<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120240</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กฎหมายกำกับและควบคุมการทำความดี  “เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การออกกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายของเรานั้น ย่อมต้องทำเพื่อประชาชนภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญอันถือเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ โดยต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของประชาชน การจัดทำประชาพิจารณ์แสดงความคิดเห็นนำไปสู่ร่างกฎหมายที่เสนอต่อรัฐสภาเพื่อตราเป็นกฎหมายต่อไป
ในปัจจุบันและอดีตที่ผ่านมานั้น ต้องยอมรับว่าการบังคับใช้กฎหมายหลายกรณีมีความไม่เสมอภาค สองมาตรฐาน ขาดธรรมาภิบาล แต่บทความเรื่องนี้จะแสดงให้เห็นถึงการใช้อำนาจของรัฐในการตรากฎหมายที่แม้เพียงเป็นการเริ่มต้นก็เดินหลงทางบนความถูกต้องด้วยความผิดหลง สำคัญผิดว่าการใช้อำนาจรัฐสามารถทำได้ทุกอย่างภายใต้กฎหมายรวมถึง แต่ไม่จำกัดเพียงการกำกับและควบคุมการทำความดีในสังคม
เมื่อไม่นานมานี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบหลักการของร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้ หรือกำไรมาแบ่งปันกัน พ.ศ&amp;hellip;..โดยในหลักการของร่างกฎหมายนั้น มีการระบุไว้ว่า ในปัจจุบันมีการจัดตั้งองค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกันขึ้นในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก บางส่วนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเฉพาะ และบางส่วนดำเนินการในรูปคณะบุคคลที่มิได้จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ทำให้ภาครัฐมีการกำกับดูแลไม่ทั่วถึง และมีองค์กรจำนวนมากที่อ้างว่า เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกัน แต่กลับดำเนินการในลักษณะที่เป็นการหารายได้มาแบ่งปันกันในระหว่างผู้ร่วมดำเนินการโดยหลีกเลี่ยงการเสียภาษี ซึ่งเป็นการหลอกลวงประชาชน และมีจำนวนมากที่รับเงินหรือทรัพย์สินของบุคคลธรรมดา นิติบุคคล หรือคณะบุคคล ซึ่งไม่มีสัญชาติไทย มาใช้ในการดำเนินกิจกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน หรือที่ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อย สมควรที่จะต้องมีกฎหมายกลางขึ้นเพื่อกำกับการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรเป็นไปอย่างถูกต้อง เปิดเผย โปร่งใส เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งหลายประเทศได้กำหนดให้มีกฎหมายในลักษณะเดียวกัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้เพื่อให้มีกฎหมายกลางในระดับพระราชบัญญัติขึ้นเพื่อกำกับการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไร
การกำกับและควบคุมอย่างไรบ้างนั้น ขอนำมาเล่าสู่กันฟังว่า ในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่มีสิทธิ์มีเสียงในการแสดงความคิดเห็นว่าเราควรจะแสดงความเห็นส่งต่อไปยังรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องพร้อมๆ กัน อย่างน้อยดังนี้
1.คำนิยาม
&amp;ldquo;องค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกัน หมายความรวมถึง คณะบุคคลที่มิได้จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเฉพาะ แต่ดำเนินกิจกรรมโดยไม่มีวัตถุประสงค์ในการแสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปัน&amp;rdquo;
