<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120337</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 16:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 16:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชุดตรวจโควิดโดยสวทช.  ผ่านการประเมินจากอย.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังประสบความสำเร็จในการพัฒนาชุดตรวจคัดกรองโควิด-19 แบบ Professional Use สำหรับผู้ใช้ที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข นักวิจัยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ต่อยอดสู่ชุดตรวจคัดกรองโควิด-19 ด้วยตนเอง หรือแบบ SELF TEST ด้วยเทคนิค LFA ซึ่งผ่านการประเมินเทคโนโลยีจาก อย. เรียบร้อยแล้ว หวังเป็นทางเลือกช่วยคัดกรองผู้ติดเชื้อ เพื่อลดภาระงานบุคลากรทางการแพทย์ ส่งไม้ต่อเอกชน ขยายกำลังการผลิต รองรับความต้องการของตลาด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ภญ.ณัฐปภัสร วิริยะชัยพร ทีมวิจัยวัสดุตอบสนองระดับนาโน กลุ่มวิจัยวัสดุตอบสนองและเซนเซอร์ระดับนาโน นาโนเทค สวทช. ในฐานะหัวหน้าทีมวิจัย กล่าวว่า ชุดตรวจคัดกรองโควิด-19 (NANO Covid-19 Antigen Rapid Test) ทั้งแบบ Professional Use และแบบ SELF TEST นั้น เป็นชุดตรวจเชื้อโควิด-19 แบบรวดเร็วชนิดการตรวจหาแอนติเจน (เทคนิค LFA) หรือ NANO Covid-19 Antigen Rapid Test ที่อาศัยหลักการไหลในแนวราบ และการจับกันแบบจำเพาะของโมเลกุลที่มีความจำเพาะต่อโปรตีนของเชื้อโคโรนาไวรัส โดยโมเลกุลดังกล่าวจะถูกติดสลากด้วยวัสดุนาโนตอบสนองชนิดพิเศษ ร่วมกับการพัฒนาและปรับสภาพองค์ประกอบต่างๆในชุดตรวจเพื่อให้สัญญาณ/เพิ่มสัญญาณ จนอ่านสัญญาณได้ภายใน 15 นาที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;หลังจากเราพัฒนาชุดตรวจฯ แบบ Professional Use เสร็จแล้ว สถานการณ์การระบาดของเชื้อโควิด-19 ก็เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา นโยบายจากภาครัฐที่เน้นเรื่องความสำคัญในการขยายการเข้าถึงชุดตรวจคัดกรองโควิด-19 ของประชาชนให้มากขึ้น จึงมีการอนุมัติให้สามารถใช้ชุดตรวจคัดกรองโควิด-19 ด้วยตนเอง หรือหลายคนเรียกว่า ชุดตรวจฯ แบบ Home Use หรือ Self-Test ซึ่งทางนาโนเทคเองก็มองเห็นความสำคัญ ช่วยเปลี่ยนผ่านงานวิจัย ต่อยอดมาเป็นชุดตรวจแบบ SELF TEST&amp;rdquo; ดร.ภญ.ณัฐปภัสรเผย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักวิจัยนาโนเทคชี้ว่า ชุดตรวจคัดกรองโควิด-19 (NANO Covid-19 Antigen Rapid Test) ทั้งแบบ Professional Use และแบบ SELF TEST ที่พัฒนาขึ้นนั้น ใช้หลักการตรวจหาแอนติเจนแบบรวดเร็ว (เทคนิค LFA) เหมือนกัน แต่ความแตกต่างคือ แบบ Professional Use ที่ผู้ทำการตรวจคัดกรองจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ และก้านเก็บตัวอย่างจะพิเศษกว่า ทั้งในแง่ของความยาว และความยืดหยุ่น เพื่อให้เก็บตัวอย่างได้ในตำแหน่งที่ลึก ในขณะที่แบบ SELF TEST จะเป็นประชาชนทั่วไป ก้านเก็บตัวอย่างจะแข็งและสั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บระหว่างใช้งานของผู้ใช้ที่ไม่คุ้นชิน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังแตกต่างในด้านการแปลผล ที่แบบ Professional Use ซึ่งทำในสถานพยาบาล ซึ่งจะมีเครื่องไม้เครื่องมือ และอุปกรณ์ในระดับห้องปฏิบัติการรองรับในการวิเคราะห์และแปลผล ในขณะที่แบบ SELF TEST จะแปลผลจากชุดตรวจโดยผู้ใช้งานโดยตรง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นชุดตรวจคัดกรองโควิด-19 แบบ Professional Use หรือแบบ SELF TEST ดร.ภญ.ณัฐปภัสรย้ำว่า หากผลการทดสอบเป็นบวกด้วยวิธี Antigen Rapid Test นี้ ต้องได้รับการตรวจยืนยันด้วยวิธีอนูวิทยาหรือ RT-PCR เพื่อยืนยันอีกครั้ง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชุดตรวจคัดกรองโควิด-19 (NANO Covid-19 Antigen Rapid Test) แบบ SELF TEST นั้น ผู้ใช้งานสามารถทำการตรวจหาเชื้อได้เองที่บ้านด้วยการใช้ก้านเก็บตัวอย่างสอดเข้าไปในโพรงจมูก (ลึก 1.5-2.5 เซนติเมตร) โดยหมุนก้านเก็บตัวอย่างเพื่อป้ายให้ทั่วโพรงจมูกไปทางซ้าย 5 รอบ และทางขวา 5 รอบ จากนั้น ทำซ้ำกับโพรงจมูกอีกข้าง นำก้านเก็บตัวอย่างมาจุ่มในหลอดน้ำยาชุดตรวจ 1 นาทีโดยบีบปลายก้านเก็บตัวอย่าง แล้วดึงก้านเก็บตัวอย่างออก ปิดหลอดบรรจุน้ำยาชุดตรวจไว้อีก 1 นาที จากนั้น เตรียมการทดสอบโดยนำตลับชุดตรวจวางบนพื้นที่ราบเสมอกันและสะอาด บีบหลอดบรรจุน้ำยาชุดตรวจที่ผสมตัวอย่าง 5 หยดลงบนช่องหยดตัวอย่างของชุดตรวจแล้วรอ 15 นาทีเพื่ออ่านผล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ความท้าทายของนวัตกรรมชุดตรวจคัดกรองโควิด-19 ที่เราพัฒนาขึ้นนั้น มองว่า เป็นการทำความเข้าใจในการใช้งาน เพราะลักษณะของชุดตรวจทั้งแบบ Professional Use และแบบ SELF TEST เหมือนกันแทบทุกอย่าง รวมไปถึงชุดตรวจต่างๆ ในท้องตลาด ซึ่งผู้ใช้ต้องอ่านขั้นตอนการใช้โดยละเอียด เพราะแต่ละรายอาจจะมีรายละเอียดและวิธีการที่แตกต่างกัน ผู้ใช้ต้องเข้าใจหลักการ เทคนิค และการศึกษาคู่มือการใช้ให้เข้าใจ รวมถึงคุณภาพในการเก็บ ตย. ซึ่งมีผลต่อผลการตรวจด้วย&amp;rdquo; ดร.