<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119925</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/10/2021 20:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2021 08:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ค่า PM2.5 ใหม่ของ WHO จุดท้าทายที่ไทยต้องไต่ระดับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศ&amp;ldquo;เกณฑ์แนะนำคุณภาพอากาศ (Air Quality Guidelines: AQGs) &amp;rdquo;ฉบับใหม่เป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี โดยปรับระดับเกณฑ์แนะนำคุณภาพอากาศใหม่เข้มงวดขึ้นกว่าเดิม &amp;nbsp;เพิ่มมาตรฐานการกำหนดค่าเฉลี่ยรายปี ของฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 อยู่ที่ 5ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จากดิม 10 มคก./ลบ.ม. &amp;nbsp;และค่าเฉลี่ยราย 24ชั่วโมงของฝุ่น PM 2.5 ที่ 15 มคก./ลบ.ม. ลดจากเดิมที่กำหนดไว้ที่ 25 มคก./ลบ.ม.

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ก่อนหน้านี้ WHOได้จัดทําและนำเสนอเกณฑ์แนะนำคุณภาพอากาศ เพื่อเป็นมาตรฐานสำหรับการลดผลกระทบมลพิษทางอากาศที่มีต่อสุขภาพมวลมนุษยชาติ ตั้งแต่ปี 2530 &amp;nbsp;และมีการทบทวนเป็นระยะ ในปี 2540 และปี 2548 จนมาถึงการปรับแก้เกณฑ์ครั้งล่าสุด&amp;nbsp;

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับเกณฑ์แนะนำปี 2564 ที่เพิ่งออกมานั้น ดร.อุมา ราชรัฐนาม &amp;nbsp;ตัวแทนจากองค์การอนามัยโลก ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าวในงานประชุมเสวนาออนไลน์ ในหัวข้อ&amp;ldquo;ประเทศไทยไปทางไหนต่อเกณฑ์แนะนำคุณภาพอากาศใหม่ของ WHO &amp;rdquo; ว่า เกณฑ์ใหม่ WHO จัดทำขึ้นอ้างอิงจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพื่อระบุระดับคุณภาพอากาศ &amp;nbsp;ซึ่งจำเป็นในการปกป้องสุขภาพของประชาชนทั่วโลก &amp;nbsp;โดยให้คำแนะนำเกี่ยวกับระดับคุณภาพอากาศสำหรับฝุ่น PM2.5, ฝุ่น PM10,โอโซน (O3), ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2), ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2)และคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ทั้งยังให้เป้าหมายระหว่างทาง (Interim Target: IT)เพื่อเป็นทางเลือกสําหรับกําหนดเป้าหมายทางนโยบายในการจัดการคุณภาพอากาศกรณี ที่ยังไม่สามารถดําเนินงานให้คุณภาพอากาศบรรลุตามคำแนะนําของ WHO ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.อุมาระบุเกณฑ์นี้ให้แนวปฏิบัติสำหรับการตัดสินใจกำหนดมาตรฐานและเป้าหมาย ซึ่งมีผลผูกพันทางกฎหมายในการจัดการคุณภาพอากาศรวมถึงเป็นเครื่องมือในการออกแบบมาตรการที่มีประสิทธิภาพเพื่อลดมลพิษอากาศ และปกป้องสุขภาพของมนุษย์

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; การจัดทำ AQGsฉบับใหม่อ้างอิงหลักฐานและข้อมูลซึ่งปรากฏชัดเจนมากขึ้นว่า นับตั้งแต่ปี 2548มลพิษอากาศส่งผลต่อสุขภาพด้านต่างๆทั้งยังมีข้อมูลเชิงลึก แหล่งที่มาการปล่อยมลพิษและการมีส่วนของมลพิษอากาศต่อภาระโรคภัยในระดับโลก &amp;nbsp;เกณฑ์ใหม่ยังให้แนวปฏิบัติช่วยจัดการอนุภาคขนาดเล็กจากพายุฝุ่นหรือพายุทราย, ผงฝุ่นเขม่าดำ/ธาตุคาร์บอน และอนุภาคละเอียดพิเศษ &amp;nbsp;รวมทั้ง การจัดการอนุภาคฝุ่นละอองขนาดเล็ก ฝุ่น PM &amp;nbsp;บางประเภทซึ่งยังมีหลักฐานไม่เพียงพอ &amp;nbsp;ที่จะหาระดับแนวทางคุณภาพอากาศเชิงปริมาณ แต่ชี้ให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องด้านสุขภาพ &amp;ldquo; &amp;nbsp;ดร.อุมาให้ข้อมูล

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้แทน WHO ย้ำสถานการณ์มลพิษอากาศที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้เลวร้ายกว่าที่คาดคิด ในแต่ละปีมีประชาชนทั่วโลกต้องเสียชีวิตก่อนวัยมากถึง 7 ล้านคนทั้งจากโรคไม่ติดต่อ (NCDs)และผลกระทบจากมลพิษอากาศในสิ่งแวดล้อมและในครัวเรือนมากกว่า 2ล้านคนเกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประเทศที่มีรายได้ต่ำและรายได้ปานกลางได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการใช้พลังงานฟอสซิล ซึ่งก่อมลพิษมาก