เห็นได้ว่า คำว่า &amp;ldquo;คณะบุคคล&amp;rdquo; รวมทุกกลุ่มบุคคล ไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิ สมาคม ชมรม กลุ่มเพื่อน กลุ่มจิตอาสาในภารกิจเพื่อสังคม หรือองค์กรทำความดีต่างๆ รวมถึงแพลตฟอร์มในโลกโซเชียล เช่น จส.100 ธนาคารเวลา องค์กรทำความดี เทใจดอทคอม ซ.โซ่อาสา ขนมปังเทวดา ร้านบ้านคุณตาคุณยาย เป็นต้น ที่จะต้องตกอยู่ภายใต้การบังคับตามร่างกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งจะทำให้สังคมเกิดความวุ่นวายโกลาหล เพราะคำว่า &amp;ldquo;หมายความรวมถึง&amp;rdquo; คือการครอบจักรวาลเพื่อการที่รัฐต้องการเข้ามาจัดระบบแบบขึ้นทะเบียนกับทางราชการในการกำกับและควบคุมทุกๆ กลุ่มของผู้คนที่ต้องการทำความดี
2.การเข้ามากำกับและควบคุมการทำความดี&amp;nbsp;
ร่างกฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ &amp;ldquo;คณะบุคคล&amp;rdquo; และอาจรวมถึง &amp;ldquo;บุคคล&amp;rdquo; ใดๆ ที่จัดตั้งองค์กรหรือในรูปโครงการ แต่ดำเนินงานโดยคณะบุคคลในการทำการกุศลขึ้นมาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งก็ตามที่ตกอยู่ในคำนิยามให้มีหน้าที่ต้องไปจดแจ้งขึ้นทะเบียนการเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกันกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยเพื่อการกำกับ ควบคุมต่างๆ แบบครบวงจร กล่าวคือ :
2.1 ต้องเปิดเผยแหล่งที่มาและจำนวนของเงินหรือทรัพย์สิน ที่ใช้ในการดำเนินกิจกรรมในแต่ละปี และต้องยื่นแบบรายการภาษีเงินได้ทุกปี&amp;nbsp;
2.2 ต้องเสนอรายงานการสอบบัญชีประจำปี โดยผู้สอบบัญชีที่ได้รับอนุญาตต่อผู้รับจดแจ้งภายใน 60 วัน นับแต่วันสิ้นปีบัญชี และให้ผู้รับจดแจ้งเผยแพร่ต่อสาธารณะ
2.3 กำหนดให้องค์กรที่ไม่แสวงหารายได้ จะรับเงินหรือทรัพย์สินจากบุคคลธรรมดา นิติบุคคล หรือคณะบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย หรือไม่ได้จดทะเบียนจัดตั้งในไทย มาใช้ในการดำเนินกิจกรรมในไทยได้เฉพาะกิจกรรมที่กฎหมายกำหนด
3.โทษทางอาญา &amp;nbsp;
ร่างกฎหมายฉบับนี้มีการกำหนดโทษทางอาญา (จับกุม คุมขัง และโทษปรับ) อีกด้วย ซึ่งเป็นการผิดวิสัยของการที่รัฐต้องการเข้ามาสนับสนุนดูแลการทำงานของภาคประชาสังคม
ในเรื่องนี้มีความเห็นเพิ่มเติมว่า มีการเตรียมออกกฎหมายฉบับนี้เข้าไปยึดโยงเกี่ยวข้องกับประเด็นการเมืองอีกด้วย คือความเข้าใจว่ามีการระดมทุนทำกิจกรรมต่อต้านรัฐบาลผ่านกลไกขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้เหล่านี้ นอกจากนี้ยังได้ยินมาอีกว่า สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้ขอมีส่วนร่วมให้มีการเพิ่มเติมการกำกับและควบคุมเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน การต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย การแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงอีกด้วย ดังนั้นการทำความดีหรือการตั้งใจทำความดีอาจเป็นการทำคุณบูชาโทษได้ในอนาคตหากไม่มีการแก้ไขปรับปรุงร่างกฎหมายฉบับนี้
