<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120341</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 17:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 17:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อนุทิน&#039; ย้ำเด็ก 12-17 ปี ทั้งในระบบและนอกระบบการศึกษา มีสิทธิรับวัคซีนไฟเซอร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
20 ต.ค.64 - &amp;nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงการฉีดวัคซีนโควิด 19 ในเด็กนักเรียน ว่า ขณะนี้สามารถฉีดวัคซีนได้ตามที่คาดการณ์ ข้อมูลจากหมอพร้อมฉีดแล้วกว่า 2 ล้านราย พร้อมรับการเปิดภาคเรียนในเดือนพฤศจิกายนนี้ ทั้งนี้ จากการฉีดที่ผ่านมายังไม่พบอาการข้างเคียงที่รุนแรงเป็นอันตราย จึงขอให้ผู้ปกครองพาบุตรหลานมาฉีดวัคซีน เพราะจะทำให้เกิดความมั่นใจทั้งตัวเด็ก ครูอาจารย์ และผู้ใกล้ชิดเด็กในการเปิดเรียน รวมถึงช่วยป้องกันทั้งติดเชื้อและแพร่เชื้อ เนื่องจากหากไม่ฉีดวัคซีน เมื่อไปเรียนเด็กอาจรับเชื้อภายนอกบ้าน และนำกลับมาแพร่ให้คนในครอบครัวได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การรับวัคซีนมีประโยชน์มากกว่าไม่ได้รับวัคซีน ช่วยป้องกันตนเองให้ปลอดภัยและป้องกันผู้อื่น สังคมไทยอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวใหญ่ ถ้าทุกคนได้ฉีดวัคซีน โอกาสติดเชื้อและแพร่เชื้อให้กันจะน้อยลง&amp;quot; นายอนุทินกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีเด็กอายุ 12-17 ปี นอกระบบการศึกษาที่พบว่าบางส่วนเข้ารับการฉีดวัคซีนไม่ได้นั้น ได้มอบหมายให้ นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประชุมศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อกำชับสถานพยาบาลและหน่วยบริการฉีดวัคซีน ให้ฉีดเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป โดยไม่มีการแบ่งว่าเป็นเด็กที่อยู่ในระบบหรือนอกระบบการเรียน แต่ให้ยึดตามเกณฑ์อายุ 12-17 ปี จะมีสิทธิได้รับวัคซีนทุกคนตามความสมัครใจ ซึ่งในกลุ่มนอกระบบการศึกษาให้สถานพยาบาลเปิดรับลงทะเบียนโดยความยินยอมของผู้ปกครอง ส่วนการฉีดวัคซีนไฟเซอร์เข็ม 2 ในเด็กชายอายุ 12-16 ปีที่แข็งแรง อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120341</URL_LINK>
                <HASHTAG>#วัคซีนไฟเซอร์, ฉีดวัคซีนนักเรียน, นายอนุทิน ชาญวีรกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211020/image_big_616fecc438014.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120323</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 17:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 15:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทนพิษโควิดไม่ไหว ประสบปัญหาภสภาพคล่อง &#039;รร.อำนวยศิลป์ธนบุรี &#039;แจ้งเลิกกิจการ เมื่อสิ้นสุดปีการศึกษา 2564  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20ต.ค.64-ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม โรงเรียนอำนวยศิลป์ธนบุรี&amp;rdquo; ได้ออกหนังสือประกาศสำคัญ แจ้งนักเรียน ผู้ปกครอง และศิษย์เก่าโรงเรียนอำนวยศิลป์ธนบุรี เรื่อง การปิดสถานศึกษา/เลิกกิจการโรงเรียน ณ สิ้นปีการศึกษา 2564 ระบุใจความตอนหนึ่งว่า โรงเรียนมีความเสียใจที่จะแจ้งให้ทราบว่าคณะกรรมการบริหารโรงเรียนอํานวยศิลป์ธนบุรี เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2564 ได้พิจารณาและมีมติที่จะปิดสถานศึกษา ณ สิ้นปีการศึกษา 2564 เนื่องจากโรงเรียนประสบการขาดทุนมาอย่างต่อเนื่อง และยิ่งมาประสบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งยาวนานกว่าที่คาดคิด โรงเรียนจึงยิ่งประสบปัญหาสภาพคล่อง ถึงแม้จะได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากมูลนิธิอํานวยศิลป์มาตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ปกครองที่ให้ความไว้วางใจและสนับสนุนโรงเรียนตลอดเวลาที่ผ่านมา โรงเรียนจึงพิจารณาคืนเงินค่าแรกเข้าที่จ่ายให้โรงเรียนและเงินบริจาคที่มอบให้แก่มูลนิธิอํานวยศิลป์ จิตร- เอิบ ทั้งสุบุตร ให้ตามที่ได้จ่ายจริง โดยจะทําการคิดเป็นส่วนลดของค่าเทอมของภาคเรียนที่ 2 ของปีการศึกษา 2564 นี้ เว้นแต่นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในการนี้ฝ่ายบัญชีจะทําหนังสือแจ้งรายละเอียดแก่ผู้ปกครองแต่ละ ท่านเป็นรายบุคคลอีกครั้งหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ โรงเรียนได้ทําการสํารวจข้อมูลเบื้องต้นของโรงเรียนในพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อให้พิจารณา โรงเรียนพร้อมให้ความช่วยเหลือในการประสานงานกับโรงเรียนที่ผู้ปกครองสนใจ หรือหาข้อมูลของโรงเรียนอื่นเพิ่มเติมและในส่วนของหนังสือที่ประกาศถึงศิษย์เก่าโรงเรียนอำนวยศิลป์ธนบุรี ลงท้ายว่า หากท่านใดประสงค์ขอเอกสารจากทางโรงเรียน ขอให้ติดต่อได้ที่ฝ่ายธุรการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ โรงเรียนอำนวยศิลป์ธนบุรี ก่อตั้งเมื่อพ.