ภญ.ณัฐปภัสรกล่าว พร้อมชี้ว่า การให้ความรู้กับผู้ใช้จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก ซึ่งทางนาโนเทคได้เตรียมเอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์และสื่อประกอบการใช้งานซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้จาก QR Code นอกจากนี้ บรรจุภัณฑ์ต้องมีความเหมาะสม โดยจะมีขนาดเล็กลง จากเดิม 1 แพคมี 10 ชุด ก็จะเป็น 1 แพค 1 ชุด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน ชุดตรวจคัดกรองโควิด-19 (NANO Covid-19 Antigen Rapid Test) ทั้งแบบ Professional Use และแบบ SELF TEST ได้ผ่านการประเมินเทคโนโลยีของคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แล้ว เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม และ 28 กันยายน 2564 ตามลำดับ โดยมี บริษัท อินโนไบโอเทค จำกัด รับถ่ายทอดเทคโนโลยี และมีภาคเอกชนที่อยู่ระหว่างหารือร่วมกันอีกด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.วรรณี ฉินศิริกุล&amp;nbsp; ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กล่าวว่า ชุดตรวจคัดกรองโควิด-19 ด้วยตนเอง หรือแบบ SELF TEST &amp;nbsp;จะเป็นฟันเฟืองสำคัญสำหรับการดำเนินชีวิต และทำกิจกรรมต่างๆ ในช่วงสถานการณ์โควิด ที่สอดรับกับนโยบายภาครัฐที่เตรียมพร้อมในการเปิดประเทศ รวมถึงมาตรการผ่อนปรนต่างๆ เพื่อให้เศรษฐกิจขับเคลื่อน ผู้ประกอบการ สถานที่ต่างๆ ซึ่งจำเป็นต้องมีชุดตรวจคัดกรองนี้ เพื่อวางแผนการจัดกิจกรรม หรืองานต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้เข้าร่วม และลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้ออีกด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;สิ่งที่สำคัญคือ ชุดตรวจคัดกรองโควิด-19 ด้วยตนเองที่มีประสิทธิภาพสูงจะเป็นตัวช่วยสำคัญของระบบสาธารณสุขของประเทศ ช่วยคัดกรองอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ผู้ติดเชื้อสามารถเข้าสู่กระบวนกักตัว หรือการรักษาพยาบาลได้อย่างทันท่วงที ลดการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น&amp;rdquo; ผู้อำนวยการ นาโนเทค ย้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120337</URL_LINK>
                <HASHTAG>ATK, ชุดตรวจคัดกรองโควิด-19, ชุดตรวจคัดกรองโควิด-19 (NANO Covid-19 Antigen Rapid Test), ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค), สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211020/image_big_616fe64788997.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120321</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 15:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 15:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ห่วงหยุดยาว 4 วัน เสี่ยงติดเชื้อพุ่ง แนะปชช.เน้นมาตรการป้องกันสูงสุดแบบครอบจักรวาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ต.ค.64 - ที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา&amp;nbsp;2019 (โควิด-19)&amp;nbsp;หรือ ศบค. ทำเนียบรัฐบาล พญ.สุมนี วัชรสินธุ์ ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค ในฐานะผู้ช่วยรองโฆษก ศบค. แถลงตอนหนึ่งว่า&amp;nbsp;ช่วงวันหยุด 4 วันนี้ เชื่อว่าจะมี ประชาชนเดินทางข้ามจังหวัดเนื่องจากวันหยุดยาว อย่างไรก็ตาม ในการทำกิจการกิจกรรมใดขอให้ยังคงเข้มมาตรการส่วนบุคคลเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นการสวมหน้ากากผ้า หน้ากากอนามัยอยู่ตลอดเวลา ใช้แอลกอฮอล์เจลในการล้างมือ เว้นระยะห่าง เน้นมาตรการป้องกันสูงสุดแบบครอบจักรวาล ถือเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างมาก เพราะนอกเหนือจากการได้รับวัคซีนครบแล้ว มาตรการส่วนบุคคลจะทำให้เราลดการติดโรคโควิด-19 และลดการแพร่โรคไปให้คนอื่นได้ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120321</URL_LINK>