แม้ต่อมาทางรัฐบาลจะได้ออกมาชี้แจงผ่านสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าร่างดังกล่าวเป็นเพียง &amp;ldquo;หลักการ&amp;rdquo; เท่านั้น และจะต้องมีการยกร่างขึ้นมาโดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งอาจจะไม่เหมือนของเดิมที่เป็นหลักการเลยก็ได้ แต่ความไม่แน่นอนย่อมทำให้ประชาคมจิตอาสาเกิดความกังวล ไม่สบายใจได้ อย่างไรก็ตาม ก็ขอฝากท่านผู้อ่านทุกคนโดยเฉพาะในภาคประชาสังคมว่าอย่าได้ท้อแท้ใจกับเรื่องนี้ ขอให้ทุกท่านทำความดีต่อไป เชื่อมั่นว่ากฎหมายที่ร่างด้วยความไม่สมเหตุสมผล ขาดการมีส่วนร่วม ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ธรรมาภิบาลและหลักสิทธิมนุษยชนย่อมจะต้องแพ้ภัยตัวเองในที่สุด &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เทวัญ อุทัยวัฒน์ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120240</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายกำกับและควบคุมการทำความดี  “เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?”, กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล, เทวัญ อุทัยวัฒน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211019/image_big_616ec6d82c0cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120239</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ต้องเปลี่ยนแปลงระบบสหกรณ์ทันที: จากแชร์ลูกโซ่และเครดิตยูเนียนคลองจั่นสู่การประกันภัยทุจริต(1)     </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อสามปีที่ผ่านมาเป็นปีที่มีการฟ้องร้องกันในศาลมากที่สุด ที่โด่งดังที่สุดคือการทุจริตแชร์ลอตเตอรี่ 14 สหกรณ์ สหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น จำกัด &amp;nbsp;สหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น จำกัด สหกรณ์ออมทรัพย์ครูยโสธร จำกัด สหกรณ์ออมทรัพย์ครูสุรินทร์ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูอุบลราชธานี จำกัด สหกรณ์ออมทรัพย์ครูลำปาง จำกัด สหกรณ์ออมทรัพย์ครูมหาสารคาม จำกัด สหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาฬสินธุ์ จำกัด สหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา จำกัด สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สหกรณ์ออมทรัพย์เคหสถานนพเกล้าร่วมใจ จำกัด ชุมนุมสหกรณ์ธนกิจไทย จำกัด และสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนนทบุรี จำกัด (4 แห่งจุฬาฯ-นพเกล้าร่วมใจ-ธนกิจไทย-นนทบุรี เข้าข่ายทุจริตลักษณะไซฟอนเงินออกจากระบบ โดยนำที่ดินมาจำนองค้ำประกันในราคาสูงเกินจริง) ฯลฯ และตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สั่งยุบไปแล้วกว่า 1 พันแห่ง&amp;nbsp;
ทั้งหมดนี้มีการร้องเรียนเรื่องทุจริตไปที่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายทะเบียนสหกรณ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กองปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และมากที่สุดร้องไปที่รองนายทะเบียนสหกรณ์หรือสหกรณ์จังหวัด ในที่สุดคณะรัฐมนตรีได้ประชุมในวันที่ 28 เมษายน 2563 เห็นว่า ปัจจุบันการดำเนินกิจการสหกรณ์หลายแห่งประสบปัญหาทั้งในด้านการบริหารจัดการ ด้านการเงินหรือขาดสภาพคล่อง รวมทั้งปัญหาความโปร่งใสในการดำเนินงานของผู้บริหารสหกรณ์ด้วย ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อสมาชิกสหกรณ์และประชาชนที่เกี่ยวข้องในวงกว้าง ดังนั้นคณะรัฐมนตรีจึงมีมติมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กรมส่งเสริมสหกรณ์) ติดตามและตรวจสอบการดำเนินกิจการต่างๆ อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง รวมทั้งให้จัดทำรายงานความคืบหน้าในการดำเนินการแก้ไขปัญหาของสหกรณ์เสนอต่อนายกรัฐมนตรีทุกๆ 1 เดือน โดยเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป (หนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ นร 0505/13582 ลงวันที่ 30 เมษายน 2563)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาใหญ่ในสหกรณ์ออมทรัพย์เกิดการทุจริตมักจะมาจากมูลเหตุ (1) ปล่อยเงินกู้เกินวงเงินกฎหมายที่กำหนด โดยไปแตกแยกการกู้ยืมออกเป็นสิบๆ อย่าง เช่น ในกฎหมายกำหนดให้กู้ได้ 3 ประเภท กู้กรณีฉุกเฉิน กู้สามัญ และกู้พิเศษ สหกรณ์ก็ไปแตกเป็น &amp;quot;เงินกู้สามัญเป็นสิบๆ ประเภท&amp;rdquo; แล้วออกระเบียบมาควบคุมแต่ละประเภท เกินวงเงินกำหนดสูงสุด 3 ล้านบาทต่อรายแน่แท้ และส่งเงินงวดชำระหนี้เกิน 120 งวดอีกเป็น 150-200 งวดก็มี จนนายทะเบียนสหกรณ์ต้องมีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัด (ที่ กษ 1108/10467 ลงวันที่ 30 กันยายน 2547) และล่าสุดอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์มีหนังสือ (ที่ กษ 1115/2422 ลงวันที่ 16 เมษายน 2564) ความโดยสรุปว่า หากคณะกรรมการดำเนินการฝ่าฝืนตามมาตรา 22 (1) ให้นายทะเบียนสหกรณ์ผู้ออกคำสั่งดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ตามมาตรา 132 (ไม่ปฏิบัติตามที่นายทะเบียนสหกรณ์สั่งการต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี...) พร้อมเสนอให้ผู้ตรวจราชการกรมฯ สั่งการตามมาตรา 22 (4) (สั่งให้กรรมการพ้นตำแหน่งทั้งคณะหรือรายบุคคล) แห่งกฎหมายสหกรณ์ต่อไป ประเด็นนี้ได้ความว่า ยอดรวมเงินกู้ทุกสัญญาต้องจำกัดอยู่ในวงเงินของสหกรณ์ประเภทนั้นๆ เป็นอย่างใหญ่มาก สำหรับมูลเหตุของการเป็นหนี้ท่วมประมาณการว่ารายละ 3-10 ล้านบาท ชาตินี้ก็ใช้ไม่หมดแน่นอน เราจึงเห็นภาพและข่าวครูฆ่าตัวตายจำนวนมาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(2) เมื่อครูต้องการเงินกู้ไม่มีขีดจำกัด จึงทำให้กรรมการดำเนินการ 15 คน (ตามกฎหมาย) ต้องกู้เงินจากธนาคารต่างๆ เป็นจำนวนมาก และกรรมการฯ ต่างกำหนดนโยบายว่าจะให้กู้โดยง่าย วงเงินจำนวนมากจริงๆ (ธนาคารอยู่ได้อย่างมั่นคงเพราะสหกรณ์ออมทรัพย์ไปกู้เงินพร้อมจ่ายคืนดอกเบี้ย ไม่มีหนี้เน่า หรือเอ็นพีแอล) เพื่อไปสนับสนุนตามข้อ (1) ให้เงินกู้จนเป็นผลล้นเกิน จนทำให้สมาชิกต้องถูกฟ้องล้มละลาย และกลายเป็นคน &amp;ldquo;ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(3) เรื่องใหญ่มากคลื่นลูกแรกเกิดในปี 2554 มูลค่าความเสียหายกว่า 7 พันล้านบาท เมื่อกลุ่มสหกรณ์ออมทรัพย์ 13 แห่ง (อีกแห่งหนึ่งคือ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น จำกัด ตอนต่อมาปรากฏกว่าเงินหายไป 431 ล้านบาท โดยจำเลยที่ถูกฟ้องคือนายเอกราช ช่างเหลา ผู้จัดการสหกรณ์ฯ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น พรรคพลังประชารัฐ กับพวก ที่ถูกอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษถอนเรื่องขอนแก่น พร้อมสั่งย้ายพนักงานสอบสวนไปประจำนครราชสีมา เรื่องก็เลยเงียบไปชั่วคราว และอธิบดีคนนั้นก็ถูกจำคุกหลายคดี) คณะกรรมการฯ อยากร่ำรวยก็หาทางเอาเงินอันเป็นของสมาชิกทุกคนไปร่วมลงทุนในสัญญาซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาล นายทะเบียนสหกรณ์ชาญฉลาดมากรับจำทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูชัยภูมิ จำกัด ในข้อ 2 วัตถุประสงค์ (20) &amp;ldquo;จัดหาฉลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อจำหน่ายให้แก่สมาชิกเพื่อเป็นสวัสดิการ&amp;rdquo; เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2553 แล้วนายทะเบียนสหกรณ์ฉลาดมากคนนี้ก็ให้เพิกถอนการรับจำทะเบียนฯ ในวันที่ 8 สิงหาคม 2554 เป็นต้น (เราผู้เขียนเห็นว่า นายทะเบียนสหกรณ์น่าจะผิดมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญาด้วย แต่หาคนฟ้องมีไม่) นายศรีสุข รุ่งวิสัย ผู้จัดการบริษัทฯ ทำสัญญาซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาล (อดีตสมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหาของไทย ศาลสั่งล้มละลาย และ ปปง.