ศ.2482&amp;nbsp; การมาเปิดที่ฝั่งธนบุรี เนื่องจาก มีผู้ปกครองนำนักเรียนมาขอสมัครเข้าเรียนที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ ปากคลองตลาดจังหวัดพระนคร เป็นจำนวนมาก จนกระทั่งทางโรงเรียนไม่สามารถสนองความต้องการได้ เพราะสถานที่จำกัดขยายออกไปไม่ได้อีก ประจวบด้วยสมัยนั้นทางรัฐบาลมีโครงการตัดถนนริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งจะเข้ามาในแนวโรงเรียนต้องเสียห้องเรียนไปจำนวน 12 ห้องเรียน&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อาจารย์ จิตร&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทังสุบุตร เจ้าของและผู้จัดการโรงเรียนอำนวยศิลป์&amp;nbsp; จึงพิจารณาจัดหาสถานที่สร้างโรงเรียนแห่งใหม่ เพื่อให้นักเรียนมีสถานที่เล่าเรียนเป็นหลักฐาน&amp;nbsp; ประกอบกับช่วงนั้น โรงเรียนหวงหวน ตั้งอยู่ที่เลขที่ 2814 ฐ ถนนสมเด็ดเจ้าพระยาติดถนนท่าดินแดง ตำบลตรอกสารภี กิ่งอำเภอคลองสานของโรงเรียนเดิมและเช่าที่ดินติดกับบริษัท จันทบุรีพาณิชย์ จำกัด ซึ่งอยู่ในความดูแลของพระยามไหสวรรค์สมบัติศิริ เพื่อดำเนินการจัดตั้งโรงเรียนใหม่ โดยกระทรวงศึกษาธิการวางหลักเกณฑ์ไว้ว่าเจ้าของและผู้จัดการ ครู นักเรียนจะต้องเป็นชุดเดียวกันจากโรงเรียนอำนวยศิลป์ และอนุญาตให้เปิดสอนได้ตั้งแต่ประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ทั้งยังกำหนดคุณสมบัติของครูใหญ่ไว้เป็นพิเศษ&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้วยเหตุนี้ โรงเรียนอำนวยศิลป์ธนบุรี จึงได้รับการรองรับวิทยฐานะเทียบเท่าโรงเรียนรัฐบาล ทันทีที่เริ่มการเปิดสอน พร้อมกับโรงเรียนอำนวยศิลป์ที่ตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ. 2469 และได้รับรองวิทยฐานะ เมื่อ พ.ศ. 2475 นับว่าเป็นโรงเรียนราษฏร์แห่งแรกในจังหวัดธนบุรีที่ได้รับการรับรอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120323</URL_LINK>
                <HASHTAG>เลิกกิจการ, โรงเรียนอำนวยศิลป์ธนบุรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211020/image_big_616fd9e55275b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120222</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2021 18:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 18:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศธ. จ่อออกมาตรการเปิดเรียน 1 พ.ย. ร่วมกับสธ. </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ต.ค.64- นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยเรื่องการเปิดภาคเรียนที่ 2 ในวันที่ 1 พฤศจิกายนว่า ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กำลังอยู่ระหว่างการประสานงานกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อวางมาตรการการเปิดเรียนในรูปแบบปกติ เพราะเมื่อรัฐบาลประกาศเปิดประเทศในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ สถานศึกษาก็มีการเปิดเรียนตามไปด้วยเช่นกัน แต่อยากทำความเข้าใจว่าการเปิดเรียนจะต้องอยู่ภายใต้มาตรการที่ปลอดภัยด้านสุขภาพของนักเรียนด้วย ซึ่งการเปิดเรียนอาจจะเปิดไม่พร้อมกันทั้งหมด หรือโรงเรียนบางพื้นที่อาจจัดสลับวันมาเรียน ส่วนการตรวจ ATK ขณะนี้อาจจะไม่นำมาเป็นตัวกำหนดหลักของการเปิดเรียนแล้ว แต่ประเด็นสำคัญคือนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาจะต้องได้รับการฉีดวัคซีนให้ครบโดสทุกคน ซึ่งเบื้องต้นข้อมูลการฉีดวัคซีนของนักเรียนประมาณ ร้อยละ 40 แล้ว โดยการตรวจ ATK อาจจะใช้เฉพาะโรงเรียนในพื้นที่เสี่ยงหรือมีการติดเชื้อในโรงเรียนเกิดขึ้น &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
นางสาวตรีนุช กล่าวต่อว่า ทั้งนี้การจะเปิดเรียนได้หรือไม่คาดว่าจะมีกำหนดมาตรการว่าโรงเรียนใดมีอัตราการฉีดวัคซีนไปแล้วกี่เปอร์เซ็นบ้าง และโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่สีแดงเข้มนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาจะต้องฉีดวัคซีนไปแล้วกี่เปอร์เซนต์เช่นเดียวกัน &amp;nbsp;โดยการเปิดเรียนในรูปแบบปกติจะต้องดูบริบทความเหมาะสมตามสภาพพื้นที่ของโรงเรียนแต่ละแห่ง &amp;nbsp;ซึ่งศธ.อาจจะกำหนดมาตรการกลางของการเปิดเรียนไว้ แต่จะต้องดูข้อปฎิบัตตามศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จังหวัดเชื่อมโยงไปด้วย ซึ่ง ศธ.วางแผนเผชิญเหตุของโรงเรียนเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว อย่างไรก็ตามการฉีดวัคซีนอาจไม่ใช่คำตอบของการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคได้ทั้งหมด แต่เป็นการลดอาการรุนแรงของโรคเท่านั้น ซึ่งมาตรการที่ดีที่สุดคือ การเว้นระยะห่าง การสวมใส่หน้ากาอนามัยตลอดเวลา และการล้างมือทำความสะอาด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120222</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ศธ., #สธ., เปิดเรียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211019/image_big_616eaa5167d83.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120204</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2021 15:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 15:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สพฐ.เตรียมแยก &#039;สำนักวิชาการ&#039; รองรับการจัดตั้ง &#039;สถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้&#039;  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
