<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120238</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2021 21:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หน้าใหม่&quot; ตอบโจทย์  แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย? </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นาทีนี้ขุนพลเพื่อไทยอาจกำลังตื่นเต้น แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนใหม่จะเป็นใคร? ตัวเลือกคงมีให้เลือกอยู่ไม่กี่แนวทาง 1.ควานหาในตะกร้า พิจารณาจาก ส.ส.แกนนำในพรรค ใครพอมีแววดันขึ้นมาเป็นแคนดิเดตนายกฯ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.คนนอก เลือกเฟ้นคนนอกที่มีคุณสมบัติเก่งเศรษฐกิจ มีภาวะผู้นำ โน้มน้าวให้มาสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย แล้วดันเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.กลุ่มชินวัตรแฟมิลี่ มองซ้ายมองขวา ใครตอบโจทย์ตลาดการเมืองทั้งในพรรค นอกพรรค ดันขึ้นมาเลย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สัปดาห์ที่ผ่านมา งานเลี้ยง เฮียเพ้ง-พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล แกนนำพรรคเพื่อไทย เปิดหมู่บ้านเกศิณี ย่านเหม่งจ๋าย จัดงานเลี้ยงกลุ่ม ส.ส.เพื่อไทย งานนี้ว่ากันว่า แกนนำพรรค ส.ส.เพื่อไทย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มภาคอีสาน เดินทางไปร่วมงานจำนวนมาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในงาน เฮียเกรียง-เกรียง กัลป์ตินันท์ แกนนำกลุ่ม ส.ส.อุบลราชธานี-หนองบัวลำภู จุดพลุเสนอชื่อ หญิงอ้อ-คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยานายทักษิณขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระบบบริหารงานพรรคเพื่อไทยแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่น ที่จะแยกกลุ่มบริหารออกจากแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ให้เป็นคนละคน คนละชุด ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ เป็นหัวหน้าพรรค ขณะที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีมี 3 รายชื่อ &amp;lsquo;คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์&amp;rsquo; &amp;lsquo;นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์&amp;rsquo; &amp;lsquo;นายชัยเกษม นิติสิริ&amp;rsquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อไทยเลือกที่จะแยกงานบริหาร ออกจากงานการเมือง เหตุผลก็ไม่มีอะไรมาก เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุการเมือง จึงได้แยกหัวหน้าพรรคไม่ให้เป็นคนคนเดียวกับแคนดิเดตนายกฯ แต่ในรายชื่อของกลุ่มแคนดิเดตนายกฯ ณ เวลานั้น ขยับไปนั่งเป็น คณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค ถูกเปรียบเทียบเป็น โปลิตบูโร ที่มีอำนาจบริหารจัดการเหนือพรรค ในเวลาต่อมาแม้จะมีการปรับโครงสร้างบ้าง ปรากฏชื่อคุณหญิงอ้อ และคนสนิทเจ๊ &amp;lsquo;จ.&amp;rsquo; ที่คนในพรรคต่างรับรู้กันว่าเป็นคนของคุณหญิงส่งมา &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การประชุมครั้งสำคัญๆ อาทิ การกำหนดยุทธศาสตร์ชี้เป็นชี้ตายต่อทิศทางพรรค ถ้าไม่ปรากฏชื่อหญิงอ้อมาประชุมที่อาคารโอเอไอ ที่ทำการพรรค ก็จะมีเจ๊ จ.เข้าร่วมประชุมด้วยแทบทุกครั้ง และอาจด้วยเหตุนี้เองที่คนภายในต่างรับรู้กันเป็นอย่างดีว่า พรรคใคร เงินใคร ตึกใคร หากจะขยับบทบาท &amp;lsquo;จากข้างหลัง&amp;rsquo; เอามาไว้ &amp;lsquo;ข้างหน้าเต็มตัว&amp;rsquo; ก็ไม่เห็นแปลก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;เมื่อเสนอไปก็หวังให้เป็นเช่นนั้น ไม่เช่นนั้นจะเสนอไปทำไม ส่วนจะเป็นไปได้หรือไม่ อยู่ที่ผู้ถูกเสนอชื่อและสมาชิกพรรคจะเลือกหรือไม่ เรื่องนี้นายทักษิณไม่มีสิทธิ์ที่จะเป็นผู้เลือก เพราะตอนนี้ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค&amp;rdquo; เฮียเกรียงออกมาย้ำอย่างหนักแน่น หลังปรากฏข่าวออกไป ที่เสนอไม่ใช่ กลอนพาไป แต่เอาจริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทว่าในแวดวงคนที่สัมผัสชินวัตรแฟมิลี่ ในการดันพจมานมากุมบังเหียนพรรค ไม่ว่าจะมาเป็นหัวหน้าพรรค หรือเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โอกาสเป็นไปได้เป็นศูนย์ ปมการจุดพลุเสนอชื่อหญิงอ้อมาเป็นหัวหน้าพรรค หรือดันเป็นแคนดิเดตนายกฯ ไม่ใช่ไม่เคยมี ในสมัยพรรคพลังประชาชน ที่อยู่ในช่วงการควานหาตัวหัวหน้าพรรค คุณหญิงพจมานเคยถูกหยิบยกกันมาครั้งหนึ่งแล้ว ซึ่งตอนนั้นหญิงอ้อไม่เอาเด็ดขาด &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาจจะถนัดในบทบาท &amp;lsquo;ควบคุมอยู่ข้างหลัง&amp;rsquo; มากกว่า &amp;lsquo;ออกมานำพรรคเอง&amp;rsquo; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อลองมองลึกลงไป ทักษิณในฐานะนักธุรกิจการเมือง ย่อมมองขาดด้วยปัจจัยการเลือกตั้งครั้งหน้า ตัวเลือกที่จะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี อย่างน้อยต้องตอบโจทย์ 3-4 ประการที่สำคัญ 1.สายตรง ไว้ใจได้ 2.เก่งเศรษฐกิจ 3.หน้าใหม่ในแวดวงนักเลือกตั้ง 4.ตอบโจทย์การตลาด การเลือกตั้งทั้งในพรรค นอกพรรค สามารถนำไปต่อยอด สร้างกระแสนิยมในตลาดการเมืองได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหมือนที่เคยผลักดัน น้องสาว ปู-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ใช้เวลาหาเสียงจนชนะเลือกตั้ง ในเวลาเพียง 49 วัน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ตัวเลือกในกลุ่มแรกควานหาจากตะกร้าคนในพรรค นาทีนี้คงมีเพียง ชัยเกษม นิติสิริ ที่คุณสมบัติดูดีมีภาษีกว่าคนอื่น ขณะเดียวกัน ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ก็ยังเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงให้วกกลับมาได้ หากพ่ายแพ้เลือกตั้งในสนามผู้ว่าฯ กทม.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของแวดวงชินวัตรแฟมิลี่ว่ากันว่า หากลองแบ่งกลุ่มกองเชียร์ หญิงอ้อ-คุณหญิงพจมาน ชินวัตร อาจจะสนับสนุน พงศ์-ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ลูกเขย หรือ บิ๊กอ๊อบ-พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ก้าวขึ้นมาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ มองต่างมุม สัมผัสถึงบรรยากาศผู้ถูกกระทำตั้งแต่ในยุคพี่ชายตัวเองให้ภาษีนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่าง &amp;lsquo;เศรษฐา ทวีสิน&amp;rsquo; เป็นแคนดิเดตนายกฯ ที่ดูจะเหมาะสมกว่า &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของ เจ๊แดง-เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ คงอยากจะดัน สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่นาทีนี้ไม่มีมลทินทางการเมือง สานฝันให้เป็นแคนดิเดตนายกฯ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขุนพลเพื่อไทยเริ่มแพลมๆ แย้มไต๋กันออกมา สุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน เพื่อไทย ออกมาบอกว่า &amp;lsquo;หากเปิดมาเซอร์ไพรส์แน่&amp;rsquo; ล่าสุด เฮียเสริฐ-ประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ระบุว่า &amp;lsquo;ขณะนี้พรรคเพื่อไทยมีรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ แล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้ เราอยากจะรอเปิดเผยรายชื่อในช่วงใกล้วันเลือกตั้งทีเดียว รับรองว่าเป็นคนหน้าใหม่ถูกใจทั้งคนในพรรคและถูกใจประชาชนแน่นอน&amp;rsquo; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทักษิณบอกว่า &amp;ldquo;ผมมีหลายแนวทาง รับรองว่าแต่ละแนวทางเนี่ย ส.ส.ที่คิดจะออก รับตังค์เขามาแล้ว ต้องเอาตังค์ไปคืน เที่ยวนี้ต้องชนะแลนด์สไลด์ เพราะว่าชนะธรรมดา มันไม่ให้เป็นรัฐบาลหรอก ถ้าแลนด์สไลด์มันไม่กล้าเป็นรัฐบาล &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ถ้าหวังบิ๊กเซอร์ไพรส์ เป็นทั้งคนหน้าใหม่ ตอบโจทย์ทุกความต้องการในพรรค นอกพรรค แถมยังมีดีเอ็นเอหัวก้าวหน้าแบบพ่อ เด็ดขาดเหมือนแม่ อาจต้องหวังพึ่ง อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร ก็เป็นได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120238</URL_LINK>
                <HASHTAG>&quot;หน้าใหม่&quot; ตอบโจทย์  แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย?</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211019/image_big_616ed5d921f65.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120137</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แก้พ.ร.บ.เลือกตั้งท้องถิ่น  ปลดล็อกพรรคลุยหาเสียง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายใต้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น&amp;nbsp;พ.ศ.2562 อย่างน้อยได้ใช้กับการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งเกิดอุปสรรคปัญหาในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะพรรคการเมืองลงไปช่วยผู้สมัครหาเสียงไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม สภานิติบัญญัติ (สนช.) ได้มีการปรับปรุงกฎหมายดังกล่าว เมื่อปี 2562 หนึ่งในมาตราสำคัญที่ได้แก้ไข คือ มาตรา 34&amp;nbsp;บัญญัติว่า &amp;ldquo;ในกรณีปรากฏข้อเท็จจริงว่า ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐกระทำการใดๆ โดยมิชอบ ด้วยหน้าที่และอำนาจอันเป็นการกลั่นแกล้งผู้สมัครใด หรือดำเนินการใดๆ ที่เป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครใด ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือกรรมการการเลือกตั้ง หรือผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมอบหมาย มีอำนาจสั่งให้ยุติหรือระงับการกระทำนั้นได้&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ให้กรรมการการเลือกตั้งที่พบเห็นการกระทำตามวรรคหนึ่ง มีอำนาจสั่งให้ระงับการกระทำนั้นได้ แล้วรายงานให้คณะกรรมการการเลือกตั้งทราบ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีพรรคการเมืองใดกล้าออกหน้าช่วยรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่น โดยเฉพาะผู้ที่เป็น ส.ส. เพราะมาตรา 34 ห้ามไว้ว่า&amp;nbsp;&amp;ldquo;ห้ามดำเนินการใดๆ ที่เป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครใด&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ พ.ร.บ.เลือกตั้งท้องถิ่นปี 62 มาตรา 69 ยังห้ามไม่ให้ &amp;ldquo;เจ้าหน้าที่ของรัฐ&amp;rdquo; ใช้ตำแหน่งหน้าที่กระทำการใดๆ อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัคร เว้นแต่เป็นการกระทำตามหน้าที่และอำนาจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และมีการกำหนดโทษไว้ในมาตรา 126 วรรคสอง ว่า หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี
โดยคำว่า &amp;ldquo;เจ้าหน้าที่ของรัฐ&amp;rdquo; มีความหมายรวมถึง ส.ส.และรัฐมนตรี ประกอบด้วยบทลงโทษสุดโหด ทำให้&amp;nbsp;&amp;ldquo;การเลือกตั้งท้องถิ่นไร้เงาพรรคการเมืองช่วยคนของตัวเองหาเสียง&amp;rdquo; เกิดคำถามตามมาว่า บทบัญญัติมาตรา 34 ย้อนแย้งในตัวเองหรือไม่ ให้พรรคการเมืองส่งตัวแทนลงสมัคร แต่ห้ามช่วยหาเสียงให้ตัวแทนพรรค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฉะนั้น เมื่อวันที่ 18 ต.ค.ที่ผ่านมา นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นตัวแทน ส.ส.มายื่นหนังสือถึง &amp;ldquo;ชวน หลีกภัย&amp;rdquo; ประธานสภาฯ ขอแก้ไข พ.ร.บ.เลือกตั้งท้องถิ่น มาตรา 34 โดยให้บัญญัติใหม่ ดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ในกรณีปรากฏข้อเท็จจริงว่า ข้าราชการการเมือง ส.ส. ส.ว. สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น กระทำการใดๆ โดยมิชอบด้วยหน้าที่และอำนาจ อันเป็นการกลั่นแกล้งผู้สมัครใด ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือกรรมการเลือกตั้ง หรือผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่คณะกรรมการเลือกตั้งมอบหมาย มีอำนาจสั่งให้ยุติหรือระงับการกระทำนั้นได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในกรณีปรากฏข้อเท็จจริงว่า เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐกระทำการใดๆ โดยมิชอบด้วยหน้าที่และอำนาจอันเป็นการกลั่นแกล้งผู้สมัครใด หรือดำเนินการใดๆ ที่เป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครใด ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม
ให้กรรมการการเลือกตั้งที่พบเห็นการกระทำตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง มีอำนาจสั่งให้ระงับการกระทำนั้นได้ แล้วรายงานให้คณะกรรมการการเลือกตั้งทราบ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลักๆ คือตัดคำว่า &amp;ldquo;หรือห้ามดำเนินการใดๆ ที่เป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครใด&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ชี้ว่า ด้วยการกำหนดไว้เช่นนี้ อาจนำไปสู่การตีความได้ว่า&amp;nbsp;ถ้าไปช่วยหาเสียงเท่ากับเป็นคุณแก่ผู้สมัคร ขณะเดียวกันหากไปขึ้นเวทีปราศรัยวิพากษ์วิจารณ์ผู้สมัครฝ่ายตรงข้ามถือเป็นการให้โทษได้ ซึ่งคู่แข่งก็จะหยิบไปร้องต่อ กกต.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังเห็นว่า มาตรา 34 เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกันเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อพรรคการเมืองสามารถส่งผู้สมัครในนามพรรคได้ ก็ย่อมสามารถที่จะช่วยรณรงค์ในการหาเสียงเลือกตั้งได้เช่นกัน บทบัญญัติดังกล่าวจึงไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและสภาพความเป็นจริงที่ส่งเสริมให้ประชาชนและพรรคการเมืองมีส่วนร่วมกับการปกครองส่วนท้องถิ่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นจึงต้องแก้ไขให้ข้าราชการการเมือง ส.ส. ส.ว. ผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นสามารถดำเนินการใดๆ ที่มีผลต่อผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นได้ โดยไม่ถือว่าเป็นการกระทำที่เป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เส้นทางการแก้ไขพระราชบัญญัติฉบับนี้ เมื่อผ่านกระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ก็จะต้องเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ส่วนใหญ่ก็มาจาก สนช.ที่เคยแก้ไขกฎหมายนี้ห้ามไม่ให้ ส.ส. ส.ว. ข้าราชการการเมือง ช่วยรณรงค์หาเสียงมาแล้ว หลายฝ่ายจึงอาจกังวลว่าจะเกิดการสะดุดได้ แต่แว่วว่าผู้ใหญ่ฝ่ายบริหารคุยกันเรียบร้อยแล้ว เส้นทางน่าจะสดใส ไร้รอยต่อ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120137</URL_LINK>
                <HASHTAG>แก้พ.ร.บ.เลือกตั้งท้องถิ่น  ปลดล็อกพรรคลุยหาเสียง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211018/image_big_616d8399d0ee2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120019</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/10/2025 15:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ท่องเที่ยวไทยฟื้น-ไม่ฟื้น? หลังเปิดประเทศ 1 พ.ย. </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับถอยหลังก่อนเปิดประเทศ 1 พ.ย. ที่จะให้นักท่องเที่ยวจากประเทศความเสี่ยงต่ำ ที่ฉีดวัคซีนโควิดครบโดสแล้วสามารถเดินทางมาได้โดยไม่ต้องกักตัว ถึงตอนนี้ก็เหลืออีกไม่ถึงครึ่งเดือน โดยพบว่าหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐ-ภาคเอกชน ต่างเตรียมพร้อมเต็มที่ ก็คงเพราะหวังให้การเปิดประเทศที่จะมีขึ้นจะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศในช่วง 2 เดือนสุดท้ายให้กลับมากระเตื้องขึ้น โดยเฉพาะเศรษฐกิจการท่องเที่ยว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด เมื่อวันเสาร์ที่ 16 ต.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมาตอกย้ำเรื่องการเปิดประเทศอีกรอบ ผ่านเฟซบุ๊ก &amp;quot;ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut-chan-o-cha&amp;quot; ระบุตอนหนึ่งถึงเรื่องนี้ว่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;รัฐบาลขอเชิญชวนให้ประชาชนชาวไทยทุกคนร่วมก้าวข้ามวิกฤตโควิด มองไปข้างหน้า และเตรียมเปิดประเทศแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยมี 2 ปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ คือ ความพร้อมเรื่องการจัดหาและการฉีดวัคซีน ซึ่งมีแนวโน้มที่ดีมากๆ อีกปัจจัยที่สำคัญคือ ความมีวินัยและความร่วมแรงร่วมใจกันของคนไทยทั้งประเทศในการเอาชนะโรคระบาด&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระบวนการรองรับการเปิดประเทศดังกล่าวพบว่า ศบค.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงสาธารณสุข-กระทรวงการต่างประเทศ-กระทรวงกรท่องเที่ยวฯ พยายามวางกลไกต่างๆ ออกมาเพื่อให้สอดรับกับการเปิดประเทศดังกล่าว เช่นการที่จะขอรับใบรับรองในการเดินทางเข้าประเทศไทย (Certificate of Entry : COE) ด้วยระบบออนไลน์ ที่กระทรวงการต่างประเทศใช้มาตั้งแต่เมษายน 2563 ที่ตอนนั้นอยู่ในช่วงโควิดรอบแรก-รอบสอง ที่ให้ประชาชนคนไทยและชาวต่างชาติ หากจะเดินทางเข้าประเทศจะต้องขอรับใบรับรองในการเดินทางเข้าประเทศไทย หรือ COE โดยการลงทะเบียนในระบบออนไลน์ ทะเบียนกลางของกระทรวงการต่างประเทศ แต่หลังจากมีการเปิดประเทศแล้วก็จะหันมาใช้ระบบ Thailand Pass ที่เป็นระบบ web-based ให้คนที่เดินทางทั้งคนไทยและต่างชาติเข้าไปลงทะเบียน กรอกข้อมูลและอัปโหลดเอกสารต่างๆ ก่อนเดินทางเข้าประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยระบบดังกล่าวหน่วยงานที่รับผิดชอบหลักก็คือ กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงสาธารณสุข อันเป็นระบบที่จะทำให้การตรวจสอบว่าผู้เข้าสู่ระบบที่จะเดินทางเข้าประเทศไทย เมื่อลงทะเบียนแล้ว หากตรวจพบว่าได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว มีผลตรวจ RT-PCR ก่อนเดินทาง ก็จะทำให้การขออนุญาตเดินทางเข้าประเทศไทย จากเดิมในช่วงโควิดที่ผ่านมาจะใช้เวลาประมาณ 3-6 วัน ก็จะลดลงเหลือแค่ 1-3 วัน ที่ก็จะเป็นระบบที่เอื้อให้นักเดินทาง-นักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเข้ามาประเทศไทยมีความคล่องตัวมากขึ้น &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความหวังให้ ธุรกิจ-อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ที่ถือเป็น แหล่งรายได้หลักของประเทศ ฟื้นตัวขึ้น หลังเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจดังกล่าวดับมาแล้วร่วมปีกว่า เป็นเรื่องที่หลายภาคส่วนจึงตั้งความหวังกับการเปิดประเทศครั้งนี้พอสมควร กับเป้าหมายเบื้องต้นที่มีการตั้งเป้าไว้ว่า หลังเปิดประเทศแล้ว ในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีนี้ โดยเฉพาะในช่วงสิ้นปี ที่ถือเป็นช่วงที่การท่องเที่ยวจะพีกที่สุด รวมแล้วจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยอย่างน้อยเดือนละห้าแสนคน รวมแล้ว 2 เดือนก็คือขั้นต่ำอย่างน้อยหนึ่งล้านคน หากทำได้ก็ถือว่าเข้าเป้าแล้ว แต่หากทำได้มากกว่านั้นก็ถือว่าประสบความสำเร็จเกินคาด เพราะแม้ประเทศไทยจะประกาศเปิดประเทศ 1 พ.ย. แต่การที่นักท่องเที่ยวต่างประเทศจะเดินทางออกนอกประเทศก็เป็นเรื่องที่ต้องเตรียมตัวพอสมควร โดยเฉพาะในยุคโควิดที่ประชากรหลายประเทศก็ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจเช่นกัน จึงย่อมทำให้ต้องมีการวางแผนการใช้เงินเช่นกัน ผนวกกับปัจจุบัน นักท่องเที่ยวจีน ที่เป็นตลาดใหญ่ของธุรกิจท่องเที่ยวไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ถึงตอนนี้จีนก็ยังปิดประเทศ จึงทำให้ 2 เดือนสุดท้ายของปีนี้ยังไงก็จะไม่มีนักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยวไทยแน่นอน&amp;nbsp;