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบันมลพิษอากาศเป็นภัยคุกคามด้านสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดต่อสุขภาพของมนุษย์ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเธอบอกว่าแม้ปัจจุบันคุณภาพอากาศจะค่อยๆ ดีขึ้นในประเทศที่มีรายได้สูงแต่ความเข้มข้นของสารก่อมลพิษยังคงเกินมาตรฐาน โดยในปี 62 พบว่าประชากรโลกมากกว่าร้อยละ 90 อาศัยอยู่ในพื้นที่ ซึ่งมีความเข้มข้นฝุ่น PM2.5เกินมาตรฐาน 10 มคก./ลบ.ม. ของ WHOขณะที่ระดับความเข้มข้นสูงของไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2)ในพื้นที่เอเชียตะวันออก ตะวันออกกลาง อเมริกาเหนือและยุโรปส่วนใหญ่สะท้อนถึงการปล่อยมลพิษจากเครื่องยนต์สันดาป
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; ในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลางส่วนใหญ่คุณภาพอากาศลดลงจากการขยายตัวของเมืองในวงกว้างและการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนใหญ่อาศัยการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างไม่มีประสิทธิภาพ จากการศึกษาของ WHO พบว่า 30 ปีที่ผ่านมา แม้จะมีปรับปรุงคุณภาพอากาศในบางภูมิภาคแต่จำนวนผู้เสียชีวิตและการสูญเสียปีสุขภาพดี (Healthy Life Years) กลับเพิ่มขึ้น&amp;quot;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.อุมากล่าวด้วยว่าเกณฑ์แนะนำคุณภาพอากาศใหม่นี้สามารถใช้เป็นเครื่องมือการปฏิบัติอิงหลักฐานสำหรับผู้มีอำนาจตัดสินใจร่างกฎหมายและนโยบายเพื่อลดระดับมลพิษอากาศ และลดภาระด้านสุขภาพที่เกิดจากการสัมผัสมลพิษอากาศทั่วโลกทั้งยังสามารถช่วยปรับปรุงมาตรฐานและเพิ่มรายชื่อมลพิษอากาศอีกด้วยประเทศไทยเผชิญมลพิษทาง PM2.5ระดับเกินกว่าค่าแนะนำคุณภาพอากาศของ WHO &amp;nbsp;อย่างไรก็ตามมีความตื่นตัวต่อวิกฤตฝุ่นพิษเป็นโอกาสที่จะทำให้คุณภาพอากาศของประเทศดีขึ้น ที่ผ่านมามีการเรียกร้องให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและกรมควบคุมมลพิษ (คพ.)ยกระดับมาตรฐานคุณภาพอากาศของไทยให้เข้มข้นขึ้นเพื่อปกป้องชีวิตประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในมุมมอง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อรรคพล &amp;nbsp;เจริญชันษา&amp;nbsp;อธิบดีกรมควบคุมมลพิษกล่าวเวทีเดียวกันว่า&amp;nbsp;ประเทศไทยให้ความสำคัญกับปัญหามลพิษทางอากาศมาตลอด ปี&amp;nbsp; 2562 &amp;nbsp;ผลักดันสู่วาระแห่งชาติ และขับเคลื่อนการแก้ปัญหาจนถึงปัจจุบันมีทิศทางและโครงสร้างการแก้ปัญหาที่ชัดเจนขึ้นบูรณาการการแก้ไขปัญหาภายใต้ศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศทุกกระทรวงรับแผนไปปฏิบัติการมากขึ้นแนวโน้มดีขึ้นเมื่อเทียบกับจุดความร้อนที่เกิดขึ้น แม้ค่าเฉลี่ยราย 24 ชม.และรายปี ของฝุ่น PM2.5 จะยังไม่น่าพึงพอใจ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; มีหลายพื้นที่มลพิษ&amp;nbsp;PM2.5&amp;nbsp;&amp;nbsp;สูงเกินเกณฑ์ พื้นที่ในเมืองสถานการณ์คุณภาพอากาศยังน่าห่วงจากการจราจร ปัญหา &amp;nbsp;ควันดำ&amp;nbsp;ปีนี้ปรับค่ามาตรฐานให้ต่ำลง และส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าควบคู่กันจะเป็นจุดเปลี่ยนในเมือง&amp;nbsp;&amp;nbsp;ส่วนพื้นที่นอกเมืองและพื้นที่เกษตรมีความท้าทายในการควบคุมเผาในที่โล่งแม้จะมีผลสำเร็จแก้เผาไร่อ้อยลดลง 70&amp;nbsp;%&amp;nbsp;แต่ยังมีพื้นที่เกษตรที่พึ่งพาการเผาโดยเฉพาะในป่า ปีนี้ คพ.กำหนดในแผนเฉพาะกิจให้ท้องถิ่นจัดแผนและงบฯแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่เพิ่มอนาคตวางแผนให้ท้องถิ่นนำค่าเฉลี่ยคุณภาพอากาศเป็นตัวชี้วัดระดับพื้นที่&amp;nbsp;ส่วนปัญหาหมอกควันข้ามแดนจะทำอย่างไรให้มีตัวชี้วัดชัดเจนร่วมกันในระดับภูมิภาคอาเซียน &amp;ldquo; นายอรรคพล กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กรณี WHO คลอดมาตรฐานใหม่ อธิบดี คพ. กล่าวว่ามาตรฐานควรมีความเหมาะสมกับมาตรการที่เดินไปพร้อมกัน รัฐบาลมีคณะกรรมอนุกรรมการกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศทั่วไปภายใต้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พร้อมรับฟังความคิดเห็นและนำเกณฑ์ใหม่เป็นเป้าหมายสูงสุดที่ไทยจะต้องไปให้ได้ ต้องปรับมาตรการในแต่ละพื้นที่การปรับมาตรฐานจะต้องไม่ให้เกิดความตระหนกและไม่ให้เกิดอุปสรรคในการดำเนินการตามมาตรการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องพูดคุยกันหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับไทยในสถานการณ์ปัจจุบัน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน พันศักดิ์ ถิรมงคล&amp;nbsp; ผู้อำนวยการกองจัดการคุณภาพและเสียง คพ.กล่าวว่า&amp;nbsp;ปัญหา PM2.5 จะเกิดขึ้นทุกปี พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีวิกฤตหนักระหว่างเดือน พ.ย.- ก.พ เมื่อเปรียบเทียบจำนวนวันที่ PM 2.5มีค่าเกินมาตรฐาน ปี 2563 กับปี 2564 ลดลงร้อยละ 9 ขณะที่ภาคเหนือ 17จังหวัด วิกฤตระหว่างเดือน ม.ค. - พ.ค.เมื่อเปรียบเทียบจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานปี 63 กับปี 64 ลดลงร้อยละ 8ส่วนจุดความร้อนเปรียบเทียบภาพของรวมของประเทศไทยปี 63 กับ ปี64ลดลงร้อยละ 50 ส่วนจุดความร้อนจังหวัดภาคเหนือลดลงร้อยละ 52รัฐบาลมีนโยบายการป้องกันไฟป่า หมอกควันและฝุ่นละอองปี 65เกี่ยวข้องกับทุกหน่วยงานลดปัญหาฝุ่นละออง ในส่วน คพ.ปรับการทำงานในเชิงปฏิบัติการมากขึ้นโดยร่างแผนเฉพาะกิจเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง ปี 2565จะปฏิบัติการร่วมกับจังหวัด ท้องถิ่น และชุมชนในการลดเกิดฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่มิติใหม่การบริหารจัดการคุณภาพอากาศของประเทศไทย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พันศักดิ์ย้ำว่า ต้องขยายผลต่อยอดจากแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ&amp;rdquo;การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง&amp;rdquo; แผนเฉพาะกิจเพื่อการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง ปี 2565แผนงานป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองจากไฟป่าและการเผาในที่โล่งในภาคเหนือปี 2564 นอกจากนี้ จำเป็นต้องใช้ความเชี่ยวชาญใช้ประโยชน์จากงานวิจัยนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่แก้ไขปัญหามลพิษที่สำคัญต้องทำงานเป็นทีมสร้างพลังในการลดมลพิษทางอากาศ &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนเกณฑ์แนะนำคุณภาพอากาศใหม่ของ WHOปรับลดมาตรฐานเข้มงวดขึ้น ผู้อำนวยการกองคนเดิมเปรียบเทียบให้เห็นชัดๆ ว่ามาตรฐานคุณภาพอากาศของไทยกับเกณฑ์แนะนำใหม่ของ WHOไทยจะหย่อนกว่าเกือบ 3 เท่า ค่าเฉลี่ย 24 ชม. ฝุ่น PM 10 อยู่ที่ 120 มคก./ลบ.ม.ส่วนเกณฑ์ WHO 45 มคก./ลบ.ม. PM 2.5 เกณฑ์ไทยที่ 50 มคก./ลบ.ม ส่วน WHO 15มคก./ลบ.ม. ส่วนซัลเฟอร์ไดออกไซด์หย่อนกว่า 7 เท่าคุณภาพอากาศมาตรฐานเฉลี่ย 1 ปี ของไทยกับ WHO ก็หย่อนกว่าหลายเท่าอย่าง ฝุ่น PM 10 มาตรฐานไทย 50 มคก./ลบ.ม. ส่วนเกณฑ์ใหม่ WHO 15มคก./ลบ.ม. ฝุ่น PM2.5 ไทยอยู่ที่ 25 มคก./ลบ.ม. ส่วน WHO อยู่ที่ 5 มคก./บ.ม.
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับสถานการณ์คุณภาพอากาศของไทยพันธุ์ศักดิ์ระบุสารมลพิษทางอากาศที่ยังคงเป็นปัญหา คือ ฝุ่น PM 10 ฝุ่น PM 2.5โอโซน และสาร VOC แหล่งกำเนิดสำคัญ คือ ยานพาหนะ การเผาที่โล่งและอุตสาหกรรม แนวโน้มสถานการณ์คุณภาพอากาศรอบ 10 ปีมีแนวโน้มลดลงในทุกพื้นที่ สำหรับ PM 10 ยังพบปัญหาที่ อ.หน้าพระลาน จ.สระบุรีส่วน PM 2.5 จากการขยายสถานีตรวจวัดมากขึ้นพบว่าพื้นที่เกินค่ามาตรฐานเพิ่มขึ้น ถือเป็นปัญหาสำคัญของไทยส่วนโอโซนแนวโน้มดีขึ้น ขณะที่คาร์บอนมอนนอกไซด์สถานการณ์คงที่
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; เกณฑ์ใหม่ของ WHOถือเป็นคุณภาพอากาศเป้าหมายของประเทศที่จะต้องมุ่งไปให้ถึงเพื่อคุณภาพอากาศที่ดีของประเทศ การกำหนดปรับปรุงมาตรฐานคุณภาพอากาศต้องดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนดโดยจะต้องอาศัยหลักวิชาการ กฎเกณฑ์และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐาน และความเป็นได้เชิงเศรษฐกิจ สังคมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องโดยขับเคลื่อนจากคณะอนุกรรมการกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศโดยทั่วไปภายใต้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ คพ.จะนำเกณฑ์ใหม่WHOมาประกอบการพิจารณาปรับปรุงแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองระยะถัดไปปี 2565ดำเนินการปรับปรุงมาตรฐานคุณภาพอากาศที่กำหนดไว้แล้วให้เข้มข้นขึ้น &amp;ldquo;พันศักดิ์ เผยทิศทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.วงศ์พันธ์ ลิมปเสนีย์ &amp;nbsp;ศูนย์วิชาการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษอากาศ กล่าวว่ามลพิษอากาศทำให้คนเสียชีวิต 7 ล้านคนต่อปีในจำนวนนี้มลพิษอากาศในบรรยากาศทั่วไป 4.2 ล้านคนและมลพิษอากาศจากการใช้เชื้อเพลิงในครัวเรือน 3.8 ล้านคน มีรายงานมูลค่าความเสียหายเชิงเศรษฐศาสตร์ของมลพิษทางอากาศมีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 2560-2562ถ้าเปรียบเทียบเกณฑ์แนะนำ WHO กับค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศไทยโดยเฉพาะมาตรฐานรายปี PM2.5 ที่ 5 มคก./ลบ.ม. ถ้าไทยจะทำตามเป้าหมายนี้ต้องลดร้อยละ 80 ส่วนมาตรฐาน 24 ชม. ไทยสูงกว่าอยู่ที่ 50 มคก./ลบ.ม. WHO &amp;nbsp;อยู่ที่ 15 มคก./ลบ.ม. เราต้องลดร้อยละ 70หากอยากให้สุขภาพของคนไทยดีขึ้น ต้องปรับมาตรฐานให้เข้มงวดขึ้น&amp;ldquo; ถ้าอยากท้าทายตัวเองต้องปรับมาตรฐานรายปีลงมาที่ 20 มคก./ลบ.ม.ส่วนราย 24 ชม. ปรับลดเหลือ 35 มคก./ลบ.ม.มีการศึกษาการปรับลดมาตรฐานใหม่ของ WHOจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร 1.7 แสนคนต่อปีคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ 5.8 ล้านล้านบาท โดยภาคกลาง ภาคเหนือและภาคอีสานได้ประโยชน์สูงสุดจากการปรับเกณฑ์คุณภาพอากาศ &amp;ldquo;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.วงศ์พันธ์ย้ำในการจัดการคุณภาพอากาศของไทยที่เจอมลพิษหนักหากจะทำให้ถึงเกณฑ์คุณภาพอากาศใหม่ WHO นักวิชาการคนเดิมให้แนวทางว่าจากรายงานสถานการณ์มลพิษปี 63 ค่าเฉลี่ยรายปีของ PM 2.5 .ในประเทศไทย คือ 23 มคก./ลบ.ม ยังสูงกว่าเกณฑ์คุณภาพอากาศเดิม WHO ที่กำหนด 10 มคก./ลบ.ม. ซึ่งไทยยังต้องลด 56% จะถึงเป้านี้ จะต้องห้ามเผา 100% และควบคุม 50% ของมลพิษจากรถยนต์ มาตรการที่ต้องดำเนินการร่วมกัน คือ ห้ามเผาใช้รถยนต์มาตรฐาน EURO V หรือ EURO V1 รวมทั้งรถยนต์เก่าด้วย อาจจะกำหนดรถที่สามารถใช้ในเมืองได้ต้องมีอายุไม่เกิน 20 ปี รถต่ำกว่ายูโร 3ไม่สามารถใช้ได้ ส่วนเกณฑ์ใหม่ WHO ถ้าไทยจะลดฝุ่นพิษจาก 23 มคก./ลบ.ม. เหลือ 5มคก./ลบ.ม. จะต้องลด 78% ห้ามเผา 100% ลด 100% ของมลพิษจากรถยนต์และลดมลพิษ 25% จากแหล่งอื่นๆ ลดมลพิษได้ 78% มาตรการที่ต้องทำร่วมกันห้ามเผา อนุญาตให้ใช้เฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าในเขต กทม.-ปริมณฑล เพิ่มมาตรการลดมลพิษในโรงงานอุตสาหกรรมและแหล่งอื่นๆ ให้ลดลง 25% เช่นบ้านเรือน ฝุ่นจากถนน การก่อสร้าง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในเวทีนี้ รศ.วงศ์พันธ์ ยังเสนอการลดผลกระทบต่อสุขภาพของมลพิษฝุ่น PM2.5 จากภาคขนส่ง ผ่านแบบจำลอง 10 สถานการณ์ซึ่งอ้างอิงงานศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลว่า 1.บังคับใช้เชื้อเพลิงกำมะถันต่ำ2.รถไฟฟ้ามีสัดส่วน 50% ของรถจดทะเบียนใหม่ตั้งแต่ปี 2567 3.เปลี่ยนรถประจำทาง ขสมก. ทั้งหมดเป็นรถไฟฟ้า 4.ปรับมาตรฐานรถเป็น ยูโร 5ในปี 2564 และ ยูโร 6 ในปี 2565 5.ห้ามรถยนต์นั่งส่วนบุคคลดีเซลวิ่งในพื้นที่ กทม. 6.ห้ามรถบรรทุกวิ่งในพื้นที่ กทม. 7.ห้ามรถที่มีอายุมากกว่า 20 ปี วิ่งในพื้นที่กทม.และปริมณฑลฯ 8.ติดตั้ง DPF ให้กับรถดีเซลทุกประเภทที่มีมาตรฐานตั้งแต่ยูโร 3 ลงไป 9.ติดตั้ง PDF พร้อมทั้งมีการบังคับใช้เชื้อเพลิงกำมะถันต่ำ และสุดท้าย 10.รวมการปฏิบัติของทุกแนวทาง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; ถ้ารวมทุกแนวทางปริมาณการปล่อยฝุ่น PM 2.5 จากไอเสียรถจาก 7,000 ตันต่อปี จะลดลงเหลือ 1,223 ตันต่อปีในปี 2572 ลดการสูญเสียด้านสุขภาพจาก 4 หมื่นรายต่อปี เหลือ 6,500 รายต่อปี นอกจากนี้ การใช้ทุกมาตรการจะเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจในพื้นที่กรุงเทพฯ 2.3 หมื่นล้านบาท &amp;ldquo; รศ.วงศ์พันธ์ ย้ำนโยบายจัดการคุณภาพต้องให้ความสำคัญกับภาคขนส่งและการจราจรเพื่อยก ระดับคุณภาพอากาศในทุกพื้นที่ให้ดีขึ้นไม่เฉพาะเมืองหลวงของไทยอย่างกทม.และ17จังหวัดภาคเหนือที่จมฝุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119925</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฝุ่นPM2.5, มลพิษอากาศ, หมอกควันภาคเหนือ, เกณฑ์คุณภาพอากาศWHO</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211016/image_big_616ad22d26aa6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119762</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/10/2021 20:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/10/2021 20:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment--EIA) และการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของโครงการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ (Environmental Health Impact Assessment--EHIA) เครื่องมือที่จำเป็นในการใช้ให้ถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 58 บัญญัติว่า &amp;ldquo;การดำเนินการใดของรัฐหรือที่รัฐจะอนุญาตให้ผู้ใดดำเนินการ ถ้าการนั้นอาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพ อนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดของประชาชนหรือชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง รัฐต้องดำเนินการให้มีการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนหรือชุมชน และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนและชุมชนที่เกี่ยวข้องก่อน เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาดำเนินการหรืออนุญาตตามที่กฎหมายบัญญัติ&amp;rdquo; สืบเนื่องจากบทบัญญัติ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 มาตรา 48 ดังกล่าว ซึ่งอยู่ในกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บัญญัติเกี่ยวกับการจัดทำรายงานดังกล่าว และกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ รวมถึงเงื่อนไขในการจัดทำรายงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญคุ้มครอง &amp;ldquo;สิทธิและเสรีภาพ&amp;rdquo; ของประชาชนต่อการดำเนินการ &amp;ldquo;อนุญาต&amp;rdquo; ของรัฐ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และสร้างระบบและกลไกในการบริหารจัดการโครงการขนาดใหญ่อย่างเหมาะสม ผ่านเครื่องมือ EIA และ EHIA เนื่องจากโครงการหรือกิจการบางประเภทอาจมีผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรืออาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพ อนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสําคัญอื่นใดของประชาชนหรือชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยปกติภาครัฐบังคับให้ภาคราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชน ต้องทำ EIA และ EHIA ก่อนสร้างโครงการต่าง&amp;thinsp;ๆ โดยเริ่มจากกระบวนการกลั่นกรองโครงการ จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน กําหนดขอบเขตการศึกษาและประเมินระดับผลกระทบ หลังจากนั้นต้องจัดให้มีเวทีรับฟังการทบทวนร่างรายงานอีกครั้ง คราวนี้เพื่อกำหนดมาตรการป้องกัน แก้ไข และติดตามตรวจสอบ ก่อนจะทำรายงาน EIA หรือ EHIA เสนอสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และหน่วยงานอนุญาต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หัวใจสำคัญของ รายงาน EIA หรือ EHIA คือ เครื่องมือดังกล่าวถูกจัดทำขึ้นตามหลักวิชาการ มาตรฐาน และคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างไร และครอบคลุมมากน้อยเพียงใด สำคัญที่สุด คือ โปร่งใส และตรวจสอบได้หรือไม่ หลายต่อหลายครั้ง การฟ้องร้องที่เกิดขึ้นมักมาจากการจัดทำรายงาน EIA หรือ EHIA ที่ไม่ถูกต้อง และไม่ได้มีกระบวนการลดผลกระทบที่แท้จริง ยิ่งไปกว่านั้น การว่าจ้างให้จัดทำรายงานดังกล่าวของหน่วยงานผู้ว่าจ้างนั้น บางครั้งมีการตั้งธงเพื่อให้เป็นอย่างที่ต้องการ เช่น การให้มีกระบวนการศึกษาหลาย ๆ รอบ เพียงเพื่อจะใช้งบประมาณในการศึกษาจำนวนมาก ๆ หรือ การที่จัดทำรายงาน EIA หรือ EHIA ที่ไม่ถูกต้อง เพื่อให้มีการใช้งบประมาณโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่เกี่ยวข้องและบางครั้งเลยไปถึงการจัดทำรายงานเท็จบางส่วน เพียงเพื่อจะตอบโจทย์ของหน่วยงานผู้ว่าจ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันมีโครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาแหล่งน้ำจำนวนมากที่ยื่นของบประมาณ เป็นการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ &amp;ldquo;ในเขตป่าไม้&amp;rdquo; ซึ่งส่งผลต่อการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้อย่างถาวร หลายกรณีการรายงานผลกระทบและความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์มักจะจัดทำโดย &amp;ldquo;ตรรกะประหลาด&amp;rdquo; เช่น การสร้างเขื่อนในเขตป่าจะทำให้พื้นที่ป่าไม้เพิ่มขึ้น เพราะจะต้องมีการปลูกป่าเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากของเดิม ดังนั้น การสร้างเขื่อนในเขตป่าซึ่งทำลายพื้นที่ป่าไม้ถาวร กลับกลายมาเป็น &amp;ldquo;พระเอก&amp;rdquo; เพราะเป็นการเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ในกระดาษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องนี้ ผู้เขียนเห็นตัวอย่างจาก รายงาน EIA หรือ EHIA ที่ไม่ถูกต้อง และหลายกรณีผู้มีอำนาจก็เห็นชอบในรายงานนั้น ๆ เสียด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะกล่าวถึงโครงการขนาดใหญ่ที่กำลังมีการต่อต้านคัดค้านอย่างรุนแรง เช่น การผันน้ำยวมลงเขื่อนภูมิพล การก่อสร้างเขื่อนวังโตนด หรือ การสร้างอ่างเก็บน้ำในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นต้น ที่ในรายงาน EIA หรือ EHIA นั้น ๆ ได้ใช้ตรรกะ &amp;ldquo;ประหลาด&amp;rdquo; คล้ายกับรายงาน EHIA ของเขื่อนแม่วงก์ โดยสรุปว่า การก่อสร้างโครงการมีความคุ้มค่า เพราะจะก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาล สร้างรายได้ใหม่ ในกรณีเขื่อนแม่วงก์นั้น มีการตรวจสอบพบว่า แท้จริงแล้ว ไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ เนื่องจากดำเนินการประเมินผิดพลาด และมีการกำหนดต้นทุนต่ำเกินไป ในขณะที่ผลประโยชน์สูงเกินจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประโยชน์ด้านการเกษตรและด้านป่าไม้ ในขณะเดียวกัน ข้อเท็จจริงเรื่องการบริหารน้ำปรากฏว่า ประเทศไทย มีอ่างเก็บน้ำที่ใช้การไม่ได้เป็นจำนวน (การปรับปรุงอ่างเก็บน้ำให้ใช้การได้และเป็นระบบ จึงมีความจำเป็นมากกว่าการก่อสร้างใหม่)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะเห็นได้ว่า รายงาน EIA หรือ EHIA นั้น เป็นเครื่องมือที่จำเป็นและสำคัญ หากแต่ผู้จัดทำจำเป็นอย่างยิ่งต้องใช้ความรู้ที่ถูกต้อง มีความเป็นอิสระ ผู้กำกับดูแลหรือผู้อนุญาตมีธรรมาภิบาลในการเปิดเผยข้อมูลที่สำคัญในแต่ละช่วงเวลา และที่สำคัญที่สุด มีกระบวนการคำนึงถึงและชดเชยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเป็นระบบ ตามหลักวิชาการและธรรมาภิบาลการบริหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในสภาวะที่เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมขยายตัวรวดเร็ว หากเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมนั้นไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงผ่านการนับรวมผลกระทบที่สร้างแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ย่อมมีโอกาสก่อปัญหาทรัพยากรสิ่งแวดล้อมไปจนถึงสุขภาพประชาชน รายงาน EIA และ EHIA จึงเป็นเครื่องมือที่จะยังความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย หากเครื่องมือนั้นถูกจัดทำขึ้น เห็นชอบ และนำไปใช้ ผ่านกระบวนการที่ถูกต้องและเป็นธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอลัมน์ เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ โดย ประชา คุณธรรมดี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119762</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประชา คุณธรรมดี, ผลกระทบสิ่งแวดล้อม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210717/image_big_60f295212345b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119264</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/10/2021 22:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2021 09:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>  ดันรื้อใหญ่ กม.สิ่งแวดล้อม &#039;ติดดาบ&#039;ฟัน&#039;ผู้ก่อมลพิษ&#039;ไม่ให้ลอยนวล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีมติให้ปรับแก้ พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 หวังปิดช่องว่างและควบคุมการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม เสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ประชาชน กลุ่มนักวิชาการสิ่งแวดล้อมและนักกฎหมายต่างเห็นด้วยที่รื้อกฎหมายให้สอดคล้องกับสภาวะปัจจุบัน &amp;nbsp;พร้อมคาดหวังจะเพิ่มประสิทธิภาพรับมือกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมและจัดการมลพิษที่เกิดขึ้นได้มากกว่ากฎหมายเดิม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะนี้การแก้ไขเนื้อหากฎหมายสิ่งแวดล้อมดำเนินการแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา อย่างไรก็ตาม มีวงเสวนาออนไลน์เรื่อง &amp;ldquo;ถึงเวลาติดดาบกฎหมายสิ่งแวดล้อมหรือยัง?&amp;rdquo; &amp;nbsp;จัดโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กรมควบคุมมลพิษ เมื่อวันก่อน ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมร่วมจุดประกายการแก้กฎหมายสิ่งแวดล้อมให้เข้มแข็งขึ้น เพื่อบรรเทาปัญหามลพิษที่คุกคามประชาชน &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมมีตั้งแต่ พ.ศ.2518 จากการก่อตั้งคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมเพื่อเป็นที่ปรึกษาให้รัฐบาล ต่อมาใช้มาตรการป้องกันนำมาใช้เพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมมีความยั่งยืน โดยมีการแก้กฎหมาย เพื่อนำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมมาใช้และมาตรการกำหนดมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อม รวมถึงให้อำนาจแก้ปัญหาคุณภาพสิ่งแวดล้อมฉุกเฉิน &amp;nbsp;จากปัญหาช่องว่างมากมาย ปี 2535 &amp;nbsp;รัฐบาลมีนโยบายปรับปรุงการจัดการสิ่งแวดล้อมและให้จัดตั้งกองทุนสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องมีกฎหมายรองรับ นำมาสู่การแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ และเขียนกฎหมายขึ้นมาใหม่ เป็น พรบ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 &amp;nbsp;และปรับปรุงฉบับล่าสุดปี 2561
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; ถึงเวลาต้องทบทวนและยกเครื่องใหม่ทั้งหมด เพราะกฎหมายใช้มาจะครบ 30 ปีในปีหน้า &amp;nbsp;ต้องปรับปรุงแก้ไขให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากที่สุด หลักการสำคัญมี 3 ประการ คือ ป้องกันล่วงหน้า อย่างมาตรการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;การวางแผนและการกำหนดพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม และมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;ส่วนการเยียวยาควรยึดหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย &amp;nbsp;หากจะติดดาบเพิ่มเติมต้องอยู่ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยังขาดมาตรการใส่ในกฎหมายอีกมาก เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมต่างๆ มาจากภาวะโลกร้อน &amp;nbsp;&amp;ldquo; นายพนัส กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ศ.ดร.อำนาจ &amp;nbsp;วงศ์บัณฑิต &amp;nbsp;อาจารย์ประจำสาขากฎหมายสิ่งแวดล้อม คณะนิติศาสตร์ มธ. กล่าวว่า การบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมในภาพรวม มีหลายกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อดีตการบังคับใช้กฎหมายถือเป็นหน้าที่ของภาครัฐ เน้นจับปรับผู้กระทำผิด เพิกถอนใบอนุญาต เมื่อเกิดความเสียหายต่อธรรมชาติ แม่น้ำลำคลอง สภาพอากาศ &amp;nbsp;ไม่มีกฎหมายให้รัฐเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งได้ นอกจากเป็นความเสียหายในตัวอาคารโดยตรง &amp;nbsp; ที่ผ่านมา ประชาชนไปร้องทุกข์กล่าวโทษต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเฝ้ารอติดตาม ยิ่งถ้าผู้กระทำผิดมีเส้นสาย เรื่องจะเงียบหายไป ยกเว้นเป็นข่าวดังตามสื่อมวลชน แล้วยังพบปัญหาหน่วยงานเกี่ยงกันในการแก้ปัญหา &amp;nbsp;เส้นทางกฎหมายสิ่งแวดล้อมพัฒนาขึ้นในปี 2535 ให้ประชาชนและรัฐฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; ช่วง 3-4 ปีนี้ มีกฎหมายอีกหลายฉบับพัฒนา ไม่เน้นโทษอาญา แต่ใช้มาตรการทางแพ่งเยียวยาความเสียหาย เปิดโอกาสให้ประชาชนมีบทบาทมากขึ้น รวมถึง องค์กรเอกชนมีบทบาทขึ้น แต่ยังไม่สามารถฟ้องคดีได้ จนกระทั่งมีรัฐธรรมนูญ ปี 2540 และจัดตั้งศาลปกครอง ส่งผลดีประชาชนมีสิทธิอนุรักษ์ทรัพยากร มีการฟ้องคดีมากขึ้น ทั้งหน่วยงานรัฐไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ส่วนศาลปกครองตีความผู้ที่มีอำนาจกว้างขวาง เป็นทิศทางที่ดี และเร่งรัดให้หน่วยงานรัฐไม่เฉื่อยดูแลปกป้องสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;&amp;ldquo;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ศ.ดร.อำนาจ ระบุกฎหมายสิ่งแวดล้อมปี 2535 เป็นกฎหมายหลักวางกรอบดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อเกิดปัญหา พรบ.ฉบับเดียวไม่ได้ ต้องพึ่งกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานหลายฉบับ สิ่งที่พบหากมีกรณีที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานจะพบบางหน่วยงานไม่ดำเนินงานเต็มที่หรือถ่วงเวลา ทำให้การดำเนินคดีล่าช้า แม้ปัจจุบันมีคณะกรรมการประสานสิ่งแวดล้อมก็เป็นสิ่งดี แต่ทางปฏิบัติพบปัญหากฎหมายสิ่งแวดล้อมปี 2535 ดูผิวเผินเขาบอกมีอำนาจเด็ดขาด มีความหวังในการจัดการ แต่ดูลึกๆ เป็นภาพลวงตา เพราะกระทรวงทรัพย์ฯ &amp;nbsp;กรมควบคุมมลพิษ ไม่มีอำนาจแท้จริงจัดการปัญหา &amp;nbsp;ยกตัวอย่างปัญหามลพิษโรงงาน คพ.เหมือนผู้ประสานงานมากกว่า ประกอบกับมาตรฐานมลพิษไม่มีบทลงโทษ ไม่มีสภาพบังคับ ต่างจากกฎหมายประมง กฎหมายเดินเรือ น่านน้ำ มีบทลงโทษ จุดนี้ต้องแก้ไข ไม่มีอำนาจก็เหมือนเอาพระมาเทศน์ให้ผู้ประกอบการฟัง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อาจารย์กฎหมายสิ่งแวดล้อม บอกอีกว่า &amp;nbsp;ที่ผ่านมา การร่างกฎหมายที่แย่งอำนาจหรือตัดอำนาจหน่วยงาน จะถูกต่อต้าน หน่วยงานไม่เห็นด้วยจึงไปไม่รอด หนทางร่างกฎหมายให้รอด คือ ไม่ต้องแตะ อย่างกฎหมายสิ่งแวดล้อมเป็นตัวอย่างไม่มีอำนาจที่แท้จริง ฉะนั้น ต้องติดดาบ โดยเฉพาะเรื่องมลพิษ &amp;nbsp;อีกจุดอ่อนหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมไม่มีอำนาจปิดสถานประกอบการ ทำให้ไม่มีความเกรงกลัว รวมถึงจะทำอย่างไรเพิ่มบทบาทองค์กรพัฒนาเอกชนให้อำนาจฟ้องคดีอาญาด้วย เพราะมีหลายคดีไม่คืบหน้า แต่การจะให้อำนาจต้องศึกษารายละเอียดให้รอบด้าน รวมถึงแก้กฎหมายให้ประชาชนมีสิทธิรับรู้สารอันตรายที่อยู่ใกล้บ้าน ต่างประเทศมี แต่บ้านเราไม่เกิด ห่วงประท้วง กังวลการเกิดขึ้นของสถานประกอบการ แต่นั่นคือ สิทธิของประชาชน ต้องติดดาบให้ประชาชนด้วย เห็นด้วยกับ ทส. เสนอให้มีกฎหมายคุ้มครองสภาพภูมิอากาศและโอนคดีสืบสวนด้านสิ่งแวดล้อมมาให้ ทส. สอบสวน ส่งให้อัยการ จะมีประสิทธิภาพดีขึ้น เพราะตำรวจไม่เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เช่นเดียวกับ ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า &amp;nbsp;ทุกวันนี้ปัญหาฝุ่นละออง ขนาดเล็ก PM 2.5 ขยะ น้ำเสีย ยังเห็นอยู่ในประเทศไทย &amp;nbsp;ตั้งคำถามว่า กฎหมายสิ่งแวดล้อมปัจจุบันเข้าไปแก้ไขปัญหาได้มากน้อยแค่ไหน อีกเรื่องสำคัญ คือ การรักษาสมดุล ปัจจุบันกระทรวงอุตสาหกรรม หน่วยงานอนุมัติอนุญาตมาดูแลสิ่งแวดล้อมของสถานประกอบการ กฎหมายจะต้องผลักดันให้กระทรวงทรัพย์ฯ สามารถเข้าไปแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมภายนอกสถานประกอบการมลพิษต่างๆ สามารถเข้าไปดำเนินการได้อย่างเบ็ดเสร็จ เป็นการ Check and Balance ระหว่างหน่วยงาน เราอยากให้กองทุนสิ่งแวดล้อมใช้ได้ทันทีเมื่อเกิดปัญหา ทำอย่างไรให้สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่มีอยู่ทั่วประเทศเข้มแข็ง ทุกวันนี้คุณภาพสิ่งแวดล้อมเป็นแค่ตัวเลขเชิงนโยบาย ไม่สามารถใช้บังคับได้ แหล่งกำเนิดมลพิษแต่ละประเภทอยู่ในกฎหมายหลายฉบับ ทำไมไม่เบ็ดเสร็จที่กลไกของกระทรวงทรัพย์ ฯ ทุกวันนี้ตรวจสอบไม่ได้เต็มที่
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; อยากให้ทบทวนปัญหาสิ่งแวดล้อมซ้ำซากที่แก้ไม่ได้ &amp;nbsp; เพราะอะไร รวมถึงพื้นที่วิกฤตมลพิษ ต้องนำมาวิเคราะห์เพื่อนำสู่การปรับแก้ไขกฎหมายให้เหมาะสม หรือแม้กระทั่งการเกิดอุบัติเหตุโรงงานกิ่งแก้วระเบิดที่ผ่านมา สะท้อนระบบมีช่องว่างทั้งกฎหมายวัตถุอันตราย กฎหมายสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;กฎหมายปัจจุบันยังไม่ตอบโจทย์ปัญหา &amp;ldquo; ดร.วิจารย์ ย้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมพิษ สะท้อนปัญหาการใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมว่า ปัญหาหนัก คือ ผู้จงใจกระทำผิด ตั้งใจปล่อยมลพิษ ปล่อยกากของเสียวัตถุอันตราย &amp;nbsp;และน้ำเสียจากโรงงาน เป็นความเสียหายใหญ่ต่อทรัพยากรธรรมชาติ ฟื้นฟูยากและใช้งบประมาณมหาศาล กรณีมลพิษแปดริ้วเกิดความเสียหายเป็นหมื่นล้าน ล่าสุด ฟาร์มหมูราชบุรีน้ำเสียจากฟาร์ม ประชาชนทนทุกข์มากว่า 10 ปี สะสมมานาน ไม่ได้รับการแก้ไข หน่วยงานคุยแล้วกลับ ไม่แก้ไข&amp;nbsp;

