<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120233</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อ่านระหว่างบรรทัดแถลงการณ์ อาเซียนไม่เชิญ มิน อ่องหล่าย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมอ่านแถลงการณ์จาก &amp;ldquo;ประธานอาเซียน&amp;rdquo; (บรูไน) ที่สรุปมติของที่ประชุม &amp;ldquo;นัดฉุกเฉิน&amp;rdquo; ของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่ออกมาเมื่อวันศุกร์แล้วก็เห็นได้ว่ารอยแตกระแหงระหว่าง มิน อ่องหล่าย กับอาเซียน กำลังจะเข้าสู่โหมดของการ &amp;ldquo;จำกัดความเสียหาย&amp;rdquo; ได้ยากขึ้นทุกที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แถลงการณ์นี้เริ่มด้วยการบอกว่า เป็นการประชุมนัดพิเศษของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน เมื่อวันที่ 15 ตุลา. ผ่านวิดีโอเพื่อปรึกษาการเตรียมการประชุมสุดยอด ASEAN Summit and Related Summits ระหว่าง 26-28 ตุลาคมนี้ (ผ่านวิดีโอเหมือนกัน)
&amp;ldquo;ทูตพิเศษของประธานอาเซียนว่าด้วยกิจการเมียนมา&amp;rdquo; (หมายถึงรัฐมนตรีต่างประเทศบรูไน Erywan Yusof) ได้รายงานที่ประชุมเกี่ยวกับความคืบหน้าของฉันทามติ 5 ข้อของผู้นำอาเซียนที่ประชุมกันวันที่ 24 เมษายนปีนี้ ที่สำนักงานเลขาธิการอาเซียนที่กรุงจาการ์ตา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐมนตรีต่างประเทศแสดงความชื่นชมในการทำหน้าที่ของทูตพิเศษ
โดยให้ความสำคัญกับการที่ทูตพิเศษจะไปเยือนเมียนมาแต่ก็เน้นความสำคัญของการที่จะ &amp;ldquo;เข้าถึงทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง&amp;rdquo; และการยึดมั่นตามหลักฉันทามติ 5 ข้อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การย้ำความสำคัญของ &amp;ldquo;การเข้าถึงทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง&amp;rdquo; (access to all parties concerned) มีนัยสำคัญมาก เพราะถึงวันนี้ทูตพิเศษอาเซียนก็ยังไม่ได้รับคำยืนยันว่าจะทำเช่นนั้นได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แถลงการณ์บอกต่อว่า ได้ &amp;ldquo;ฟังอย่างระมัดระวัง&amp;rdquo; รายงานจากเมียนมาว่าด้วยการดำเนินการตามฉันทามติ 5 ข้อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานจากเมียนมาที่ว่านี้มาจากรัฐมนตรีต่างประเทศของรัฐบาลทหารพม่าคือ วันนา หม่อง ลวิน ที่เข้าร่วมประชุมผ่านระบบออนไลน์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แถลงการณ์บอกว่าตัวแทนจากเมียนมาได้แจ้งว่าทูตพิเศษอาเซียนควรจะ &amp;ldquo;หลีกเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์กับฝ่ายที่กำลังอยู่ภายใต้กระบวนการกฎหมาย&amp;rdquo;
และระบุชื่อของ อองซาน ซูจี กับ อู วิน มิน (ประธานาธิบดีภายใต้รัฐบาลก่อน)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมถึง CRPH, NUG และ PDF
นั่นคือคำย่อของ Committee Representing the Pyidaungsu Hluttaw, National Unity Government และ People&amp;rsquo;s Defence Forces
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งรัฐบาลทหารพม่าถือว่าเป็นองค์กร &amp;ldquo;ผิดกฎหมาย&amp;rdquo; ในนิยามของเขา พอตัวแทนเมียนมาระบุเช่นนี้ก็เห็นได้ชัดว่ามีปัญหาแน่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะเจตนาของฉันทามติ 5 ข้อนั้นต้องการจะให้ มิน อ่องหล่าย ผู้ก่อรัฐประหารนั่งลงปรึกษาหารือกับองค์กรและบุคคลต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากกลุ่มคนที่ประชาชนเลือกตั้งมาอย่างท่วมท้น &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และเป็นองค์กรที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหารเพื่อเรียกร้องให้กลับไปสู่กระบวนการประชาธิปไตย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แสดงว่าผู้นำอาเซียนกับแกนนำของรัฐบาลทหารเมียนมาตีความฉันทามติไปคนละข้างกันโดยสิ้นเชิง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แถลงการณ์บอกว่า รัฐมนตรีต่างประเทศต้อนรับ &amp;ldquo;ความพร้อม&amp;rdquo; ของรัฐบาลทหารพม่าที่บอกว่าพร้อมจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับทูตพิเศษอาเซียน
แต่ก็เน้นความจำเป็นที่จะต้องใช้ความยืนหยุ่นในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และตอกย้ำความสำคัญของการที่จะให้ทูตพิเศษอาเซียน &amp;ldquo;เข้าถึงทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เห็นได้ชัดว่าพูดกันคนละภาษาแล้ว
แถลงการณ์บอกต่อว่า รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนยืนยันที่จะยึดหลักการของกฎบัตรอาเซียน และขณะเดียวกันก็ตระหนักว่าสถานการณ์ในเมียนมามีผลต่อความมั่นคงและความเป็นเอกภาพของภูมิภาค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตลอดจนความน่าเชื่อถือและสถานภาพความเป็นแกนหลักของอาเซียน (credibility and centrality of ASEAN)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในฐานะที่อาเซียนเป็นองค์กรที่ยึดกฎกติกาสากลเป็นหลัก (rules-based organization) แถลงการณ์ย้ำว่าเมียนมาเป็น &amp;ldquo;สมาชิกที่สำคัญของครอบครัวอาเซียน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประโยคต่อมาของแถลงการณ์ตอกย้ำการที่รัฐมนตรีต่างประเทศต้องตัดสินทำอะไรที่รัฐบาลทหารเมียนมาไม่เห็นด้วยแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะมี &amp;ldquo;บางประเทศสมาชิกอาเซียนได้เสนอว่า อาเซียนควรจะให้พื้นที่ (space) กับเมียนมาเพื่อฟื้นคืนกิจการภายในและกลับสู่ภาวะปกติตามแนวทางที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของประชาชนเมียนมา)&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประโยคนี้แหละที่นำไปสู่ข้อสรุปว่า แล้วเมียนมาจะมีตัวแทนแบบไหนในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่กำลังจะเกิดขึ้นก่อนสิ้นเดือนนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีการระบุว่าสมาชิกอาเซียนบางประเทศได้รับการติดต่อจาก NUG (รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ หรือฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหาร) ที่จะให้เชิญตัวแทนของเขามาร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาถึงประโยคสำคัญที่สุดของแถลงการณ์ที่บอกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หลังจากมีการปรึกษาหารือกันอย่างกว้างขวาง ปรากฏว่าไม่มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าด้วยการเชิญตัวแทนทางการเมืองจากเมียนมา&amp;rdquo; มาร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงสรุปด้วยประโยคสุดท้ายว่า
เมื่อมีการแก่งแย่งจากหลายฝ่ายในเมียนมาเพื่อส่งตัวแทนของตนมาร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้ ที่ประชุมนัดพิเศษของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนจึงสรุปว่า จะต้องยืนยันยึดมั่นในหลักการ &amp;ldquo;ไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิก&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ขณะเดียวกันก็จะ &amp;ldquo;เปิดทางให้พื้นที่แก่เมียนมาในการฟื้นคืนกิจกรรมภายในและกลับสู่ภาวะปกติ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ประชุมจึงตัดสินใจที่จะเชิญ &amp;ldquo;ตัวแทนที่ไม่มีนัยทางการเมือง (non-political representative) จากเมียนมา&amp;rdquo; มาร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกันก็รับทราบถึง &amp;ldquo;การสงวนสิทธิ์ในการเห็นต่าง&amp;rdquo; (reservations) จากตัวแทนเมียนมาในที่ประชุม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(แถลงการณ์ของรัฐบาลทหารพม่าหลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงแสดงความ &amp;ldquo;ผิดหวังอย่างลุ่มลึก&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;คัดค้าน&amp;rdquo; มติของที่ประชุมอาเซียนครั้งนี้อย่างขึงขังทีเดียว)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมสรุปว่าเป็นแถลงการณ์ที่ต้องใช้ความสามารถทางการทูตทั้งภาษาลีลาและการกำหนดนโยบายที่ท้าทายความสามารถของผู้นำอาเซียนอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนจริงๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เคยเห็นนักกายกรรมไต่ลวดลอยฟ้าที่สร้างความหวาดเสียวให้กับผู้พบเห็นไหม? นั่นแหละสถานการณ์ของอาเซียนวันนี้!.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120233</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, สุทธิชัย หยุ่น, อ่านระหว่างบรรทัดแถลงการณ์ อาเซียนไม่เชิญ มิน อ่องหล่าย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e08a1204492e.