ด้วยปัจจัยทั้งหมด จึงทำให้ยอดนักท่องเที่ยวต่างประเทศ 1 ล้านคน ในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีนี้ จึงไม่ใช่ยอดที่ตั้งเป้าไว้ต่ำแต่อย่างใด แต่เป็นการตั้งเป้าบนหลักของความเป็นจริง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะมีให้เห็นมาแล้วกับ โครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ที่ล่าสุดนักแสดงชื่อดัง รัสเซล โครว์ จะโพสต์ข้อความและภาพระหว่างมาเที่ยวและถ่ายทำภาพยนตร์ที่ภูเก็ตในลักษณะการชื่นชมโครงการดังกล่าว แต่หากไปดูในเรื่องของตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามายังภูเก็ตตามนโยบายดังกล่าวจะพบว่า จากที่กระทรวงการท่องเที่ยวฯ วางเป้าไว้ที่ 1 แสนคน ใน 3 เดือนของภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ แต่พบว่ายอดจริงๆ ที่ได้มาคือประมาณ 4 หมื่นคน เท่ากับว่าพลาดเป้าไปถึง 6 หมื่นคน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพียงแต่สิ่งที่ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ได้มาคือ รายได้จากการท่องเที่ยวที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะจากปกติค่าใช้จ่ายที่นักท่องเที่ยวมาเที่ยวภูเก็ตต่อคนจะอยู่ที่ประมาณ 45,000-46,000 บาท แต่พบว่าภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ค่าใช้จ่ายต่อหัวเพิ่มขึ้นมาเป็น 60,000 บาทต่อคน ซึ่งจะว่าไปก็ไม่แปลก เพราะนักท่องเที่ยวที่เข้าไปในภูเก็ตแซนด์บ๊อกซ์ส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มไฮเอนด์ ที่พร้อมจ่ายเงินกับการพักผ่อนท่องเที่ยวอยู่แล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมถึงความสำเร็จอีกหลายอย่างของภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ โดยเฉพาะการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย ในเรื่องการทำ Sandbox Quarantine สำหรับนักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีน จนมีบางประเทศสนใจและมีแนวคิดจะทำตามเช่นกัน ที่สำคัญมีข้อมูลยืนยันว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ออกจากภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ เมื่อออกนอกประเทศไทยกลับสู่ประเทศต้นทางหรือเดินทางไปที่อื่น ปรากฏว่าไม่มีใครเอาเชื้อโควิดไปจากประเทศไทยเลยแม้แต่คนเดียว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นหลังเปิดประเทศ 1 พ.ย. ถ้าประเทศไทยสามารถดูแลควบคุมการเดินทางเข้า-ออกของนักท่องเที่ยวต่างชาติได้อย่างรัดกุม มีระบบป้องกันโควิดที่ดีเหมือนภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ บวกกับต้นทุนแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมการท่องเที่ยวของไทยที่มีเพียบพร้อม เป็นประเทศท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของโลก จึงน่าจะพอมีความหวังได้ว่า หลังเปิดประเทศ 1 พ.ย. เศรษฐกิจการท่องเที่ยวของไทยน่าจะฟื้นตัวได้แน่นอน.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
giga888
lucac4
bkkgaming
tiger126
ubet89
3mbet
pgplay168
m358
chapo88
zata888
dara168
mslot99
betflik19
megame888
550ww
win9999
Jun88
zeed777plus
bigwin168
vodka168
scg9
superbet vip
cr168
iconxfun
fin88
bigboxfun
panama888
winbet55
789pro
betflix1688
fenix168
nexobet
ufalion168
168bet
bgame777
okcasino
run24
nemo168
pgdog
rich6et
zeed191
aress77
xe998
goatza88
bkm222
play97
live911
chalu
rpm888
megaways
1zlot
thorin99
easyroman
pattaya168
hunter1688
789step
ufavision
dark168
wing1688
pk789
e699
flowbet1234
playrich
g2g168p
uplay168
za88
gkbet888
g2gbetx
g2g59
g2g45
g2ggalaxy
tgaslot
betflix282
g79g
tkb666
vkr168
123direct
zeus789
zbet911
pk711
g2g888
betflixdc
g2gmajor
beo89
g2gbet168
lv177
madibet
metalslot
p6slot
pgslot999
pk999
sa168
slot1234
t6slot
ufa369
unix789
axie789th
g2grich888th
g2gmagicth
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120019</URL_LINK>
                <HASHTAG>ท่องเที่ยวไทยฟื้น-ไม่ฟื้น? หลังเปิดประเทศ 1 พ.ย.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211017/image_big_616c2ee593549.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119931</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตัวเลือกผู้นำประเทศไทย  เซลล์การเมืองรอจังหวะจับขั้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;คลื่นลมปั่นป่วนในพรรคพลังประชารัฐ ในศึกแยกขั้ว 3 ป. สงบลงชั่วครู่ เป็นช่วงเวลาที่ต่างฝ่ายต่างกลืนเลือดกลับไปลงพื้นที่หาเสียงหวังคะแนนนิยมจากประชาชน เพราะตอนนี้ยังไม่มีสูตรใดที่ดีไปกว่ากอดคอหลวมๆ ใส่หน้ากากอนามัยเข้าหากัน ทำงานในหมวกของรัฐบาล และ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล จำใจยอมรับชู พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;เมื่อนายกฯ ปิดประตูตายไม่มีการยุบสภา ประกาศอยู่ยาวไปครบเทอมจนถึงต้น 2566 เพื่อไปลุ้นสู้ศึกเลือกตั้งทั่วไปในปีนั้น นับเป็นช่วงเวลาที่ขั้วการเมืองต้องเร่งเครื่องทำคะแนนให้มากที่สุด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ถ้าไม่มีอุบัติเหตุอะไรเกิดขึ้น รัฐบาลจะมีเวลาแค่ 1 ปีกว่าๆ ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากผลพวงวิกฤตต่างๆ ให้จบ ทั้งการฉีดวัคซีนให้ประชาชนครบตามจำนวนที่กำหนดไว้ การปูพรมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในการฟื้นฟูประเทศ หลังจากถูกโควิด-19 แช่แข็งมาร่วม 2 ปี พร้อมอัดฉีดโครงการโดนใจประชาชน เช่น คนละครึ่ง เราชนะ ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;เดินหน้ามาตรการเปิดประเทศ ผ่อนคลายให้นักท่องเที่ยวเข้าประเทศหวังดึงเม็ดเงินเข้า ให้คนไทยได้กลับไปทำมาหากิน ใช้ชีวิตได้ตามปกติ ลดเวลาเคอร์ฟิว ผ่อนคลายมาตรการในช่วงคาบเกี่ยวปลายปีถึงต้นปี อย่างที่ ศบค.เห็นชอบไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ภายใต้ข่าวบวกจากการประเมินของแบงก์ชาติ ที่วิเคราะห์ว่าแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจดี แต่ยังต้องเฝ้าระวังผลต่อเนื่องที่กระทบต่อแรงงานที่ยังเปราะบาง ซึ่งประเมินว่าจำนวนผู้ว่างงานและผู้เสมือนว่างงาน ณ สิ้นปีนี้จะอยู่ที่ 3.4 ล้านคน ซึ่งเป็นระเบิดเวลาอีกลูกที่รัฐบาลต้องติดตามแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ที่สำคัญคือยุทธศาสตร์ของรัฐบาลที่ พล.อ.ประยุทธ์อาจต้อง &amp;ldquo;คิดใหญ่&amp;rdquo; มองไปถึงภาพของอนาคต โยนไพ่กำหนดทิศทางประเทศ สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ต่างจากแนวทางที่ขั้วตรงข้ามกำลังโฆษณาตัวเอง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;เพื่อชี้ให้เห็นว่าประเทศมีความหวังภายใต้การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ท้าทายทุกคำวิจารณ์ที่ด้อยค่าด้วยคำว่า ผู้นำรัฐราชการ ปลัดประเทศ เพราะไม่มีตัวเลือกอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ คงต้องทำหน้าที่แม่ทัพอาวุโสทิ้งทวนก่อนกลับบ้าน สร้างฐานที่มั่นเพื่อเป็นแรงส่งให้ พล.อ.ประยุทธ์เดินไปสู่เป้าหมาย ด้วยการใช้คุณลักษณะความเป็น &amp;ldquo;บิ๊กป้อม&amp;rdquo; ประสานสิบทิศ สร้างพันธมิตรทางการเมือง ฝ่ากระแสของขั้วตรงข้าม เข้าสู่สนามเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างได้เปรียบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;แม้จะมีตัวละครใหม่ๆ เกิดขึ้นมาในพรรคพลังประชารัฐ เช่น &amp;ldquo;พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค&amp;rdquo; ที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ เป็นกลุ่มการเมืองที่แตกตัวจากพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาถ่วงดุลสายของผู้กองธรรมนัส พรหมเผ่า จัดสมการ &amp;ldquo;สามก๊ก&amp;rdquo; ไม่ให้เกิดการรวมศูนย์ แต่ในที่สุดก็คงยังไม่ถึงเวลาของ &amp;ldquo;พีระพันธุ์&amp;quot; ที่จะถูกชูขึ้นมาเป็นนายกฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;เพราะมีการมองว่า การเมืองต่อจากนี้จะมีแกนหลักเป็นพรรคการเมืองแค่ 3 พรรคคือ พลังประชารัฐ เพื่อไทย และก้าวไกลเท่านั้น ทำให้ &amp;ldquo;ลุงตู่&amp;rdquo; ยังเป็นป้ายตราสัญลักษณ์ของพลังประชารัฐที่ยังพอไปขายได้กับลูกค้าเก่า &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;แม้จะมีความพยายามชักใยให้พลังประชารัฐไปจับมือกับเพื่อไทย ผลัก &amp;ldquo;ก้าวไกล&amp;rdquo; เป็นศัตรูตัวใหม่ แต่ทั้งหมดนั้นไม่อาจนำมา &amp;quot;ฟันธง&amp;quot; ได้ว่าสถานการณ์ข้างหน้าจะเป็นไปตามนั้น โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยที่ถูกมองว่าจะเป็น &amp;ldquo;ตัวแปร&amp;rdquo; สำคัญที่อาจจะถูกจีบมาจับขั้วกับพรรคที่ชูธง &amp;ldquo;ปฏิรูปสถาบัน&amp;rdquo; อย่างก้าวไกล &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;หากดูเนื้อในของเพื่อไทยในวันนี้ แม้กระแสความนิยมของ &amp;ldquo;ทักษิณ ชินวัตร&amp;rdquo; ยังพอมีอยู่ เมื่อบวกรวมกับฐานเสียงและ ฐานของพรรค ก็มีภาษีว่าจะยังคงยึดคุมพื้นที่ได้อยู่ แต่ส่วนใหญ่ก็กังวลไม่น้อยกับกระแสของพรรคก้าวไกล และโหวตเตอร์ที่เป็นคนรุ่นใหม่ ซึ่งอาจส่งผลให้พฤติกรรมการออกเสียงเลือกตั้งเปลี่ยนแปลงไป&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;คู่แข่งของเพื่อไทย ในอีสานที่น่ากลัวคือ &amp;ldquo;ก้าวไกล&amp;rdquo; ที่กำลังรุกคืบในการเลือกตั้งท้องถิ่น และคะแนนนิยมดีขึ้น จนกลายเป็นคำถามที่ว่า จากสภาพการณ์ตลอด 10 ปีที่ชีวิตยังไม่มีอะไรดีขึ้น ไม่มีอะไรต่างจากเดิม กระแสตื่นตัวทางการเมืองมากขึ้น การเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ง่ายขึ้น ประชาชนคนเดิมจะเปลี่ยนใจและต้องการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ กลายเป็นข้อกังวลของ &amp;ldquo;บ้านใหญ่-เจ้าที่&amp;rdquo; ที่เริ่มสงสัย &amp;ldquo;ดีเอ็นเอของทักษิณ&amp;rdquo; อาจไม่ขลังในภาคอีสานเหมือนเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;แน่นอนว่าผู้บริหาร รวมไปถึงนักการเมืองของพรรคเพื่อไทย คงไม่อยากเป็นพันธมิตรหรือจับขั้วทางการเมืองกับ &amp;ldquo;ก้าวไกล&amp;rdquo; ที่ถูกมองว่าเป็น &amp;ldquo;เด็กเมื่อวานซืน&amp;rdquo; แต่ในที่สุดก็ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ &amp;ldquo;ทักษิณ&amp;rdquo; ที่กำลังออกอาการฟาดงวงฟาดงา ย้อนอดีตฟื้นฝอยเรื่องราวในอดีตกับกับ &amp;ldquo;น้องตู่&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;หลังปฏิบัติการแอบแทงหลัง &amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมาล้มเหลว จนทำให้ &amp;ldquo;ขั้วที่ใฝ่ฝัน&amp;rdquo; ในการจับมือผลัก &amp;quot;ก้าวไกล&amp;quot; ให้โดดเดี่ยวนั้นคงไม่น่าจะเกิดขึ้นได้อีกแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ด้วย &amp;ldquo;มายด์เซต&amp;rdquo; ของอดีตนายกฯ ผู้มั่นใจในตัวเองในการเดินเกม-ยุทธศาสตร์การเมืองด้วยความเก่งกล้าสามารถ แต่ถูกหลอกครั้งแล้วครั้งเล่า ให้คนอื่นบริหารก็ไม่ได้ดั่งใจ แถม &amp;ldquo;ไม่ได้ครบดีล&amp;rdquo; ตามที่สั่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ในที่สุดอาจต้องกลับมาใช้คนในตระกูลเข้าไปบริหารพรรค ส่งผลให้ชื่อของ &amp;ldquo;ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์&amp;rdquo; ลูกเขยโปรไฟล์ดีเป็นชื่อแรกถูกเลือกเข้ามานำพรรค แต่ยังต้องเคลียร์ปัญหาในครอบครัว จากข้อเสนอของ &amp;ldquo;ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร&amp;rdquo; ที่ต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมคุมพรรคเช่นกัน โดยชู &amp;ldquo;เศรษฐา ทวีสิน&amp;rdquo; กับ &amp;ldquo;พ.ต.ท.ทวี สอดส่อง&amp;rdquo; เป็นตัวเลือก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;กลับไปอยู่ในสภาพเป็นพรรคเถ้าแก่ บริหารจัดการในรูปบริษัท สร้างเป็นกิจการของครอบครัว เลี้ยงดูนักการเมืองเฉกเช่นพนักงานและลูกจ้าง โดยมีลูกเขยเจ้าของพรรคจ่อเป็นแคนดิเดตผู้นำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ขณะที่พรรคก้าวไกลยังมีตัวเลือกเดียวคือ &amp;quot;ทิม&amp;rdquo; พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ที่มีคณะก้าวหน้าอย่าง &amp;ldquo;ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ปิยบุตร แสงกนกกุล&amp;rdquo; รวมถึงม็อบสามนิ้วและเครือข่ายเป็นแรงหนุน โดยมีแนวคิด &amp;quot;ปฏิรูป&amp;rdquo; ในการขายให้คนรุ่นใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;จากการเมืองที่ถูกมองว่าแบ่งเป็น 2 ขั้ว 3 พรรคใหญ่ ยังมีตัวแปรที่เป็นพรรคขนาดกลางและกลุ่มย่อยที่แตกตัวจัดกลุ่มทำพื้นที่กันเป็นเซลล์ โดยมีตัวเลือก 2 แบบคือ ย้ายพรรค หรือใช้พรรคสำรอง แล้วนั่งรอดูสถานการณ์ก่อนตัดสินใจเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง เพื่อกำหนดเป็นนโยบายหาเสียงเกาะไปกับขั้วที่ตัวเองเลือก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;ldquo;เวลาทอง&amp;rdquo; ของประเทศนับจากนี้จึงไม่ใช่แค่การฟื้นฟูประเทศให้กลับมาเป็นปกติเท่านั้น หากแต่เป็นห้วงเวลาที่ 3 พรรคใหญ่ รวมไปถึงผู้ที่ถูกชูเป็นนายกฯ คงต้องคิดค้น &amp;ldquo;กลยุทธ์&amp;rdquo; เพื่อสร้างคะแนนนิยมให้ตัวเองด้วยการนำเสนอสิ่งใหม่และแตกต่างให้ประชาชน พร้อมทั้งใช้เกมบนดิน-ใต้ดิน ในการรวบรวมเซลล์การเมืองให้มาอยู่กับตัวเองมากที่สุด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แสดงศักยภาพให้ผู้สนับสนุนทั้งเบื้องหน้า-เบื้องหลังให้เห็นว่ามีราคาพอที่จะพาขั้วของตัวเองเข้าสู่อำนาจ!!. &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119931</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรองสถานการณ์, ตัวเลือกผู้นำประเทศไทย  เซลล์การเมืองรอจังหวะจับขั้ว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211016/image_big_616acd728eec2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119842</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2021 21:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับตาอนาคตการเมือง ศรัณย์วุฒิ-พรพิมล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากกรรมการบริหารพรรคและ ส.ส.เพื่อไทย มีมติขับไล่ นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ และ น.ส.พรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี ออกจากการเป็นสมาชิกพรรคไปเมื่อวันที่ 12 ต.ค. &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามข้อกฎหมาย ผู้ที่ถูกขับออกต้องเข้าสังกัดพรรคการเมืองใหม่ภายใน 30 วัน แม้ที่ผ่านมาจะมีกระแสข่าวเป็นระยะๆ ว่าจะไปอยู่พรรคโน้นพรรคนี้ หลังจากเก็บตัวอยู่นาน เพิ่งออกมาแย้มถึงเส้นทางทางการเมืองในอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;#39;ได้พูดคุยกับบางพรรคไว้บ้างแล้วอย่างไม่เป็นทางการ เพราะเป็นคนมีพวกเยอะ&amp;#39;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พรพิมลถูกเชื่อมโยงไปถึง 2 พรรคการเมืองใหญ่ พลังประชารัฐ ที่หวังจะ ขยายฐานเสียงในกลุ่มภาคกลาง ในเขตพื้นที่อิทธิพลเดิมของเพื่อไทย อย่างปทุมธานี ที่ยังเจาะไม่เข้า ประกอบกับ บิ๊กๆ ในพลังประชารัฐหลายคนที่ไปจากเพื่อไทย ต่างสนิทสนมคุ้นเคยกับพรพิมลเป็นอย่างดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พรรคภูมิใจไทย เป็นอีกหนึ่งพรรคที่ถูกพูดถึง ที่อยากจะหันมาเก็บแต้มในพื้นที่ภาคกลาง หลังจากทุ่มสรรพกำลังไปทางภาคใต้ อีสาน ได้เป็นที่น่าพอใจแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีศรัณย์วุฒิ ในสายสัมพันธ์ เขาออกตัวตั้งแต่เริ่มแถลงข่าวแล้วว่า ไม่ได้มีปัญหากับ นายใหญ่-ทักษิณ ชินวัตร นายหญิง-คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร ที่เจ้าตัวให้ความเคารพนับถือมานาน ไม่เท่านั้นในระดับสายตรงนายใหญ่บางคน เขายังมีสายสัมพันธ์ที่ดีแนบแน่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพียงแต่สิ่งที่ทำให้อยู่เพื่อไทยไม่ได้ ตามคำบอกเล่าของศรัณย์วุฒิว่า &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;#39;มีปัญหาจากการถูกกดดันของอสุรกายร้ายปีศาจในห้องแอร์ของพรรคเพื่อไทย&amp;#39;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมกับทิ้งปริศนาอักษรย่อ &amp;#39;พ.&amp;#39; ที่เป็นตัวการสำคัญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;#39;ข้อมูลอภิปราย มาทราบภายหลังว่ามีการนำข้อมูลไปหาผลประโยชน์ทางการเมือง เพื่อหวังร่วมรัฐบาล&amp;#39;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี การเดินเกมของศรัณย์วุฒิดูเหมือนจะเข้าใจบริบททางการเมืองเป็นอย่างดี ไม่ใช่เพียงแค่ว่าถูกขับออกจากพรรคการเมืองเดิมแล้วไปหาพรรคการเมืองใหม่เพียงเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่เลือกหนทางที่จะไปเจรจากับกลุ่มพรรคการเมืองขนาดเล็ก อย่างที่เจ้าตัวเอ่ยระหว่างแถลงข่าว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;#39;ตอนนี้พรรคที่อยู่ในการเจรจากับผมคือ พรรคเสรีรวมไทย พรรคพลังธรรมใหม่ และพรรคพลังปวงชนไทย ซึ่งภายใน 2 สัปดาห์นี้ จะมีการประกาศชัดว่าจะไปร่วมงานกับพรรคไหน การเลือกตั้งครั้งหน้าเป็นบัตรเลือกตั้งแบบ 2 ใบ พรรคเล็กจะสูญพันธุ์ เราจึงจะรวมตัวกันเหนียวแน่น ทั้งพรรคขนาดเล็กถึงกลาง และพรรคขนาดเล็กถึงใหญ่ หากเราเป็นแม่เหล็กดึงดูดได้คนจะมาร่วมกันเยอะ เพราะวันนี้ประชาธิปไตยสายกลางยังไม่มี ซึ่งต้องเป็นประชาธิปไตยสร้างสรรค์ ไม่เอียงซ้าย ไม่เอียงขวา&amp;#39;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้หลังการแถลงข่าว นพ.ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ ได้เดินเข้าไปจับมือ โอบกอด พร้อมหยอดคำหวาน ส่งสัญญาณไมตรีจิตอยากได้ ศรัณย์วุฒิมาร่วมงานทางการเมืองด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และด้วยเงื่อนไขทางรัฐธรรมนูญ ระบบเลือกตั้งบัตร 2 ใบ ระบบเขต ระบบบัญชีรายชื่อ บีบให้พรรคเล็กขยับเขยื้อนทางการเมืองลำบาก ไม่เหมือนสมัยบัตรใบเดียว การคำนวณคะแนนไม่ทิ้งน้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่งานนี้การรวมกลุ่ม ผนึกกำลังร่วมกัน ยกระดับจากพรรคเบี้ยหัวแตก ที่ต่างคนต่างอยู่ ให้หันมาจับมือรวมกลุ่มทำพรรคการเมือง ที่ต่างฝ่ายต่างจะวินทั้งคู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เส้นทางอนาคตการเมือง ศรัณย์วุฒิ และพรพิมล อีกไม่กี่วันคงจะมีความชัดเจนทางการเมือง แต่ขณะเดียวกันการเข้าสังกัดพรรคการเมืองใหม่ครั้งนี้