19 ต.ค.64- นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า ตามที่นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้ลงนามในระเบียบกระทรวงศึกษาธิการเรื่องการเตรียมการจัดตั้งสถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้ พ.ศ.2564 ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบให้มีการเสนอร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ....เข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติของรัฐสภา ซึ่งได้กำหนดให้มีสถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้เป็นหน่วยงานของรัฐในกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีฐานะเป็นนิติบุคคลที่ไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน หรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ และกฎหมายอื่นนั้น เรื่องดังกล่าวยังเป็นเรื่องของอนาคต แต่หากร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ..ได้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ และได้กำหนดโครงสร้างของสถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้ไว้ใน พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวด้วยก็จะมีงานด้านวิชาการที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยตรง ดังนั้นระหว่างนี้ สพฐ.จึงอยู่ระหว่างการเตรียมตัวรอดูว่ารูปแบบของสถาบันพัฒนาหลักสูตรฯจะเป็นอย่างไร เพื่อจะได้วางแผนและเตรียมการโอนย้ายบุคลากร &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ระหว่างนี้ สพฐ.เตรียมความพร้อมแบ่งแยกงานของสำนักวิชาการว่าจะมีงานด้านใดบ้างที่จะต้องไปอยู่กับโครงสร้างใหม่ รวมถึงบุคลากรคนใดที่มีความเชี่ยวชาญ มีความสามารถ และมีความถนัดที่อยากจะออกแบบหลักสูตรการเรียนการสอนประสงค์จะถ่ายโอนไปสังกัดสถาบันพัฒนาหลักสูตรฯเราก็พร้อมปรับอัตรากำลังไปให้ &amp;nbsp;ทั้งนี้เราไม่มีความกังวลอนาคตโครงสร้างของสพฐ.จะเล็กลง เพราะเชื่อว่าเนื้องานของสถาบันพัฒนาหลักสูตรฯยังต้องทำงานเชื่อมโยงข้อมูลกับสพฐ.อยู่ อีกทั้งการมีองค์กรกลางอย่างสถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้ ถือเป็นหน่วยงานที่เกิดขึ้นใหม่ เพื่อเข้ามาพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศ เพราะจะเป็นหน่วยงานที่กำหนดทุกหลักสูตรไม่ใช่แค่การศึกษาขั้นพื้นฐาน&amp;rdquo; เลขาฯ กพฐ.กล่าว &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120204</URL_LINK>
                <HASHTAG>#พ.ร.บ.การศึกษาชาติ, #สพฐ., สถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้, อัมพร พินะสา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211005/image_big_615c0f9250596.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120202</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2021 15:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 15:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมแพทย์แผนไทยย้ำ &#039;นวดกษัย&#039; ต้องไม่สัมผัสอวัยวะเพศ เน้นท้องน้อยแนวเส้นสิขิณีและสุขุมัง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
19ต.ค.64- นพ.ขวัญชัย วิศิษฐานนท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า โรคกษัยหรือโรคนกเขาไม่ขัน (Erectile dysfunction) เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกาย ทำให้อวัยวะเพศชายไม่แข็งตัวเต็มที่ หรือแข็งตัวน้อยกว่าปกติ หรือไม่แข็งตัวเลย มักพบในผู้ชายที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป สาเหตุของการเกิดโรคแบ่งออกเป็น 2 สาเหตุหลัก ๆ คือ 1.เกิดจากความบกพร่องทางร่างกาย เช่น การได้รับอุบัติเหตุที่กระทบกระเทือนกับนระบบประสาทบริเวณหลังส่วนล่างและกระเบนเหน็บ, การมีฮอร์โมนเพศชายต่ำ, มีโรคประจำตัว (โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันและไขมันในเลือดสูง), สูบบุหรี่จัด, &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดื่มแอลกอฮอร์, การแช่น้ำร้อน, การใช้ยาลดความดันโลหิตและยาต้านซึมเศร้า และความเสื่อมตามวัย 2.