก้ตัวว่าอย่างไร จึงนิ่งเป็นใบ้ไม่ได้เบิกความอะไรเลย จำเลยทุกคนไม่คิดเลยว่า เรื่องที่ไปร่วมโต๊ะอาหารเพื่อคุยกัน แล้วตำหนิติเตียนรัฐบาลบ้างในระหว่างการหาเสียงนั้น หากจะเอาผิดถึงกับจะต้องติดคุกติดตะรางแล้วละก็ คุกคงไม่พอที่จะขังผู้ที่นึกว่าประเทศของตนเป็นประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่สุดของคดีนี้ ศาลพิพากษาให้ประหารชีวิต ร้อยโทณเณร ตาละลักษมณ์ จำเลยที่๑ ในความผิดฐานะผู้จ้างวานให้
คนขับรถของหลวงพิบูล ไปวางยาพิษฆ่าหลวงพิบูล ผู้เป็นบุคคลสำคัญของบ้านเมืองด้วยเงินเพียง ๑๕ บาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายละมัย แจ่มสมบูรณ์ จำเลยที่ ๒ และนายมณี มติวัตร์ จำเลยที่ ๓ มีความผิดในฐานร่วมมือกันจะล้มล้างรัฐบาล ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนพันจ่าตรีทองดี จันทนะโลหิต ผู้ที่ยอมรับกับตำรวจว่าเป็นผู้ร่วมมือตั้งแต่ต้น รับเงินค่าจ้างเขามาแล้ว และลงมือกระทำการวางยาพิษหวังฆ่านายด้วยมือของตนเอง จนต้องไปล้างท้องที่โรงพยาบาลกันทั้งบ้านนั้น ขึ้นศาลในฐานะพยานครับ พยานไม่ต้องรับโทษอะไรเลยนอกจากได้รับรางวัลจากผู้ว่าจ้างอย่างเดียว.
----------------&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก ม.ล. ชัยนิมิตร นวรัตน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90311</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีวางยาพิษ, จอมพลป., ม.ล. ชัยนิมิตร นวรัตน, เผ่า ศรียานนท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210119/image_big_60067a11d5aef.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