อายัดทรัพย์ 300 ล้านบาท เคยรายงาน ป.ป.ช.ว่ามีทรัพย์สินกว่า 2.1 พันล้านบาท ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) และจบเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2561
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อศาลได้อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ อ.862/2561 ให้จำเลยทั้งหลายถูกจำคุกในคดีฉ้อโกงประชาชน ความผิดต่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินแก่จำเลยทั้งหลายในสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเลย จำกัด สหกรณ์ออมทรัพย์ครูกรมสามัญศึกษาจังหวัดเลย จำกัด สหกรณ์การเกษตรวังสะพุง จำกัด สหกรณ์ออมทรัพย์ครูชัยภูมิ จำกัด สหกรณ์ออมทรัพย์ครูปทุมธานี จำกัด สหกรณ์ออมทรัพย์ครูราชบุรี จำกัด สหกรณ์ออมทรัพย์ครูยโสธร จำกัด สหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ด จำกัด สหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขสงขลา จำกัด สหกรณ์ออมทรัพย์ครูนนทบุรี จำกัด สหกรณ์ออมทรัพย์ครูสกลนคร จำกัด สหกรณ์ออมทรัพย์ครูเชียงราย จำกัด สหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาฬสินธุ์ จำกัด (เอกสารประวัติศาสตร์คำพิพากษาหนา 294 หน้า) และตัวการใหญ่ (นายก๊ก ดอนสำราญ กับพวกรวม 2 คน คนที่ 3 คือนายศรีสุข รุ่งวิสัย เสียชีวิตแล้ว) กำลังถูกพนักงานอัยการฟ้องตามคดีอาญาหมายเลขคดีดำที่ อ.75/2563 ขอให้สมาชิกสหกรณ์จำนวนกว่า 11 ล้านคนในสหกรณ์ออมทรัพย์เกือบ 7 พันแห่งจากทั่วประเทศ จงติดตามความมีกิเลสหนาของพวกกรรมการฯ และความน่าจะบกพร่องของบรรดานายทะเบียนสหกรณ์ต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(4) คลื่นลูกที่สองมูลค่าความเสียหายกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท เมื่อปี 2556 ดีเอสไอรับทำคดีพิเศษที่ 146/2556 เมื่อสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น จำกัด เริ่มวิบัติลุกลามครั้งใหญ่ทั่วประเทศ (ซึ่งมีสมาชิกกว่า 5 หมื่นคน ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกสมทบเพื่อฝากเงินกินดอกเบี้ยซึ่งสูงกว่าระบบธนาคารทั่วไป) &amp;nbsp;จากสินทรัพย์เหลือราว 4 พันล้านบาท และหนี้สินราว 1.7 หมื่นล้านบาท) โดยข้อมูลร้องเรียน คสช.ระบุว่า ให้รัฐจัดตั้งกองทุนเยียวยาสมาชิกที่ออมกับสหกรณ์ในรูปมูลค่าหุ้น 4,700 ล้านบาท และสมาชิกบุคคลที่ฝากเงิน (เห็นดอกเบี้ยดี ให้ร้อยละ 5.5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี) รวมแล้ว 6 พันล้านบาท โดยส่วนหนึ่งระดมเงินจากสหกรณ์ 8 พันแห่งจากทั่วประเทศ สหกรณ์เหม็นเน่าสุดอื้อฉาวแห่งนี้ทำให้เห็นว่าประธานกรรมการฯ และกรรมการฯ ที่ผลัดเปลี่ยนแย่งชิงอำนาจ เจ้าลัทธิจานบินและเจ้าของเครือข่ายโทรศัพท์ศิษย์ลัทธิจานบิน และความบกพร่องของกรมส่งเสริมสหกรณ์นายทะเบียนสหกรณ์ (ข้อมูลสำนักข่าวอิศราอ้างจาก ป.ป.ช.