เกิดจากความบกพร่องทางจิตใจ เช่น ความเครียดและความเหนื่อยล้าจากการทำงาน การตรวจและการวินิจฉัยโรคทางการแพทย์แผนไทยจะอาศัย &amp;nbsp; การซักประวัติและการตรวจร่างกาย ซึ่งจะมีการตรวจบริเวณท้องน้อย กล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง กระเบนเหน็บ กล้ามเนื้อ บ่า &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้นคอ และจะมักพบว่ามีอาการแข็งเกร็ง ส่วนวิธีการนวดรักษาโรคนี้ จะอ้างอิงวิธีการนวดตามตำราการแพทย์แผนไทยพระคัมภีร์โรคนิทานคำฉันท์ 11 ซึ่งจะนวดเกือบทุกส่วนของร่างกาย เช่น กล้ามเนื้อแขน ขา หลัง กระเบนเหน็บ คอ บ่า ไหล่ โดยจะมีจุดเน้นบริเวณท้องน้อยตามแนวเส้นสิขิณีและสุขุมัง (เส้นประธานสิบที่ควบคุมระบบขับถ่ายปัสสาวะ อุจจาระ และ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การหลั่งน้ำอสุจิ) ซึ่งจะไม่มีการนวดหรือสัมผัสบริเวณอวัยวะเพศแต่อย่างใด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การนวดรักษาโรคนี้ควรปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยหรือ ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยประยุกต์ที่อยู่ในสถานพยาบาลภาครัฐหรือเอกชน หรือหมอพื้นบ้านที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานภาครัฐหรือสภาการแพทย์แผนไทยการปฏิบัติตัวให้ห่างไกลจากโรคนี้ คือ ควรงดการสูบบุหรี่ ลด ละ เลิกการดื่มแอลกอฮอล์ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6 - 8 ชั่วโมง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ครบ 3 มื้อ หากิจกรรมผ่อนคลายความเครียด เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ปลูกต้นไม้ ฯ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามโดยตรงได้ที่กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก หมายเลขโทรศัพท์ 0 2149 5678 หรือช่องทางออนไลน์ที่เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/dtam.moph และ ไลน์แอดกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก line@DTAM&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120202</URL_LINK>
                <HASHTAG>#นวดกษัย, กรมการแพทย์แผนไทย, นพ.ชวัญชัย วิศิษฐานนท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211019/image_big_616e823a762b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120198</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2021 15:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 15:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ชักยุ่ง&#039; เอกชัย&#039;จี้คุรุสภากำหนดเวลาปรับปรุงพัฒนาการสอบวิชาเอกให้ชัดเจน เผยมีคนสอบผ่านแล้วร้องเรียน ให้เยียวยา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19ต.ค.64 - นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) กล่าวว่า ตามที่คณะกรรมการคุรุสภา มีมติให้ยกเลิกสอบวิชาเอก ในการทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เนื่องจากการสอบวิชาเอกยังต้องมีการปรับปรุงและพัฒนาอีกมากนั้น ตนมองว่าในเรื่องนี้เราควรจะต้องคำนึงถึงผลที่ตามมาด้วย ว่า จะรักษามาตรฐานวิชาชีพและคุณภาพของครูไว้ได้อย่างไร หากเลื่อนหรือยกเว้นการสอบวิชาเอกออกไปตามที่มติ แต่ไม่มีกำหนดเวลาชัดเจนว่าจะให้สอบเมื่อไรปีไหน และยังการไม่มีกำหนดให้ชัดเจนแบบนี้ ตนมองว่าอาจจะสร้างปัญหาในอนาคต ดังนั้นเรื่องนี้คุรุสภาต้องมีการกำหนดระยะเวลาที่จะจัดสอบวิชาเอกสำหรับผู้ที่เข้าศึกษาให้แน่นอนว่าจะต้องสอบวิชาเอกในปีไหน เพื่อไม่เป็นการสร้างความสับสนให้กับผู้เรียนหลักสูตรครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ เพราะหากปล่อยให้เกิดช่องว่างโดยเฉพาะไม่ทราบว่าปีใดจะต้องสอบวิชาเอก และหากไปกำหนดว่าต้องทดสอบวิชาเอก &amp;nbsp;ก็อาจจะมีผู้เรียนตั้งคำถามขึ้นมาอีก ว่า ทำไมจึงต้องเริ่มสอบวิชาเอกที่รุ่นของตน และถูกมองว่ามีความเป็นธรรมหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมมองว่ามติใดๆ ที่ออกมา จะต้องคำนึงถึงผลกระทบดังกล่าวด้วย ว่า จะสร้างปัญหาความไม่เท่าเทียมในสิทธิที่จะได้ใบประกอบวิชาชีพให้เกิดขึ้น หรือ หากจะเยียวยาให้ผู้เข้าสอบทุกคนมีสิทธิ์ได้ใบประกอบวิชาชีพก็ยิ่งเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของวิชาชีพครู ที่ว่าเป็นวิชาชีพชั้นสูงต้องมีความรู้ความสามารถในศาสตร์การสอน ศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นครู และเนื้อหาวิชาเอกที่จะต้องไปทำหน้าที่สอน อย่างไรก็ตาม คุรุสภาจะต้องมีความชัดเจนด้วย ว่า ผู้ที่สอบไปแล้วกลุ่มไหนจะสามารถได้รับใบอนญาตฯ ทันที เพราะขณะนี้ผมได้รับขอร้องเรียนจากกลุ่มผู้ที่สอบวิชาเอกผ่าน เช่น เตรียมสอบวิชาเอก จึงทำให้ไม่ได้เตรียมความพร้อมในการสอบวิชาชีพครูมากพอ ทำให้สอบไม่ผ่านในส่วนของวิชาชีพครูจึงต้องการที่จะขอรับการเยียวยาด้วย เพราะวิชาเอกที่สอบผ่าน ได้มีการยกเลิกไปแล้ว เป็นต้น&amp;quot;ประธาน กมว.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเอกชัย กล่าวต่อว่า ในฐานะประธาน กมว. ตนคิดว่ามาตรฐานวิชาชีพวิชาชีพครู ใบประกอบวิชาชีพครูล้วนมีเป้าหมายสำคัญ เพื่อให้ได้คนคุณภาพผ่านกระบวนการคัดกรองความรู้ ความสามารถอย่างแท้จริงมาเป็นครู หวังว่าการมีมติยกเลิกสอบวิชาเอกของคณะกรรมคุรุสภาจะเป็นการชั่วคราวเท่านั้น เพราะหากปล่อยให้ดำเนินการตามความพร้อม และต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปีจะยิ่งมีปัญหาคุณภาพครู ที่จะไปทำหน้าที่สอนตามหลักสูตรฐานสมรรถนะหรือหลักสูตรที่จะเปลี่ยนแปลงในอนาคต เพราะหากครูขาดความรู้ความสามารถในเนื้อหาวิชาเอกอย่างแท้จริง ก็อาจจะมีปัญหาในเรื่องการแนะนำ เสริมสร้าง หรือ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมให้กับผู้เรียนได้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120198</URL_LINK>