                <HASHTAG>วันหยุดยาว, ศบค., โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211020/image_big_616fbe30b08a7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120318</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 15:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 15:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศบค. ชุดเล็กเดินหน้า &#039;เปิดประเทศ&#039; นัดประชุมต่อเนื่อง ย้ำรอบคอบ คนไทยต้องปลอดภัยมีแผนเผชิญเหตุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ต.ค.64 - ที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา&amp;nbsp;2019 (โควิด-19)&amp;nbsp;หรือ ศบค. ทำเนียบรัฐบาล พญ.สุมนี วัชรสินธุ์ ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค ในฐานะผู้ช่วยรองโฆษก ศบค. แถลงตอนหนึ่งว่า&amp;nbsp;ที่ประชุม ศบค.ชุดเล็ก ได้ประชุมเรื่องการเปิดประเทศ เพื่อที่จะปรึกษาวางแผนแนวทางการเปิดประเทศจากหน่วยงานต่างๆ โดยได้ข้อสรุปเบื้องต้น ดังนี้ ข้อพิจารณาหลักในการเปิดประเทศประกอบด้วย 3 ปัจจัยสำคัญ คือ 1.ปัจจัยมาตรการทางสาธารณสุข 2. ปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องกับภาคเศรษฐกิจ โดยแยกเป็น 2 เรื่อง คือเรื่องแรกการท่องเที่ยว เรื่องสองคือการมาทำธุรกิจในประเทศไทย 3. ปัจจัยพิจารณาในเรื่องของเปิดประเทศนั้นจะต้องมีความสอดคล้องมาตรการระหว่างประเทศให้เข้ากับประเทศไทยได้ เช่น การเข้าออกประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พญ.สุมนี กล่าวว่า ข้อพิจารณาหลักทั้ง 3 ข้อ จะเป็นหลักในการพิจารณาเปิดประเทศและรูปแบบในการพิจารณาเข้าประเทศนั้นแบ่งเป็น 3 รูปแบบใหญ่ คือ 1. การเข้ามาในสถานที่กับการที่รัฐกำหนดให้ เหมือนที่เคยกำหนดมาแต่เดิมอยู่แล้ว ซึ่งไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติที่ได้รับวัคซีนไม่ครบ แล้วเข้ามาในประเทศเราก็ต้องเข้าสู่มาตรการกักกัน ไม่ว่าจะเป็น 7,10,14 วัน แล้วแต่กรณี 2.แบบแซนด์บ็อกซ์ หรือแบบพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว เพิ่งจะเกิดขึ้นในระยะที่หนึ่ง ใน 17 จังหวัดด้วย 3. แบบไม่กักตัว ซึ่งแบบที่ 2 และ 3 นั้น จะต้องมีเงื่อนไขคือต้องได้รับวัคซีนครบทั้งสองเข็มเป็นหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พญ.สุมนี กล่าวว่า ส่วนคุณสมบัติของผู้ที่จะเดินทางเข้าประเทศไทยที่เคยมีการชี้แจงไว้แล้วจะต้องเป็นผู้ที่นอกจากฉีดวัคซีนครบแล้ว ต้องได้รับการตรวจ&amp;nbsp;RT-PCR&amp;nbsp;จากประเทศต้นทาง ว่าไม่ได้รับเชื้อ 72 ชั่วโมง ควรมีการทำประกันสุขภาพอย่างน้อย 50,000 เหรียญสหรัฐ และเมื่อมาถึงประเทศไทยแล้วจะต้องมีการตรวจ&amp;nbsp;RT-PCR&amp;nbsp;ซ้ำ ในวันแรกที่มาถึงทันที และเมื่อผลการตรวจเป็นลบจึงจะเดินทางต่อไปได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พญ.สุมนี กล่าวว่า การประชุมเตรียมการเปิดประเทศจะมีการประชุมอย่างต่อเนื่อง เพราะจะต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบ มีความประณีตที่จะเปิดประเทศ โดยเป้าหมายหลักคือถึงแม้ว่าเปิดประเทศไปแล้ว ประชาชนไทยจะต้องมีความปลอดภัยและที่สำคัญระบบสาธารณสุขของไทยสามารถรองรับเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือต้องใช้แผนเผชิญ เมื่อเกิดเหตุ หรือสถานการณ์ไม่คาดคิดไม่คาดฝันเกิดขึ้น และจะมีการรายงานผลการประชุม ศบค.ชุดเล็กเป็นระยะ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120318</URL_LINK>
                <HASHTAG>เปิดประเทศ, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210701/image_big_60dd5f62d6ee8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120316</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 14:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 14:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เร่งฉีดวัคซีน 17 จังหวัดนำร่องท่องเที่ยว พร้อม 4 จว.ชายแดนใต้ พบ &#039;ยะลา&#039; แห่งเดียวฉีดเกิน 50 %</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ต.ค.64 - ที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา&amp;nbsp;2019 (โควิด-19)&amp;nbsp;หรือ ศบค. ทำเนียบรัฐบาล พญ.สุมนี วัชรสินธุ์ ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค ในฐานะผู้ช่วยรองโฆษก ศบค. แถลงตอนหนึ่งว่า ข้อมูลการฉีดวัคซีนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้พบว่า มี จ.ยะลา เพียงจังหวัดเดียวที่ฉีดวัคซีนให้ประชาชนทั่วไปเกินร้อยละ 50 ของประชากรในจังหวัด ขณะที่การฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มผู้สูงอายุ มี จ.