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; คพ.ถือกฎหมายสิ่งแวดล้อมเหมือนถือหมอนข้างไปไล่ตี เพราะไม่มีอำนาจ จะแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ทุกหน่วยงานต้องช่วยกันทำงาน การลุยแก้ปัญหามลพิษของ คพ. ขณะนี้ ถ้าเจ้าหน้าที่หน่วยงานใดไม่ทำ เราจะแจ้งความเอาผิดข้อหาละเว้นปฏิบัติหน้าที่ &amp;nbsp;และไปช่วยประชาชนฟ้องศาลปกครอง และฟ้องแพ่ง เพื่อให้แก้ไขทันท่วงที &amp;nbsp;พิสูจน์ทราบ ตรวจสอบ ใช้กฎหมาย ใช้อำนาจทางปกครอง เพื่อหยุดการปล่อยมลพิษให้เร็วที่สุด เยียวยาประชาชนได้ทันท่วงที ต้องมีบทลงโทษสมน้ำสมเนื้อ นี่คือ กฎหมายในอนาคตที่อยากเห็น ต้องให้เกิดเร็วที่สุด เพราะผู้กระทำผิดรู้กฎหมาย ดื้อแพ่ง ประชาชนเดือดร้อน &amp;nbsp;กฎหมายต้องกระจายอำนาจให้พนักงานท้องถิ่นต้องทำ และหน่วยงานอื่นใช้ประโยชน์ได้ &amp;ldquo; อธิบดี คพ. กล่าว &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; มุมมอง &amp;nbsp;นายสมชาย อามีน นายกสมาคมนักกฎหมายคุ้มครองสิทธิและสิ่งแวดล้อม ในฐานะผู้ฟ้องคดีให้ประชาชน เผยอุปสรรคการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมว่า การใช้กฎหมายเชิงป้องกันทุกวันนี้ต้องทำอีไอเอ เอชไอเอ เอชอีเอ ก่อนทำโครงการที่อาจกระทบสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันพบการทำรายงานไม่ตอบโจทย์ประชาชนในพื้นที่ ชาวบ้านไม่เห็นด้วย เพราะมีการใช้ข้อมูลเท็จในรายงาน เมื่อรายงานผ่านการอนุมัติเกิดข้อสงสัย คัดค้าน &amp;nbsp;และฟ้องคดีต่อศาลปกครองเป็นอีไอเอที่ไม่ชอบ บางคดีศาลสั่งเพิกถอนรายงาน ผู้ประกอบการนำไปปรับปรุงและยื่นใหม่ ตนเห็นว่า รายงานที่ศาลปกครองมีคำสั่งเห็นตรงข้ามให้เพิกถอน ต้องลงไปดูคณะกรรมการที่ปรึกษา จะต้องขึ้นแบล็คลิสต์หรือมีบทลงโทษหรือไม่ นี่คือ ช่องว่างต้องปรับแก้ ถ้าอีไอเอโปร่งใสตรวจสอบได้ จะแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ต้นเหตุ ที่ผ่านมาอีไอเอเป็นพิธีกรรมทางกฎหมายเท่านั้น ไม่มีการศึกษาอย่างแท้จริง&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อีกประเด็นการบังคับใช้กฎหมายเพื่อเยียวยา นายกสมาคมฯ บอกว่า &amp;nbsp;พบปัญหาประชาชนเข้าถึงกระบวนการนี้ยาก เพราะมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี &amp;nbsp;มีการรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริง ไม่สามารถใช้เงินจากกองทุนยุติธรรมหรือกองทุนสิ่งแวดล้อมเพื่อเรียกร้องเยียวยาได้ ที่ผ่านมา ชาวบ้านลงขันกันเอง ส่วนการขจัดมลพิษที่เกิดขึ้นในสิ่งแวดล้อมเมื่อชาวบ้านร้องเรียนไปหน่วยงานเกี่ยวข้องเกิดมลพิษแพร่กระจายแหล่งน้ำสาธารณะ แทนที่หน่วยงานจะไปจัดการมลพิษก่อน กลับบอกยังไม่มีผู้กระทำผิด กฎหมายต้องแก้ไขว่า ถ้าเกิดมลพิษแล้ว หน่วยงานต้องขจัดมลพิษในพื้นที่ทันที เมื่อพิสูจน์ทราบแล้วว่าใครเป็นผู้ก่อมลพิษ ต้องไปไล่เบี้ยอีกที รวมถึงอำนาจในการคำนวณความเสียหายควรมีหน่วยงานกลางทำหน้าที่นี้ อีกประเด็นถ้าจะติดดาบกฎหมายสิ่งแวดล้อมให้เพิ่มสิทธิชุมชน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; มีกรณีตัวอย่างชาวบ้านราชบุรีเรียกสินไหมทดแทนโรงงานรีไซเคิลขยะทิ้งของเสียสู่สาธารณะ ศาลแพ่งแผนกคดีสิ่งแวดล้อมพบกระทำจริง ผมขอให้จำเลยขจัดมลพิษในพื้นที่เกษตรกรรมที่เสียหาย &amp;nbsp;ศาลยกคำขอเมื่อมีมลพิษกระจายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการขจัดมลพิษโดยตรงอยู่แล้ว &amp;nbsp;แต่ คพ.แจ้งกลับมามีหน้าที่ประสานงานให้โรงงานขจัดมลพิษ เพราะอำนาจตามกฎหมายไม่ชัดเจน &amp;nbsp;&amp;ldquo; &amp;nbsp;นายสมชาย กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนจะสร้างกฎหมายใหม่หรือรื้อใหญ่กฎหมายเดิม &amp;nbsp;รศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อม คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ต้องตีโจทย์ว่าอะไรคือดาบ กฎหมายสิ่งแวดล้อมสากล ไม่ได้มีบทลงโทษสถานเดียว แต่มีมาตรการจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ &amp;nbsp; ต้องเป็นดาบที่มีศักยภาพทั้งบู๋และบุ๋น ให้รางวัลและลงโทษ &amp;nbsp;ต้องหวนไปดูที่มาของกฎหมายต้นน้ำ ถ้าแก้เลยที่กฎหมายปลายน้ำ ดาบนั้นจะทื่อ ซึ่งคำว่า &amp;ldquo;กฎหมายสิ่งแวดล้อม&amp;rdquo; กว้างกว่า พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม 2535
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนรูปแบบการออกกฎหมาย รศ.ดร.คนึงนิจ บอกว่า จะเป็นการมีกฎหมายฉบับเดียวเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมครอบคลุมทุกเรื่อง คำถามคือ ไทยบูรณาการการแก้ปัญหาได้มั้ย หรือการออกกฎหมายเฉพาะเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเฉพาะเรื่อง มีตัวอย่าง การมี พรบ.น้ำ อีกรูปแบบเป็นการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายสิ่งแวดล้อมเดิมที่ยังกระจายและไม่บูรณาการเป็นรายฉบับ ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน ต้องมีเนื้อหาของกฎหมายสารบัญญัติ &amp;nbsp;มีการนำสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมมาบัญญัติให้ชัดเจน &amp;nbsp;สิทธิเชิงเนื้อหา สิทธิในสุขภาพ สิทธิในชีวิต และสิทธิเชิงกระบวนการ ในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การบัญญัติรับรองสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมให้ชัดเจนในกฎมายระดับพระราชบัญญัติ การบูรณาการมิติสิ่งแวดล้อมกับมิติสุขภาพ ทุกวันนี้แค่ประสาน รวมถึงการยกระดับสู่การจัดการร่วม ระบบจัดการโดยรัฐและโดยชุมชน &amp;nbsp;รวมถึงต้องมีมาตรการสร้างแรงจูงใจควบคู่กับมาตรการบังคับลงโทษ &amp;nbsp;ถ้าบังคับอย่างเดียว ไม่มีประสิทธิภาพ ผู้กระทำผิดลอยนวลเต็มเมือง &amp;nbsp;ขาดความสมัครใจ