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120119</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทย,อาเซียน และมิน อ่องหล่าย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำแถลงของประธานอาเซียน (บรูไน) ที่ออกมาเมื่อค่ำวันศุกร์ที่ผ่านมาว่าจะไม่เชิญ &amp;ldquo;ผู้นำทางด้านการเมือง&amp;rdquo; ของเมียนมามาร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนปีนี้ถือว่าเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ที่ต้องบันทึกเอาไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มติของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนในการประชุมนัดพิเศษออนไลน์วันนั้นคือไม่เชิญ มิน อ่องหล่าย จากพม่ามาร่วมประชุมสุดยอดในช่วง 26-28 ตุลาคมนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวแทนจากเมียนมาจะไม่ใช่ &amp;ldquo;ระดับการเมือง&amp;rdquo; ส่วนจะเป็นระดับ &amp;ldquo;เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ&amp;rdquo; อย่างไรหรือไม่ เป็นประเด็นที่คงจะต้องมีการตกลงกันในระหว่างสมาชิกอาเซียน 9 ประเทศ ที่ไม่รวมถึงเมียนมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาเซียนไม่มีทางเลือกอะไรมาก เมื่อผู้นำทหารพม่าไม่ยอมให้มีความคืบหน้าที่จะให้ทูตพิเศษอาเซียนเข้าประเทศเพื่อพบปะกับ &amp;ldquo;ผู้มีส่วนได้เสีย&amp;rdquo; ทุกฝ่ายในการหารือทางออกจากวิกฤตอันเกิดจากรัฐประหารเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะหากอาเซียนยอมให้ มิน อ่องหล่าย มาร่วมประชุมสุดยอด อาจจะถูกคว่ำบาตรโดยประเทศอื่นที่ปกติจะมาร่วมประชุมในฐานะ &amp;ldquo;คู่เจรจา&amp;rdquo; หรือ dialogue partners ซึ่งมีทั้งสหรัฐฯ, อียู, อังกฤษ, จีน, รัสเซียและอื่นๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงต่างประเทศเมียนมาของรัฐบาลทหารพยายามจะแก้ตัวด้วยแถลงการณ์ว่ารัฐบาลพม่ามีพันธกรณีที่จะร่วมมือกับอาเซียนอย่างสร้างสรรค์ในการทำตามฉันทามติ 5 ข้อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นคือแถลงการณ์ทางการ แต่ในทางปฏิบัติเป็นอีกเรื่องหนึ่งโดยสิ้นเชิง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จุดยืนของไทยในกรณีนี้จึงน่าสนใจ
เพราะอย่างน้อย 4 ประเทศในอาเซียน คือ อินโดฯ, มาเลเซีย, สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ออกมายืนยันว่าอาเซียนจะ &amp;ldquo;เสียผู้เสียคน&amp;rdquo; แน่ หากเชิญ มิน อ่องหล่าย มาร่วมประชุมสุดยอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักวิเคราะห์ที่ติดตามเรื่องนี้บอกว่า ไทยและประเทศอาเซียนอื่นๆ มีท่าทีที่อ่อนกว่า แต่เมื่อ มิน อ่องหล่าย ไม่ยอมผ่อนปรนอะไรเลย เสียงทักท้วงของไทยและอาเซียนอื่นก็ไม่มีน้ำหนักพอที่จะไม่เดินหน้าสกัด มิน อ่องหล่าย ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้าการประชุมนัดพิเศษของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนนั้น กระทรวงต่างประเทศไทยมีแถลงการณ์ว่าด้วยจุดยืนของไทยในเรื่องนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับมุมมองของไทยต่อสถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับการเยือนเมียนมาของผู้แทนพิเศษของประธานอาเซียน ดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้แทนพิเศษของประธานอาเซียนจะสามารถเดินทางเยือนเมียนมาได้ในเร็ววันนี้ และหวังว่าผู้แทนพิเศษจะมีโอกาสพบหรือเข้าถึงฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในระหว่างการเยือนเมียนมา หรือในโอกาสต่อๆ ไป เพื่อผลักดันการปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ข้อของผู้นำอาเซียน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยการเยือนดังกล่าวจะเป็นก้าวแรกที่สำคัญของกระบวนการเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนให้เกิดการพูดคุยกันระหว่างฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในเมียนมาตามที่ระบุไว้ในฉันทามติ 5 ข้อของผู้นำอาเซียน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไทยเห็นว่าเมียนมาเป็นสมาชิกของครอบครัวอาเซียน และเชื่อว่าเมียนมาก็ให้ความสำคัญกับครอบครัวอาเซียน และต้องการเห็นอาเซียนประสบความสำเร็จ ไทยเชื่อในภูมิปัญญาร่วมกันของทุกประเทศสมาชิกอาเซียน รวมถึงเมียนมา ที่จะหาวิธีการที่จะเอาชนะความท้าทายต่างๆ ได้ด้วยกัน โดยคำนึงถึงความเป็นครอบครัวอาเซียนเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไทยมีความเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าประชาคมระหว่างประเทศควรที่จะให้ความสำคัญลำดับสูงกับการให้ความช่วยเหลือมนุษยธรรมแก่ประชาชนเมียนมาต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยไทยในฐานะมิตรที่ดีของประชาชนเมียนมาทุกคนจะพยายามอย่างเต็มที่ต่อไปเพื่อให้ความช่วยเหลือ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในขณะเดียวกัน ไทยขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายในเมียนมาให้การรับประกันว่าการขนส่งความช่วยเหลือมนุษยธรรม โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับสาธารณสุขไปยังประชาชนที่มีความต้องการจะสามารถดำเนินได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไทยขอเน้นย้ำอีกครั้งถึงความปรารถนาที่จะเห็นสันติภาพและความสงบสุขกลับคืนสู่เมียนมา และข้อเรียกร้องให้มีการยุติความรุนแรง ปล่อยตัวผู้ถูกควบคุมตัวเพิ่มเติม และให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในเมียนมาหันหน้ามาพูดคุยกันผ่านช่องทางที่สร้างสรรค์ใดๆ เพื่อหาทางออกทางการเมืองร่วมกันโดยสันติ และดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกันในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยเพื่อประโยชน์ของประชาชนของเมียนมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สรุปว่าแถลงการณ์ของไทยใช้ถ้อยคำที่ควรจะใช้อย่างกว้าง ๆ และตามหลักการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ในทางปฏิบัติแล้วก็สะท้อนว่า ความพยายามของไทยที่ใช้ &amp;ldquo;การทูตเพื่อนบ้านที่เข้าใจทุกฝ่าย&amp;rdquo; นั้นไม่อาจจะน้าวโน้ม มิน อ่องหล่าย ให้ยอมโอนอ่อนตามเลยแม้แต่น้อย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งเป็นที่มาของ &amp;ldquo;เกมการทูตสกัดมิน อ่องหล่าย&amp;rdquo; ของอาเซียนวันนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พรุ่งนี้วิเคราะห์ภาษาและลีลาของแถลงการณ์ฉบับนี้ที่จะมีผลต่อเนื่องไปอีกยาวนาน เพราะรัฐบาลทหารพม่าออกแถลงการณ์โต้ทันควันว่าไม่ยอมรับมติชน ถือว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของพม่าและไม่มีมติที่เป็นเอกฉันท์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้า มิน อ่องหล่าย เล่นบท &amp;ldquo;เด็กเกเร&amp;rdquo; ต่อ อาเซียนจะทำอย่างไร? ไทยจะพลิกเกมนี้อย่างไร?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นคำถามที่ท้าทายยิ่งนัก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120119</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, สุทธิชัย หยุ่น, อาเซียน และมิน อ่องหล่าย, ไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e08a1204492e.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120013</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เบื้องหลังความเคลื่อนไหว  อาเซียนไม่เชิญมิน อ่องหล่าย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เกมการทูตเรื่องอาเซียนกับ &amp;ldquo;มิน อ่องหล่าย&amp;rdquo; ผู้นำรัฐบาลทหารพม่ามีสีสันและการทูตละเอียดอ่อนที่น่าวิเคราะห์เป็นอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นครั้งแรกที่อาเซียนบอกว่า เมื่อประเทศสมาชิกมีความขัดแย้งว่าใครคือตัวแทนที่แท้จริง ก็ขอไม่เชิญผู้นำทางการเมืองของทั้งฝ่าย SAC ของทหารและ NUG ของฝ่ายต่อต้านรัฐประหาร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จะเชิญตัวแทนที่ &amp;ldquo;ไม่มีนัยทางการเมือง&amp;rdquo; มาแทน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งก็ยังบอกไม่ได้ว่าเป็นใครหรือมาจากแวดวงใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มติของที่ประชุมนัดพิเศษรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า จะไม่เชิญพลเอกอาวุโสมิน อ่องหล่าย ของเมียนมา มาร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน 26-28 ตุลาคมนี้เป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนที่น่าสนใจยิ่งสำหรับอาเซียน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บรูไนในฐานะประธานอาเซียนปีนี้ออกแถลงการณ์หลังการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนว่า