ยะลา สงขลา นราธิวาส ที่ฉีดเกินร้อยละ 50 แล้ว โดยหลังจากนี้กระทรวงสาธารณสุขจะเร่งส่งวัคซีนเข้าไปเพื่อให้เร่งฉีดวัคซีนประชาชน ขณะที่ในส่วนพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว 15 จังหวัด หรือถ้ารวมกับจังหวัดนำร่องระยะแรก&amp;nbsp;2&amp;nbsp;จังหวัด คือ ภูเก็ต และพังงา ก็จะเป็น 17 จังหวัด ที่จะเปิดนำร่องท่องเที่ยวระยะที่หนึ่งในวันที่ 1พ.ย.นี้ ซึ่งทางส่วนกลางได้ส่งวัคซีนสนับสนุนไปเพิ่มเติมในจังหวัดนำร่อง กลุ่มนี้แล้ว 7 แสนโดส จึงขอให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่นำร่องท่องเที่ยวหรือสีฟ้านั้นได้เข้ามารับการฉีดวัคซีนให้มากๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มีการฉีดครอบคลุมประชากรทั่วไปเกินร้อยละ 50 จำนวน 12 จังหวัด ได้แก่ กทม. สมุทรปราการ กระบี่ พังงา ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ชลบุรี ระนอง เชียงใหม่ ระยอง ตราด โดยเหลือเพียง 3 จังหวัดที่ยังฉีดวัคซีนได้น้อยกว่า 50% ได้แก่ เลย หนองคาย อุดรธานี ส่วนการฉีดวัคซีนให้ผู้สูงอายุในจังหวัดนำร่องท่องเที่ยว มี 10 จังหวัดที่ฉีดเกิน 50% แล้ว ได้แก่ สมุทรปราการ ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี เชียงใหม่ เลย บุรีรัมย์ หนองคาย อุดรธานี ระยอง ตราด และมี 5 จังหวัดที่ฉีดเกิน 70% ได้แก่ กทม. กระบี่ พังงา ชลบุรี ระนอง ซึ่งหลังจากนี้จะเร่งส่งวัคซีนไปในพื้นที่นำร่องดังกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120316</URL_LINK>
                <HASHTAG>โควิดวันนี้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211020/image_big_616fc468e81ea.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120312</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 14:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 14:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศบค.เผยคลัสเตอร์เชียงใหม่ผุดเป็นดอกเห็ด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ต.ค.2564 - &amp;nbsp;ที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. ทำเนียบรัฐบาล พญ.สุมนี วัชรสินธุ์ ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค ในฐานะผู้ช่วยรองโฆษก ศบค. แถลงสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทยว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 8,918 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 8,859 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 8,195 ราย มาจากการค้นหาเชิงรุก 64 ราย มาจากเรือนจำ 41 ราย เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 18 ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสมยืนยันตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 1,811,852 ราย หายป่วยเพิ่มขึ้น 10,878 ราย ทำให้มียอดหายป่วยสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 1,689,859 ราย อยู่ระหว่างรักษา 103,507 ราย อาการหนัก 2,728 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 619 ราย เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 79 ราย เป็นชาย 40 ราย หญิง 39 ราย เป็นผู้เสียชีวิตที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 49 ราย มีโรคเรื้อรัง 23 ราย และเด็กอายุ 1 เดือนเสียชีวิตที่ จ.ตาก 1 ราย โดยพบผู้เสียชีวิตมากสุดอยู่ใน กทม. 18 ราย ขณะที่พื้นที่ภาคใต้มีผู้เสียชีวิตรวมกันสูงถึง 20 ราย ทำให้มียอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 18,486 ราย ส่วนยอดผู้ได้รับวัคซีนของประเทศไทยเมื่อวันที่ 19 ต.ค. มีการฉีดวัคซีนเพิ่มเติม 994,781 โดส รวมยอดฉีดวัคซีนสะสมตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.ทั้งสิ้น 67,587,102 โดส ขณะที่สถานการณ์โลก มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 242,331,811 ราย เสียชีวิตสะสม 4,928,899 ราย &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พญ.สุมณี กล่าวว่า สำหรับ 10 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุดวันที่ 20 ต.ค. ได้แก่ กทม. 1,020 ราย ยะลา 704 ราย ปัตตานี &amp;nbsp;520 ราย สงขลา 484 ราย สมุทรปราการ 359 ราย ชลบุรี 328 ราย เชียงใหม่ 294 ราย นราธิวาส &amp;nbsp;284 ราย นครศรีธรรมราช 266 ราย จันทบุรี 265 ราย ภาพรวมของทั้งประเทศถือว่าลดลง มีเพียง 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น และจากข้อมูลการตรวจหาเชื้อแบบ ATK พบการติดเชื้อมากในเขตสุขภาพที่ 12 ซึ่งเป็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะสงขลา นราธิวาส ปัตตานี ยะลา นอกจากนี้ ยังพบผู้ติดเชื้อจากการตรวจ ATK มากในพื้นที่นครศรีธรรมราช กระบี่ เชียงใหม่ และเชียงราย จึงขอให้ทุกจังหวัดที่มีแนวโน้มการรับนักท่องเที่ยวเพิ่มมาตรการระมัดระวัง อย่างไรก็ตาม ยังพบคลัสเตอร์ใหม่ๆ เกิดขึ้น เช่น คลัสเตอร์งานศพที่ จ.