                <HASHTAG>#คุรุสภา, กมว., คั๋วครู, นายเอกชัย กี่สุขพันธุ์, สอบวิชาเอกครู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210406/image_big_606c26b3b83ec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120196</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2021 14:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 14:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กลุ่มสหพันธ์ นศ.แพทย์ฯ ยื่น7ข้อ เดินสาย3กระทรวง &#039;อว.-ศธ.-สธ.&#039;พิจารณาการจัดสรรและฉีดวัคซีนโควิด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ต.ค.64 - เมื่อเวลา 13.30 น. ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กลุ่มสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแพทย์แห่งประเทศไทย ในพระอุปถัมภ์ฯ ได้เดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียน เรื่อง ข้อเรียกร้องและข้อเสนอแนะต่อการจัดสรรวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ถึงนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ลงเลขรับ 3004&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยตัวแทนกลุ่มสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแพทย์แห่งประเทศไทย ในพระอุปถัมภ์ฯ กล่าวว่า เนื่องด้วยสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนรวมถึงระบบการศึกษาที่ต้องปรับเปลี่ยน ทั้งการเรียนปรับเป็นแบบออนไลน์ การฝึกปฏิบัติงานและการทําปฏิบัติการต้องถูกงดหรือปรับเปลี่ยน ส่งผลให้ประสิทธิภาพการเรียนรู้ลดลง รวมถึงยังมีนักเรียนนักศึกษาบางส่วน ที่ขาดปัจจัยที่จําเป็นต่อการเรียนออนไลน์ ทําให้โดยภาพรวมแล้วการเรียนออนไลน์ขาดประสิทธิภาพอย่างมาก ซึ่งเมื่อนักเรียนและนิสิต นักศึกษาจบการศึกษาจากระบบที่ไม่มีคุณภาพ ย่อมส่งผลให้ประชากรวัยทํางานรุ่นใหม่ที่เป็นกําลังสําคัญในการพัฒนาประเทศ มีคุณภาพด้อยกว่าที่ควรจะเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้วย ดังนั้น ทางกลุ่มของตนซึ่งเป็นตัวแทนนิสิตนักศึกษาแพทย์ จากโรงเรียนแพทย์ทั้ง 24 สถาบันทั่วประเทศ จึงขอยื่นข้อเรียกร้องและข้อเสนอแนะให้หน่วยงานของศธ.ดังนี้ &amp;nbsp;1.ขอเรียกร้องให้เร่งนําเข้าวัคซีนประสิทธิภาพสูงที่สามารถป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 ครอบคลุมทุกสายพันธุ์ เข้ามาในประเทศไทยโดยอ้างอิงตามหลักฐานที่ถูกต้องตามหลักวิชาการและได้รับการยอมรับในระดับสากลให้ได้ จํานวนมากพอที่จะทําให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd immunity) 2.ขอเรียกร้องให้กระจายวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่มีประสิทธิภาพสูงให้แก่นักเรียนนักศึกษาอย่างทั่วถึง และโปร่งใสตรวจสอบได้ 3.ขอเรียกร้องให้มีการจัดสรรวัคซีนให้กับนิสิตนักศึกษาทุกสาขาวิชาที่ต้องมีการฝึกปฏิบัติงานหรือการทําปฏิบัติการ ที่จําเป็นต่อหลักสูตรในระดับอนุปริญญาและปริญญาตรี รวมถึงนักเรียนอาชีวศึกษา 4.ขอเสนอแนะให้มีการจัดสรรวัคซีนให้กับบุคลากรทุกคนในสถานศึกษาเช่นครูอาจารย์นักการภารโรง เป็นต้น เพื่อให้สถานศึกษาสามารถเปิดทําการได้อย่างปลอดภัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5.ขอเสนอแนะให้ระงับการกระจายวัคซีนที่ยังไม่มีผลการศึกษาที่แน่ชัดในเยาวชนอายุ 3-17 ปีให้แก่นักเรียน 6.ขอเรียกร้องให้มีการตรวจสอบการเซ็นยินยอมให้นักเรียนรับวัคซีนที่ยังไม่มีผลการศึกษาที่แน่ชัดในเยาวชน อายุ 3-17 ปี ว่าไม่มีการบังคับหรือนําเงื่อนไขใด ๆ มาโน้มน้าวให้ผู้ปกครองยินยอม มีการให้ข้อมูลการรับวัคซีน ที่ครบถ้วนชัดเจน อีกทั้งนักเรียนผู้เข้ารับการทดลองรับทราบถึงความเป็นกลุ่มทดลองและยินยอมรับวัคซีนดังกล่าวด้วยตนเอง 7.ขอเสนอแนะให้ศธ.ให้ข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพและผลข้างเคียงของวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ถูกต้อง ชัดเจน ครบถ้วนแก่นักเรียนและผู้ปกครอง เพื่อลดความกังวลหรือความเข้าใจผิดที่มี ต่อการรับวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ทั้งนี้กลุ่มของเราได้เดินทางไปยื่นหนังสือดังกล่าวที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มาแล้ว และเราจะเดินทางไปยื่นที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่บริหารจัดการวัคซีนต่อไป โดยเราขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกแห่งพิจารณาข้อเรียกร้องและข้อแนะนําดังกล่าวเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหา ในส่วนที่อยู่ในความรับผิดชอบของท่านอย่างเร็วที่สุดโดยคํานึงถึงประโยชน์สูงสุดของนักเรียน นิสิตนักศึกษา และประชาชน เป็นสําคัญ&amp;quot;ตัวแทนสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแพทย์ฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120196</URL_LINK>