เมื่อยังไม่มีความคืบหน้าในพม่าเพื่อกลับสู่กระบวนการประชาธิปไตย ก็จะไม่เชิญผู้นำทางการเมืองทั้ง 2 ฝ่ายมาร่วมประชุมสุดยอดสิ้นเดือนนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงต่างประเทศของรัฐบาลทหารเมียนมาออกแถลงการณ์แสดง &amp;ldquo;ความผิดหวังอย่างยิ่ง&amp;rdquo; และกล่าวหาว่าอาเซียนกำลังถูกอิทธิพลข้างนอกเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปรากฏการณ์ครั้งนี้ในอีกแง่หนึ่งก็จะสะท้อนถึงลีลาท่าทีของไทยในเรื่องนี้อย่างมีนัยสำคัญต่ออนาคต &amp;ldquo;การทูตแบบไทยๆ&amp;rdquo; ของเราไม่น้อยเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนการประชุมออนไลน์ของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน (ซึ่งยอมให้ &amp;ldquo;รัฐมนตรีต่างประเทศ&amp;rdquo; วันนา หม่อง ลวิน ของรัฐมนตรีทหารพม่าเข้าร่วมประชุมด้วย มีการออกข่าวจากอาเซียนหลายประเทศเพื่อกดดันผู้นำทหารพม่าอย่างชัดเจน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะก่อนหน้านั้นมีข่าวว่า มิน อ่องหล่าย หัวหน้าคณะรัฐประหารเมียนมา ยืนกรานปฏิเสธไม่ให้ นายเอรีวัน ยูโซฟ รัฐมนตรีต่างประเทศบรูไนคนที่ 2 ในฐานะทูตพิเศษของอาเซียน เข้าพบหารือกับนางอองซาน ซูจี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยข้ออ้างว่าเธอเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาสำคัญหลายคดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐมนตรีต่างประเทศของอินโดนีเซีย, มาเลเซีย, สิงคโปร์และฟิลิปปินส์ มีความเห็นตรงกันว่า การปฏิเสธเช่นนี้เป็นการขัดแย้งกับมติของอาเซียน เมื่อวันที่ 24 เมษายนที่ผ่านมา ที่กรุงจาการ์ตา (ซึ่งมิน อ่องหล่าย ร่วมประชุมด้วย)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นหลักคือ &amp;ldquo;ฉันทามติ 5 ข้อ&amp;rdquo; จากที่ประชุมผู้นำอาเซียนวันนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สาระของฉันทามติระบุว่า นอกเหนือจากการให้ยุติความรุนแรงในทันทีแล้ว ยังมีข้อตกลงให้ผู้แทนพิเศษของอาเซียนเข้าพบหารือกับทุกฝ่ายเพื่อส่งเสริมให้เกิดกระบวนการสานสนทนาขึ้น, รวมทั้งต้องอนุญาตให้มีการเข้าถึงความช่วยเหลือเพื่อมนุษยธรรมและการยุติการเป็นปฏิปักษ์ซึ่งกันและกันอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พอ มิน อ่องหล่าย &amp;ldquo;เบี้ยว&amp;rdquo; ข้อตกลง โดยเฉพาะเรื่องให้ตัวแทนพิเศษอาเซียนเข้าไปพบกับ &amp;ldquo;ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย&amp;rdquo; ในเมียนมา อาเซียนหลายประเทศก็เห็นว่าจะปล่อยให้เป็นอย่างนี้ไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะหากการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนมีภาพของผู้ก่อรัฐประหารของพม่าเข้าร่วมวงด้วย ภาพลักษณ์และความศักดิ์สิทธิ์ของอาเซียนก็ล่มสลายต่อหน้าต่อตาแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานก่อนหน้านี้ว่า บรูไนในฐานะประธานอาเซียน ถึงกับทำหนังสือแจ้งต่อ นายอันโตนิโอ กูแตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ให้เลื่อนการประชุมยูเอ็น-อาเซียน ซึ่งเป็นการประชุมทางไกลเสมือนจริงที่กำหนดขึ้นในวันที่ 8 ตุลาคมออกไปก่อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะในที่ประชุมอาจจะมี นายวันนา หม่อง ลวิน รัฐมนตรีต่างประเทศของรัฐบาลทหารเมียนมารวมอยู่ด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาจทำให้เกิดภาพว่าเป็นการให้การยอมรับรัฐบาลทหารเมียนมาโดยพฤตินัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามมาด้วยการแสดงจุดยืนของอาเซียนหลายชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่น รัฐมนตรีต่างประเทศของ มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และอินโดนีเซียออกมาให้สัมภาษณ์ว่าไม่ต้องการให้ มิน อ่องหล่าย เข้าร่วมอยู่ในการประชุมสุดยอดที่จะมีขึ้นในปลายเดือนนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทีโอโดโร ล็อคซิน รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์ ยืนยันว่า เห็นด้วยกับการกันผู้นำเมียนมาออกจากการประชุมสุดยอด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะถ้านายพลพม่าคนนี้มาปรากฏตัวก็จะทำให้ความน่าเชื่อถือของอาเซียนหายไปในทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จะทำให้อาเซียนจะกลายเป็นกลุ่มประเทศที่คำพูดแต่ละคำไร้ความหมาย ไร้คุณค่า ไม่มีใครในโลกยึดถือไปในที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไซฟุดดิน อับดุลเลาะห์ รัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซีย ก็แถลงว่า ไม่ต้องการให้ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากแผนสันติภาพ 5 ประการของอาเซียนยังคงไม่มีความคืบหน้าใดๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักวิชาการในแวดวงนี้วิเคราะห์ว่า ประเทศไทยและสมาชิกอื่นๆ ของอาเซียนมีท่าทีที่แข็งกร้าวต่อพม่าน้อยกว่า 4 ประเทศนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นที่รู้กันว่ากระทรวงการต่างประเทศไทยได้พยายามยึดแนวทาง &amp;ldquo;การทูตเงียบ&amp;rdquo; หรือ quiet diplomacy เพื่อจะได้ไม่ดันให้ มิน อ่องหล่าย ต้องเข้าสู่สภาพ &amp;ldquo;หลังพิงกำแพง&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งอาจจะยิ่งทำให้การหาทางรอมชอมในพม่ายุ่งยากมากขึ้นอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ดูเหมือนเพื่อนๆ ของเราในอาเซียนอย่างน้อย 4 ประเทศ ที่แสดงจุดยืนแข็งกร้าวเพื่อลงโทษ &amp;ldquo;เด็กเกเร&amp;rdquo; อย่าง มิน อ่องหล่าย จะเห็นว่าความพยายามของไทยที่จะน้าวโน้มผู้นำรัฐประหารพม่านั้นไม่ได้ผลเสียแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จุดยืนของกระทรวงการต่างประเทศไทยเป็นอย่างไร พรุ่งนี้ว่าต่อครับ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120013</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, สุทธิชัย หยุ่น, เบื้องหลังความเคลื่อนไหว  อาเซียนไม่เชิญมิน อ่องหล่าย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e08a1204492e.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119843</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วิกฤตปรับ ‘เพดานหนี้’ ของมะกันมันเป็นเช่นไร?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่เรียกว่า &amp;ldquo;วิกฤตเพดานหนี้&amp;rdquo; ของมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ นั้นยังต้องลุ้นกันต่อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้ว่าพรรคเดโมแครตของประธานาธิบดีโจ ไบเดน กับพรรครีพับลิกันฝ่ายค้านจะบรรลุ &amp;ldquo;การประนีประนอม&amp;rdquo; ยอมเลื่อน &amp;ldquo;เส้นตาย&amp;rdquo; จากตุลาคมนี้ไปเป็นต้นธันวาคม แต่การต่อรองทางการเมืองระหว่างสองพรรคใหญ่ยังไม่จบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เดิมคนทั่วโลกกำลังรอคอย &amp;ldquo;วิกฤตเพดานหนี้&amp;rdquo; ของสหรัฐฯ ที่กำหนดเส้นตายไว้ว่าจะต้องออกหัวออกก้อยวันที่ 18 ตุลาคมนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จะถึงขั้นที่ประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่อันดับหนึ่งของโลกไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนพนักงานรัฐบางส่วนหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะทั้งสองพรรคทะเลาะกันว่าการยกเพดานเงินกู้ หรือ debt ceiling นั้นเป็นความรับผิดชอบของใคร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฝั่งเดโมแครตยืนยันว่าเป็นเรื่องที่ทั้งสองพรรคต้องร่วมกันหาทางออก ไม่ควรให้ประเทศเข้าสู่วิกฤตหนี้เพียงเพราะฝ่ายค้านจะเล่นการเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะทั้งสองพรรคขณะที่เป็นรัฐบาลก็กู้เงินมาชดเชยการขาดดุลงบประมาณกันทั้งนั้นแหละ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมัยที่โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีนั้น พรรครีพับลิกันเคยลงมติด้วยเสียงข้างมากในสภาให้ระงับการใช้เพดานหนี้ชั่วคราว เพื่อรัฐบาลจะได้กู้เงินเพิ่มมาบริหารประเทศได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รีพับลิกันอ้างว่าพรรคเดโมแครตก็กุมอำนาจทั้งด้านบริหารและนิติบัญญัติในวอชิงตันอยู่แล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีปัญหาก็แก้เองซิ, อะไรทำนองนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำให้เกิดคำถามพื้นฐานว่า คำว่า debt limit หรือเพดานหนี้ของสหรัฐฯ มันคืออะไร มีมากมายเท่าไหร่ กฎหมายเขียนไว้อย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพดานหนี้ก็คือตัวเลขหนี้ที่รัฐบาลกลางได้รับอนุญาตให้ก่อได้ด้วยการกู้มาใช้สำหรับการบริหารประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;งบประมาณของสหรัฐฯ นั้นขาดดุลมายาวนาน ต้องกู้เงินสำหรับมหาศาลเพื่อจ่ายหนี้และเงินเดือนของพนักงานส่วนกลาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เงินกู้นั้นต้องใช้สำหรับโครงการสวัสดิการสังคมทั้งหลาย รวมถึงดอกเบี้ยและเงินเดือนกองทัพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทุกครั้งที่มีการถกแถลงเรื่องเพดานหนี้ นักการเมืองก็มักจะเรียกร้องให้รัฐบาลกลางลดค่าใช้จ่ายแทนที่จะกู้เพิ่ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่การยกเพดานสร้างหนี้โดยตัวมันเองไม่ได้เปิดทางให้รัฐบาลกลางใช้จ่ายเพิ่มจากรายการเดิมในงบประมาณ เพียงให้ใช้เงินนั้นเพื่อจ่ายหนี้ที่มีอยู่เท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เส้นตายของการต้องตัดสินว่าจะยกเพดานหนี้ของสหรัฐฯ คือเมื่อไหร่?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ว่าตามทฤษฎี เส้นตายนั้นถึงกำหนดเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาแล้วหลังจากที่รัฐสภาได้ผ่านมติให้ต่ออายุเพดานหนี้ไปอีกสองปีเมื่อ 2019