ยังมีปมให้น่าติดตามต่อไปว่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การทิ้งจากบ้านเก่าไปครั้งนี้ หมุดหมายศรัณย์วุฒิดูเหมือนจะเอนเอียงไปทางพรรคพลังธรรมใหม่ จะเป็นเพียงแค่การสังกัดพรรคชั่วคราวหรือไม่ และจะเป็นเพียงการฝากเลี้ยงไว้ชั่วคราวหรือไม่ เพราะหมุดหมายในทางการเมืองข้างหน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยความสลับซับซ้อนทางการเมือง กลเกมทางการเมืองที่ต่างฝ่ายต่างชิงไหวชิงพริบ ที่นับจากวันหาสังกัดพรรคอยู่ ในวันยุบสภาฯ ไปแล้ว ไปจนถึงช่วงก่อนเลือกตั้ง ยังพอมีเวลาให้ได้คิด ได้ตัดสินใจทางการเมืองอีกรอบ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119842</URL_LINK>
                <HASHTAG>จับตาอนาคตการเมือง ศรัณย์วุฒิ-พรพิมล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211015/image_big_61698e3d0c155.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119755</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/10/2021 21:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &quot;เทกโอเวอร์&quot; อีเวนต์ &quot;เดือนตุลาฯ&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ใช่ปีแรกที่เกิดเหตุการณ์แยกกันเดินของ คนเดือนตุลาฯ นับแต่การเมืองแบ่งขั้ว เหลือง-แดง ที่แสดงออกผ่านการจัดงานรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 กับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ของทุกปี &amp;nbsp;แต่มีร่องรอยการจัดแบ่งโซนจัดกิจกรรมด้วยแนวคิดทางการเมืองที่ต่างกันมาหลายปีแล้ว &amp;nbsp;
ปีนี้ปรากฏภาพชัดขึ้นจากการเข้าร่วมของพรรคก้าวไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะก้าวหน้าผนวกเข้ากับแกนนำ &amp;ldquo;ม็อบ 3 นิ้ว&amp;rdquo; ที่ชูธง ปฏิรูปสถาบัน ต่างตบเท้าเข้าร่วมงาน 45 ปี 6 ตุลาฯ ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ อย่างเนืองแน่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;งานในวันนั้นมีแม่งานหลักคือ เครือข่ายคนเดือนตุลาฯ เปลี่ยนรูปแบบและเนื้อหาจากพิธีกรรมรำลึกประจำปี&amp;nbsp;สู่การเคลื่อนไหวของเยาวชน นิสิตนักศึกษายุคปัจจุบัน โดยโจทย์สำคัญที่เป็นจุดร่วมคือศัตรูรายเดิม นั่นคือ นายทุน ขุนศึก ศักดินา ที่แกนนำม็อบสามนิ้วชูธงเรียกร้องไม่ต่างจากคนในยุค 45 ปีก่อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การจัดกิจกรรมมีการพูดถึง ผู้อยู่เบื้องหลัง เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ กันอย่างจริงจัง รวมไปถึงการที่ ทนายด่าง-กฤษฎางค์ นุตจรัส อดีตนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประกาศนำตัวผู้บงการไปขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ อันเป็นเรื่องการถกเถียงในแง่มุมของข้อมูลของ คนในขบวน มาตลอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมทั้งการใช้เวที คลับเฮาส์ ยืนยันความอ่อนด้อยประสบการณ์ ทำให้เกิดความผิดพลาดในการนำ ส่งผลให้เกิดการสังหารหมู่ ไม่ได้มีเรื่อง ลึกลับ-จับวาง จากการแทรกแซงของ พรรคคอมมิวนิสต์ฯ เพื่อกระตุ้นให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นมา เพื่อหวังให้เยาวชนยุคแสวงหาหนีเข้าป่า
กิจกรรมวันที่ 6 ตุลาฯ จึงเต็มไปด้วย ปีกซ้ายของคนเดือนตุลาฯ ที่อยู่ในพรรคไทยรักไทยเก่า สมาชิกพรรคก้าวไกล คณะก้าวหน้า แกนนำม็อบราษฎร นักศึกษาที่สนใจประวัติศาสตร์การเมืองเข้าร่วมกิจกรรมภายใต้เป้าหมายเดียวกัน
ส่วนฟากของเวทีการจัดงานรำลึกเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ที่อนุสรณ์สถาน สี่แยกคอกวัว จัดโดย มูลนิธิ 14 ตุลา มี นพ.วิชัย โชควิวัฒน เป็นประธาน และ ประสาร มฤคพิทักษ์ เป็นกรรมการเลขานุการ กำลังถูกจับจ้องและตั้งคำถามจากกลุ่ม คนตุลาฯ รุ่นน้อง ในการหนุนรัฐบาล และพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้วยภาพจำ &amp;ldquo;ม็อบเสื้อเหลือง&amp;rdquo; เนื่องจากมี รุ่นพี่ 14 ตุลาฯ หลายคนเข้าไปหนุนขั้วนี้ พร้อมประกาศตัวปกป้องสถาบัน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยิ่งเพิ่มน้ำหนักขึ้นเมื่อ เพจกลุ่มทะลุฟ้า โพสต์ข้อความถึง &amp;ldquo;ประสาร &amp;nbsp;มฤคพิทักษ์&amp;rdquo; อดีตแกนนำนักศึกษา 14 ตุลาฯ ในฐานะกรรมการเลขานุการมูลนิธิ 14 ตุลาฯ ที่อนุสรณ์สถาน สี่แยกคอกวัว ที่เดินไปตำหนิสมาชิกกลุ่มทะลุฟ้า ซึ่งจัดกิจกรรมอยู่ติดกับพื้นที่จัดงาน ขึ้นป้าย ปฏิรูปสถาบัน และป้ายข้อความอื่นๆ โดยระบุว่า อดีตผู้นำนักศึกษาผู้นี้ ขวาจัด
ขณะที่ สุธรรม แสงประทุม อดีตเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย และผู้ร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทย พูดก่อนกล่าวกับผู้ร่วมกิจกรรม ที่อนุสรณ์สถานว่า &amp;ldquo;14 ตุลางานใหญ่กว่า 6 ตุลาตั้งเยอะ จัดดีเหลือเกิน จัดดีจนงานเล็กไปเลย&amp;rdquo; ทำให้บรรยากาศในช่วงเช้าในการรำลึกถึงผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยกร่อยไปในทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยวันนี้ &amp;ldquo;ช่อ&amp;quot; พรรณิการณ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า และ ณัฐวุฒิ บัวประทุม ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นตัวแทนเดินทางมาวางพวงหรีด ใช้เวลาไม่นานนัก ต่างจากเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ที่ธรรมศาสตร์ ที่ล้วนแต่มี &amp;ldquo;คนคอเดียวกัน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเนื้อหาเสวนา &amp;lsquo;48 ปี 14 ตุลาฯ มุ่งเน้นไปที่การเรียกร้องแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อสร้างสังคมประชาธิปไตย&amp;rsquo; ไม่ไปไกลจนถึงการแตะโครงสร้างหลัก และยังสะท้อนให้เห็นว่า ในขั้วการเมืองของ &amp;ldquo;เพื่อไทย-ไทยสร้างไทย&amp;rdquo; ผ่านการแสดงทัศนะ น.ต.ศิธา ทิวารี ตัวแทนพรรคไทยสร้างไทย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีต รมว.ยุติธรรม ตัวแทนพรรคเพื่อไทยนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่ชัดขึ้นของพรรคการเมืองที่เคยมี กลุ่มเสื้อแดงล้มเจ้า เป็นแนวร่วม ที่ถอดบทเรียนและปรับกลยุทธ์ทางการเมืองใหม่ หลังจากผ่านเส้นทางวิบากทางการเมืองจนสะบักสะบอม &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีเวนต์ตุลาฯ จึงเป็นภาคแสดงที่ชัดขึ้นของอุดมการณ์ ขั้วการเมือง ที่กำลังสร้างเครือข่าย-จับมือกัน เพื่อเป้าหมายในอนาคต!!.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119755</URL_LINK>
                <HASHTAG>&quot;เทกโอเวอร์&quot; อีเวนต์ &quot;เดือนตุลาฯ&quot;</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211014/image_big_61683a1b65da1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119662</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/10/2021 20:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>28 พ.ย.เลือกตั้ง อบต.ทั่วประเทศ เงินสะพัดหมื่นล้าน ดัน ศก.เร่งฟื้นตัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับถึงวันที่ 14 ต.ค. เท่ากับผ่านมาได้ 3 วันแล้ว สำหรับการคิกออฟการเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) รอบล่าสุด ที่รอบนี้เป็นการเลือกตั้ง สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล หรือนายกฯ อบต. ทั่วประเทศ 5,300 แห่ง ที่จะมีการหย่อนบัตรกันวันที่ 28 พ.ย.นี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยตลอดสัปดาห์นี้ ตั้งแต่เมื่อ 11 ต.ค.ที่ผ่านมา ไปจนถึงวันศุกร์ที่ 15 ต.ค. คือช่วงของการรับสมัครรับเลือกตั้งนายกฯ อบต.และสมาชิกสภา อบต. จากนั้นตามปฏิทินที่วางไว้คือ 22 ต.ค. ประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง - วันที่ 2 พ.ย.ประกาศบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง และเลือกตั้งในวันที่ 28 พ.ย.2564 &amp;nbsp;
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา สำนักงาน กกต.เปิดเผยข้อมูลว่า จากการที่ กกต.ได้ประกาศกำหนดให้มีการเลือกตั้งนายกและสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และมีการเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 11-15 ต.ค.64 ซึ่งผลการเปิดรับสมัครในวันแรก คือ วันที่ 11 ต.ค.นั้น ในจำนวน อบต. 5,300 ราย มีผู้สมัครนายกและสมาชิก อบต.ครบทั้ง 76 จังหวัด รวมจำนวน 98,398 ราย แยกได้เป็นผู้สมัครสมาชิกสภา อบต. 88,835 ราย ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายก อบต. 9,563 &amp;nbsp;ราย
&amp;nbsp; สำหรับจังหวัดที่มียอดรวมผู้สมัครนายกและสมาชิก อบต.สูงสุด 5 อันดับแรก คือ 1.จ.นครราชสีมา มีผู้สมัครนายก อบต. 440 ราย สมาชิก อบต. 4,969 ราย รวม 5,409 ราย &amp;nbsp;2.จ.บุรีรัมย์ มีผู้สมัครนายก อบต. 247 ราย สมาชิก อบต. 2,778 ราย รวม 3,025 ราย 3.จ.นครสวรรค์ มีผู้สมัคร นายก อบต. 219 ราย สมาชิก อบต. 2,474 ราย รวม 2,693 ราย 4. จ.ขอนแก่น มีผู้สมัครนายก อบต. 270 ราย สมาชิก อบต. 2,353 ราย รวม 2,623 ราย 5.จ.เพชรบูรณ์ มีผู้สมัครนายก อบต. 192 ราย สมาชิก อบต. 2,310 ราย รวม 2,502 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อนึ่ง การสมัครรับเลือกตั้งโดยรู้ว่าตนเองขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการสมัคร มีโทษตามมาตรา ๑๒๐ ที่บัญญัติว่า ผู้ใดลงสมัครรับเลือกตั้งโดยรู้อยู่แล้วว่าตนเป็นผู้ขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้ง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ๑ ปี ถึง ๑๐ ปี และปรับตั้งแต่ ๒๐,๐๐๐ บาท ถึง ๒๐๐,๐๐๐ บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด ๒๐ ปี