                <HASHTAG>#วัคซีนโควิด, สหพันธ์นักศึกษษแพทย์แห่งประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211019/image_big_616e7379c976a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120082</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2021 15:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2021 15:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ตรีนุช&#039; เผย 1 พ.ย.เปิดเทอมแน่ แต่อาจจะ ไม่พร้อมกันทุกแห่ง   ฉีดวัคซีนนร.เดือนต.ค.ยังไม่ถึง 50%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
18ต.ค.64- นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการฉีดวัคซีน Pfizer ให้แก่นักเรียนอายุ 12-18 ปี ว่า ภาพรวมการฉีดวัคซีนขณะนี้มีนักเรียนทยอยแจ้งประสงค์ขอฉีดวัคซีนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งยังไม่พบรายงานว่ามีนักเรียนได้รับผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน ส่วนครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ยังรับวัคซีนไม่ครบประมานกว่า 1 แสนคนจะเร่งดำเนินการฉีดควบคู่ไปพร้อมกับนักเรียน สำหรับการเปิดภาคเรียนที่ 2 ในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะมีมาตรการร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพราะบริบทของโรงเรียนมีความแตกต่างกันมีทั้งโรงเรียนขนาดใหญ่ กลางและ เล็ก ดังนั้นอาจไม่ได้เปิดภาคเรียนแบบ On Site พร้อมกันทุกแห่ง แต่จะมีมาตรการสลับวันมาเรียน ทั้งนี้เมื่อเปิดเรียนแล้วขอให้สถานศึกษาทุกแห่งปฏิบัติการตามมาตรการของ สธ.อย่างเคร่งครัด เช่น เว้นระยะห่าง สวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) กล่าวว่า ตั้งแต่เปิดให้มีการฉีดวัคซีน Pfizer ให้แก่เด็กนักเรียน นักศึกษา ทุกสังกัดที่มีอายุระหว่าง 12-18 ปี ตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา ข้อมูลวันที่ 17 ตุลาคม 2564 พบว่า มีนักเรียนที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 แล้ว จำนวน 1,106,202 คน และคาดว่าจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่คงจะไม่ได้ร้อยละ 50 ของจำนวนเด็กที่ลงทะเบียน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สำหรับปัจจัยที่ทำให้ฉีดวัคซีนไฟเซอร์แก่เด็กนักเรียนไม่เป็นไปตามเป้าหมายนั้น เนื่องจากส่วนหนึ่งเกิดจากการเข้ามาช้าของวัคซีน ซึ่งตอนนี้เข้ามาเพียงสัปดาห์ละ 1.5 ล้านโดสเท่านั้น และไม่แน่ใจกระบวนการจัดสรรหรือการจัดส่งทำให้บางจังหวัดอาจจะไม่ได้รับวัคซีนตามวัน เวลาที่กำหนด รวมถึงมีความเข้าใจผิดในบางเรื่อง เช่น ทางสาธารณสุขเข้าใจว่านักเรียนอายุ 18 ปีตามบัญชีรายชื่อไม่ต้องฉีดไฟเซอร์ก็ได้ ซึ่งอยากขอความกรุณาให้มั่นใจตรงกันว่าต้องฉีดวัคซีนไฟเซอร์ตามบัญชีรายชื่อที่ศธ.และสธ. ดำเนินการร่วมกัน นอกจากนั้น สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการฉีดวัคซีนให้แก่นักเรียน นักศึกษาไม่ถึง 3 หมื่นคน อีกทั้งมีนักเรียนบางกลุ่มได้มีการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ไปก่อนหน้านี้ก็ยังไม่ได้ระบุข้อมูล หรือมีนักเรียนบางกลุ่มไปฉีดวัคซีนในโครงการอื่นๆ บ้างแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ส่วนกรณีที่เด็กนักเรียนที่จบ ม.6 แล้ว และไม่ได้ศึกษาต่อทำให้ไม่ได้อยู่ในระบบของโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัย ซึ่งเด็กกลุ่มนี้ส่วนใหญ่อายุเกิน 18 ปี สามารถเข้ารับวัคซีนได้เหมือนประชาชนทั่วไป ขณะที่นักเรียนเรียนโฮมสคูล นักเรียนสามารถแจ้งไปศึกษาธิการจังหวัดหรือสามารถขอขึ้นทะเบียนรับวัคซีนได้ที่สถานพยาบาลใกล้บ้านได้ อย่างไรก็ตาม เราได้กำหนดเป้าหมายไว้ ว่า จะฉีดวัคซีนให้แก่เด็กในเข็มแรกตามจำนวนเด็กที่ลงทะเบียนได้ครบ ใน 3 สัปดาห์แรก แต่ตอนนี้ต้องยอมรับว่ายังไม่ครบ และคาดว่าจะครบใน 4 สัปดาห์ ซึ่งเรื่องการฉีดวัคซีนไม่เกี่ยวกับการเปิดเทอม 2/2564 เพราะหากสถานศึกษาไหนยังไม่พร้อมก็สามารถเรียนในรูปแบบออนไลน์ หรือรูปแบบอื่นๆ ที่เหมาะสมกับโรงเรียนได้ และจังหวัดได้ อย่างไรก็ตามเร็วๆ นี้ ศธ.จะหารือร่วมกับสธ.อีกครั้งในการฉีดวัคซีนให้แก่ครู และเร่งการฉีดวัคซีนให้แก่เด็ก&amp;rdquo; นายสุภัทร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุภัทร กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีการเปิดประเทศในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 นี้ ตามหลักของ ศธ.ในการประสานไปยังสาธารณสุขเพื่อฉีดวัคซีนให้แก่เด็กและครูนั้น เริ่มแรกไม่ได้มีการกำหนดจังหวัด แต่ต้องการปูพรมให้ฉีดทั้งประเทศ ทว่าด้วยข้อจำกัดในหลายอย่าง จึงกำหนดให้มีการฉีดในพื้นที่สีแดงเข้ม 29 จังหวัดก่อน เพราะฉะนั้น จากที่ตนดู ตอนนี้เข็มแรกจะฉีดแล้วเสร็จประมาณเดือนตุลาคม หรือนานกว่านั้น และคาดว่าจะฉีดวัคซีนเข็ม 2 ได้ในสิ้นเดือนพฤศจิกายน จากกำหนดเดิมคาดว่าวันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 ทั้งนี้ขอยืนยัน ว่า วัคซีนมีเพียงพอ แต่อาจจะจัดสรรทยอยไปเรื่อยๆ และไม่ตรงกันที่คาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ตนยังต้องการที่จะเชิญชวนผู้ปกครอง ควรฉีดวัคซีนให้ครบ เพราะหากรอบๆ ตัวเด็กมีแต่คนที่ฉีดวัคซีนแล้ว ก็จะทำให้เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ปลอดภัยจากโควิด-19