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ที่ยังไม่เกิดวิกฤตก็เพราะรัฐมนตรีคลัง Janet Yellen ได้ใช้อำนาจ &amp;ldquo;มาตรการพิเศษชั่วคราว&amp;rdquo; เพื่อขยายเส้นตายออกมาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณี &amp;ldquo;ผิดนัดชำระหนี้&amp;rdquo; ของรัฐบาลกลาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เดิมข้อมูลทางการของสหรัฐฯ บอกว่ากระทรวงการคลังจะไม่มีเงินสดที่จะใช้ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายระหว่างวันที่ 15 ตุลาคมถึง 4 พฤศจิกายนนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่การคำนวณเส้นตายจริงๆ เป็นเรื่องซับซ้อนพอสมควร เพราะช่วงนี้มีการใช้งบพิเศษสำหรับเยียวยาเรื่องโควิด-19&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และยังมีความไม่แน่นอนเรื่องยอดรายได้จากการเก็บภาษีที่จะได้มาในภาวะโควิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวเลขรายได้และรายจ่ายของรัฐบาลกลางจึงยังอยู่ในช่วงของการรวบรวมข้อมูล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหรัฐฯ มีหนี้เท่าไหร่?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มโหฬารเหลือเชื่อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลผลิตมวลรวม หรือ GDP ของสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 20.93 ล้านล้านเหรียญฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ยอดหนี้ของรัฐบาลกลางที่กู้มาจากแหล่งต่างๆ อยู่ที่ 28.43 ล้านล้านเหรียญฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และเพดานหนี้ที่จะกู้ได้สำหรับรัฐบาลกลางอยู่ที่ 28.4 ล้านล้านเหรียญฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นแปลว่ารัฐบาลสหรัฐฯ มีหนี้เท่ากับ 135% ของจีดีพี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และจะกู้เกินกว่าหนี้ปัจจุบันไม่ได้แล้ว เพราะจะทะลุเพดานที่ตั้งไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากจะกู้เพิ่มเพื่อไม่ให้การบริหารประเทศของทำเนียบขาวหยุดชะงัก ก็ต้องให้รัฐสภาลงมติยกเพดานสร้างหนี้เพิ่มขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ระบุไว้ว่าสภาคองเกรสมีอำนาจในการอนุมัติให้รัฐบาลกลางกู้เงิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพดานหนี้ถูกกำหนดครั้งแรกในศตวรรษที่ 20 เพื่อว่ากระทรวงการคลังไม่ต้องขออนุญาตสภาทุกครั้งที่ออกพันธบัตรเพื่อกู้เงินประชาชนมาใช้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปี 1939 เป็นครั้งแรกที่สภากำหนดเพดานหนี้อย่างเป็นทางการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำไมการปรับเพดานหนี้ในสหรัฐฯ ตอนนี้จึงกลายเป็นเรื่องร้อนแรงมากขนาดนี้?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลายปีที่ผ่านมา การยกเพดานหนี้ของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ เกือบจะเป็นเรื่องปกติเพราะทั้งสองพรรคใหญ่ก็หมุนเวียนกันเข้ามาบริหารประเทศ ต่างฝ่ายต่างเข้าใจปัญหาของงบประมาณขาดดุล และต่างฝ่ายต่างก็ต้องสร้างหนี้เพิ่มตลอดเวลา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ในช่วงหลังนี้ประเด็นเพดานหนี้กลายเป็นเรื่องการเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้เชี่ยวชาญบางคนอ้างบทแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ 14 &amp;nbsp;ที่บางฝ่ายตีความว่าประธานาธิบดีมีอำนาจที่จะปรับเพดานหนี้ได้โดยไม่ต้องผ่านสภา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากสภามีประเด็นโต้แย้งก็อาจจะไปตัดสินกันที่ศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่เรื่องนี้ยังไม่เคยไปถึงขั้นนั้น ทุกครั้งก็จะมีการต่อรองและโต้เถียงระหว่างทำเนียบขาวกับสมาชิกคองเกรสฝ่ายตรงกันข้าม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครั้งนี้รัฐมนตรีคลังยืนยันว่าสภาคองเกรสควรลงมติให้ปรับเพดานหนี้หรือไม่ ก็กำหนดให้ละเว้นการใช้เพดานหนี้ชั่วคราวเพื่อการบริหารประเทศจะได้เดินหน้าต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เธออ้างว่าในเมื่อคองเกรสเป็นผู้อนุมัติงบประมาณรายจ่ายและนโยบายการเก็บภาษีรายได้ ดังนั้นจึงไม่ควรจะมีเพดานสำหรับเงินกู้ที่จะเอามาใช้จ่ายตามงบประมาณที่รัฐสภาเป็นผู้อนุมัติเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นหัวข้อร้อนๆ ที่ยังรอให้มีการเล่นเกมการเมืองที่วอชิงตันให้ทั้งโลกใจหายใจคว่ำได้ตลอดเวลา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119843</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, วิกฤตปรับ ‘เพดานหนี้’ ของมะกันมันเป็นเช่นไร?, สุทธิชัย หยุ่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e08a1204492e.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119751</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กฎหมายมะกันเรื่องไต้หวัน มีอะไรซ่อนเร้นไว้มากมาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวานผมเล่าเรื่องเนื้อหาของกฎหมายสหรัฐฯ ที่โอบอุ้มไต้หวันเพื่อประกอบการติดตามข่าวความตึงเครียดระหว่างปักกิ่งกับไต้หวันในช่วงนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กฎหมายฉบับนี้ผ่านสภาคองเกรสสหรัฐฯ วันที่ 10 เมษายน 1979 หลังจากสหรัฐฯ เปิดสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีน และตัดสัมพันธ์กับไต้หวันอย่างเป็นทางการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่วอชิงตันทิ้งไต้หวันไม่ได้ เพราะคบหากันมายาวนาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหรัฐฯ จึงต้องเขียนกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาเพื่อ &amp;ldquo;ดูแล&amp;rdquo; ไม่ให้ไต้หวันถูกปักกิ่งกลืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ขณะเดียวกันภาษาที่ใช้ในการเขียนกฎหมายฉบับนี้ก็ &amp;ldquo;คลุมเครือและกำกวม&amp;rdquo; อย่างตั้งใจเพื่อส่งสัญญาณให้จีนว่าอย่าได้คิดใช้กำลังในการยึดครองไต้หวันเป็นอันขาด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าถ้าจีนบุกยึดไต้หวันด้วยกำลัง วอชิงตันมีพันธสัญญาที่จะต้องส่งทัพมาช่วยปกป้องไต้หวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ก็เขียนไว้หลวมๆ ว่าสหรัฐฯ จะให้ไต้หวันมั่นใจว่าจะให้ความช่วยเหลือด้าน &amp;ldquo;อุปกรณ์และบริการด้านการทหาร&amp;rdquo; ในปริมาณและลักษณะเพียงพอที่จะปกป้องตนเองได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในขณะที่พิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ ทั้งอเมริกาและจีนต่างก็กำลังต้องการจะเปิดสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ จึงปล่อยให้เรื่องไต้หวันเป็นประเด็น &amp;ldquo;คลุมเครือ&amp;rdquo; สำหรับทั้ง 3 ฝ่ายจนถึงวันนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่หากอ่านรายละเอียดของกฎหมายฉบับนี้จริงๆ ก็จะเห็นว่ามีการใส่ข้อความเพิ่มเติมที่ทำให้อเมริกาต้องปกป้องไต้หวันมากกว่าเพียงแค่ให้อาวุธช่วยเหลือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะอีกตอนหนึ่งของข้อตกลงนี้เขียนว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;The US will consider any effort to determine the future of Taiwan by other than peaceful means, including by boycotts or embargoes, a threat to the peace and security of the Western Pacific area and of grave concern to the United States&amp;hellip;&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นแปลว่าสหรัฐฯ สงวนสิทธิ์ที่จะพิจารณาความพยายามอื่นๆ ในการกำหนดอนาคตของไต้หวัน...