เลย อุดรธานี นครศรีธรรมราช ขอนแก่น จึงขอให้เจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิด ขอเน้นย้ำว่าถ้าเป็นไปได้อยากจะให้แจกจ่ายอาหารไปรับประทานที่บ้าน เนื่องจากการรับประทานอาหารร่วมกันมีโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อ ส่วนที่ จ.เชียงใหม่ พบอีกหลายคลัสเตอร์ ได้แก่ คลัสเตอร์กาดเมืองใหม่ ซึ่งมีการแพร่เชื้อไปยัง จ.แม่ฮ่องสอน คลัสเตอร์แรงงานไม้ตัดยาง คลัสเตอร์ร้านอาหาร คลัสเตอร์บ้านพักนักเรียนประจำ คลัสเตอร์ร้านค้า ขอให้ จ.เชียงใหม่เพิ่มความระมัดระวังในการใช้ชีวิต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120312</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมควบคุมโรค, ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ, พญ.สุมนี วัชรสินธุ์, ศบค., ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211020/image_big_616fbe1d7973a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120293</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 12:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 12:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039; ยันตั้ง &#039;ณัฐพล&#039; ไม่ใช่การรวบอำนาจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ต.ค.2564 - &amp;nbsp;ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์หลังประชุมเป็นประธานการประชุมสภากลาโหม ครั้งที่ 10 ประจำปี 2564 ถึงการตั้ง ศบค.ส่วนหน้า ว่าได้กำชับไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ถึงการบริหารจัดการภาคใต้ เพื่อลดการสูญเสีย รวมถึงการเยียวยา ทั้งนี้ได้เน้นย้ำให้เฝ้าระวังเรื่องความปลอดภัย เพราะประเทศไทยมีปัญหาหลายด้าน ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่เป็น ผบ.ทบ. และรอง ผอ.รมน.สนับสนุนเรื่องเหล่านี้มาตลอด เพราะเป็นกลไกของทุกรัฐบาล หน่วยงานเหล่านี้จะต้องไปเสริมการปฏิบัติงานของกระทรวงอื่นๆ ด้วย เช่น ทหารที่ทำหน้าที่ป้องกันการลักลอบตามแนวชายแดน เพื่อป้องกันการระบาดโควิด-19 ด้วยการประสานกับประเทศเพื่อนบ้าน จึงฝากความเห็นใจ และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทหารตามแนวชายแดน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ส่วน ศบค.ส่วนหน้า ทางประชาชนก็ให้ความร่วมมือ ยืนยันว่าไม่ใช่การรวบอำนาจ ทุกอย่างยังดำเนินการเหมือนเดิม โดย พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ที่ปรึกษานายกฯ และ ผอ.ศบค.ส่วนหน้า ลงไปทำหน้าที่เพียงแค่บูรณการการทำงาน เพราะเรามีกฎหมายในการทำงานอยู่แล้ว ความจริงไม่ได้เข้าไปก้าวก่ายการทำหน้าที่ของใคร เพียงแต่เข้าไปดูแลให้เกิดความทั่วถึงในเรื่องการสกัดกั้นการแพร่ระบาดโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ส่วนการเปิดประเทศในวันที่ 1 พ.ย.นั้น ต้องย้ำว่ายังมีอีกหลายประเทศที่เราจะประกาศออกไป เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ดำเนินการการที่จะเข้ามาไทย ไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศจะเข้ามาได้ทั้งหมด ขึ้นอยู่กับการหารือร่วมกันระหว่างประเทศต้นทาง และปลายทางว่ามาตรการที่เรากำหนดไปเขาตกลงด้วยหรือไม่ ถ้าไม่ตกลงด้วยเขาก็ไม่เข้ามาอยู่แล้ว ครั้งแรกอาจจะให้เข้ามาได้ไม่กี่ประเทศ หรืออาจจะหลายประเทศ ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับมาตรการของเรา ที่ต้องนำไปเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆที่มีการประกาศเช่นเดียวกับเรา อย่างไรก็ตามเราจำเป็นต้องอยู่กับโควิด-19 ให้ได้ เศรษฐกิจจะได้ดีขึ้น สมาคมผู้ประกอบการท่องเที่ยวต้องปฏิบัติตามมาตรการของเราอย่างเคร่งครัด ถ้าเปิดแล้วเกิดมีปัญหาก็ต้องปิด ซึ่งเราก็ไม่อยากปิดทั้งหมด เพราะประชาชนเดือดร้อน แม้จะมีการเยียวยาก็ไม่เพียงพอ แต่เพื่อให้ดำรงชีพอยู่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาค ได้มีการพูดคุยกันในที่ประชุมสภากลาโหม เพราะมีความขัดแย้งหลายพื้นที่ใกล้กับประเทศเรา ทั้งนี้เราต้องดำรงความเป็นศูนย์กลางของอาเซียนให้ได้ เพื่อความเป็นกลางและสร้างสมดุล เพราะมีทั้งประเทศมหาอำนาจ ประเทศขนาดกลางจะขยายอิทธิพลเข้ามาในภูมิภาคอาเซียนแล้ว เราต้องเป็นแกนกลางของอาเซียนให้ได้ ทั้งเรื่องการค้า เศรษฐกิจ การค้าเสรีที่เป็นหลักการสากล