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; ควรมีมาตรการและเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่ไม่ใช่แค่กองทุนหรือยกเว้นภาษีเครื่องจักร &amp;nbsp;เพิ่มภาษีอากรที่จัดเก็บเพิ่มสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;จัดเก็บค่าธรรมเนียมการจัดการมลพิษ &amp;nbsp;ลดแรงจูงใจ นำเงินรายได้ไปบำบัดมลพิษ มีการประกันความเสี่ยงความเสียหายต่อระบบนิเวศ พร้อมมาตรการอุดหนุนกิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ย้ำการมีกองทุน โยเฉพาะกองทุนที่พึ่งพางบประมาณแผ่นดินอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะขาดความคล่องตัวในการบริหารจัดการ งบไม่พอ ไม่ทันต่อสถานการณ์สิ่งแวดล้อม ขาดความต่อเนื่อง &amp;nbsp;มีตัวอย่างกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กองทุน สสส. &amp;ldquo; &amp;nbsp;รศ.ดร.คนึงนิจ ให้ภาพชัดๆ จะใส่มาตรการอะไร
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนสูง ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจุฬาฯ บอกว่า ไทยต้องการกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่สามารถรองรับความซับซ้อนสูงได้ เป็นปัญหาภูเขาน้ำแข็ง เพราะเรามีปัญหาเชิงโครงสร้างและกฎหมายกระจัดกระจาย จะต้องมีกลไกกำกับดูแลการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ต้องบูรณาการและมีประสิทธิภาพ &amp;nbsp;มีองค์กรหลักมีหน้าที่ครอบคลุม ลดจุดอ่อนระบบสั่งการจากการประชุมในรูปคณะกรรมการใต้กฎหมายกระจัดกระจาย &amp;nbsp;บูรณาการการทำงานเชิงระบบ &amp;nbsp;สร้างความร่วมมือภาครัฐกับประชาสังคม การกระจายอำนาจจัดการทรัพยากรให้ท้องถิ่นต้องไปพร้อมความรู้ งบประมาณ กฎหมายยังขาดการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย ระบบราชการไทยยังต้องการการปฏิรูปและรื้อระบบ เฉพาะสองกรมภายใต้กระทรวงเดียวกัน แต่ทำงานที่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกัน กรมที่มีชื่อกับภารกิจไม่ตรงชื่อ ผิดฝาผิดตัว หากรูปแบบ เนื้อหา โครงสร้าง ที่ชัดเจน จะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ดาบนั้นจะไม่คืนสนอง