&amp;rdquo; นอกเหนือจากวิถีทางสันติ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นรวมถึงการคว่ำบาตรและวิธีการกดดันอื่นๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในกรณีที่สหรัฐฯ เห็นว่ามี &amp;ldquo;ภัยคุกคามต่อสันติภาพและความมั่นคงของย่านแปซิฟิกตะวันตก และมีลักษณะที่ก่อให้เกิดความน่ากังวลอย่างยิ่งต่อสหรัฐฯ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พูดง่ายๆ คือหากสหรัฐฯ เห็นสมควร ก็จะสามารถใช้วิธีการต่างๆ (โดยไม่ได้ปิดช่องทางการใช้กำลังทหาร) หากมีเหตุที่สหรัฐฯ เองเห็นว่าเป็นภัยของตนในทุกรูปแบบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และประโยคต่อไปที่ตอกย้ำว่าวอชิงตันมีทางเลือกที่จะใช้กำลังเพื่อช่วยไต้หวันได้เช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นคือ &amp;ldquo;The US will have a policy to provide Taiwan with arms of a defence character&amp;hellip;and to maintain the capacity of the US to resist any resort to force or other forms of coercion that would jeopardize the security, or the social or economic system, of the people of Taiwan&amp;hellip;&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมตีความว่านี่คือวิธีการเขียนกฎหมายที่กินความกว้างพอที่จะให้สหรัฐฯ ทำอะไรก็ได้หากตีความได้ว่าไต้หวันถูกคุกคาม (ไม่ว่าจะเป็นทางความมั่นคง, สังคมหรือเศรษฐกิจ&amp;rdquo;)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เห็นหรือยังว่ามหาอำนาจนั้นมีวิธีการดำเนินนโยบายทั้งทางตรงและผ่าน &amp;ldquo;ภาษาการทูต&amp;rdquo; ที่เปิดทางให้ตนสามารถทำอะไรที่ตนต้องการได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากประเทศอื่นใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก็ด้วยเนื้อหาสาระในข้อความนี้ภายใต้ Taiwan Relations Act นี่แหละที่เปิดทางให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทุกคนที่ผ่านมาสามารถขายอาวุธยุทโธปกรณ์ให้ไต้หวันได้อย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้ว่าจะมีเสียงคัดค้านต่อต้านจากจีนแผ่นดินใหญ่ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็ตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหรัฐฯ ยึดเอากฎหมายฉบับนี้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนในภูมิภาคนี้ผ่านไต้หวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่จีนแผ่นดินใหญ่ย้ำเตือนวอชิงตันตลอดเวลาเช่นกันว่าสหรัฐฯ กับจีนมี &amp;ldquo;แถลงการณ์ร่วม&amp;rdquo; (Joint Communiques) อย่างน้อย 3 ฉบับที่ยอมรับนโยบาย &amp;ldquo;จีนเดียว&amp;rdquo; หรือ One China Policy ตลอดมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ &amp;ldquo;แถลงการณ์ร่วม&amp;rdquo; ระหว่างประเทศเป็นเพียง &amp;ldquo;ความเข้าใจระหว่างกัน&amp;rdquo; มิได้มีผลทางกฎหมายระหว่างประเทศแต่ประการใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งการตีความว่านโยบาย &amp;ldquo;จีนเดียว&amp;rdquo; นั้นมีผลทางปฏิบัติอย่างไรก็แตกต่างกันระหว่างจีน, ไต้หวันและสหรัฐฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จีนแดงถือว่าจีนเดียวแปลว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน และทุกอย่างของไต้หวันเป็นเรื่อง &amp;ldquo;กิจการภายใน&amp;rdquo; ของจีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลไต้หวันปัจจุบันยืนยันว่าตนไม่เคยเห็นพ้องกับการตีความ &amp;ldquo;นโยบายจีนเดียว&amp;rdquo; แบบของปักกิ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไต้หวันตีความว่า &amp;ldquo;จีนเดียว&amp;rdquo; นั้นหมายถึงไต้หวันเป็นหลัก จีนแผ่นดินใหญ่ต้องยอมตามไต้หวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วอชิงตันตีความว่า &amp;ldquo;จีนเดียว&amp;rdquo; หมายถึงการคบหาระหว่างสหรัฐฯ กับปักกิ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่สงวนสิทธิ์ที่จะมีความสัมพันธ์ &amp;ldquo;อย่างไม่เป็นทางการ&amp;rdquo; (แต่ยังเหนียวแน่นเหมือนเดิม) กับไต้หวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่ออ่านกฎหมาย Taiwan Relations Act ของอเมริกาแล้วจึงเข้าใจได้ว่าทำไมทั้ง 3 ฝ่ายจึงไม่อาจจะตกลงกันได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และต้องหันมาใช้วาทกรรมและการยกระดับภาษากายและส่งเครื่องบินรบบินว่อนเต็มน่านฟ้าเหนือช่องแคบไต้หวันอย่างที่เห็นกันวันนี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119751</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายมะกันเรื่องไต้หวัน มีอะไรซ่อนเร้นไว้มากมาย, กาแฟดำ, สุทธิชัย หยุ่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e08a1204492e.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119665</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สหรัฐมี ‘ข้อตกลง’ ช่วยไต้หวันรบจีนหรือ? </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเกิดการยกระดับความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีคำถามว่าสหรัฐมี &amp;ldquo;ข้อตกลง&amp;rdquo; ที่จะมาปกป้องไต้หวันทางทหารหรือไม่ หากจีนตัดสินใจ &amp;ldquo;บุก&amp;rdquo; ไต้หวัน
ประเด็นนี้น่าสนใจ เพราะทั้งจีนและวอชิงตันต่างก็ยืนยันว่าจะยังคงไว้ซึ่ง &amp;ldquo;จุดยืน&amp;rdquo; ของตนไม่เปลี่ยนแปลง
สี จิ้นผิง ประกาศว่าจะต้อง &amp;ldquo;รวมชาติ&amp;rdquo; เพื่อให้ไต้หวันกลับมาสู่ &amp;ldquo;แผ่นดินแม่&amp;rdquo;
แม้สีจะเน้นว่าจะใช้ &amp;ldquo;วิธีสันติ&amp;rdquo; แต่ประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน ของไต้หวันก็ปักหลักยืนหยัดว่าไต้หวันยังไม่ยอมรับแรงกดดันของปักกิ่งแต่อย่างไร
โจ ไบเดน ยืนยันว่าสหรัฐจะยังเคารพใน &amp;ldquo;ข้อตกลง&amp;rdquo; ที่มีไว้กับไต้หวันตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
เป็นที่เข้าใจโดยทั่วไปว่าอเมริกามีพันธสัญญาที่จะปกป้องไต้หวันทางทหารหากปักกิ่งตัดสินใจว่ามี &amp;ldquo;เหตุจำเป็น&amp;rdquo; ที่จะ &amp;ldquo;รวมชาติจีน&amp;rdquo; ด้วยกำลังอย่างที่สี จิ้นผิง เคยประกาศไว้ในหลายโอกาสก่อนหน้านี้
แต่ถ้าไปอ่านรายละเอียดของกฎหมายของสหรัฐ เรื่องนี้ก็จะเห็นว่ามีอะไรที่ &amp;ldquo;ยังต้องตีความ&amp;rdquo; กันพอสมควรว่าอเมริกามีคำมั่นที่จะปกปักรักษาไต้หวันถึงขนาดไหน
กฎหมายฉบับนี้มีชื่อว่า Taiwan Relations Act (TRA) ซึ่งได้รับอนุมัติโดยรัฐสภาสหรัฐ และลงนามโดยประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ ในปี 1979 หลังจากที่สหรัฐตัดสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับไต้หวัน เพราะเปิดสัมพันธ์กับสาธารณรัฐประชาชนจีน (หลังการไปเยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์ของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ที่ไปจับมือกับประธานเหมา เจ๋อตุง เมื่อปี 1972)
ในภาษาทางการของกฎหมายฉบับนี้มีการระบุว่า สหรัฐจะรักษาความสัมพันธ์ทางด้านการค้า, วัฒนธรรม &amp;ldquo;และด้านอื่นๆ&amp;rdquo; ผ่านช่องทางที่ &amp;ldquo;ไม่เป็นทางการ&amp;rdquo;
แม้จะไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูต แต่สหรัฐก็มีช่องทางไม่เป็นทางการต่างๆ ที่ยังให้ความสำคัญกับเกาะแห่งนี้เสมือนเป็นประเทศหนึ่งอยู่ดี
เพราะนิกสันยอมรับนโยบาย &amp;ldquo;จีนเดียว&amp;rdquo; ก่อนจะเปิดสัมพันธ์กับปักกิ่ง
แต่แน่นอนว่าการตีความคำว่า &amp;ldquo;จีนเดียว&amp;rdquo; ของปักกิ่ง, วอชิงตันและไต้หวันก็ยังแตกต่างมาถึงทุกวันนี้
ประเด็นหลักของคำถามคือ สหรัฐมีพันธกรณีจะยกทัพมาปกป้องไต้หวันหรือไม่หากจีนเปิดศึกจริง
คำตอบอยู่ตรงมาตราที่พูดถึง &amp;ldquo;ความสัมพันธ์ทางทหาร&amp;rdquo; ของสหรัฐกับไต้หวัน
ประโยคนี้มีความสำคัญต่อความเข้าใจสถานการณ์ความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวันวันนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อความนั้นพูดไว้ค่อนข้าง &amp;ldquo;คลุมเครือ&amp;rdquo; ว่า
&amp;quot;The United States will make available to Taiwan such defense articles and defense services in such quantity as may be necessary to enable Taiwan to maintain a sufficient self-defense capabilities&amp;quot;.&amp;nbsp;
แปลว่า &amp;ldquo;สหรัฐจะช่วยให้ไต้หวันมีอุปกรณ์และบริการทางด้านการป้องกันประเทศในปริมาณที่จำเป็น เพื่อช่วยให้ไต้หวันมีศักยภาพเพียงพอในการป้องกันตนเอง&amp;rdquo;
ถามต่อว่า คำว่า &amp;ldquo;ปริมาณที่จำเป็น&amp;rdquo; นั้นคือเท่าไหร่ และอย่างไร?