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120082</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ตรีนุช เทียนทอง, #เปิดเทอม, ฉีดวัคซีนนักเรียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211018/image_big_616d29219e2cd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120080</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2021 15:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2021 14:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปลัด อว.เผยมาตรการ &#039;ลดค่าเทอม&#039; ช่วยนักเรียนรร.สาธิตตั้งแต่อนุบาล 1 ถึง ม. 6 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18ต.ค.64-นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ปลัด อว.) กล่าวว่า ขณะนี้ อว.ดำเนินการได้ตามแผนให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของนักเรียนและผู้ปกครองตามนโยบายรัฐบาล จากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ในส่วนของนักเรียนในสังกัด อว. ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติงบประมาณให้ อว. ดำเนินการ เพื่อช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัยต่างๆ และและนักเรียนระดับก่อนปริญญา รายละ 2,000 บาท ในสถานศึกษา จำนวน 108 แห่งนั้น โดยตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2564 จนถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2564 อว.ได้อนุมัติงบประมาณให้กับสถาบันอุดมศึกษาครบถ้วนทุกแห่งแล้ว มีนักเรียนได้รับความช่วยเหลือจำนวนทั้งหมด 79,390 คน เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 158,780,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มาตรการช่วยเหลือด้านการศึกษา ด้วยการลดค่าเทอมทั้งในส่วนนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยภาครัฐและเอกชน และการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายสำหรับนักเรียนในโรงเรียนสาธิตและสถาบันอุดมศึกษารูปแบบต่างๆ ในระดับก่อนปริญญาตรีหรือเทียบเท่า เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด และจะสามารถดำเนินการได้เสร็จสิ้นครบถ้วนภายในสิ้นเดือนตุลาคมนี้ ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญในการบรรเทาผลกระทบของทุกกลุ่มเป้าหมาย และพร้อมที่จะขับเคลื่อนให้การศึกษาไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้ แม้ในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;rdquo;ปลัด อว. กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120080</URL_LINK>
                <HASHTAG>#อว., ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล, เงินเยียวยานักศึกษามหาวิทยาลัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211018/image_big_616d252b82fe3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120079</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2021 14:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2021 14:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มอบเงินเยียวยาครูเสียชีวิตความไม่สงบชายแดนใต้ &#039;แม่ครูจูหลิง&#039;บอกครูมาเข้าฝันอยากให้ได้เงินเยียวยา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18ต.ค.64- นายกฯ กล่าวสดุดีครูวีรชน พร้อม เร่งดำเนินการมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาให้แก่ทายาทครูผู้เสียชีวิตรายอื่นๆ ด้าน &amp;quot;แม่ครูจูหลิง&amp;quot; เชื่อ ครูจูหลิง หมดห่วง เผย ก่อนหน้านี้เข้าฝันญาติว่าอยากให้พ่อกับแม่ได้รับเงินเยียวยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่โรงเรียนอนุบาลดอยหลวง จ.เชียงราย - กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จัดพิธีมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้เสียชีวิตอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ &amp;ldquo;ครูจูหลิง ปงกันมูล&amp;rdquo; โดยมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมทั้งกล่าวผ่านวิดีโอคอนเฟอร์เรนท์จากทำเนียบรัฐบาลส่งสารสดุดีครูวีรชนตอนหนึ่งว่า เป็นเวลากว่า 14 ปีแล้วที่เราต้องสูญเสียบุคลากรที่มีคุณภาพอย่างครูจูหลิง ซึ่งครูจูหลิงเป็นครูผู้มีอุดมการณ์ช่วยเหลือลูกศิษย์เป็นความเสียสละที่ยิ่งใหญ่สมควรได้รับการยกย่องให้เป็นแม่พิมพ์ของชาติ โดยในวันนี้ ศธ.