&amp;nbsp;ทั้งนี้ ผู้สมัครและผู้ช่วยหาเสียงเลือกตั้ง อบต.สามารถหาเสียงเลือกตั้งได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.64 ซึ่งเป็นวันที่ กกต.ประกาศกำหนดให้มีการเลือกตั้ง จนถึงเวลา 18.00 น. ของวันก่อนวันเลือกตั้ง คือ วันที่ 27 พ.ย.64 โดยแผ่นป้ายประกาศที่ผู้สมัครจัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการหาเสียง ต้องมีขนาดความกว้างไม่เกิน 30 ซม. และมีขนาดความยาวไม่เกิน 42 ซม. จัดทำได้ไม่เกิน 5 เท่าของจำนวนหน่วยเลือกตั้งของ อบต.นั้นๆ หากเป็นแผ่นป้ายมีขนาดความกว้างไม่เกิน 130 ซม. และมีขนาดความยาวไม่เกิน 245 ซม. จัดทำได้ไม่เกิน 3 เท่าของจำนวนหน่วยเลือกตั้งของ อบต.นั้นๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ส่วนรายละเอียดของประกาศและแผ่นป้ายหาเสียง ผู้สมัครสามารถระบุชื่อ รูปถ่าย หมายเลขประจำตัวผู้สมัคร ชื่อของพรรคการเมือง สัญลักษณ์ของพรรคการเมือง สัญลักษณ์ นโยบายของผู้สมัคร คติพจน์ คำขวัญ ข้อมูลประวัติเฉพาะที่เกี่ยวกับตัวผู้สมัคร พร้อมระบุชื่อตัว ชื่อสกุล ที่อยู่ของผู้ว่าจ้าง ผู้ผลิต จำนวน และวันเดือนปีที่ผลิตไว้บริเวณที่เห็นได้ชัดเจนของประกาศเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งและแผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ในกรณีนำข้อมูลเกี่ยวกับพรรคการเมือง หรือนำภาพบุคคลมาใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง จะต้องได้รับความยินยอมจากบุคคลหรือพรรคการเมืองนั้นๆ และไม่ขัดต่อมาตรา 34 พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 และอาจนำภาพผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเดียวกันมาใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งด้วยได้ โดยการกำหนดจำนวน หลักเกณฑ์ วิธีการ และสถานที่ปิดประกาศ หรือติดแผ่นป้ายในแต่ละ อบต.ให้เป็นไปตามประกาศที่ กกต.ประจำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประกาศกำหนด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม การปิดประกาศหรือติดแผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งจะกระทำได้เฉพาะในสถานที่ราชการ และต้องมีขนาด จำนวนไม่เกินที่ กกต. หรือผู้ที่ กกต.มอบหมายกำหนด หากฝ่าฝืนระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับตามมาตรา 132 พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562
ทั้งนี้ อบต.ถือเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความสำคัญต่อท้องถิ่นเป็นอย่างมาก มีขนาดเล็กและอยู่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด เพราะใช้หมู่บ้านเป็นเขตเลือกตั้ง อบต.ที่จะมีทั้งนายก อบต.และสมาชิกสภา อบต.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเว็บไซต์ของ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เผยแพร่ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการเลือกตั้ง อบต.ไว้โดยสังเขปว่า สภาองค์การบริหารส่วนตำบล ประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน เขตเลือกตั้งละ 1 คน โดยกำหนดเขตหมู่บ้านเป็นเขตเลือกตั้ง เว้นแต่หมู่บ้านใดมีราษฎรไม่ถึง 25 คน ให้รวมหมู่บ้านนั้นกับหมู่บ้านที่มีพื้นที่ติดต่อกัน และรวมกันแล้วมีราษฎรถึง 25 คน เป็นเขตเลือกตั้งเดียวกัน อายุของสภาองค์การบริหารส่วนตำบล มีกำหนดคราวละ 4 ปี นับแต่วันเลือกตั้ง หาก อบต.ใดมีเขตเลือกตั้งไม่ถึง 6 เขตเลือกตั้ง (หมู่บ้าน) ให้สภาองค์การบริหารส่วนตำบลนั้น ประกอบด้วยสมาชิก (ส.อบต.) จำนวน 6 คน&amp;nbsp;
โดย-ถ้ามี 1 เขตเลือกตั้ง ให้มี ส.อบต. 6 คน - ถ้ามี 2 เขตเลือกตั้ง ให้มี ส.อบต.ได้เขตเลือกตั้งละ 3 คน - ถ้ามี 3 เขตเลือกตั้ง ให้มี ส.อบต.ได้เขตเลือกตั้งละ 2 คน - ถ้ามี 4 เขตเลือกตั้ง ให้มี ส.อบต.ได้เขตเลือกตั้งละ 1 คนก่อน แล้วเพิ่มให้เขตเลือกตั้งที่มีจำนวนราษฎรมากที่สุด 2 เขตเลือกตั้งแรก เขตเลือกตั้งละ 1 คน - ถ้ามี 5 เขตเลือกตั้ง ให้มี ส.อบต.ได้เขตเลือกตั้งละ 1 คน และเพิ่มให้เขตเลือกตั้งที่มีจำนวนราษฎรมากที่สุดอีก 1 คน
และกำหนดให้มีนายกองค์การบริหารส่วนตำบลที่มาจากการเลือกตั้ง จำนวน 1 คน โดยใช้เขตตำบลเป็นเขตเลือกตั้ง มีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปีนับแต่วันเลือกตั้ง แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 วาระไม่ได้ ในกรณีดำรงตำแหน่งไม่ครบ 4 ปี ก็ให้ถือว่าเป็น 1 วาระ และเมื่อได้ดำรงตำแหน่ง 2 วาระติดต่อกันแล้วจะดำรงตำแหน่งได้อีกเมื่อพ้นระยะเวลา 4 ปีนับแต่วันพ้นตำแหน่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการเลือกตั้ง อบต.ครั้งนี้ คือการเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ลำดับที่ 3 ต่อจากการเลือกตั้งเทศบาล 2,472 แห่ง และนายกและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) 76 แห่ง ซึ่งนับเป็นการเลือกตั้ง อบต.ครั้งแรกในรอบ 8 ปี
โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้ง ตามมาตรา&amp;nbsp;14 ของ พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น โดยวาระดำรงตำแหน่งของสมาชิกสภา อบต.และนายก อบต. รวมถึงผู้ว่าฯ กทม.และสมาชิกสภา กทม.และเมืองพัทยา ครบวาระตั้งแต่เดือน พ.ค.61 แต่คำสั่ง&amp;nbsp;คสช.ให้ทำหน้าที่ต่อจนกว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ โดยคาดว่าจะใช้งบประมาณแต่ละเขตประมาณ 7 แสน ถึง 1 ล้านบาท ซึ่งถ้ารวม อบต.ทั่วประเทศ จะใช้งบไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านบาท
ที่น่าสนใจเมื่อเร็วๆ นี้ ทาง &amp;ldquo;ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย&amp;rdquo; เปิดเผยว่า จากผลของการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนกันยายน 2564 ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นทุกรายการ ซึ่งเป็นการปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน โดยดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม 35.5 ปรับตัวดีเมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนสิงหาคม ที่อยู่ในระดับ 33.8 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม อยู่ที่ระดับ 37.8 เพิ่มจากเดือนที่ผ่านมา ที่อยู่ในระดับ 36.3 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 50.8 เพิ่มจากเดือนที่ผ่านมา ที่อยู่ในระดับ 48.6&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;โดย ธนวรรธน์ ระบุว่า สิ่งที่ต้องจับตาคือการหาเสียงการเลือกตั้งท้องถิ่น เชื่อว่าการใช้เงินน่าจะตกอยู่ที่ 2-3 หมื่นล้านบาท อาจจะช่วยผลักดันให้สถานการณ์เศรษฐกิจคึกคักได้บ้าง และถ้ารัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมที่ชัดเจน ทำให้มีเม็ดเงินเข้ามาอัดฉีดในระบบมากขึ้น เศรษฐกิจไทยปีนี้มีโอกาสจะโตได้ 1-1.5%.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119662</URL_LINK>
                <HASHTAG>28 พ.ย.เลือกตั้ง อบต.ทั่วประเทศ เงินสะพัดหมื่นล้าน ดัน ศก.เร่งฟื้นตัว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211013/image_big_6166c8f9a6220.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119660</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘เปิดประเทศ’ เดิมพันครั้งใหม่ที่ต้องเสี่ยง!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลัง &amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ประกาศเปิดประเทศในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 นี้ เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวเข้าไทยโดยไม่ต้องกักตัวสำหรับผู้ที่ฉีดวัคซีนครบโดส และเดินทางเข้าประเทศไทยทางอากาศ โดยมาจากประเทศที่เรากำหนดว่าเป็นประเทศความเสี่ยงต่ำ อย่างน้อย 10 ประเทศ ในเบื้องต้นคือ อังกฤษ สิงคโปร์ เยอรมนี จีน และอเมริกา และจะทยอยเพิ่มจำนวนประเทศให้มากขึ้น &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยจะพิจารณาปัจจัยหลักจากจำนวนผู้ติดเชื้อของแต่ละประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การตัดสินใจดังกล่าว &amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo; เองยอมรับว่า มีความเสี่ยง แต่ต้องทำเพื่อไม่ให้ไทยเสียโอกาสที่เป็นช่วงเวลาทองในเทศกาลวันหยุดยาวปีใหม่ใน 3 เดือนข้างหน้านี้ ที่จะดึงนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ ให้ประชาชนนับล้านๆ คนได้ทำมาหากินอีกครั้ง ทั้งภาคการท่องเที่ยว การเดินทาง และภาคธุรกิจอื่นๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การตัดสินใจประกาศเปิดประเทศถือว่าเป็นไปตามห้วงเวลา 120 วัน ที่ &amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo; เคยประกาศไว้เมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งขณะนั้นทางศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ทีมแพทย์ และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ประเมินไว้แล้วว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์โควิดไว้ได้ บวกกับแผนการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนจะเดินได้ตามเป้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันสถานการณ์เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นตามที่คาดการณ์ไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยยอดผู้ติดเชื้อจากหลัก 20,000 รายต่อวัน ขณะนี้สามารถกดตัวเลขลงได้ มีบางวันต่ำกว่าหมื่นราย ขณะที่แนวโน้มผู้เสียชีวิตลดลงเหลือหลักสิบ ยอดผู้รักษาหายป่วยเพิ่มมากขึ้น บางวันมากกว่ายอดผู้ติดเชื้อ รวมถึงผู้ป่วยอาการหนักปอดอักเสบและใส่เครื่องช่วยหายใจก็ลดลงอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกันแผนการจัดหาวัคซีนไปจนถึงสิ้นปีจะได้ถึง 170 ล้านโดส ซึ่งเกินเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ บวกกับยอดการฉีดวัคซีนโดยรวมให้ประชาชนขณะนี้ได้มากกว่า 61 ล้านโดสแล้ว และสามารถดันยอดฉีดเพิ่มขึ้นได้ถึง 3 