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนข้อเสนอจาก นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่กำลังหยิบยกกันอย่างแข็งขัน จะตอบสนองความต้องการชาวบ้านได้ เพราะกฎหมายสิ่งแวดล้อมจะเป็นกลไกช่วยเหลือประชาชนได้ทันต่อวิกฤต สถานการณ์ปัจจุบันปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่แค่ปัญหาเฉพาะหน้า และมีปัญหาอีเอไอและอีเอชไอเอที่คชก.อนุมัติ ไม่สามารถนำมาปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมจากโครงการที่สร้างผลกระทบต่อชุมชน &amp;nbsp;ปัจจุบันมีจำนวนคดีสู่ศาลปกครองล้นมือ อยากเห็นการแก้ไขกฎหมายสิ่งแวดล้อมในอนาคตที่ให้เครื่องมือกรมควบคุมมลพิษจัดการปัญหาเด็ดขาด ตั้งแต่ขั้นตอนรวบรวมข้อเท็จจริง นำคดีขึ้นสู่ศาลอย่างรวดเร็ว มีกำหนดเวลาชัดเจน ทำหน้าที่เหมือนตำรวจรักษาปกป้องสิ่งแวดล้อมทุกประเด็น &amp;nbsp;เป็นความคาดหวังที่ประชาชนที่ทุกข์ร้อนอยากเห็นเป็นรูปธรรม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119264</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายสิ่งแวดล้อม, ปัญหาฝุ่นPM2.5, มลพิษอุตสาหกรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211009/image_big_6161b420c55d1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118618</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2021 14:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2021 14:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการน้ำเสนอทบทวนทำFloodwayระบายน้ำนครสวรรค์ลงอ่าวไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 3 ต.ค&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ศ.ดร.ชัยยุทธ ชินณะราศรี&amp;nbsp;อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์&amp;nbsp;ที่ปรึกษาอธิการบดีด้านการบริหารการจัดการน้ำ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)&amp;nbsp;กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในปี 2654 จะไม่ซ้ำรอยปี 2554 อย่างที่หลายคนเป็นห่วง เพราะสาเหตุต่างกัน เช่นเดียวกันพื้นที่รอบนอกกรุงเทพฯ สถานการณ์น้ำท่วมจะไม่รุนแรงเท่ากับปี&amp;nbsp;54&amp;nbsp;แต่ยอมรับว่าสถานการณ์น้ำท่วมปีนี้ค่อนข้างมีความผิดปกติเกิดขึ้น เนื่องจากฝนตกไม่ตามร่องที่เคยเข้า ฝนตกผิดที่ผิดทาง จึงไม่ทันได้เตรียมตัว เช่น กรณีเกิดเหตุน้ำท่วมผิดฝั่งในจังหวัดสุโขทัย หรือแม้แต่น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ และลพบุรี ที่เราไม่ค่อยเห็นมาก่อน &amp;nbsp;ขณะที่หลายจังหวัดทางภาคอีสานตอนบน ที่มักจะประสบปัญหา กลับไม่ค่อยพบปัญหา เป็นต้น ทั้งนี้ ยังต้องเฝ้าระวังเรื่องการปล่อยน้ำลงท้ายเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนป่าสักฯ รวมกันแล้วไม่ควรมากเกินกว่า&amp;nbsp;3,500&amp;nbsp;ลบ.ม.ต่อวินาที และไม่ปล่อยน้ำปริมาณมากอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมวลน้ำที่ไหลมาอำเภอบางไทร จังหวัดอยุธยา เป็นน้ำที่มาจากเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนป่าสักรวมกัน ซึ่งเป็นมวลน้ำที่จะไหลเข้ากรุงเทพฯ ผ่านทุ่งรังสิต ส่งผลให้ระดับน้ำปริ่ม กทม.จึงออกประกาศแจ้งเตือนประชาชนที่อยู่ริมแม่น้ำให้เฝ้าระวัง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ศ.ดร.ชัยยุทธ กล่าวว่า &amp;ldquo;หากย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2554 จะเห็นว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ครั้งนั้น มาจากความผิดปกติหลายปัจจัยด้วยกัน อาทิ ปี&amp;nbsp;54&amp;nbsp;เป็นปีที่มีพายุเข้าไทยมากถึง 5 ลูกจากปกติเฉลี่ยปีละ 2-3 ลูกเท่านั้น ขณะที่เขื่อนขนาดใหญ่มีปริมาณน้ำเต็มความจุ เมื่อฝนตกเหนือเขื่อนน้ำจึงไหลเข้าเขื่อนตลอดและยังถูกพายุลูกใหม่เข้ามาซ้ำเติมในพื้นที่ใต้เขื่อน ทำให้เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำหรือทุ่งรับน้ำ ตั้งแต่ภาคเหนือตอนล่างลงมาถึงภาคกลางจำนวนมากปริมาตรมากกว่า 20,000 ล้าน ลบ.ม. เคลื่อนตัวจากภาคเหนือลงสู่ภาคกลาง ประกอบกับเขื่อนเจ้าพระยาได้มีการปล่อยน้ำลงมามากกว่า 4,000 ลบ.ม./วินาทีอย่างต่อเนื่อง และภาวะน้ำทะเลหนุนสูงซึ่งเกิดขึ้นเป็นปกติของทุกปีในเดือนตุลาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถานการณ์น้ำในปี 2564 แม้ว่าฝนที่ตกลงมาในเดือนกันยายนมีปริมาณมากกว่าปกติ แต่ก็ไม่ได้มากจนเกินไป และฝนที่ตกส่วนใหญ่จะตกในพื้นที่หลังเขื่อน ขณะที่ปริมาณน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ เช่น เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ณ ปัจจุบัน ยังมีปริมาณน้ำอยู่ที่ประมาณ 47%&amp;nbsp;หรือไม่ถึงครึ่งหนึ่งของปริมาณความจุของเขื่อน ดังนั้นหากมีฝนตกเหนือเขื่อนในเดือนตุลาคมก็ไม่น่ากังวล ห่วงอย่างเดียว คื อการเกิดพายุใต้เขื่อนอีก&amp;nbsp; ส่วนเขื่อนป่าสักฯ และเขื่อนเจ้าพระยาที่มีปริมาณน้ำในเขื่อนมากจึงต้องเร่งระบายลงพื้นที่ท้ายเขื่อน ส่งผลให้พื้นที่ต่ำลุ่มน้ำใน 5 จังหวัด สิงห์บุรี ลพบุรี อ่างทอง อยุธยา และสุพรรณบุรี เกิดน้ำล้นตลิ่ง จากการปล่อยน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาในปริมาณ 2,800 ลบ.ม./วินาที ซึ่งก็เป็นอีกจุดที่ต้องเฝ้าระวัง เช่นเดียวกับปริมาณน้ำที่ไหลผ่านสถานีบางไทร ซึ่งเป็นตำแหน่งตรวจวัดน้ำก่อนเข้าสู่ กทม. นั้น ล่าสุดวัดปริมาณน้ำได้ 3,500 ลบ.ม./วินาที เนื่องจากมีน้ำจากแม่น้ำป่าสักเข้ามาเติมด้วย ถือเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูง จุดนี้ถือว่าต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ และควรควบคุมไม่ให้ปริมาณน้ำสูงไปกว่านี้เพราะจะส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงกว่าระดับคันกั้นน้ำของพื้นที่ใน กทม.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แนวทางแก้ไขและบรรเทาปัญหาที่สามารถทำได้ทันที ศ.ดร.ชัยยุทธ กล่าวว่า จะต้องควบคุมปริมาณน้ำที่ไหลผ่านอำเภอบางไทรไม่ให้สูงเกินกว่า 3,500 ลบ.ม./วินาที&amp;nbsp;โดยควบคุมการปล่อยน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนพระรามหกอย่างเป็นจังหวะ ไม่เร่งระบายน้ำจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง และระวังเรื่องของระดับน้ำทะเลหนุนสูงในช่วงสัปดาห์ที่หนึ่ง และสัปดาห์ที่สามของเดือนตุลาคม เนื่องจากระดับน้ำทะเลหนุนสูงจะต้านการระบายน้ำจืดจากแม่น้ำเจ้าพระยาลงสู่อ่าวไทย จะทำให้ไม่สามารถเร่งการระบายน้ำในช่วงนี้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งตรวจสอบและซ่อมแซม อาทิ คันกั้นน้ำตลอดแนวริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตรวจจุดชำรุด ตรวจสอบเส้นทางน้ำ เพื่อให้การใช้งานของระบบเครือข่ายคูคลองทั้งโซนตะวันออกและตะวันตกของ กทม.&amp;nbsp;เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพ รวมถึงเร่งตรวจสอบการใช้งานของเครื่องสูบน้ำ ระบบไฟฟ้า ระบบท่อ ทั้งในพื้นที่ กทม. และสมุทรปราการ ให้สามารถใช้งานได้ดีในขณะสูบน้ำ&amp;nbsp;เพื่อให้มวลน้ำสามารถไหลไปสู่สถานีสูบน้ำ&amp;nbsp;ที่สำคัญต้องยอมให้ปล่อยน้ำเข้าทุ่งรับน้ำเพื่อให้น้ำไหลผ่านพื้นที่ลุ่มต่ำเพื่อระบายน้ำลงสู่แม่น้ำไปสู่ระบบเครือข่ายคลอง และลงสู่อ่าวไทยต่อไป ป้องกันความเสียหายต่อภาคเศรษฐกิจของเมือง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;พื้นที่ต่ำลุ่มน้ำ เปรียบเสมือนเป็นทุ่งรับน้ำหรือเป็นแก้มลิงตามธรรมชาติ อาทิ ทุ่งเชียงราก ทุ่งท่าวุ้ง ทุ่งบางบาล ทุ่งป่าโมก ทุ่งรังสิต ฯลฯ หากมองในเชิงกายภาพภูมิประเทศเหล่านี้เป็นพื้นที่รับน้ำหรือเก็บกักน้ำตามธรรมชาติอยู่แล้ว ในอดีตมีกระจายอยู่มากมายในพื้นที่ภาคกลาง แต่ปัจจุบันถูกบุกรุกในหลายพื้นที่&amp;nbsp;&amp;nbsp;ทุ่งต่างๆหายไป เช่น บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ หรือพื้นที่ในอำเภอบางบาล จังหวัดอยุธยา ดังนั้น ผู้ที่อยู่อาศัยต้องเข้าใจ ยอมรับและปรับตัวให้อยู่กับสิ่งแวดล้อมและให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ โดยภาครัฐจะต้องจ่ายค่าชดเชยเยียวยาให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือผู้เสียหายที่อยู่ในพื้นที่รับน้ำ&amp;rdquo;ศ.ดร.ชัยยุทธ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ ศ.ดร.ชัยยุทธ ยังได้เสนอแนวทางการบริหารจัดการสถานการณ์น้ำท่วมที่ยั่งยืนว่า หากมองในระดับประเทศ จะเห็นได้ชัดว่าปีนี้พายุที่พัดผ่านภาคเหนือตอนล่างมีเส้นทางที่เปลี่ยนไป ดูได้จากพื้นที่น้ำท่วมที่จังหวัดสุโขทัยซึ่งปกติจะเป็นพื้นที่ที่น้ำไม่ท่วม ดังนั้น ภาครัฐจะต้องหันมาตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&amp;nbsp;(Climate Change)&amp;nbsp;มากขึ้น ทั้งเรื่องความรุนแรงและความไม่แน่นอนของปริมาณความเข้มของน้ำฝน เส้นทางเดินของพายุ และปริมาณน้ำท่วม ที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น รวมถึงการเพิ่มสูงขึ้นของระดับน้ำทะเล โดยจะต้องมีนโนยายในการเตรียมรับมือป้องกันและบรรเทาปัญหาที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง และกลับมาทบทวนเรื่องการทำ&amp;nbsp;&amp;ldquo;Flood way&amp;rdquo;&amp;nbsp;เพื่อระบายน้ำจากนครสวรรค์ให้ไหลลงสู่อ่าวไทยใหม่อีกครั้ง เพราะเห็นได้ว่า แม้เพียงพายุเข้ามาเพียงหนึ่งลูก ระบบการจัดการน้ำในปัจจุบันซึ่งไม่เพียงพอ จึงได้สร้างผลกระทบต่อประชาชนตามที่เป็นข่าว &amp;nbsp;และการพัฒนาพื้นที่รอบข้างเส้นทางจะต้องไม่ให้มวลน้ำไหลผ่านพื้นที่เศรษฐกิจ รวมถึงให้มีการบังคับใช้ผังเมืองอย่างจริงจังเพื่อจัดแบ่งโซนพื้นที่สำหรับการอยู่อาศัย พื้นที่อุตสาหกรรม หรือพื้นที่เกษตรกรรม โดยมีเส้นทางการไหลของน้ำที่ชัดเจนและบังคับใช้กฎหมายเรื่องการบุกรุกแหล่งน้ำหรือการถมคูคลองอย่างจริงจัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับกรุงเทพฯ&amp;nbsp;ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่มีความสูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางเพียงแค่ประมาณ&amp;nbsp;1&amp;nbsp;เมตร อยากเสนอให้พิจารณาการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนา กทม. ให้รับมือน้ำท่วมในเขตเมือง ภายใต้แนวคิด&amp;nbsp;&amp;ldquo;เมืองฟองน้ำเสมือน หรือ&amp;nbsp;Sponge City&amp;rdquo;&amp;nbsp;ซึ่งเป็นเสมือนแก้มลิงชั่วคราว โดยการคัดเลือกหาพื้นที่ชุ่มน้ำ เช่น สวนสาธารณะ หรือพื้นที่แก้มลิงบางขุนเทียน และให้ปรับปรุงทางเดินสาธารณะ &amp;nbsp;และโครงการขนาดใหญ่จัดแบ่งพื้นที่ทำระบบฟองน้ำเสมือน&amp;nbsp;เพื่อให้สามารถเก็บกักน้ำได้ชั่วคราวเมื่อเกิดฝนตกหนัก และมีการระบายคายน้ำออกในภายหลัง เพื่อลดปัญหาน้ำท่วมขังหรือน้ำรอการระบายอย่างที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118618</URL_LINK>
                <HASHTAG>Floodway, น้ำท่วมปี2554, มจธ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211003/image_big_61595b6d63567.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118615</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2021 14:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2021 14:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับสัญญาณน้ำท่วมปี 64 จะซ้ำรอยมหาอุทกภัยปี 54 หรือไม่?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน ไล่ลงมาจนถึงพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้่ำป่าสัก &amp;nbsp;ทั้งเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ยังปรับแผนเพิ่มการระบายน้ำ เพื่อรองรับมวลน้ำตอนบนที่มาสมทบอีกปริมาณมหาศาล
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ภาคอีสาน แม่น้ำชี แม่น้ำมูลเอ่อล้นตลิ่ง ไหลเข้าท่วมพื้นที่เกษตร พื้นที่ชุมชน &amp;nbsp;ต้องเร่งระบายน้ำ และประเมินสถานการณ์แบบวันต่อวัน &amp;nbsp;โดยเฉพาะน้ำท่วม &amp;nbsp;จ.ชัยภูมิ ที่ได้รับผลกระทบจากพายุเตี้ยนหมู่ยังคงวิกฤตอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;ต้องจับตาจะมีพายุเข้ามาเพิ่มปริมาณน้ำให้สูงขึ้นอีกหรือไม่
มวลน้ำที่ไหลเข้าท่วมแต่ละพื้นที่ ทำให้ประชนได้รับความเดือดร้อนและเสียหายอย่างหนักจากอุทกภัย &amp;nbsp;ต้องใช้เวลาระบายน้ำที่ท่วมขัง หลายคนตั้งคำถามและเปรียบเทียบน้ำท่วมในปี 2564 จะมีความเป็นไปได้เกิดมหาอุทกภัยเหมือนปี 2554 &amp;nbsp;หาคำตอบและร่วมประเมินสถานการณ์จาก
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ประธานแผนงานวิจัยเข็มมุ่งการบริหารจัดการน้ำ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช. ) กล่าวว่า ปี 64 นี ประเทศไทยเจอพายุโซนร้อน 2 ลูกในเดือนกันยายน ทำให้ฝนตกต่อเนื่องมีปริมาณน้ำสะสมมาก และมวลน้ำจากพื้นที่ตอนบนของลุ่มเจ้าพระยา จากสุโขทัยจะลงมาสมทบในอีก 7 วัน รวมถึงลุ่มน้ำป่าสักที่วิกกฤต เร่งระบาย คนท้ายเขื่อนป่าสักฯ จะอ่วม คาดว่าระดับน้ำจะขึ้นถึง 2 เมตร &amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งจะกระทบหลายจังหวัด รวมทั้งบางเลน จ.นครปฐม และกรุงเทพฯ ที่อยู่นอกแนวคันกั้นแม่น้ำเจ้าพระยา &amp;nbsp;วันที่ 5-7 ต.ค.คาดว่า จะมีพายุเข้ามาอีก จ.อยุธยาจะต้องประเมินสถานการณ์ใกล้ชิด เพราะเจอถึง 3 น้ำ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot; โอกาสน้ำท่วมใหญ่เหมือนปี 54 &amp;nbsp;ไม่เกิดแน่นอน แต่จะเป็นน้ำท่วมปี 54 แบบเล็ก เจอท่วมรุนแรงเฉพาะที่ เฉพาะจุด &amp;nbsp;กทม.ชุมชนที่อาศัยริมน้ำเจ้าพระยาต้องเฝ้าระวังน้ำท่วม บ้านอยู่นอกคันป้องกัน อย่างบางกอกน้อย คลองสาน ยานาวา เป็นไปได้ว่าจะท่วม &amp;nbsp;ส่วนปทุมธานี และนนทบุรี ยังมีฟันหรอบางส่วนเวลานี้ต้องเร่งเสริมคันกั้นน้ำ &amp;nbsp;ไม่ให้เจอท่วมหนัก &amp;quot; &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รศ.ดร.สุจริต ระบุปัจจุบันระบบจัดการน้ำดีขึ้นกว่าปี 54 &amp;nbsp; ยังมีบึงรับน้ำอีก 11 แห่ง ทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออกที่ลงทุนขุดลอกหลังน้ำท่วมใหญ่ ความจุรวม 1,000 ล้าน ลบ.ม. กลไกนี้จะช่วยตัดยอดน้ำไม่ให้เข้ากรุงเทพฯ เต็มๆ &amp;nbsp;นอกจากนี้ &amp;nbsp;ทาง กทม. ก็มีการป้องกันโดยมีคันกั้นน้ำที่สูงขึ้นจากปี 2554 &amp;nbsp;สูงในระดับ 3 เมตร
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ความเสียหายจากน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของไทย รศ.ดร.สุจริต บอกว่า ปีนี้น้ำมาเร็วกว่าทุกครั้ง เพราะฝนตกหนักสะสมในพื้นที่ผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ฝนที่ตกไหลเข้าท่วมบ้านเรือน ร้านค้า ตลาด สถานที่ราชการทันทีเลย ไม่เหมือนเดิมที่กว่าน้ำจะเข้าพื้นที่ใช้เวลา 3 วัน 7 วัน &amp;nbsp;ทำให้ชาวบ้านเก็บของหนีน้ำไม่ทัน หมดเนื้อหมดตัว &amp;nbsp;รวมถึงแม้จะมีการเตือนภัย สร้างการรับรู้ แต่ชาวบ้านไม่ตระหนัก ยังเข้าใจบริบทเดิมๆ ยังไม่เร่งเก็บของ ไม่อพยพ เพราะคิดว่ามีเวลา ซึ่งรูปแบบฝนและน้ำมันเปลี่ยนไปแล้ว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีจ.ชัยภูมิเจอน้ำท่วมหนักในรอบ 50 ปี นักวิชาการน้ำ ระบุว่า เป็นเพราะชัยภูมิเจอแนวพายุฝนพัดเข้ามารุนแรง ปริมาณฝนจึงมาก บวกกับสภาพพื้นที่เป็นที่ลาด เป็นท้องไร่ท้องนา กว่าจะระบายออกแม่น้ำชีได้ต้องใช้เวลานาน ประกอบกับน้ำชีมีความหลากหนุนสูง &amp;nbsp;ระดับน้ำจึงท่วมสูง &amp;nbsp;เมื่อมาเจอมวลน้ำจากอ่างเก็บน้ำลำเชียงไกร ที่พังเสียหายน้ำไหลลงมา ทำให้ชัยภูมิเจอหนักและเกิดการท่วมนาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.ดร.สุจริต ระบุว่า การแก้ปัญหาภัยพิบัติจากน้ำท่วม &amp;nbsp;จำเป็นต้องมีแผนที่เสี่้ยงภัยในพื้นที่ ตั้งสมมุติฐานว่า พื้นที่ไม่เคยท่วมก็อาจจะท่วมได้ ฝนตกปริมาณน้อย ปานกลาง และมาก จะส่งผลกระทบพื้นที่ใด บ้าง ถัดมาสร้างระบบเตือนภัยเฉพาะเจาะจง ในญี่ปุ่นมีกรมอุตุฯ ระดับจังหวัด พยากรณ์ได้แม่นยำ ต้องพัฒนากลไกต่างๆ และลดระยะเวลาในการระบายน้ำให้สั้นที่สุด &amp;nbsp;ต้องนำความรู้มาใส่ชุมชน และจังหวัด &amp;nbsp;แต่ไทยความสามารถไม่ถึง ทั้งด้านระบบข้อมูลและความเชื่อ &amp;nbsp;เรื่องนี้ อปท. หรือชุมชนต้องมีพี่เลี้ยง เพื่อให้องค์ความรู้ ซึ่ง อว.และมท. ต้องเข้ามามีบทบาทเติมเต็ม &amp;nbsp;เพื่อให้ปรับตัว และลดความเสียหายจากอุทกภัย &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot; ประเด็นเหล่านี้ ต้องมีการผลักดันในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 มุ่งหวังให้จังหวัดบูรณาการ ไม่ใช่ให้ส่วนกลางเป็นเจ้าภาพ เปลี่ยนจากช่วยเหลือ เป็นการป้องกันภัยพิบัติ ซึ่งร่างแผนฯ นี้อยู่ในขั้นตอนระดมความคิดเห็น และจะเริ่มใช้ตุลาคมปีหน้า ถ้ามีทิศทางตามแผน 13 เราจะเดินหน้าสู่การเปลี่ยนแปลงภายใน 5 ปี ทำให้ประเทศไทยหลุดจากวงจรแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งเฉพาะหน้าทุกปีๆ &amp;nbsp;จะไม่มีประชาชนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมหนักเหมือนปัจจุบัน &amp;quot; รศ.ดร.สุจริต ฝากความหวังในแผน 13 &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาพื้นที่แถบลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่มักได้รับผลกระทบเวลาเจอตกหนักเป็นอีกประเด็น ที่ต้องมีแผนรับมือ &amp;nbsp;นักวิชาการน้ำชี้ว่า ต้องผลักดันโครงการเจ้าพระยาเดลต้า เพื่อสร้างสมดุลใหม่ ลดพื้นที่ปลูกข้าว เปลี่ยนมาเพาะปลูกพืชชนิดอื่น เพราะแนวโน้มประชากรลดลง แรงงานภาคเกษตรไม่มี ราคาข้าวของไทยสู้เพื่อนบ้านไม่ได้ ประโยชน์อีกทางยังเป็นการเพิ่มพื้นที่รับน้ำนองของลุ่มเจ้าพระยา &amp;nbsp;ทำให้น้ำท่วมอยู่ในระดับจัดการได้ น้ำแล้งก็จัดการได้ อยากชวนกันคิดแก้ไข ไม่ใช่เมืองก็เติบโต โครงสร้างพื้นฐาน ถนน รถไฟ &amp;nbsp;แต่ขาดการเชื่อมโยงเรื่องจัดการน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; มีหลายเสียงออกมาพูดว่าน้ำท่วมปีนี้ จะซ้ำรอยกับปี 54 คนกรุงจะเจอกับมหาอุทกภัย &amp;nbsp;ในมุมมองของ รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ฝนตกในภาคเหนือค่าเฉลี่ยน้อยกว่าปกติ แต่ปัจจุบันปริมาณฝนมากกว่าค่าเฉลี่ยแล้ว แต่ยังน้อยกว่าปี 2554 &amp;nbsp;จะเห็นว่า น้ำเหนือมาน้อยกว่า 10 ปีที่แล้ว จากข้อมูลกรมชลประทานปริมาณน้ำระบายผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ที่&amp;nbsp;2,600-2,800 ล้าน ลบ.ม.ต่อวินาที &amp;nbsp;แต่จะประมาทเพราะยังระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาไม่ถึง 3,700 ล้าน ลบ.ม.จึงเหมือนปี 54 ไม่ได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นักวิชาการด้านภัยพิบัติยกตัวอย่างกรณี จ.สุโขทัย ทุกปีมีน้ำมาจากแพร่ แต่ปีนี้แพร่ไม่มีน้ำ ระดับน้ำยมต่ำกว่าตลิ่้ง แต่สุโขทัยทำไมท่วมรุนแรง โดนตีมาจากทางตะวันตก &amp;nbsp;ขณะที่พนังกั้นน้ำริมน้ำยมเป็นตัวขังไม่ให้น้ำระบายได้ เช่นเดียวกับในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบนก็เช่นกัน แม้น้ำเหนือมาน้อย แต่ปริมาณน้ำจากด้านข้าง เข้ามามาก ผลกระทบจากพายุจึงเป็นปัจจัยสำคัญ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ ไทยยังจะเจอพายุอีกลูก ซึ่งมีกำลังแรงกว่าพายุเตี้ยนหมู่ด้วย อาจจะเป็นไต้ฝุ่น ซึ่งจะเข้าภาคกลางของประเทศเวียดนาม ช่วงวันที่ 8-10 ต.ค. นี้ &amp;nbsp;ซึ่งต้องเฝ้าติดตามจะเข้าไทยเส้นทางไหน และลูกที่สองอาจจะมีตามมาอีกวันที่ 13-15 ต.ค. &amp;nbsp;ซึงเราต้องเชื่อว่ามีพายุไว้ก่อน &amp;nbsp;เพื่อวางแผนบริหารจัดการความเสี่ยง ต้องบริหารแข่งกับเวลาด้วย ถ้ารอให้รู้ว่า พายุมาแน่นอน จะเหลือเวลาน้อยในการจัดการน้ำ เพราะอนาคตข้างหน้าไม่แน่นอน ในต่างประเทศยังต้องสร้างภาพจำลองฉายขึ้นมา &amp;nbsp;เมื่อตรงกับความจริง ก็หยิบภาพฉายนี้มาวางแผนและจัดทำมาตรการ &amp;nbsp;ถ้าประเทศไทยทำแบบนี้ รพ.ชัยภูมิ จะไม่ถูกน้ำท่วมหนัก &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; ฉะนั้น เราต้องบริหารความเสี่ยงให้ได้ ถ้าเข้ามาเหนือเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ไม่เป็นไร เพราะเขื่อนมีปริมาตรรับได้ แต่ถ้าพายุเข้ามาใต้เขื่อน ที่นครสวรรค์ สุโขทัย พิษณุโลก จะหนักนะ หรือถ้าเข้ามาต่ำกว่าเขื่อนเจ้าพระอีก จะหนักในพื้นที่ลุ่มภาคกลาง เกิดน้ำท่วมทุ่ง ปริมาณฝนที่ตกหนักสะสมจะเหมือนกรณีน้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรมบางปู น้ำระบายออกไม่ได้ เพราะมีคันกั้นน้ำสูงมากในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ชัยนาท &amp;nbsp;สิงห์บุรี อ่างทอง &amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้องประเมินความเสี่ยง ว่าจะมาเส้นไหน และมีคำตอบ ส่วนคนกรุงเทพฯ และปริมณฑลต้องตั้งอยู่บนความไม่ประมาท ติดตาม ข้อมูลอย่างใกล้ชิด อย่าให้ความสำคัญกับน้ำเหนือมาน้อย &amp;nbsp;แต่ให้ความสำคัญกับฝน &amp;nbsp;&amp;quot;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รศ.ดร.เสรี กล่าวว่า ขณะนี้กำลังทำแบบจำลองคาดการณ์น้ำท่วมพื้นที่ภาคกลาง กรณีระบายน้ำ &amp;nbsp;2,800 ลบ.ม. ต่อวินาที และมีพายุพาดผ่านภาคกลาง ฝนตกหนักเข้ามาเติม ผลปรากฎว่า พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้งหมดจะมีปัญหาแน่นอน มีบทเรียนจากเตี้ยนหมู่แล้ว ชัดเจนฝนจากพายุอันตราย พึงระวังความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อถามถึงศักยภาพพื้นที่รับน้ำในพื้นที่ลุ่มภาคกลาง เพื่อหน่วงน้ำ &amp;nbsp; ดร.เสรี บอกว่า ปัจจุบันไหลผ่านเจ้าพระยาอยู่ที่&amp;nbsp;2,600 ลบ.ม.ต่อวินาทีก็เหนื่อยแล้ว &amp;nbsp;ถ้าผันมาทางลุ่มแม่น้ำน้อย คนก็ลำบากเพราะเกินศักยภาพ รับได้ &amp;nbsp;ถ้าเพิ่มมา &amp;nbsp;3,000-3,500 &amp;nbsp;ลบ.ม.ต่อวินาที จะหนักแน่ เกาะเมืองอยุธยาจะถูกกระทบแบบน่ากลัว &amp;nbsp;แต่ถามว่า จะตัดยอดน้ำได้หรือไม่ เพราะขณะนี้ระดับเหนือเขื่อนเจ้าพระยาต่างจากปี 54 แค่ 1 เมตร โดยวันนี้อยู่ที่ 17 เมตร ระดับน้ำทะเลปานกลาง(รทก.) &amp;nbsp;แต่ปี &amp;nbsp;54 &amp;nbsp;อยู่ระดับ 18 เมตร รทก. ซึ่งถ้ามีฝนตกหนักจากพายุเข้ามาอีก ถามว่าโครงสร้างพื้นฐานจะรับได้มั้ย คันกั้นน้ำ ประตูน้ำจะแตกอีกหรือไม่เรื่องเหล่านี้ต้องคิดเตรียมพร้อมรับมือ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot; คนกรุงเทพฯ และปริมณฑล กังวลกับสถานการณ์ได้ เพราะเจอน้ำรอการระบายแน่นอน ฝนจะตกสั้นๆ แต่หนัก น้ำเหนือที่มาแม้น้อยกว่าปกติ แต่อย่าวางใจ น้ำมาหาได้ และจะยกระดับมาเรื่้อยๆ ถ้าบางไทรแตะ 3,000 ลบ.ม. ต่อวินาที ให้ติดตามข่าวสาร &amp;nbsp; &amp;nbsp;พายุมาก็ติดตามสถานการณ์ ใช้เวลา 1 สัปดาห์น้ำจะมา &amp;nbsp;เมื่อไหร่น้ำหลาก น้ำล้น ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ก็ต้องตัวใครตัวมัน &amp;quot; รศ.ดร.เสรี ย้ำคนกรุงติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แล้วภาคอีสานล่ะจะเจอพายุอีกหรือไม่ &amp;nbsp;ดร.เสรี แสดงความกังวลว่า จะได้รับผลกระทบจากพายุลูกใหม่ แน่นอน แต่จะเป็นอีสานตอนบน ตอนกลาง หรือตอนล่าง ยังระบุไม่ได้ เพราะแนวโน้มจะไปอีสานกลาง &amp;nbsp;ซึ่งจะซ้ำกับเหตุการณ์ชัยภูมิ และขอนแก่น แต่ถ้าพายุเข้าอีสานตอนบนไป ก็จะไปที่จ.อุดรธานี และหนองคาย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; เส้นทางพายุไม่แน่นอนจริง ๆ ผมมีประสบการณ์คาดการณ์พายุที่จ.นครราชสีมา อ.ปากช่องจะตก 160 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง เส้นทางผ่านนครราชสีมา คล้ายสภาพอากาศปี 2553 &amp;nbsp;ที่น้ำท่วมปากช่อง คิดว่าปีนี้ปากช่องไม่รอดแน่ &amp;nbsp;เป็นการประเมิน 3 วันล่วงหน้า แต่ปรากฎว่าเส้นทางพายุเปลี่ยนขึ้นไปด้านบนแทน &amp;nbsp;แต่พอคาดการณ์ 1 วัน &amp;nbsp;ล่วงหน้าก็ ผ่านไปทาง จ.ชัยภูมิ &amp;nbsp;เส้นทางที่ไปแปรปรวนตลอด ต้องติดตาม สุดท้ายปากช่องไม่โดน เพราะไปที่ชัยภูมิแทน &amp;quot; รศ.ดร.เสรี กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ รศ.ดร.เสรี ยังย้ำเรื่องผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงจากสภาพภูมิอากาศ &amp;nbsp;จะทำให้โลกเจอกับ ภาวะฝนตกจะหนักขึ้น 2-3 เท่า &amp;nbsp;อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นทุก 1 องศา จะมีความชื้นเพิ่้มขึ้น 7-10 % พอหมดฝน เจอแล้ง และจะแล้งหนักขึ้น 4 เท่า เพราะอุณหภูมิสูงขึ้น น้ำระเหยมากขึ้น รวมถึงระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้น อย่างอ่าวไทยระดับน้ำจะเพิ่มขึ้น 30-40 เซนติเมตร อีก 80 ปี &amp;nbsp;จะเพิ่มขึ้น 1.50-2 เมตร ขึ้นกับผู้นำโลกที่จะเจรจาโลกร้อนกันเดือนพฤศจิกายนนี้ &amp;nbsp;สหประชาชาติส่งสัญญาณเตือนภัย และระบุไม่มีประเทศใดที่รายงานบรรลุเป้าหมายลดอุณหภูมิ อีก 10 ปีข้างหน้า เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนไม่เกิดขึ้นแน่นอน ถึงเวลาปรับตัวอยู่กับการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม เพราะเป็นผลพวงจากพฤติกรรมเรา ยิ่งภัยโควิดเกิดขึ้น ยากที่จะหยุดการพัฒนา