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120293</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกรัฐมนตรี, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, ศบค., สภากลาโหม, เปิดประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211020/image_big_616fa39a6d601.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120259</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 08:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 08:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอธีระ&#039; เตือนหลังเปิดประเทศต้องใส่หน้ากากเป็นกิจวัตร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ต.ค.2564 - รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า 20 ตุลาคม 2564 ทะลุ 242 ล้านไปแล้ว เมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่ม 382,435 คน ตายเพิ่ม 6,641 คน รวมแล้วติดไปรวม 242,266,552 คน เสียชีวิตรวม 4,927,573 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 อันดับแรกที่ติดเชื้อสูงสุดคือ อเมริกา สหราชอาณาจักร รัสเซีย ตุรกี และโรมาเนีย จำนวนติดเชื้อใหม่ในแต่ละวันของทั่วโลกตอนนี้ มาจากทวีปเอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือ ซึ่งรวมกันคิดเป็นร้อยละ 93.79 ของทั้งโลก ในขณะที่จำนวนการเสียชีวิตคิดเป็นร้อยละ 90.88&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...สำหรับสถานการณ์ไทยเรา เมื่อวานติดเชื้อเพิ่ม 9,122 คน สูงเป็นอันดับ 11 ของโลก แต่หากรวม ATK อีก 1,924 คน จะเขยิบเป็นอันดับ 10 ของโลก &amp;nbsp;และไม่ว่าจะเป็นแค่ยอดที่รายงานทางการ หรือจะรวม ATK ก็ยังคงเป็นอันดับ 1 ของอาเซียนอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...ติดตามสถานการณ์ประเทศที่เปิดไปก่อนหน้าไทย ชิลี และเดนมาร์ก ยังมีจำนวนติดเชื้อใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้อัตราการเพิ่มขึ้นของทั้งสองประเทศค่อนข้างคล้ายคลึงกัน ดังนั้นหากไทยจะเปิดประเทศแล้วธรรมชาติการระบาดคล้ายกับเค้า ความเสี่ยงของเราจะมากกว่าเค้าเยอะ เนื่องจากจำนวนติดเชื้อพื้นฐานในแต่ละวันอยู่ระดับหลักหมื่น ในขณะที่ชิลีและเดนมาร์กเป็นระดับหลักร้อยเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...อัพเดตงานวิจัยเกี่ยวกับปัจจัยสำคัญที่จะป้องกันการระบาดหลังเปิดการใช้ชีวิต Zu J และคณะ ลองทำโมเดลการคาดประมาณผลในการควบคุมการระบาดหลังเปิดการใช้ชีวิต โดยใช้ข้อมูลนิวยอร์กเป็นพื้นที่ศึกษา
ผลการประเมินคล้ายคลึงกับที่เคยย้ำเตือนกันเสมอว่า หลังเปิดใช้ชีวิต คนจะพบปะใกล้ชิดกันมากขึ้น มากครั้งขึ้น และส่งผลให้เกิดการติดเชื้อเพิ่มแน่นอน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ปัจจัยสำคัญที่จะป้องกันการระบาดหนักได้คือ &amp;quot;การใส่หน้ากาก&amp;quot; โดยในงานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าจำเป็นจะต้องใส่หน้ากากเกิน 80% จึงจะป้องกันการระบาดหนักได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา เพื่อบอกพวกเราทุกคนว่า หลังเปิดประเทศเดือนหน้า ต่อให้ฉีดหรือยังไม่ได้ฉีดวัคซีน การใส่หน้ากากนั้นจำเป็นมาก ขอให้ใส่หน้ากากอย่างเป็นกิจวัตร สำคัญมากครับ ด้วยรักและห่วงใย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ้างอิง
Zu J et al .Investigating the relationship between reopening the economy and implementing control measures during the COVID-19 pandemic. Public Health. 2021 Sep 11;200:15-21.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120259</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์, หน้ากาก, อาจารย์คณะแพทยศาสตร์, เปิดประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210827/image_big_612840b590316.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120216</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2021 17:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 17:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯ เคลียร์ภูมิใจไทยแล้ว ยันตั้ง &#039;พล.อ.ณัฐพล&#039; คุมศบค.ส่วนหน้าแก้โควิดชายแดนใต้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ต.ค.64 - เมื่อเวลา 15.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตอบคำถามสื่อมวลชนตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม มอบหมาย กรณีจะแก้ปัญหาหรือทำความเข้าใจกับกรณีที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่ทักท้วงการตั้ง พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นผู้อำนวยการศูนย์บูรณาการแก้ไขสถานการณ์โควิด - 19 ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือศบค.ส่วนหน้า ว่า นายกฯได้ชี้แจงทำความเข้าใจกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ไปแล้ว เป็นการบูรณาการการทำงานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปตามพ.ร.บ.ควบคุมโรคระบาดของกระทรวงสาธารณสุขและตามมาตรการของศบค. เป็นไปตามหลักด้านสาธารณสุข