เท่า และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จนถึงขั้นประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 10 ประเทศที่ฉีดวัคซีนได้เร็วที่สุดในโลก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยขณะนี้เราฉีดได้มากกว่า 700,000 โดสต่อวัน และในบางวันเราฉีดได้มากกว่านั้น คือเกินกว่า 1 ล้านโดสด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ยารักษาโควิดมีสำรองในคลังอย่างเพียงพอ สามารถนำเข้าและมีกำลังการผลิตในประเทศมากขึ้น รวมถึงชุดตรวจหาเชื้อโควิด หรือ Antigen test kit (ATK) สามารถหาซื้อได้ง่าย และจะเริ่มวางจำหน่ายในราคาถูกเพียง 40 บาท ให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายมากยิ่งขึ้นในช่วงกลางเดือนตุลาคมนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นเมื่อสถานการณ์ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง จึงเป็นห้วงเวลาที่ &amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo; มองว่าเหมาะสมที่สุดแล้วในการเปิดประเทศ เพื่อฟื้นเศรษฐกิจด้วยการกระตุ้นเม็ดเงินจากภาคการท่องเที่ยว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากที่ตัวเลขการท่องเที่ยวช่วงก่อนสถานการณ์โควิดคิดเป็น 11% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) แต่เมื่อเจอวิกฤตโควิดวันนี้เหลือแค่เพียงเปอร์เซ็นต์กว่าๆ เท่านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงคาดว่าการเปิดประเทศในช่วงปีใหม่นี้ จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย และสามารถดันจีดีพีของไทยให้เพิ่มขึ้นอีกด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมกันนี้ยังเตรียมพิจารณามาตรการผ่อนคลายกิจการและกิจกรรมเพิ่มเติม เพื่อรองรับเปิดการท่องเที่ยว เช่น การพิจารณาอนุญาตให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหารได้ เตรียมปรับจังหวัดในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด หรือสีแดงเข้ม จะลดลง รวมถึงจะพิจารณาเปิดศูนย์แสดงสินค้า ศูนย์ประชุม หรือสถานที่จัดนิทรรศการ และสถานที่ลักษณะเดียวกันในห้างสรรพสินค้าหรือโรงแรมได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และเล็งขยับเวลาเคอร์ฟิวจากเดิม 22.00-04.00 น. ของวันรุ่งขึ้น เป็น 23.00-03.00 น. ของวันรุ่งขึ้น ไปอีก 14 วัน ตั้งแต่วันที่ 16-31 ตุลาคม 2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี การเปิดประเทศรอบนี้ถือเป็นเดิมพันที่พิสูจน์การทำงานของ &amp;ldquo;รัฐบาลบิ๊กตู่&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด!!!!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย ที่หวั่นว่ายอดผู้ติดเชื้อจะพุ่งทะยานขึ้นอีกครั้งและไม่สามารถควบคุมได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นอาจส่งผลให้ไทยต้องกลับมาใช้มาตรการเข้ม &amp;ldquo;ล็อกดาวน์&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ปิดประเทศ&amp;rdquo; อีกครั้ง นี่จึงเป็นเดิมพันครั้งสำคัญที่รัฐบาลประยุทธ์ต้องเสี่ยง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119660</URL_LINK>
                <HASHTAG>‘เปิดประเทศ’ เดิมพันครั้งใหม่ที่ต้องเสี่ยง!</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211013/image_big_6166c88a51031.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119457</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2021 22:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปิดประตู‘ยุบสภา’ปีนี้  ปัจจัย-เงื่อนไขไม่เอื้อ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ศูนย์สำรวจความคิดเห็น นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) จะเปิดเผยผลสำรวจของประชาชนเรื่อง &amp;ldquo;พลเอกประยุทธ์ กับ 3 ประเด็นทางการเมือง&amp;rdquo; โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 5-8 ตุลาคม 2564 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป พบว่าส่วนใหญ่ 40.35% ระบุว่าควรประกาศยุบสภาโดยเร็ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ในทางปฏิบัติโอกาสที่ บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จะยุบสภาในเร็วๆ นี้ยังเป็นไปได้ยาก &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นเพราะปัจจัยหลายอย่างไม่เอื้ออำนวย โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญกลับไปใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ที่แม้ขณะนี้บิ๊กตู่จะมีการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม แต่ยังต้องรอโปรดเกล้าฯ ลงมาก่อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี อธิบายขั้นตอนนี้เอาไว้ว่า เมื่อทูลเกล้าฯ แล้วจะมีพระบรมราชวินิจฉัยภายใน 90 วัน ซึ่งกรอบระยะเวลา 90 วันจะครบในต้นเดือนมกราคม 2565&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่การแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จะระบุว่าไม่ใช่เรื่องยากอะไร เพราะสามารถลอกโมเดลการแก้ไขกฎหมายลูกสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ แต่ก็ยังไม่สามารถยื่นได้ตอนนี้ เพราะต้องรอให้มีการโปรดเกล้าฯ รัฐธรรมนูญลงมาก่อน จากนั้นอีก 2-3 วันถึงจะยื่น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อยื่นแล้วยังต้องมีกระบวนการของรัฐสภาที่ต้องพิจารณา 3 วาระ มีกระบวนการทูลเกล้าฯ โปรดเกล้าฯ ต้องใช้เวลาอยู่พอสมควร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้องใช้เวลาพอสมควร ในทีนี้ยังไม่รวมกรณีหากมีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความอีก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งหากบิ๊กตู่ชิงยุบสภาก่อนในช่วงนี้อาจจะยุ่งเหยิงพอสมควร เหมือนที่นายวิษณุกล่าวเอาไว้ เพราะเป็นช่วงคาบเกี่ยวระหว่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กับฉบับเก่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;มันจะยุ่งหากเกิดเหตุการณ์ยุบสภาในตอนนี้ เนื่องจากขณะที่ยุบสภา เรายังนึกว่ามี ส.ส.เขต 350 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 คน กกต.ก็ต้องเตรียมการอย่างนี้ เพราะยังไม่ได้ใช้รัฐธรรมนูญใหม่แล้วพรรคการเมืองก็เตรียมการแบบนี้แล้ว อยู่ๆ เกิดมีการโปรดเกล้าฯ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ลงมา ทุกอย่างต้องเปลี่ยนหมด จะไม่เปลี่ยนก็ไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญใหม่มีผลแล้ว&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ กระแสความนิยมของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ในตอนนี้เองก็ไม่ได้อยู่ในจุดที่ดีนัก ยังเผชิญวิกฤตศรัทธาจากประชาชนจากการบริหารการแก้ไขโควิด-19 ที่ล้มเหลว ตลอดจนสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ในทางการเมืองถือว่าไม่อยู่ในจุดในเปรียบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังจะเห็นว่าในระยะหลัง ทั้งบิ๊กตู่ และ บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ตลอดจนองคาพยพของพรรคพลังประชารัฐ ต่างพยายามลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องเพื่อหวังไปประชิดตัวประชาชน กู้วิกฤตความนิยมกลับมา &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกตัวแปรสำคัญที่พอจะบ่งบอกได้ว่าบิ๊กตู่สตาร์ทเครื่องรอยุบสภาแล้วจริงๆ นั่นคือ พ.ร.ก.กู้เงิน ฉบับต่อไป ที่ถูกมองว่าจะนำเงินก้อนนี้มากระชากความนิยม หลังมีการถางทางรอไว้แล้วด้วยการขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 60% เป็น 70% เมื่อเดือนก่อน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เงินก้อนนี้จะถูกนำไปใช้ในโครงการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งเป็นลักษณะกึ่งประชานิยม คนพูดถึงและติดปาก &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากจำกันได้ ก่อนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เวอร์ชันคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศให้มีการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ก่อนหน้านี้ 2-3 เดือน มีการคลอดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และสารพัดนโยบายตระกูลประชารัฐออกมาเพื่อให้เข้าหูคน เป็นผลงานไปหาเสียง ครั้งนี้ก็มีโอกาสจะเดินไปในแนวทางนี้เหมือนกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกประเด็นสำคัญที่การเลือกตั้งจะไม่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้คือ บิ๊กตู่ รวมถึงรัฐบาล ประกาศเอาไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะฉีดวัคซีนให้ได้ 100 ล้านโดส หรือครอบคลุม 70% ของประชากรทั้งประเทศภายในปี 2564 ซึ่งขณะนี้เดือนตุลาคมฉีดไปแล้วประมาณ 60 ล้านโดส ยังเหลืออีก 40 ล้านโดส&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลเหลืออีกประมาณ 2 เดือนกว่าๆ กับการเร่งฉีดวัคซีนอีก 40 ล้านโดส เพื่อให้ได้ 100 ล้านโดส แน่นอนว่าบิ๊กตู่ย่อมต้องกัดฟันทำเรื่องนี้ให้สำเร็จก่อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะหากทำได้ก็พอจะมีเรื่องให้เอาไปเคลมในสนามเลือกตั้งได้บ้างว่า ในความล้มเหลวต่างๆ เกี่ยวกับการบริหารจัดการโควิด-19 ที่ผิดพลาด อย่างน้อยก็มีเรื่องวัคซีนที่ประสบความสำเร็จ ทำได้อย่างที่พูด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่หากชิงตัดช่องน้อยแต่พอตัวก่อน ยุบสภาเลย เรื่องนี้จะเป็นดาบสองคมในสนามที่อาจถูกฝ่ายตรงข้ามเอาไปขย้ำ ดิสเครดิต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น