&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118615</URL_LINK>
                <HASHTAG>น้ำท่วมปี2554, น้ำท่วมปีุ2564</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211003/image_big_615957c2419d1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118327</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2021 13:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2021 13:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทม.ระทึก !ผู้ว่าอัศวิน เตือนชุมชนริมน้ำเจ้าพระยา เฝ้าระวังน้ำขึ้นสูง 1-5 ต.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ย. 64 - พล.ต.อ.อัศวิน &amp;nbsp;ขวัญเมือง &amp;nbsp;ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 28 ก.ย.- 2 ต.ค.64 กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าร่องมรสุมพาดผ่านภาคกลางตอนล่างและภาคใต้ตอนบน จะทำให้มีฝนตกหนักในพื้นที่ดังกล่าว กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ได้ประเมินปริมาณฝนที่ตกหนักสะสมในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบนและลุ่มน้ำป่าสัก คาดว่ามีน้ำหลากจากพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยาไหลลงเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณน้ำไหลผ่านสถานีวัดน้ำจังหวัดนครสวรรค์ (C.2) อยู่ในอัตราประมาณ 2,750 - 2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ลบ.ม./วินาที)และมีปริมาณน้ำหลากจากแม่น้ำสะแกกรังไหลผ่านสถานีวัดน้ำจังหวัดอุทัยธานี (Ct. 19) อยู่ในอัตรา 450 ลบ.ม./วินาที ประเมินปริมาณน้ำไหลเข้าสู่เขื่อนเจ้าพระยาอยู่ในอัตรา 3,200 ลบ.ม./วินาที จึงมอบหมายกรมชลประทานบริหารจัดการน้ำด้านเหนือเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ร่วมกับการตัดยอดน้ำเข้าระบบคลองชลประทานทั้งสองฝั่งและพื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งจะทำให้มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ในอัตรา 2,700 ลบ.ม./วินาที ประกอบกับมีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เพิ่มมากขึ้น เพื่อรักษาเสถียรภาพความปลอดภัยและความมั่นคงของเขื่อน จึงจำเป็นต้องระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ในอัตรา 900 - 1,200 ลบ.ม./วินาที ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลผ่านสถานีวัดน้ำอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (C.29A) อยู่ในอัตราประมาณ 3,000- 3,200 ลบ.ม./วินาที และส่งผลให้ระดับน้ำตั้งแต่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นเล็กน้อย และท้ายเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 1.20- 2.40 เมตร และท้ายเขื่อนพระรามหกเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 2.30 - 2.80 เมตร ในช่วงวันที่ 1-5 ต.ค.64&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ดังกล่าว กรุงเทพมหานครได้ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ ที่เป็นลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมทั้งตรวจสอบความแข็งแรงและจุดรั่วซึมของแนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำ ความยาวประมาณ 78.93 กิโลเมตร &amp;nbsp; เรียงกระสอบทรายในบริเวณที่ไม่มีแนวป้องกันน้ำถาวรและบริเวณแนวป้องกันที่มีระดับต่ำ &amp;nbsp;ตรวจสอบความพร้อมของสถานีสูบน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา จำนวน 97 สถานี และบ่อสูบน้ำตามแนวริมแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งสองฝั่ง &amp;nbsp;ในช่วงน้ำทะเลขึ้น จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวัง ตรวจสอบแนวป้องกันน้ำท่วม แนวกระสอบทราย พร้อมวัสดุอุปกรณ์ และกระสอบทราย เพื่อแก้ไขจุดที่คาดว่าอาจจะมีปัญหาน้ำรั่วซึมเข้ามาในพื้นที่ชั้นในอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบความรุนแรงของอุทกภัยและให้สถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว รวมทั้งเตรียมแผนเผชิญเหตุรับสถานการณ์น้ำหลาก เตรียมความพร้อมบุคลากร เครื่องจักรเครื่องมือ รวมถึงความพร้อมของระบบสื่อสารสำรอง เพื่อบูรณาการความพร้อมให้ความช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนได้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครขอให้หน่วยงาน &amp;nbsp;บริษัท ห้างร้าน ที่ประกอบกิจการในแม่น้ำเจ้าพระยา อาทิ งานก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง แพร้านอาหาร รวมทั้งประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประชาชนที่มีบ้านเรือนอาศัยอยู่นอกแนวคันป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยา คลองบางกอกน้อย และคลองมหาสวัสดิ์ ซึ่งอาจจะได้รับผลกระทบและความเดือดร้อนจากน้ำท่วมได้ โดยจากการสำรวจมีบ้านเรือนประชาชนที่อยู่นอกแนวคันป้องกันน้ำท่วม 11 &amp;nbsp;ชุมชน จำนวน 239 ครัวเรือน ในพื้นที่ 9 เขต ได้แก่ บางซื่อ ดุสิต พระนคร สัมพันธวงศ์ บางคอแหลม ยานนาวา คลองเตย บางกอกน้อย และคลองสาน จึงขอให้เตรียมขนย้ายสิ่งของให้อยู่ในที่สูง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนหากเกิดปัญหาระดับน้ำขึ้นสูงในช่วงเวลาดังกล่าว ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์น้ำผ่านทางเว็บไซต์ของสำนักการระบายน้ำ https://dds.bangkok.go.th/ ตลอด 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118327</URL_LINK>
                <HASHTAG>#น้ำท่วม, กทม, ชุมชนริมตลิ่งกทม., พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210930/image_big_6155534da73ec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118064</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2021 09:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2021 09:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จิสด้า&#039; เผยภาพถ่ายดาวเทียมน้ำท่วมอิสานเจอหนัก เสียหาย 1.59 แสนไร่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สีฟ้าคือพื้นที่น้ำท่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28ก.ย.64-สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISDA ได้เผยแพร่ภาพถ่ายสถานการณ์น้ำท่วมจาก COSMO-Skymed-2 &amp;nbsp;ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2562 เวลา 05.52 น. พบพื้นที่น้ำท่วมบางส่วน (สีฟ้า) ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมเนื้อที่ได้ความเสียประมาณ 159,024 ไร่ ส่วนใหญ่กระจายในที่ลุ่มพื้นที่การเกษตร และบริเวณริมแม่น้ำสายหลักและลำน้ำย่อยและเส้นทางการจราจรบางสาย ทั้งนี้ จิสด้า ร่วมเกาะติดสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้นำข้อมูลไปใช้ในการวางแผน ติดตาม สำรวจ และตรวจสอบในพื้นที่จริง เพื่อหาทางบรรเทาและลดผลกระทบที่เกิดขึ้น รวมถึงแก้ไขปัญหาต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118064</URL_LINK>
                <HASHTAG>#น้ำท่วม, จิสด้า, พายุเตี้ยนหมู่, ภาคอิสาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210928/image_big_615280c9f25dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117873</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/09/2021 12:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2021 12:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ความน่าค้นหา &#039;เชียงดาว&#039;เมือง 9 ผี  &#039;ไบโอสเพียร์&#039; แห่งที่5ของไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;