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120216</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์, ศบค.ส่วนหน้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210623/image_big_60d2a92362989.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120209</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2021 16:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 16:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ. เผยหญิงตั้งครรภ์ติดโควิดดับแล้ว 95 ราย ทารก 46 รายในรอบ 6 เดือน ฉีดวัคซีนแค่ 25% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;19&amp;nbsp;ต.ค.64 - ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมสุขภาพและโฆษกกรมอนามัย แถลงข่าวการติดเชื้อโรคโควิด-19&amp;nbsp;ในหญิงตั้งครรภ์ในประเทศไทย ว่า กลุ่มหญิงตั้งครรภ์เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19&amp;nbsp;ในช่วง&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ปีที่ผ่านมาเราพบว่าทั่วโลกหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อเพิ่มขึ้นประมาณ&amp;nbsp;50-60%&amp;nbsp;จากภาวะปกติ และการเสียชีวิตส่วนหนึ่งเกิดจากโควิด โดยหลายประเทศโควิดเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของหญิงตั้งครรภ์ในประเทศแทบยุโรป และสหรัฐอเมริกา ส่วนในประเทศไทยมีการเก็บข้อมูลย้อนหลัง&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ปีตั้งแต่ ต.ค. 2563 -&amp;nbsp;ก.ย. 2564&amp;nbsp;ในช่วงที่มีการระบาดของโควิดในช่วงการระบาดครั้งที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;3 พบว่ามีหญิงตั้งครรภ์เสียชีวิตทั้งหมด&amp;nbsp;192&amp;nbsp;ราย เสียชีวิตจากโควิด-19&amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp;78&amp;nbsp;ราย ในช่วงเวลาเดียวกัน หรือคิดเป็นสัดส่วนการตายอันดับหนึ่งในหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ถึง&amp;nbsp;38%&amp;nbsp;ของหญิงตั้งครรภ์&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;นพ.เอกชัย กล่าวว่า การติดเชื้อ และการเสียชีวิตบ่อยขึ้นของหญิงตั้งครรภ์ เกิดขึ้นเมื่อ&amp;nbsp;6&amp;nbsp;เดือนที่ผ่านมา เม.ย.-ก.ย.&amp;nbsp;เราพบว่ามีหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อ&amp;nbsp;4,778&amp;nbsp;ราย มีทารกติดเชื้อ&amp;nbsp;226&amp;nbsp;ราย และในจำนวนนี้มารดาเสียชีวิต&amp;nbsp;95&amp;nbsp;ราย และทารกเสียชีวิต&amp;nbsp;46&amp;nbsp;ราย ซึ่งส่วนหญิงติดเชื้อมากที่สุดในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล และชายแดนภาคใต้ อย่างไรก็ตามนโยบายการฉีดวัควีนในสตรีมีครรภ์เพิ่งเกิดขึ้นในไทยเมื่อเดือนก.ค.&amp;nbsp;และเริ่มรณรงค์อย่างหนักในเดือนส.ค.&amp;nbsp;พบว่าหญิงตั้งครรภ์ ฉีดวัคซีนเข็มแรกเพียง&amp;nbsp;74,625&amp;nbsp;คน เข็มสอง&amp;nbsp;51,989&amp;nbsp;คน เข็มสาม&amp;nbsp;526&amp;nbsp;คน&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;นพ.เอกชัย กล่าวอีกว่า&amp;nbsp; ช่วงเดือนธ.ค.นี้จะมีหญิงตั้งครรภ์อายุครรภ์ 12 สัปดาห์ ประมาณ 3&amp;nbsp;แสนคน ขณะนี้ฉีดได้เพียง 25%&amp;nbsp;โดยภาคตะวันออกฉีดได้สูง 40% แต่ภาพรวมยังน้อย โดยเฉพาะภาคอีสานฉีดได้เพียง&amp;nbsp;10-20%&amp;nbsp;สำหรับการสำรวจของอนามัยโพล โดยการสำรวจในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ว่ามีทัศคติอย่างไรต่อการฉีดวัคซีนโควิด จาก&amp;nbsp;1.5&amp;nbsp;พันคนพบว่า โดยหญิงตั้งครรภ์ที่ตอบแบบสอบถามกว่าครึ่งหนึ่งยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน โดยมี&amp;nbsp;60%&amp;nbsp;ตั้งใจจะฉีดวัคซีน ส่วนที่เหลือยังคงโลเลอยู่ เนื่องจากกังวลในเรื่องความปลอดภัย และประสิทธิภาพของวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;ด้านนพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค กล่าวถึงผลการฉีดวัคซีนโควิด19&amp;nbsp;ว่า ข้อมูลการฉีดวัคซีนในวันนี้ เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;914,527&amp;nbsp;โดส สะสม&amp;nbsp;66,592,321&amp;nbsp;โดส แบ่งเป็นเข็มแรก&amp;nbsp;38,137,096&amp;nbsp;ราย เข็มสอง&amp;nbsp;26,474,522&amp;nbsp;ราย และเข็มสาม&amp;nbsp;1,980,703&amp;nbsp;ราย ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญทีทำให้ตัวเลขเป้าหมายแต่ละเดือนหลังจากนี้จะประสบความสำเร็จเพราะว่า ตัวเลขของเป้าหมายปลายเดือนต.