กฎหมายฉบับนี้ระบุว่า ลักษณะและปริมาณของ &amp;ldquo;อุปกรณ์และบริการทางทหาร&amp;rdquo; ที่ว่าจะถูกกำหนดโดยประธานาธิบดีและสภาคองเกรสของสหรัฐ
ดังนั้น หากอ่านรายละเอียดของ &amp;ldquo;ข้อตกลง&amp;rdquo; ที่ว่านี้ไม่ได้กำหนดว่าหากไต้หวันถูกโจมตี สหรัฐจะต้องมาช่วยทางทหาร
ไม่ชัดเหมือนมาตรา 5 หรือ Article 5 ของสนธิสัญญา NATO ที่บอกชัดเจนว่า
&amp;ldquo;If a NATO ally is the victim of an armed attack, each and every other member of the Alliance will consider this act of violence as an armed attack against all members and will take the actions if deems necessary to assist the Ally attacked&amp;hellip;&amp;rdquo;
นั่นแปลว่าหากสมาชิกของนาโตใดถูกโจมตีทางทหารให้ถือว่าเป็นการโจมตีสมาชิกทั้งหมด และจะดำเนินการที่จำเป็นเพื่อช่วยเหลือประเทศสมาชิกนั้น
ในกรณีของกฎหมายอเมริกัน Taiwan Relations Act นั้นจึงเป็นการจงใจจะเขียนด้วยถ้อยคำคลุมเครือ เพื่อเปิดทางให้ตีความตามสถานการณ์และความจำเป็นของแต่ละจังหวะเวลา
เรียกกันในแวดวงการทูตระหว่างประเทศว่าเป็น &amp;ldquo;Strategic ambiguity&amp;rdquo;
เรียกให้เท่ก็คือ &amp;ldquo;ยุทธศาสตร์แห่งความคลุมเครือ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป้าหมายของการเขียนกฎหมายฉบับนี้ในขณะนั้นก็คือ
1.ไม่สนับสนุนให้ไต้หวันประกาศเอกราชแยกตัวออกจากจีน
2.ไม่สนับสนุนให้สาธารณรัฐประชาชนจีนใช้กำลังในการ &amp;ldquo;รวมชาติ&amp;rdquo; ให้ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน
แต่เมื่อผมอ่านรายละเอียดของกฎหมายนี้ลงลึกแล้วก็ได้ความรู้และการตีความอีกหลายๆ ประเด็นที่น่าสนใจ
พรุ่งนี้ว่าต่อครับ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119665</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, สหรัฐมี ‘ข้อตกลง’ ช่วยไต้หวันรบจีนหรือ?, สุทธิชัย หยุ่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e08a1204492e.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119560</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไต้หวัน : ชนวนสงครามรอบใหม่?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;วาทะของสี จิ้นผิง จากปักกิ่ง กับของไช่ อิงเหวิน จากเกาะไต้หวัน ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาร้อนแรงไม่น้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะเรื่อง &amp;ldquo;จีนเดียว&amp;rdquo; กลับมาเป็นประเด็นใหญ่ เมื่อ สี จิ้นผิง ประกาศเนื่องในวันครบ 110 ปีแห่งการ &amp;ldquo;ปฏิวัติซินไฮ่&amp;rdquo; ที่โค่นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เมื่อ 1911 ว่าจีนจะต้อง &amp;ldquo;รวมชาติ&amp;rdquo; ให้สำเร็จเพื่อให้ไต้หวันกลับสู่ &amp;ldquo;มาตุภูมิ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้สีจะเน้นว่าการรวมชาติจะใช้วิธีการ &amp;ldquo;แบบสันติ&amp;rdquo; แต่ต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้านี้ผู้นำปักกิ่งจะย้ำว่า &amp;ldquo;หากมีความจำเป็น รัฐบาลจีนก็ลังเลที่จะใช้กำลังเพื่อบรรลุเป้าหมายอันสำคัญนี้&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเฉพาะหากไต้หวันประกาศเอกราชด้วยการแยกตัวเองออกไปเป็นอิสระ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดี ไช่ อิงเหวิน ประกาศโต้ฉับพลันว่า ไต้หวันจะทำทุกอย่างเพื่อ &amp;ldquo;รักษาเสรีภาพและวิถีชีวิตประชาธิปไตยของตน&amp;rdquo; และจะไม่ยอมสยบต่อแรงกดดันของปักกิ่งเป็นอันขาด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;10 วันที่ผ่านมาจึงเป็นช่วงเวลาที่ทั้งโลกจับตาดูสถานการณ์ในช่องแคบไต้หวันอย่างใกล้ชิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นคือนับจากวันชาติจีน (1 ตุลาคม 2021) ถึงวันชาติไต้หวัน (10 ตุลาคม 2021) ที่เพิ่งผ่านมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความตึงเครียดถูกยกระดับขึ้นเมื่อจีนถือโอกาสวันชาติปีนี้ของแผ่นดินใหญ่ส่งเครื่องบินรบหลายฝูง นับจำนวนไม่น้อยกว่า 56 ลำ บินเข้าน่านฟ้าที่ไต้หวันถือว่าเป็นเขตปกป้องความมั่นคงของตน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อให้เกิดบรรยากาศของการเผชิญหน้ารอบใหม่ที่ก่อให้เกิดคำถามใหญ่ว่า ถ้า สี จิ้นผิง สั่งบุกไต้หวัน สหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของ โจ ไบเดน จะส่งกองกำลังมาปกป้องไต้หวันตามข้อตกลงที่มีกับเกาะแห่งนี้ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างไร หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไต้หวันถือว่าสหรัฐเป็นพันธมิตรชิดใกล้ที่จะปกป้องตนเองและสนับสนุนให้กองทัพเรือรบของสหรัฐอเมริกาผ่านช่องแคบไต้หวันอย่างเปิดเผยมาตลอด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่องแคบไต้หวันนั้นจีนถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของน่านน้ำภายในของจีน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ไต้หวันก็ &amp;ldquo;อำนวยความสะดวก&amp;rdquo; ให้กับกองเรือสหรัฐแล่นผ่านโดยไม่ขออนุญาตจีนไปแล้วไม่น้อยกว่า 7 รอบ ตลอดปี 2021 ที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จีนใช้วันชาติปีนี้แสดงแสนยานุภาพส่งสัญญาณเตือนชัดๆ ไปยังไต้หวัน
ด้วยการที่จีนส่งเครื่องบินรบแสดงฤทธิ์เดชเข้าไปในเขต Air Defense Identification Zone (ADIF) ที่ไต้หวันประกาศเอาไว้อย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สี จิ้นผิง ใช้โอกาสครบรอบ 110 &amp;nbsp;ปีการปฏิวัติซินไฮ่ย้ำอีกครั้งว่า รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนจะต้องรวมชาติจีนแผ่นดินใหญ่กับไต้หวันให้สำเร็จ เพราะถือเป็นผลประโยชน์ของจีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สีตอกย้ำว่าจีนมีประเพณีอันรุ่งเรืองมายาวนานด้วยนโยบายคัดค้านการแบ่งแยกใดๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การแบ่งแยกดินแดนเป็นอิสระของไต้หวันคืออุปสรรคใหญ่หลวงต่อการบรรลุการรวมชาติของมาตุภูมิ และเป็นอันตรายร้ายแรงที่สุดที่ซุกซ่อนอยู่ต่อการฟื้นฟูประเทศ&amp;rdquo; สีสำทับในคำปราศรัยที่ตอกย้ำถึงความขึงขังต่อไต้หวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และเสริมว่า &amp;ldquo;การรวมชาติแบบสันติจะเป็นประโยชน์ต่อชาวไต้หวันโดยรวมได้ดีที่สุด แต่จีนจะปกป้องอธิปไตยและความเป็นเอกภาพของตัวเอง&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประโยคต่อไปนี้คือถ้อยคำที่ สี จิ้นผิง จงใจให้ชาวโลกโดยเฉพาะสหรัฐได้รับทราบถึงจุดยืนของปักกิ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ไม่ควรมีใครดูถูกความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ ความมุ่งมั่น และความสามารถอันแข็งแกร่งในการต่อสู้เพื่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของชาติของคนจีน&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พูดง่ายๆ คือ สี จิ้นผิง กำลังเตือน โจ ไบเดน และไช่อิงเหวินว่าอย่า &amp;ldquo;ประเมินจีนต่ำเกินไป&amp;rdquo; เพราะเขายืนยันว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ใครที่หลงลืมรากเหง้าของตัวเอง ทรยศต่อแผ่นดินแม่ และพยายามแบ่งแยกประเทศจะมีจุดจบไม่ดี พวกเขาจะถูกผู้คนเหยียดหยามและถูกประวัติศาสตร์ประณาม&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ไต้หวันก็อยู่นิ่งเฉยไม่ได้ เพราะอาจถูกมองว่าเกิดความยำเกรงเสียงเข้มๆ จากปักกิ่ง ทำเนียบประธานาธิบดีไต้หวันจึงโต้ด้วยแถลงการณ์ว่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อนาคตของไต้หวันอยู่ในมือของชาวไต้หวัน และความคิดเห็นสาธารณะมีความชัดเจนมากในการปฏิเสธโมเดล &amp;ldquo;หนึ่งประเทศ สองระบบ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามมาด้วยคำแถลงของสำนักงานกิจการจีนแผ่นดินใหญ่ของไต้หวันเรียกร้องให้จีน &amp;ldquo;ละทิ้งการบุกรุกที่เป็นการยั่วยุ การล่วงละเมิด และการทำลายล้าง&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งรัฐมนตรีกลาโหมไต้หวันก็ยังพยากรณ์ว่าจีนอาจพร้อมบุกดินแดนอย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2025 หรืออีก 4 ปีข้างหน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐมนตรีกลาโหมฉิว กัวเฉิง อัดปักกิ่งว่ากำลังจัดฉากเล่นละครเพื่อโจมตีไต้หวัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ตอนนี้แม้ว่าปักกิ่งจะคิดว่าตัวเองมีศักยภาพพอ แต่ก็ต้องรู้ว่าหากทำเช่นนั้นก็ยังมีราคาที่ต้องจ่าย&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไต้หวันเตรียมตั้งรับการรุกคืบทางทหารเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีข้อมูลว่า ภายในปี 2025 ไต้หวันจะเพิ่มงบประมาณกว่า 8.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ไม่น้อยกว่า 3 แสนล้านบาท) เพื่อการผลิตอาวุธที่รวมถึงหัวจรวดและเรือรบเตรียมรบเหมือนกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แน่นอนว่าพี่ใหญ่คือสหรัฐก็เตรียมขายอาวุธมูลค่ากว่า 750 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท) ให้แก่ไต้หวัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งปักกิ่งประท้วงมาตลอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งไต้หวันก็ยอมให้เครื่องบินรบของสหรัฐลงจอดเป็นประจำ และเปิดทางให้เรือรบของสหรัฐแล่นผ่านช่องแคบไต้หวัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งหมดนี้คือประเด็นที่จีนอ้างว่าเป็นการสมคบคิดระหว่างสหรัฐกับไต้หวันในการ &amp;ldquo;ยั่วยุ&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ละเมิดอำนาจอธิปไตยของจีนตามนโยบายจีนเดียว&amp;rdquo; มาตลอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไบเดนบอกว่าได้บอก สี จิ้นผิง ว่าสหรัฐจะทำตาม &amp;ldquo;ข้อตกลงเรื่องไต้หวัน&amp;rdquo; อย่างแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นแปลว่าการเผชิญหน้าระหว่าง 2 ยักษ์ใหญ่ในช่องแคบไต้หวันยังจะดำเนินต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไต้หวันจะกลายเป็น &amp;ldquo;ชนวน&amp;rdquo; สงครามรอบใหม่หรือไม่ จึงไม่ใช่คำถามลอยๆ ที่ไร้ที่มาที่ไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119560</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, สุทธิชัย หยุ่น, ไต้หวัน : ชนวนสงครามรอบใหม่?