ดอยเชียงดาว &amp;nbsp;จ.เชียงใหม่ ได้รับการประกาศจาก สำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ให้เป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑล ของปีค.ศ.2021 และเป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑล แห่งที่ 5 ของประเทศไทย สร้างความปลาบปลื้่มให้กับคนไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะความภาคภูมิใจของคนเชียงดาว และภาคเหนือทั้งภาค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; ความโดดเด่นของเชียงดาว หลักๆ ก็คือสภาพภูมิศาสตร์และระบบนิเวศของดอยที่มีขนาดพื้นที่รวมประมาณ 36,931 ไร่ &amp;nbsp;มีสภาพเป็นป่าเปิดระดับสูง (Subalpine vegetaion)ซึ่งพบได้ไม่กี่แห่งในประเทศไทย และภูมิภาคเอเชียตะวันอกเฉียงใต้ &amp;nbsp;เป็นระบบนิเวศที่บ่งชี้ความเชื่อมต่อทางระบบนิเวศ ในแนวเทือกเขาหิมาลัยและจีนตอนใต้ เป็นถิ่นอาศัยของชนิดพันธุ์พืชเฉพาะถิ่นจำนวนมาก &amp;nbsp;ภูมิทัศน์ภูเขาหินปูนตั้งตระหง่านมีความสูงเป็นอันดับสามของประเทศไทย &amp;nbsp;และยังเป็นต้นน้ำของลุ่มน้ำปิงตอนบนอีกด้วย &amp;nbsp; ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่อยู่ในสภาพดั้งเดิม เกิดขึ้นจากการได้รับการปกปักษ์รักษามาอย่างยาวนาน และพื้นที่ที่ได้รับการฟื้นฟูให้คืนความสมบูรณ์ของป่ามาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 40 ปี ซึ่งธรรมชาติที่เป็นแกนกลางของพื้นที่ดอย ได้อำนวยต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนโดยรอบ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ที่สำคัญบนผืนดอย &amp;nbsp;ยังมีสังคมพืชกึ่งอัลไพน์ที่หาได้ยากยิ่งในประเทศไทย เป็นถิ่นอาศัยของพรรณไม้มากกว่า 2,000 ชนิด หรีอคิดเป็นร้อยละ 20 ของพรรณไม้ในประเทศไทย และมีพรรณไม้ที่เชื่อมโยงให้เห็นว่าภูมิประเทศนี้ทอดยาวลงมาจากตะวันออกของเทือกเขาหิมาลัย ที่ราบสูง Quinhai -Tibet และจีนตอนใต้ &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังเป็นเหล่งอาศัยของสัตป่ จำนวน 672 ชนิด จาก 35: สกุล ใน 91 วงศ์ &amp;nbsp; ซึ่งเป็นหัวใจของทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ เป็นแหล่งอาศัยที่ปลอดภัยของสัตว์ปาสงวน ได้แก่ กวางผา และเลียงผา รวมถึงสัตว์ป่าคุ้มครองอีกหลายชนิด และมีความเป็นไปได้สูงที่จะค้นพบพืชและสัตว์ชนิดพันธุ์ใหม่ของโลกได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ไม่ได้มีแต่ขุนเขาเท่านั้น ที่โดดเด่น ดอยหลวงเชียงดาว ยังเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทงวัฒนธรรมของชนเผ่าชาวไทยภูเขา &amp;nbsp;5 ชนเผ่าได้แก่ ม้ง มูเซอ ลีซอ ปกากญแ และชาวไทยล้นนา ซึ่งแต่ละกลุ่มมีวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตความเป็นอยู่ การแต่งกายภาษาพูด ที่แตกต่งกัน แต่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อีกทั้ง ยังดำรงความเป็นจิตวิญญาณของผู้คนในล้านนา &amp;nbsp; ในความเชื่อของชนเผ่า &amp;nbsp;คือเชียงดาวเป็นชุนเขาอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่สถิตของ เจ้าหลวง คำแดง ผู้มีฤทธิ์เป็นเจ้าแห่งผีทั้งหลาย เป็นเจ้าปกครองเหนือกว่าผีเมือง หรือเทวดาอารักษ์ทั้งปวงในดินแดนล้านนา และมีเทวาสถานอยู่ ณ ถ้ำเรียงดาว ซึ่งตั้งอยู่เชิงดอยหลวงเชียงดาว และความเชื่อนี้ที่มิได้มีอยู่แค่ผู้คนในอำเภอเชียงดาวเท่านั้น แต่รวมถึงผู้คนในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำปาง แม่ฮ่องสอน และน่านอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
ความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าหลวงคำแดงถูกเล่าสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน พระสงฆ์ในล้านนาได้แต่คัดลอกตำนานไว้ในคัมภีร์ใบลาน ชื่อ ตำนานถ้ำเชียงดาว ที่ปรากฎในหลายสำนวนกระจายกันอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ทางภาคเหนือของไทย และเชื่อว่าเจ้าหลวงคำแดงเป็นสัญลักษณ์ร่วมของชนเผ่าไทในลุ่มน้ำโขงอีกด้วย ตำนานเจ้าหลวงคำแดงนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ เมื่อพ.ศ. 2555&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ถ้าได้พูดคุยกับคนเชียงดาว ก็จะบอกเสียงเดียวกันว่า เชียงดาวเป็นเมือง 9 ผี หรือเป็นเมืองผี ที่คุ้มครองแผ่นดินชาวล้านนา &amp;nbsp;เป็นเมืองที่มีความสำคัญประวัติศาสตร์ &amp;nbsp; เป็นต้นน้ำปิง มีสิ่่งคนเชียงดาวภาคภูมิใจ คนเชียงดาวแท้ๆ จะนับถือ และมีความผูกพันธ์กับดอยมาก เพราะเกิดมาก็เห็นสองดอยที่หันหน้าเข้าหากันแล้ว หรือบางครั้งถ้าเกิดความไม่สบายใจ ก็จะมาขอพลัง หรือกำลังใจจากดอย &amp;nbsp; ถือว่าเป็นการสื่อสารกับดอยได้ ดอยเชียงดาวจึงไม่ใช่แค่ความเป็นภูมิศาสตร์ แต่เป็นที่สิงสถิตปู่ย่าตายาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวในโอกาสที่ยูเนสโก ประกาศให้ดอยเชียงดาว เป็นพื้่นที่สงวนชีวมณฑลว่า ดอยเชียงดาว ถือว่าเป็นพื้นที่ที่มีความมหัศจรรย์อย่างยิ่ง &amp;nbsp;ทั้งในแง่สังคมของพืชสัตว์ป่าที่หายาก &amp;nbsp;และการเป็นแหล่งศูนย์รวมจิตวิญญาณของพี่น้องในท้องถิ่นภาคเหนือ &amp;nbsp;ที่ก่อให้เกิดศิลปินและภูมิปัญญา &amp;nbsp;ที่มีผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง เปี่ยมไปด้วยจิตสำนึกรักบ้านเกิด ที่สำคัญคือการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่จะส่งต่อให้กับลูกๆและหลานๆเยาวชนรุ่นต่อๆไป &amp;nbsp;และการเสนอให้ดอยเชียงดาว เป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลแห่งใหม่ หรือที่เรียกว่าเป็น biosphere reserve ต้องยกให้เป็นเครดิตของชุมชนด้วย ที่ร่วมผลักดันนำเสนอ &amp;nbsp;เพราะคนที่นี่มีจิตใจอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ &amp;nbsp;และเราหวังว่าการได้รับยกย่องของดาวเชียงดาว จะส่งเสริมเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ของพี่น้องในชุมชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
หลังจากได้รับการยกย่องให้เป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลแล้ว อนาคตของเชียงดาวจะเป็นอย่างไร นายวราวุุธ กล่าวว่า &amp;nbsp;การประกาศให้ดอยเชียงดาว เป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑล ยังเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น &amp;nbsp;ระยะต่อไป ทส.จะต้องสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ บูรณาการพื้นที่ จะต้องมีคณะกรรมการมนุษย์พื้นที่ชีวมณฑลในเชียงดาวเกิดขึ้น &amp;nbsp;เพื่อรับผิดชอบพื้นที่ดังกล่าวโดยตรง &amp;nbsp;คณะกรรมการนี้ จะทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลจัดการ และประสานงานกับองค์กรต่างๆที่มีหลายภาคส่วน &amp;nbsp; เพื่อตอบสนองการพัฒนาที่ยั่งยืน &amp;nbsp; โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ &amp;nbsp;โดยเฉพาะพี่น้องใน &amp;nbsp; Buffer Zone &amp;nbsp; และ Transition Area เพราะคำว่า &amp;nbsp;ไบโอสเพียร์ &amp;nbsp;หมายถึงการเป็นพื้นที่ ที่มีความสมบูรณ์อย่างยิ่ง และเป็นตัวอย่างของคำว่า คนอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืน มีการเกื้อหนุนจุนเจือกัน คือ คนดูแลป่า และป่าก็ดูแลคน &amp;nbsp; และในอนาคต &amp;nbsp;เราก็จะมีพื้นที่ไบโอสเพียร์ เพิ่มขึ้น ที่เขาพระแทว จ.ภูเก็ต &amp;nbsp;ซึ่งการมีพื้นที่ไบโอสเพียร์หลายๆ แห่ง สะท้อนนโยบายว่าเราจะต้องทำให้คนอยู่ร่วมกับป่าให้ได้