ค.ที่บอกว่าให้ถึง&amp;nbsp;50%&amp;nbsp;ของจำนวนประชากรเราบรรลุผลแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;นพ.เฉวตสรร กล่าวอีกว่า ตัวเลขการติดเชื้อในกรุงเทพฯปริมณฑลลดลดอย่างต่อเนื่อง ส่วนต่างจังหวัดยังไม่ลดลงเท่าที่ควร แต่มีหลายจังหวัดก็มีการคงตัวในระดับสูง ส่วนชายแดนใต้ยังมีการติดเชื้อในระดับที่สูงอยู่ ถ้ามองภาพรวมประเทศ ถ้าเรายังคงมาตรการได้ดี การติดเชื้อรายใหม่คงจะลดลงตามแนวโน้ม อย่างไรก็ตามเราก็ยังคงเจอคลัสเตอร์ที่รายงานเข้ามาเรื่อยๆคืองานศพ ซึ่งคนที่ไปจะต้องยังเข็มงวดมาตรการป้องกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120209</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉีดวัคซีนโควิด, หญิงตั้งครรภ์, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211019/image_big_616e8d78a0873.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120190</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2021 14:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 14:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิด 10 อันดับจังหวัดติดเชื้อเพิ่มสูงสุด &#039;ประจวบฯ&#039; โผล่พรวด 238 ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ต.ค.64 - เมื่อเวลา 12.30 น. ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทยว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่&amp;nbsp;9,122&amp;nbsp;ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ&amp;nbsp;8,999&amp;nbsp;ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ&amp;nbsp;8,661&amp;nbsp;ราย มาจากการค้นหาเชิงรุก&amp;nbsp;338&amp;nbsp;ราย มาจากเรือนจำ&amp;nbsp;116&amp;nbsp;ราย เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ&amp;nbsp;7&amp;nbsp;ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสมยืนยันตั้งแต่ปี 2563 จำนวน&amp;nbsp;1,802,934&amp;nbsp;ราย หายป่วยเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;10,731&amp;nbsp;ราย ทำให้มียอดหายป่วยสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน&amp;nbsp;1,678,981&amp;nbsp;ราย อยู่ระหว่างรักษา&amp;nbsp;105,546&amp;nbsp;ราย อาการหนัก&amp;nbsp;2,762&amp;nbsp;ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ&amp;nbsp;631&amp;nbsp;ราย เสียชีวิตเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;71&amp;nbsp;ราย เป็นชาย&amp;nbsp;44&amp;nbsp;ราย หญิง&amp;nbsp;27&amp;nbsp;ราย เป็นผู้เสียชีวิตที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป&amp;nbsp;51&amp;nbsp;ราย มีโรคเรื้อรัง&amp;nbsp;9&amp;nbsp;ราย พบผู้เสียชีวิตมากสุดอยู่ใน กทม.&amp;nbsp;10&amp;nbsp;ราย ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตในภาคใต้รวมกัน&amp;nbsp;21&amp;nbsp;ราย ทำให้มียอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน&amp;nbsp;18,407&amp;nbsp;ราย ส่วนยอดผู้ได้รับวัคซีนของประเทศไทยเมื่อวันที่ 18&amp;nbsp;ต.ค. มีการฉีดวัคซีนเพิ่มเติม&amp;nbsp;914,527&amp;nbsp;โดส รวมยอดฉีดวัคซีนสะสมตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.ทั้งสิ้น&amp;nbsp;66,592,321&amp;nbsp;โดส ขณะที่สถานการณ์โลก มียอดผู้ติดเชื้อสะสม&amp;nbsp;241,876,777&amp;nbsp;ราย เสียชีวิตสะสม&amp;nbsp;4,920,377&amp;nbsp;ราย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ 10 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุดวันที่&amp;nbsp;19&amp;nbsp;ต.ค. ได้แก่ กทม.&amp;nbsp;1,037&amp;nbsp;ราย ปัตตานี 621 ราย นครศรีธรรมราช 602 ราย สงขลา 498 ราย ยะลา 455 ราย นราธิวาส 453 ราย ชลบุรี 310 ราย สมุทรปราการ 299 ราย ประจวบคีรีขันธ์ 238 ราย ระยอง 229 ราย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120190</URL_LINK>
                <HASHTAG>โควิดวันนี้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211019/image_big_616e6a78a87b9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