</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e08a1204492e.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119452</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขบวนรถไฟลาว-จีนนี้ชื่อ &quot;ล้านช้าง&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลาวและจีนกำลังนับถอยหลังการเปิดเส้นทางรถไฟสายพิเศษที่เป็นส่วนหนึ่งของ &amp;ldquo;หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง&amp;rdquo; หรือ Belt and Road Initiative (BRI) ของจีนแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนไทยก็ต้องลุ้นด้วย เพราะต้องมีการประเมินต่อว่า เมื่อเปิดสายการเดินรถไฟระหว่างคุนหมิงทางใต้ของจีนกับเวียงจันทน์ เมืองหลวงของ สปป.ลาว แล้วประเทศไทยจะได้ประโยชน์หรือเผชิญความท้าทายเพิ่มเติมอะไรบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาพที่เห็นอยู่นี้คือขบวนรถไฟชื่อ &amp;lsquo;ล้านช้าง&amp;rsquo; ที่เตรียมส่งมอบให้โครงการรถไฟลาว-จีน ในเดือนพฤศจิกายนนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะนี่คือการ countdown สู่การเปิดบริการอย่างเป็นทางการวันที่ 2 ธันวาคมนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกภาพหนึ่งคือสถานีรถไฟวังเวียง เสร็จสมบูรณ์แล้ว รอเปิดบริการวันจริงเท่านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สัปดาห์ก่อนนี้ นายพันคำ วิพาวัน นายกรัฐมนตรีลาว ประกาศว่า ทางรถไฟจีน-ลาว จะเปิดให้บริการตามกำหนดในวันที่ 2 ธันวาคม
ซึ่งตรงกับวันครบรอบ 46 ปี การก่อตั้งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ ลาวยืนยันกำหนดการนี้ไม่เปลี่ยนแปลง แม้ก่อนหน้านี้จะมีความกังวลว่าการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอาจกระทบแผนงานเปิดทางรถไฟสายสำคัญนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนังสือพิมพ์ Vientiane Times อ้างคำยืนยันของนายกฯ พันคำ ว่า บริการรถไฟสายระหว่างลาวกับจีนจะเปิดให้บริการตามกำหนดการเดิม ไม่มีการเลื่อน ไม่มีการเปลี่ยนจากแผนเดิม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และกำลังทำแผนให้เปิดบริการรถไฟภายใต้เงื่อนไขที่ปลอดภัยสำหรับประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมถึง &amp;ldquo;แนวทางเปิดบริการทางรถไฟเพื่อการท่องเที่ยว&amp;rdquo; ที่ต้องมีมาตรการใช้สำหรับบริเวณชายแดนลาว-จีน เพื่อตรวจสอบสินค้าและผู้โดยสารก่อนเข้าและออกอย่างเคร่งครัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ทางรถไฟจีน-ลาวนี้จะเริ่มด้วยการมุ่งเน้นการขนส่งสินค้าเป็นหลัก
ตามมาด้วยการเปิดให้มีการท่องเที่ยวเมื่อสถานการณ์ของโควิดเข้าสู่ระยะที่ควบคุมได้ในระยะต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเมินกันว่าทางรถไฟระยะทาง 424.4 กิโลเมตรสายนี้จะช่วยลดต้นทุนการขนส่งผ่านลาวประมาณ 30-40% หากเปรียบเทียบกับการขนส่งทางถนนอย่างที่ทำมาตลอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นย่อมจะมีส่วนเกื้อหนุนการค้าและการลงทุนระหว่าง 2 ประเทศ
สำนักข่าวของลาวอ้างความเห็นของผู้บริหาร บริษัท นิคมโลจิสติกส์เวียงจันทน์ จำกัด (Vientiane Logistics Park) ซึ่งเป็นผู้พัฒนาท่าเรือบกท่านาแล้ง (Thanaleng Dry Port) และนิคมโลจิสติกส์เวียงจันทน์ว่าทางรถไฟสายนี้จะเป็นกำลังสำคัญผลักดันให้ลาวกลายเป็น &amp;ldquo;ส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก&amp;rdquo; หรือ Global Supply Chain ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนึ่งในประโยชน์ที่จะเกิดที่เห็นได้ชัดคือ การขนส่งสินค้าทางรถไฟจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปยังยุโรปจะใช้เวลาเพียง 10 วัน เร็วกว่าการขนส่งทางทะเลปัจจุบันที่ใช้เวลาประมาณ 45 วัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำให้ประเมินว่าจะทำให้เกิดแรงจูงใจให้ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้เห็นประโยชน์ของการตัดสินใจเลือกขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ผ่านทางรถไฟสายนี้เช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บริษัทนี้คาดว่าตู้คอนเทนเนอร์จากลาวอย่างน้อย 300,000 ตู้ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากท่าเรือบกท่านาแล้ง จะถูกขนส่งผ่านทางรถไฟจีน-ลาว ไปยังยุโรปในแต่ละปี และจะเพิ่มขึ้นเป็นระหว่าง 1.2-1.8 ล้านตู้ต่อปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับจีนนี่คือส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ BRI ระดับนานาชาติ และสำหรับ สปป.ลาวนั้นนี่คือแผนยุทธศาสตร์ปรับเปลี่ยนจากประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล (Land-locked country) เป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อทางบก (Land-linked country)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางการจีนบอกว่า การสร้างรถไฟสายนี้ได้ใช้มาตรฐานด้านการจัดการและเทคนิคของจีนอย่างเต็มรูปแบบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เริ่มก่อสร้างตั้งแต่เดือนธันวาคม 2016 และเร่งงานสร้างเสร็จตามกำหนดเวลาใน 5 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การบ้านสำหรับประเทศไทยก็คือ เราจะได้ประโยชน์ด้วยการต่อยอดจากการเชื่อมต่อระหว่างภาคใต้ของจีนกับเพื่อนบ้าน สปป.ลาวของเราอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และเราจะเดินหน้าวางแผนสร้างทางรถไฟเชื่อมระหว่างเวียงจันทน์กับ กทม. เพื่อใช้ประโยชน์จากการเชื่อมโยงทางรถไฟได้อย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกันก็ต้องวิเคราะห์ข้อดี-ข้อเสียของการเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายทางคมนาคมทางบกระหว่างจีนตอนใต้กับไทยและต่อเนื่องไปถึงประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ รอบๆ ตัวเราอย่างจริงจังและบนพื้นฐานของข้อมูลที่ปราศจากอคติอีกด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119452</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, ขบวนรถไฟลาว-จีนนี้ชื่อ &quot;ล้านช้าง&quot;, สุทธิชัย หยุ่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e08a1204492e.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119337</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนข่าวกับรางวัลโนเบลสันติภาพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น่าสนใจว่ารางวัลโนเบลสันติภาพปีนี้เป็นของ &amp;ldquo;คนข่าวที่สู้เพื่อความจริง&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะปีก่อนๆ นี้ผู้ที่ได้รับรางวัลนี้มักจะเป็นบุคคลหรือองค์กรที่เกี่ยวกับงานเพื่อสังคม, ต่อต้านสงครามหรือนักการเมืองที่มีผลงานสร้างสรรค์ที่โยงกับ &amp;ldquo;สันติภาพ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่น อองซาน ซูจี และบารัค โอบามา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์กรนานาชาติที่ได้รับรางวัลนี้ก่อนหน้านี้มี เช่น World Food Program ซึ่งเป็นกลไกสากลเพื่อช่วยเหลือประเทศที่ยากจนและหิวโหยโดยไม่คำนึงถึงการเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หรือ ICAN (International Campaign to Abolish Nuclear Weapons) ของออสเตรเลียที่มีบทบาทสำคัญในการรณรงค์ให้เลิกอาวุธนิวเคลียร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปีนี้น่าจะเป็นครั้งแรกที่ &amp;ldquo;คนข่าว&amp;rdquo; ที่ดิ้นรนต่อสู้กับอำนาจเผด็จการเพื่อทำความจริงให้ปรากฏต่อสาธารณชนได้รับเกียรติเช่นนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เท่ากับเป็นการตอกย้ำว่า หากสื่อมีอิสรเสรีอย่างแท้จริงในการทำหน้าที่ขุดคุ้ยหาความจริง เปิดโปงความชั่วร้ายและพฤติกรรมที่น่ารังเกียจของผู้มีอำนาจ ก็ควรจะนำไปสู่ &amp;ldquo;สันติภาพที่ยั่งยืน&amp;rdquo; สำหรับโลกได้เช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาเรีย เรซซา (Maria Ressa) ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Rappler ของฟิลิปปินส์ และดมิทรี มูราตอฟ (Dmitry Moratov) ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ Novaya Gazet ของรัสเซีย จึงเป็นตัวแทนของคนทำสื่ออาชีพที่ควรได้รับการชื่นชมในการต่อสู้เพื่อความจริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาเรียกล่าวหลังจากได้รับทราบข่าวว่าเธอเป็นเจ้าของรางวัลนี้ว่า การที่คณะกรรมการโนเบลตัดสินมอบรางวัลนี้ให้กับเธอและเพื่อคนข่าวรัสเซียนั้น สะท้อนถึงความตระหนักถึงความสำคัญของสื่อมวลชนใน &amp;quot;การต่อสู้เพื่อข้อเท็จจริง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เธอบอกว่า รัฐบาลฟิลิปปินส์ควรเห็นรางวัลนี้ว่าเป็นชัยชนะสำหรับเพื่อนชาวฟิลิปปินส์และนักข่าวของเธอ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาเรียย้ำว่า &amp;quot;เมื่อมีความยุติธรรม ความมืดก็ย่อมจะสลายหายไป&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาเรียก่อตั้ง Rappler ซึ่งเป็นสื่อดิจิทัลที่เธอร่วมก่อตั้งในปี 2012&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทีมข่าวเล็กๆ ที่เธอสร้างขึ้นได้เป็นที่รู้จักในเวลาไม่นานนักจากการรายงานข่าวสืบสวนคดี &amp;ldquo;วิสามัญฆาตกรรม&amp;rdquo; ผู้คนจำนวนมากโดยฝีมือของตำรวจ ภายใต้โครงการที่อ้างว่าเป็นการปราบปรามผู้ค้ายาเสพติด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ภายใต้ประธานาธิบดีดูเตร์เต มีผู้ถูก &amp;ldquo;วิสามัญฯ&amp;rdquo; หลายพันคนที่เข้าข่ายว่าเป็นผู้ถูกกลั่นแกล้งหรือเป็นศัตรูของนักการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดูเตร์เตเคยประกาศว่ามาเรียและ Rappler เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ เพราะการไปขุดคุ้ยเรื่องชั่วร้ายของรัฐบาลของเขา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้มาเรีย วัย 58 ปี และนักข่าวในเครือข่ายก็ยังถูกดำเนินคดีมากมายหลายกระทง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงวันนี้มาเรียต้องรอประกันตัวถึง 10 ครั้ง เพราะถูกทางการฟ้องร้องดำเนินคดีโดยกล่าวหาเธอทุกอย่าง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็นคดีหมิ่นประมาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็นข้อหาหลบเลี่ยงภาษี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่แต่เท่านั้น รัฐบาลฟิลิปปินส์ยังกำลังกลั่นแกล้งเธอด้วยการระงับใบอนุญาตการดำเนินกิจกรรมของ Rappler เมื่อ 3 ปีก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะนี้อยู่ในระหว่างการต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อเธอจะขอคืนใบอนุญาตนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยข้อกล่าวจากทางการว่า มีการกระทำที่ละเมิดกฎหมายว่าด้วยการที่มีชาวต่างชาติเป็นเจ้าของ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาเรียถูกไล่ล่าและกล่าวร้ายด้วยกระบวนการของรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จนเธอบอกว่า &amp;ldquo;การเป็นนักข่าวไม่เคยยากเหมือนทุกวันนี้มาก่อน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนักข่าวคนกล้ารัสเซียมาราตอฟนั้น พอได้ข่าวเรื่องรางวัลโนเบลร่วมกับมาเรียก็ประกาศทันทีว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาต้องอุทิศรางวัลให้กับผู้สื่อข่าวในสังกัดของเขา 6 คนที่ถูก &amp;ldquo;เก็บ&amp;rdquo; ด้วยมือฆาตกรที่สั่งการโดยผู้มีอำนาจที่ต้องการสกัดกั้นการทำหน้าที่เปิดโปงความชั่วร้ายของรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มูราตอฟปีนี้อายุ 59 ปี เป็นผู้ร่วมก่อตั้งหนังสือพิมพ์ &amp;quot;โนวายา กาเซตา&amp;quot; ในปี 1993 เพื่อทำหน้าที่คนหนังสือพิมพ์ที่อิสระ หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต 2 ปีก่อนหน้านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยพุ่งเป้าไปที่การเจาะลึกและสอบสวนปัญหาสิทธิมนุษยชน คอร์รัปชัน และการใช้อำนาจโดยมิชอบของผู้มีอำนาจต่อประชาชนที่เห็นต่างหรือต่อต้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักข่าวในสังกัดของเขาหลายคน โดยเฉพาะที่วิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ถูกลอบสังหารในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมถึงนักข่าว อันนา โปลิตกอฟสกายา ที่เป็นนักข่าวจอมเปิดโปง และนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนที่ชื่อนาตาเลีย เอสเตมิรอฟวา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อันนาถูกยิงเสียชีวิตที่บันไดอพาร์ตเมนต์ของเธอในปี 2006 ใกล้วันเกิดของปูติน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกรายถูกลักพาตัวจากบ้านของเธอในเชชเนีย และถูกลากไปยิงทิ้งอีก 3 ปีต่อมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฟิลิปปินส์และรัสเซียเป็น 2 ประเทศที่นักข่าวและคนในวงการสื่อถูกสังหารโดยฝีมือของมือปืนอย่างไร้ร่องรอย น้อยครั้งที่ทางการจะสามารถจับมือใครดมได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพที่มอบให้นักข่าวผู้เสียสละและทุ่มเท 2 คนนี้จะช่วยสร้างความตระหนักและยกระดับการทำหน้าที่ของสื่อมืออาชีพที่รับผิดชอบต่อบ้านเมืองมากขึ้นแค่ไหนหรือไม่ ยังเป็นคำถามที่รอคำตอบอยู่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119337</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, คนข่าวกับรางวัลโนเบลสันติภาพ, สุทธิชัย หยุ่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e08a1204492e.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119191</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลือกตั้งท้องถิ่นครั้งนี้ จะไม่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลือกตั้งท้องถิ่นจะมีการหย่อนบัตรกันในวันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน 2564 นี้ เป็นการใช้สิทธิ์ของประชาชนในการเลือกตัวแทนไปบริหารท้องถิ่นครั้งแรกใน 8 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จะเป็นการทดสอบว่าครั้งนี้จะมีความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะสภาพสังคมและเทคโนโลยีที่มีผลกระทบต่อความเป็นอยู่และพฤติกรรมของชุมชนอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อ 8 ปีการเลือกตั้งท้องถิ่นไม่มีประเด็นเรื่องวิกฤตโควิดและเศรษฐกิจที่หนักหนาสาหัสอย่างที่เห็นอยู่วันนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และคนรุ่นหนุ่มสาวที่เพิ่งจะมีสิทธิหย่อนบัตรครั้งแรกก็ยังไม่มีความตื่นตัวว่าจะต้องใช้สิทธิเพื่อกำหนดชะตากรรมของชุมชนตนเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำคัญคือเมื่อ 8 ปีก่อน อินเทอร์เน็ตยังไม่กระจายถึงชนบทกว้างขวางและมากมายอย่างวันนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปีนั้นยังไม่มีสิ่งที่เรียกว่า social media อันเป็นเวทีแห่งการแสดงความคิดเห็น, การได้ข้อมูลข่าวสารและประเด็นถกแถลงในทุกๆ มิติของสังคมไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ปีนี้คนรุ่นใหม่ที่เริ่มมีสิทธิเลือกตั้งเมื่อ 8 ปีก่อนกับกลุ่มที่เริ่มมีสิทธิหย่อนบัตรเป็นครั้งแรก จะมีความตระหนักในปัญหาสังคมที่กว้างขวางและลุ่มลึกกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความหมายของคำว่า &amp;ldquo;คนเมือง&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;คนชนบท&amp;rdquo; เมื่อ 8 ปีก่อนกับปีนี้ก็แตกต่างกันอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนรุ่นใหม่ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหลวงหรือชนบทต่างก็เข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อม, ปัญหาโลกร้อน หรือ climate change อย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนรุ่นนี้มีค่านิยมเกี่ยวกับเสรีภาพ, สิทธิมนุษยชน, ความเหลื่อมล้ำและธรรมาภิบาลสูงขึ้นกว่าเมื่อ 8 ปีก่อนอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อมีการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นเป็นครั้งแรกใน 8 ปี เราจึงจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่มีความสำคัญที่น่าใคร่ครวญเป็นอย่างยิ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะคนรุ่นใหม่จะตั้งคำถามต่อผู้อาสามาทำงานบริหารชุมชนของพวกเขาและเธอ ว่านโยบายของผู้เสนอตัวนั้นตอบโจทย์และข้อกังวลของสังคมท้องถิ่นอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยิ่งเมื่อการเมืองระดับชาติที่คนรุ่นใหม่เห็นอยู่วันนี้มีปัญหาความไร้ประสิทธิภาพ, ไร้วิสัยทัศน์ และมีการต่อสู้เพื่อแย่งชิงผลประโยชน์มากกว่าการเสียสละทำงานเพื่อสังคมที่แท้จริง, พวกเขาก็จะตั้งคำถามกับนักการเมืองท้องถิ่นว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;พวกท่านแตกต่างไปจากนักการเมืองในรัฐสภาที่กรุงเทพฯ อย่างไร?&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นหมายความว่า &amp;ldquo;ความคาดหวัง&amp;rdquo; ของคนรุ่นใหม่ต่อการเลือกตั้งท้องถิ่นจะสูงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาจจะมีคนแย้งว่าการเมืองท้องถิ่นก็คงจะยังไม่เปลี่ยนแปลงอะไรมาก เพราะท้ายที่สุดสิ่งที่เรียกว่า &amp;ldquo;บารมี&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;อำนาจเงิน&amp;rdquo; ยังจะเป็นตัวกำหนดผลการเลือกตั้งอยู่ดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ผมไม่เชื่อเช่นนั้นทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แนวโน้มของความเปลี่ยนแปลงอันเกิดจากการผลักดันของคนรุ่นใหม่ที่เห็นโลกกว้างขึ้น และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พวกเขาและเธอจะมีความคาดหวังสูงกว่าคนรุ่นคุณพ่อคุณแม่ และจะตั้งคำถามตรงๆ ที่ต้องการคำตอบที่ไม่หลบหลีกหรืออำพรางเหมือนที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะ อบต.จะไม่ใช่แค่หน่วยงานบริหารท้องถิ่นที่แยกตัวเองออกจากส่วนอื่นๆ ของประเทศอีกต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้อาสามาบริหาร อบต.ก็จะมีคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลง หรือไม่ก็เป็นคนรุ่นกลางๆ ที่รับรู้ถึงความเชื่อมโยงระหว่างท้องถิ่นกับปัญหาระดับชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อบต. วันนี้อาจจะต้องคิดถึงการเชื่อมโยงระดับภูมิภาคและระดับโลกด้วยซ้ำไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะทุกปัญหาจะมีความเกี่ยวโยงกับวิกฤตระดับโลกและการเมืองภูมิรัฐศาสตร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จีนกับสหรัฐฯ จะขัดแย้งกันเรื่องการค้าการขาย ก็จะมีผลกระทบต่อสินค้าการเกษตรและบริการที่มาจากท้องถิ่นที่ส่งออกไปขายต่างประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การลงทุนใน EEC ของไทยเราเองก็จะมีผลต่อความเป็นอยู่และเศรษฐกิจระดับท้องถิ่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความ &amp;ldquo;ป่วน&amp;rdquo; อันเกิดจากเทคโนโลยีมีผลกระทบคนทุกวงการทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะเมื่อทุกคนเข้าถึง social media เหมือนกัน ทุกความเคลื่อนไหวในโลกก็จะมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของคนในทุกชุมชนของไทยเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นใครที่อาสามารับใช้งานบริหารส่วนท้องถิ่นครั้งนี้ หากไม่ตระหนักถึง &amp;ldquo;ความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่&amp;rdquo; จะกลายเป็นไดโนเสาร์ที่ถูกคนรุ่นใหม่ปฏิเสธอย่างแน่นอน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119191</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, สุทธิชัย หยุ่น, เลือกตั้งท้องถิ่นครั้งนี้ จะไม่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e08a1204492e.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