แทบจะปิดประตูยุบสภาในปีนี้ไปได้เลย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119457</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปิดประตู‘ยุบสภา’ปีนี้  ปัจจัย-เงื่อนไขไม่เอื้อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211011/image_big_61644fcd81c0d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119256</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การเมืองผุกร่อน3นิ้วถลำเกินสันติ  &#039;ประเทศติดหล่ม&#039;ก้าวขาไม่ออก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเมืองสัปดาห์หน้านี้อยู่ในสภาวะทรงๆ ปมร้อนเมื่อสัปดาห์ก่อนอย่างประเด็นระยะเวลาการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 8 ปีของ บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ต้องนับหนึ่งจากตอนไหน ระหว่างปี 57, 60 หรือ 62 ซาไปแล้ว ส่วนหนึ่งเพราะมันเป็นเรื่องที่ยังมีเวลาให้หาคำตอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความคลุมเครือเรื่องระยะเวลาครองตำแหน่ง บิ๊กตู่ จะไปตื่นเต้นกันอีกครั้งประมาณเดือนสิงหาคม 65 ที่จะครบ 8 ปี ตามสูตรนับถอยไปเริ่มกันตั้งแต่ปี 57 ถึงตอนนั้นน่าจะมีเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญนำวินิจฉัยได้ แต่ตอนนี้ปัญหามันยังไม่เกิด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กับอีกส่วนหนึ่ง เป็นเพราะขณะนี้อยู่ระหว่างปิดสมัยประชุมสภา ไม่มีวาระร้อนๆ ให้ต้องจับจ้อง หรือทำให้สถานการณ์เปลี่ยนได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประกอบกับเวลานี้บรรดานักการเมืองไม่ว่าจะฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ต่างยกขบวนกันไปโกยคะแนนจากประชาชนที่ประสบปัญหาน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ด้วยการแย่งกันช่วย แย่งกันแจก จนกลายเป็นปรากฏการณ์ อุทกภัยการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยิ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำหนังสือถึงทุกพรรคการเมืองให้เตรียมการแต่เนิ่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งสาขาพรรค, แต่งตั้งตัวแทนพรรคประจำจังหวัด, การประชุมใหญ่สาขาพรรค, การประชุมใหญ่ของพรรค, การสรรหาผู้สมัครโดยกระบวนการไพรมารีโหวต ยิ่งทำให้นักการเมืองหูผึ่ง ประเมินว่าจะมีการเลือกตั้งเร็วๆ นี้ ต่างพากันไปสร้างความนิยม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรียกว่านาทีนี้ใครนั่งนิ่งถือว่าตกขบวน พลาดโอกาสซื้อใจ หาเสียงทางอ้อมกับประชาชน โดนอีกฝ่ายเบิ้ลบลัฟ ทำคะแนนแซงไม่รู้ตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บางพรรคการเมืองรีบโยนชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีมาขายของตั้งแต่ไก่โห่ ไล่ตั้งแต่พรรคประชาธิปัตย์ ที่ประกาศชัดว่าชูหัวหน้าพรรค จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เช่นเดียวกับพรรคภูมิใจไทย ที่โปรโมตหัวหน้าพรรค อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ ภายหลังความอึมครึมจากลิ่มความขัดแย้งระหว่าง บิ๊กตู่ กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยาและเลขาธิการพรรค ในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพิ่งจะชัดเจนว่าเข็น บิ๊กตู่ อีกสมัย หลัง บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค เปิดปากว่าเป็นคนดันเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ดี แม้บิ๊กป้อมจะยืนยัน และบิ๊กตู่ตอบรับในไมตรีด้วยความยินดี จนดูเหมือนเรื่องราวความกินแหนงแคลงใจระหว่างพี่น้อง 3 ป.ถูกสมานแผลแล้ว แต่กระนั้นมันก็ยังไม่สามารถรับประกันได้ว่า เมื่อถึงเวลานั้นจะเป็นอย่างที่พูดกันวันนี้หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะการออกมายืนยันว่าสนับสนุน บิ๊กตู่ มันอาจเป็นแค่เจตนาที่ต้องการกลบเกลื่อนข่าวลือต่างๆ ระหว่างพี่น้อง 3 ป.ที่เกิดขึ้นตลอดมา ไม่ว่าจะเรื่อง 2 ป. พล.อ.ประยุทธ์ และ บิ๊กป๊อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย จะออกไปตั้งพรรคเอง โดยมี ปลัดฉิ่ง ฉัตรชัย พรหมเลิศ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นเพลย์เมกเกอร์ให้ หรือการลงพื้นที่เพื่อวัดพลังกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกทั้งชั่วโมงนี้ พรรคการเมืองต่างๆ รีบเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ กันตั้งแต่เนิ่นๆ หากพรรคพลังประชารัฐ หรือ บิ๊กป้อม นิ่ง ยิ่งจะสร้างความเคลือบแคลงมากขึ้นไปอีก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกัน กลิ่นความขัดแย้งมันไม่ได้หายไปเสียทีเดียว ร.อ.ธรรมนัส เองทุกวันนี้ยังคงเคลื่อนไหวในลักษณะที่ถูกตีความว่ายังขึงขังกับ บิ๊กตู่ โดยเฉพาะการลงพื้นที่ตรวจน้ำท่วม ตลอดจนคำพูดบางคำพูดที่เหมือนต้องการกระแทกกระทั้นใคร &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หรือแม้แต่เรื่องการโอน 4 หน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ ร.อ.ธรรมนัส เคยดูแลสมัยเป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์ ไปให้บิ๊กป้อมกำกับดูแลแทน จนสร้างความไม่พอใจให้กับพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ที่มี เฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค เป็น รมว.เกษตรและสหกรณ์อยู่ กระทั่งผ่านไปสัปดาห์เดียว บิ๊กตู่ต้องพลิกลำ รีบเซ็นยกเลิกคำสั่งของตัวเองเพื่อไม่ให้กระเพื่อมไปกว่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และเรื่องดึง 4 กรมในกระทรวงที่พรรคประชาธิปัตย์ดูแลมาให้ บิ๊กป้อม ดูแทน มันไม่ได้มีผลกระทบแค่เสถียรภาพภายในรัฐบาลเท่านั้น หากแต่มันสุ่มเสี่ยงจะผิดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินอีกด้วย เพราะไม่เคยมีที่ไหนที่ให้รองนายกรัฐมนตรีไปดูแลกรมโดยตรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งต้นตอเรื่องดังกล่าวก็มีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชารัฐเอง เพราะมีข่าวลือออกมาเหมือนกันว่า อดีตรัฐมนตรีที่เคยดูแล 4 กรมนี้เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง บิ๊กป้อม ให้เอ่ยปากขอ บิ๊กตู่ ที่อย่างไรก็ปฏิเสธเสียไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่การแต่งตั้ง พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง และ สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ให้เป็นเป็นที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ในช่วงเวลานี้ก็เกี่ยวพันกับความขัดแย้งของพรรคพลังประชารัฐที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเฉพาะในรายของ พีระพันธุ์ ที่เป็นคนโปรดของ บิ๊กตู่ ถูกมอบหมายให้ทำงานสำคัญมาตลอดนับตั้งแต่ถอดเสื้อพรรคประชาธิปัตย์ นอกจากนี้ยังเป็น เซนต์คาเบรียลคอนเน็กชัน ของ บิ๊กป้อม เรียกว่าได้รับความไว้วางใจจากทั้ง 2 สาย ก็ถูกมองว่าแต่งตั้งขึ้นเพื่อเชื่อมระหว่างตึกไทยคู่ฟ้ากับพรรคพลังประชารัฐ โดยไม่สร้างความอึดอัดใจให้กับทั้ง บิ๊กตู่ และ บิ๊กป้อม&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลายเรื่องที่บานปลายล้วนมาจากความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชารัฐ หรือแม้แต่วงศ์วาน 3 ป.เองทั้งนั้น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่สถานการณ์ นอกสภา แม้จะยังไม่มีเงื่อนไขไปสร้างจุดร่วมจนก่อให้เกิดการลุกฮือ แต่ถือว่าเป็นจุดที่น่าห่วง เพราะมันเลยเถิดไปถึงความรุนแรงที่เสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน หลังเมื่อคืนวันที่ 6 ต.ค. มีผู้ก่อความไม่สงบใช้อาวุธปืนยิงเข้าที่ศีรษะ ส.ต.ต.เดชวิทย์ เลทเท็สสัน หรือ หมู่เดวิด ผบ.หมู่ กก.อารักขา 1 บก.อคฝ. จนบาดเจ็บสาหัส จากการเข้าควบคุมพื้นที่ใต้แฟลตดินแดง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกัน การชุมนุมของกลุ่ม 3 นิ้วในหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา ก็ดูจะไกลห่างกับคำว่า สันติ อหิงสา ไปเรื่อยๆ จนบางครั้งเหมือนชุมนุมเพื่อต้องการทะเลาะกับเจ้าหน้าที่เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภาพการเผาสิ่งของ สถานที่ กลายเป็นภาพชินตาของคนทุกครั้งที่มีการชุมนุม ในขณะที่มวลชนก็กังวลความปลอดภัย เปลี่ยนไปให้กำลังใจผ่านโซเชียลมีเดียแทน ภาพการเรียกร้องของคนรุ่นใหม่ที่อุดมการณ์พรั่งพรูกำลังกลายสภาพเป็นแก๊งป่วนเมือง ไม่ต่างอะไรกับการทำลายความชอบธรรมของตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และเป็นสัญญาณอันตรายอย่างมากหลังมีการใช้อาวุธจริงยิงใส่เจ้าหน้าที่ เพราะมันกำลังสร้างความคับแค้นให้กับทั้งสองฝ่าย บทเรียนที่ผ่านมาในอดีต เหตุการณ์ในลักษณะนี้มักนำไปสู่ความรุนแรงที่ขยายใหญ่อยู่เสมอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผลลัพธ์สุดท้ายคือ ความสูญเสีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในขณะที่ประชาชนเองก็สิ้นหวังกับการเมืองในสภาที่นักการเมืองขัดแย้ง แย่งผลประโยชน์กัน ยังมาเจอการเมืองภาคถนนที่เสี่ยงจะเกิดความรุนแรงทุกเมื่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่ว่ายุบสภาเพื่อให้เลือกตั้งจะเกิดขึ้นเร็วหรือช้า ผลลัพธ์ที่ได้ก็คงไม่ต่างอะไรไปจากเดิม ไม่ว่าฝ่ายใดเป็นผู้ชนะในสนามเลือกตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเทศไทยยังติดหล่ม ก้าวขาไม่ออกสักที.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119256</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรองสถานการณ์, การเมืองผุกร่อน3นิ้วถลำเกินสันติ  &#039;ประเทศติดหล่ม&#039;ก้าวขาไม่ออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211009/image_big_616192728200e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