ได้มอบเงินช่วยเหลือเยียวยาให้แก่บิดา มารดา ของครูจูหลิง ปงกันมูล จำนวน 2,742,000 บาท ในส่วนรายที่เหลือจะเร่งดำเนินการมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาให้แก่ทายาทผู้เสียชีวิตในลำดับต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า การมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาดังกล่าว เพื่อมอบเงินให้แก่ทายาทของครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เสียชีวิตจากความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยระหว่างปี&amp;nbsp;2547-2556&amp;nbsp;มีครูถูกกลุ่มผู้ก่อเหตุความรุนแรงทำร้ายจนเสียชีวิต 162 ราย พิการ 9 ราย รวม 171 ราย ซึ่งหนึ่งในจำนวนนี้มี ครูจูหลิง ปงกะนมูล ครูสอนวิชาศิลปะ โรงเรียนบ้านกูจิงลือ จ.นราธิวาส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จากการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของครูและบุคลากรทางการศึกษาส่งผลมิตคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2556 เห็นชอบสวัสดิการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้เสียชีวิตย้อนหลังไปถึงวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2547 โดยให้ ศธ.จัดสรรงบประมาณในการช่วยเหลือเยียวยารายละไม่เกิน 4 ล้านบาท โดยให้หักลบจากเงินเยียวยาที่เคยได้รับไปแล้ว และให้ ศธ.จัดสวัสดิการด้านอื่นๆ ให้ได้มาตรฐานใกล้เคียงกับส่วนราชการต่างๆ ด้วย นอกจากนี้ ศธ.ได้ดำเนินการติดตามเร่งรัดให้ความช่วยเหลือเยียวยาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา/ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เสียชีวิตมาโดยตลอด โดยได้นำเสนอคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (คปต.) และสำนักงบประมาณขอจัดตั้งงบประมาณช่วยเหลือเยียวยาครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งต่อมากรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง อนุมัติให้ ศธ.จ่ายเงินให้ผู้ได้รับผลกระทบได้วันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ.2564 ศธ.จึงออกประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์การจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้เสียชีวิตที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และอนุมัติจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ รอบที่ 1 จำนวน 14 ราย เป็นเงินทั้งสิ้น 37,182,000 บาท ทั้งนี้ครูจูหลิงจะได้รับเงินเยียวยา จำนวน 2,742,000 บาท และจะดำเนินการมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาให้แก่ทายาทผู้เสียชีวิตอีก 13 ราย จำนวน 34,440,000 ภายในเดือนตุลาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางคำมี ปงกัมมูล มารดาครูจูหลิง กล่าวว่า ตนรู้สึกดีใจมากที่ทางกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้มอบเงินช่วยเหลือเยียวยาครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้เสียชีวิตอันเนื่องจากเหตุการณ์ไม่สงบชายแดนภาคใต้ จำนวน 2,742,000บาท ซึ่งเงินเยียวยาก้อนสุดท้ายที่จะได้รับ โดยตนจะใช้เงินก้อนนี้ ในการดูแลรักษานายสูน ปงกันมูล ซึ่งเป็นบิดาของครูจูหลิง และเป็นผู้ป่วยติดเตียงจากอาการเส้นเลือดในสมองแตก ที่จะมีค่ารักษาพยาบาลประจำทุก 3 เดือน ครั้งละ 7,000-10,000 บาท และตอนนี้ทางครอบครัวไม่มีรายได้จากทางอื่น เพราะครอบครัวเรามีกันอยู่ 3 คน พ่อ แม่ ลูก เมื่อลูกจากไป ทำให้ครอบครัวเหลือกัน 2 คน และก่อนหน้านี้แม่ต้องขายที่สวนยาง เพื่อนำเงินมาผ่าตัดพ่อที่เส้นเลือดในสมองแตกจำนวนหลักแสนบาท ฉะนั้นเงินเยียวยาในครั้งนี้ จะถือเป็นเงินก้อนสำคัญในการดูแลรักษาคุณพ่อและครอบครัวต่อไป และแม้ตนจะเสียใจที่ครูจูหลิง ลูกสาวคนเดียวและความหวังของครอบครัวปงกันมูลจะเสียชีวิตจากเหตุการณ์ไม่สงบชายแดนใต้ แต่ก็ดีใจและภาคภูมิใจที่ลูกได้ทำหน้าที่ครูคอยดูแลเด็กๆ อย่างเต็มภาคภูมิ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;คิดว่าการได้รับเงินครั้งนี้ จูหลิงรับรู้และดีใจที่แม่และพ่อได้รับเงินก้อนนี้ เนื่องจากก่อนหน้านี้จูหลิงได้ไปเข้าฝันญาติว่าอยากให้พ่อกับแม่ได้รับเงินเยียวยาไว เพราะส่งสารพ่อแม่ ซึ่งการรับเงินครั้งนี้ คงทำให้จูหลิงหมดห่วงได้บ้าง และที่สำคัญ ทุกคนยังไม่เคยลืมจูหลิง มีการจัดงานระลึกต่อเนื่องทุกปีวันที่ 8 มกราคม ที่หอศิลป์ครูจูหลิง แม้ปีนี้จะงดจัดกิจกรรม เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 แต่ก็ได้มีการทำบุญให้&amp;quot;นางคำมี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120079</URL_LINK>
                <HASHTAG>#นายกรัฐมนตรี, ครูจูหลิง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211018/image_big_616d23281fae6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