&amp;quot;ในแง่การบริหารจัดการพื้นที่เชียงดาวกว่า 5แสนไร่ จะประกอบด้วย 3 ส่วน คือ Core Area หรือพื้นที่ส่วนกลางเป็นเขตพื้นที่รักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยเชียงดาว ถัดมาเป็น Buffer Zone &amp;nbsp;เปรียบเสมือนวงกลาง เป็นพื้นที่ พี่น้องประชาชนมาใช้ประโยชน์ ทั้งในเรื่องของวัฒนธรรม &amp;nbsp;การศึกษาหาความรู้ ส่วนTransition Area เป็นส่วนเป็นเมืองและเป็นชุมชนที่จะอยู่ล้อมรอบ พื้นที่ไบโอสเพียร์&amp;quot;นายวราวุธกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
รมว.ทส.ยอมรับว่า หลังการประกาศเป็นพื้นที่ชีวมณฑล จะทำให้ดอยเชียงดาวเกิดการบูมด้านการท่องเที่ยวมากขึ้นแน่นอน &amp;nbsp; เพราะการได้ขึ้นเป็นไบโอสเฟียร์ ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในเครือข่ายบัญชีของโลกนั้นแสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์ของธรรมชาติไร อีกทั้งการที่ดอยเชียงดาวมีวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีที่แตกต่างกัน จากความหลากหลายของความเป็นชาติพันธุ์ เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ จะเป็นแม่เหล็กที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวผู้คนต่างๆให้เข้ามา &amp;nbsp;สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการเปลี่ยนแปลงในวันหน้าคือ คือการต้องหาทางอนุรักษ์ความหลากหลายทางวัฒนธรรม &amp;nbsp;ที่ต้องมีการสืบสานต่อ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ให้สิ่งใหม่ๆ ที่เข้ามาทำลาย &amp;nbsp;เพราะการที่ไบโอสเพียร์ จะกำเนิดขึ้นได้นั้นหัวใจสำคัญ &amp;nbsp; คือ การคงอยู่ของพี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่แห่งนั้น &amp;nbsp;เพราะการเป็นไบโอสเพียร์ คือ ตัวอย่างของการที่คนจะอยู่กับป่าได้ ซึ่งพี่น้องประชาชนในพื้นที่ต้องเข้าใจตรงนี้ &amp;nbsp;และให้ความสำคัญ &amp;nbsp;ตลอดจนต้องคิดว่า เราต้องทำการอนุรักษ์สิ่งที่มีอยู่มากน้อยแค่ไหน เพื่อจะได้ส่งต่อทรัพยากรเหล่านี้ให้ลูกหลาน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot; คำว่าไบโอสเพียร์ รีเซิร์ฟ มีความครอบคลุมมากกว่า มรดกโลกขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง &amp;nbsp;เพราะเป็นเรื่องคนกับธรรมชาติ คนกับป่า &amp;nbsp;เรื่องปัญหาจากการท่องเที่ยว ผมอยากยกตัวอย่างเรื่องความสะอาดในชุมชน ถ้ามีนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น เชื่อว่าปริมาณขยะจะเป็นตัวสะท้อนจิตวิญญาณชุมชน &amp;nbsp;ว่ามีความหวงแหน มีการอนุรักษ์ มากน้อยแค่ไหน &amp;nbsp;เพราะการเป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑล ในวันนี้ ไม่ใช่เป็นจุดที่เราจะหยุด &amp;nbsp; เราจะต้องทำงานให้หนักขึ้น สานต่องานที่เราได้ทำมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่นั้น &amp;nbsp;ขอให้ท่านอนุรักษ์แล้วก็รักษา ความเป็นชนบท ความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เอาไว้ อย่าได้เเผลอทำอะไร ไปตามกระแสที่เปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้ &amp;nbsp;เพื่อรักษาสิ่งที่มีอยู่ให้คงอยู่จนชั่วลูกชั่วหลาน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ปัญหาไฟป่าภาคเหนือที่ปะทุลุกลามขึ้นทุกปีในช่วงหน้าแล้ง ทำให้เกิดความกังวลว่าจะกระทบต่อเชียงดาว &amp;nbsp; นายวราวุธกล่าวว่า เรื่องนี้ จะต้องมีมาตรการดูแลป้องกัน &amp;nbsp;ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่านับตั้งแต่วันที่ดอยเชียงดาว ได้ขึ้นเป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑล จะทำให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ในดอย &amp;nbsp;จะมีความตื่นตัวมากขึ้น ทำหน้าที่ในการที่จะเป็นหูเป็นตาดูแล &amp;nbsp; ส่วนทางภาครัฐเอง ในแผนปฏิบัติการไฟป่าของภาคเหนือ &amp;nbsp;ทางทส.มีการส่งรองปลัดทส.และผู้ตรวจราชการไปประจำการ แต่ละจังหวัดเพื่อดูแลปัญหา &amp;nbsp;เรียกได้ว่าเป็นการดูแลที่หน้างานเลยทีเดียว ส่วนปีหน้านั้นก็จะต้องเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจตรามากขึ้น เนื่องจาก ดอยเชียงดาวได้เป็นพื้นที่ชีวมณฑลแล้ว จึงต้องมีการทำงานอย่างเข้มงวดมากขึ้น โดยร่วมมือกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

&amp;nbsp;ก่อนประกาศให้ดอยเชียงดาวเป็นพื้นที่ชีวมณฑล แห่งที่ 5 ของประเทศ ไทยมีพื้นที่สงวนชีวมณฑลอยู่ 4 แห่ง ได้แก่ &amp;nbsp;พื้นที่ชีวมณฑลสะแกราช จังหวัดนครราชสีมา ขึ้นบัญชีเมื่อปี &amp;nbsp;2519 ปี 2520 ประกาศอีก 2แห่ง ได้แก่ แม่สาย - คอกม้า &amp;nbsp;จ.ลำปาง และปี 2540&amp;nbsp; ที่จังหวัดระนอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พืชถิ่นเดียวของไทย และพืชชนิดใหม่ของโลกที่เชียงดาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ความหลากหลายทางชีวภาพของดอยเชียงดาว ยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องติดตามค้นหาต่อไป &amp;nbsp;แต่การค้นพบล่าสุดในกลุ่มพืชก็คือ การพบดอกไม้ ที่ได้รับการยืนยันแล้วว่า เป็นพืชถิ่นเดียวของไทย และเป็นพืชชนิดใหม่ของโลก &amp;nbsp;โดยกรมอุทยานสัตว์และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้รายงานว่าพบ พืชชนิดใหม่ของโลก 4 ชนิด คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เทียนเชียงดาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เทียนเชียงดาว&amp;nbsp;Impatiens chiangdaoensis T. Shimizu เป็นไม้ล้มลุก สูง 10&amp;ndash;50 ซม. มีขนหยาบตามแผ่นใบด้านบน ก้านดอก ใบประดับ กลีบเลี้ยง กลีบดอก และผล ออกดอกสีม่วง ออกเดี่ยว ๆ &amp;nbsp;กลีบดอกกลีบกลางรูปหัวใจ กว้าง 1.2&amp;ndash;1.4 ซม. เป็นพืชถิ่นเดียวของไทย พบเฉพาะทางภาคเหนือที่ดอยเชียงดาว &amp;nbsp;ขึ้นตามหินปูนที่โล่ง ความสูง 1000&amp;ndash;2000 เมตร พบบริเวณเส้นทางไปยังอ่างสลุง บนยอดดอยหลวงเชียงดาว ช่วงเดือนสิงหาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เทียนนกแก้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เทียนนกแก้ว&amp;nbsp;Impatiens psittacina Hook. F. ไม้ล้มลุกพบขึ้นตามซอกหินปูน ดอกสีม่วงอมชมพู รูปร่างโดยรวมคล้ายนกแก้ว เทียนนกแก้วถูกตีพิมพ์เป็นพืชชนิดใหม่ของโลกโดย Sir Joseph Dalton Hooker อดีตหัวหน้าสวนพฤกษศาสตร์คิว สหราชอาณาจักร โดยตีพิมพ์ในวารสาร Botanical Magazine 127: t. 7809 ปี ค.ศ. 1901 และได้ให้ชื่อสามัญไว้ว่า &amp;lsquo;cockatoo balsam&amp;rsquo; ต้นพืชได้ถูกค้นพบในรัฐฉาน เมียนมา เมล็ดถูกส่งให้สวนพฤกษศาสตร์คิวในปี ค.ศ. 1899 ปลูกและออกดอกในปี ค.ศ. 1900 มีเขตการกระจายพันธุ์ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียถึงเมียนมา และทางตอนเหนือของไทย คำระบุชนิด &amp;lsquo;psittacina&amp;rsquo; หมายถึง &amp;lsquo;parrot-like&amp;rsquo; คือคล้ายนกแก้วเมื่อมองจากด้านข้างตอนดอกบาน พบบริเวนดงไม้หก ทางขึ้นปางวัว บนดอยหลวงเชียงดาว ช่วงเดือนสิงหาคม-ธันวาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชมพูเชียงดาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชมพูเชียงดาว&amp;nbsp;Pedicularis siamensis Tsoong ไม้ล้มลุก สูง 40&amp;ndash;60 ซม. ลำต้นมีขน &amp;nbsp;มีดอกเป็นช่อแบบช่อกระจะ ยาวได้ถึง 40 ซม. &amp;nbsp;ดอกสีชมพูถึงม่วงเข้ม เป็นพืชถิ่นเดียวของไทย พบบนยอดดอยหลวงเชียงดาวและกิ่วลม ความสูง 1800&amp;ndash;2100 เมตร ช่วงเดือนตุลาคม-มกราคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขาวปั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ขาวปั้น&amp;nbsp;Pterocephalodes siamensis (Craib) V.Mayer &amp;amp; Ehrend. (ชื่อพ้อง Scabiosa siamensis Craib) ไม้ล้มลุก สูง 10&amp;ndash;50 ซม. ลำต้นอวบหนา มีช่อดอกแบบช่อกระจุกแน่น ออกเดี่ยว ๆ &amp;nbsp;เป็นพืชถิ่นเดียวของไทย พบทางภาคเหนือที่ดอยหัวหมด จังหวัดตาก และดอยเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ขึ้นตามเขาหินปูนที่เปิดโล่ง ความสูง 900&amp;ndash;2200 เมตร จะพบได้บนยอดดอยหลวงเชียงดาวและกิ่วลม ช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดอกไม้อื่่นๆในเชียงดาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บั้งม่วงเชียงดาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;


	
		
			ศรีพายัพ
		
	


&lt;p&gt;&lt;/p&gt;


	
		
			สิงโตชมพูเชียงดาว
		
	


&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117873</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ดอยเชียงดาว, Biosphere Reserve, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.), นายวราวุธ ศิลปอาชา, พื้นที่สงวนชีวมณฑล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210926/image_big_614ff9a9bd298.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117650</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2021 16:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2021 16:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คพ.ขอDSIชงทิ้งของเสียอันตรายที่ลพบุรีเป็นคดีพิเศษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากกรณีที่กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้ร่วมกับศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 4 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร, กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กรมโรงงานอุตสาหกรรม, จังหวัดลพบุรี, อำเภอพัฒนานิคม สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 7 (สระบุรี), สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลพบุรี สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดลพบุรี, สถานีตำรวจภูธรพัฒนานิคม, เทศบาลตำบลดีลัง และ ผู้ใหญ่บ้านและผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 เข้าตรวจสอบการลักลอบทิ้งสารอันตรายในพื้นที่ตำบลพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ซึ่งมีนายสุเทพ ขวัญตา แสดงตัวเป็นเจ้าของที่ดินนั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า ผลการตรวจสอบ พบว่า มีการลักลอบทิ้งถังบรรจุกากของเสียอันตราย และมีร่องรอยการเปิดฝาถังและบีบอัดเพื่อนำไปจำหน่าย โดยเป็นถังเหล็กขนาด 200 ลิตร ประมาณ 360 ถัง และถังพลาสติกขนาด 200 ลิตร ประมาณ 40 ถัง รวมทั้งสิ้นประมาณ 80,000 ลิตร สันนิษฐานได้ว่าของเสียดังกล่าวเป็นของเสียจากการประกอบกิจการโรงงาน ได้แก่ ตัวทำละลาย สี กาว เป็นต้น และจากการสุ่มเก็บตัวอย่างกากของเสีย จำนวน 7 ตัวอย่าง พบว่า มีค่า pH ระหว่าง 7 &amp;ndash; 13 ค่าไอระเหยสารอินทรีย์ระเหยง่าย ระหว่าง 0 - 838 ppm เข้าข่ายเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่&amp;nbsp;3 ของเสียเคมีวัตถุตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายอรรถพล กล่าวว่า การลักลอบทิ้งของเสียอันตรายดังกล่าวข้างต้นได้สร้างความเสียหายและความเดือดร้อนกับประชาชน และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง มีมูลค่าความเสียหายจำนวนมาก เข้าข่ายมีความผิดทางอาญาตามกฎหมายหลายฉบับ อาทิ กฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย กฎหมายว่าด้วยโรงงาน กฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข เป็นต้น ดังนั้น การที่จะหาตัวกลุ่มบุคคลที่กระทำความผิดมาลงโทษจึงมีความซับช้อน จำเป็นต้องใช้บุคลากรที่มีความรู้ ความชำนาญ หรือประสบการณ์สูงในการสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน ในการนี้ คพ.จึงขอความร่วมมือจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ขอให้พิจารณานำกรณีการลักลอบทิ้งของเสียอันตรายดังกล่าว เสนอให้คณะกรรมการคดีพิเศษพิจารณากำหนดให้เป็นคดีพิเศษ เพื่อให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษเข้ามาดำเนินการตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 และฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อระงับยับยั้งไม่ให้เกิดผลกระทบต่อทรัพย์สินของราษฎรและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในวงกว้างจนยากที่จะเยียวยา และแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117650</URL_LINK>
                <HASHTAG>กากของเสียอันตราย, ตำบลพัฒนานิคม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210923/image_big_614c4b992527f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117638</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2021 15:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2021 15:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุตุฯ ออกประกาศเตือนระวังพายุดีเปรสชั่น  เข้าเวียดนามวันพรุ่งนี้ ก่อนไปอีสาน ภาคกลาง ไทยตอนบน-กทม.ปริมณฑล เจอฝนตกหนัก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;23ก.ย.64- &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กรมอุตุนิยมวิทยา &amp;nbsp;ออกประกาศเตือน เรื่อง&amp;quot;พายุดีเปรสชั่น&amp;quot; ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 23 กันยายน 2564 ว่าในเวลา 10.00น. วันที่ 23 ก.ย. 64 &amp;nbsp;พายุดีเปรสชันบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลางที่ทวีกำลังแรงจากหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงเมื่อเวลา 07.00น. โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 14.5 องศาเหนือ ลองจิจูด 111.0 องศาตะวันออก กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็วประมาณ 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนกลางในวันพรุ่งนี้ (24 ก.ย. 64) และจะอ่อนกำลังเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง เคลื่อนตามแนวร่องมรสุมเข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางในช่วงวันที่ 24-25 กันยายน 2564 ตามลำดับ ส่งผลทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนมีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งในภาคเหนือ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังผลกระทบจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากไว้ด้วย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือที่ 0-2399-4012-13 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ประกาศ ณ วันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2564 เวลา 11.00 น.
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ &amp;nbsp;กรมอุตุนิยมวิทยาจะออกประกาศฉบับต่อไปใน วันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2564 เวลา 17.00 น.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117638</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอุตินิยมวิทยา, พายุดีเปรสชัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210923/image_big_614c35db9eacf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