ระบุว่า นายทะเบียนสหกรณ์รับรู้เรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2546 ก่อนเกิดวิบัติเป็นสิบปี แสดงว่านายทะเบียนสหกรณ์อาจเข้าข่ายปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา) อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ก็ทำการตรวจครั้งใหญ่พบว่า สหกรณ์แห่งนี้ &amp;ldquo;พบความผิดปกติในงบการเงิน&amp;rdquo; มา 5 ปีแล้ว พร้อมทั้งออกหนังสือเตือนไปทั้งกรมส่งเสริมสหกรณ์และสหกรณ์ฯ คลองจั่นทุกปี แต่ทั้งกรมส่งเสริมสหกรณ์และสหกรณ์ฯ คลองจั่นก็ไม่มีการแก้ไข และไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณะทราบได้&amp;rdquo; (ThaiPublica 16 พฤษภาคม 2013)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยเหตุนี้เองเราผู้เขียนอาจคาดคะเนว่า อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ผู้ถูกฟ้องที่ 2 พ้นผิด เนื่องจากแม้ว่าผู้ถูกฟ้องที่ 1 จะมีคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นรองนายทะเบียนสหกรณ์และผู้สอบบัญชีสหกรณ์ แต่เนื่องจากเป็นการปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือสนับสนุนงานของนายทะเบียนสหกรณ์ ตามที่นายทะเบียนสหกรณ์มอบหมายไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ในฐานะนายทะเบียนสหกรณ์โดยตรง ดังนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง เนื่องจากความเสียหายมาจาก 2 ส่วน ได้แก่ การกระทำการทุจริตของคณะกรรมการฯ กับพวกที่ได้ร่วมกันทุจริตหรือประพฤติมิชอบที่ได้สร้างความเสียหายให้แก่สหกรณ์ และสมาชิกถือว่าเป็นสาเหตุเบื้องต้นที่ได้สร้างความเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง และสาเหตุที่สองคือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร...ดังนั้นเมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งคดีตามความในมาตรา 434 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์และพาณิชย์ (อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์น้อยกว่านายศุภชัย ศรีศุภอักษร ประธานฯ กับพวก (ยังมีคดีจะตามมาอีก 27 คดี) และการทำหน้าที่ของที่ประชุมใหญ่สหกรณ์ไม่ได้ใช้อำนาจของตนอย่างแท้จริง อันก่อให้เกิดความเสียหายเช่นเดียวกันและมากกว่านายทะเบียนสหกรณ์) อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ผู้ถูกฟ้องที่ 1 มีความบกพร่องต่อหน้าที่ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรเป็นเวลาต่อเนื่องยาวนานกว่า 10 ปี (จึง) ให้รับผิดตามจำนวนที่น้อยลง&amp;nbsp;
โดยให้ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ชำระค่าสินไหมทดแทนทั้งสองรวม 7 แสนบาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ส่วนคำฟ้องที่ผู้ถูกฟ้องที่ 2 อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ให้ยก (คดีหมายเลขแดงที่ 1539/2559) มูลเหตุของคดีแชร์ลอตเตอรี่และการทุจริตขนานใหญ่ของสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น จำกัด ส่งผลให้อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้าราชการที่เกี่ยวข้อง และยกร่างกฎหมายสหกรณ์เพื่อแก้ไขเพิ่มเติม (ThaiPublica 7 มิถุนายน 2018) และคดีที่น่าสนใจเป็นพิเศษกรณีของชัยภูมิ นายสานิตย์ พลศรี ประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูชัยภูมิชุดที่ 54 ได้ฟ้องนายทะเบียนกับพวกที่สั่งให้พ้นจากตำแหน่งกรรมการตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 317/2555 ต่อมาได้ฟ้องศาลปกครองนครราชสีมาและศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดี (นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีฯ และนายทะเบียนสหกรณ์ทั้ง 6 คน) แพ้ผู้ฟ้องคดีคดี (นายสานิตย์กับพวกรวม 6 คน) เพราะเหตุว่า &amp;ldquo;คำสั่งดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 โดยไม่จำเป็นและเกินสมควรกรณีการใช้ดุลพินิจในการออกคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย&amp;rdquo; ต่อมาปี 2563 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาตามคดีหมายเลขแดงที่ อ.286-287/2563 ได้มีคำพิพากษายืน&amp;nbsp;
จากนั้นก็ได้ดำเนินการติดตามตรวจสอบต่อ ป.ป.ช. ตามหนังสือของนายสานิตย์ ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2564 ต่อบรรดานายทะเบียนสหกรณ์คือ ดำเนินคดีแก่บุคคลทั้ง 6 คนคือ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ (นายสมชาย ชาญณรงค์กุล) ในฐานะนายทะเบียนสหกรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ (นายโอภาส กลั่นบุศย์) นายสุกรี พันละบุตร (ผู้ตรวจราชการกรมฯ) นายสุพจน์ วัฒนวิเชียร สหกรณ์จังหวัดชัยภูมิ (รองนายทะเบียนสหกรณ์) นายบุญเสริม ไกรสินธุ์ สหกรณ์จังหวัดชัยภูมิ นายวรรณศักดิ์ ไม้จัตุรัส รักษาราชการแทนสหกรณ์จังหวัดชัยภูมิ และนางวราลักษณ์ กุลบวรรัตน์ ผู้อำนวยการกลุ่มจัดตั้งและส่งเสริมสหกรณ์ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดชัยภูมิต่อไป ซึ่ง ป.ป.ช.ตอนนี้เข้าใจว่าคงชี้มูลความผิดแล้วเร็วๆ นี้จะแจ้งให้ทราบต่อไป และ&amp;nbsp;
(5) การกำหนดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี โดยใช้ &amp;ldquo;ผู้แทนสมาชิก&amp;rdquo; (เขากำหนดมาจากการเลือกตั้ง แต่ในความจริงไม่ได้เลือกตั้ง เกือบทั้งหมดจึงเป็นคนของคณะกรรมการฯ เป็นส่วนใหญ่) เข้าประชุมใหญ่แทนสมาชิกทั้งมวล ที่น่าสนใจเกิดขึ้นกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น จำกัด ในปี 2563 ที่ในประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2563 ผู้แทนสมาชิก 390 คนได้ลงมติให้โบนัสกรรมการและเจ้าหน้าที่ 20.5 ล้านบาท (เข้าใจว่าสูงในลำดับต้นๆ ของประเทศ) และผู้แทนสมาชิก 390 คนที่ลงมติก็ได้เงินโบนัสด้วย (จดหมายเปิดผนึก ข้อเท็จจริงเรื่องเงินโบนัส โดยนายอนุศาสตร์ สอนศิลพงศ์ ประธานกรรมการฯ ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563) และผู้แทนสมาชิกก็ทำการเลือกตั้งประธานกรรมการด้วย (น่าจะเป็นข้อสงสัยให้สมาชิกกว่า 1.8 หมื่นคนพากันสงสัยเป็นการซื้อเสียงเลือกตั้งหรือไม่) เป็นประเด็นเรื่องการซื้อเสียงเริ่มชัดเจนมากขึ้น เหตุเกิดในปี 2564 มีการจัดการเลือกตั้งประธานกรรมการฯ ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2564 โดยมีจ่ายค่าประชุมให้ผู้เข้าประชุมคนละ 7,500 บาท (ผู้แทนสมาชิกลงมติจ่ายโบนัส 15 ล้านบาท) และนำเงินสหกรณ์เหล่านี้มาจ่ายให้กับผู้เข้าประชุมไม่ทราบว่าเป็นค่าเดินทางหรือค่าเบี้ยเลี้ยงอะไร มีระเบียบเบิกจ่ายได้ถูกต้องหรือไม่ ชมรมพิทักษ์สิทธิสมาชิกสหกรณ์กาฬสินธุ์ จำกัด เห็นว่าเป็นเรื่องน่าอับอายและไม่ถูกต้อง (เรื่องยาวมาก โปรดอ่านในกูเกิล #สหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาฬสินธุ์ฟ้องศาลล้มเลือกประธานเผยซื้อเสียงหัวละ 7,500 บาท) จึงได้ส่งเรื่องนี้ไปยังสหกรณ์จังหวัดในฐานะรองนายทะเบียนสหกรณ์ เมื่อเห็นว่าล่าช้าเกินไปจึงทำการฟ้องศาลและออกคลิปโด่งดังไปทั่ว ในคลิปนี้เราจะเห็นตัวผู้แทนสมาชิกรับเงินที่อ้างว่าซื้อเสียงจำนวนดังกล่าว&amp;nbsp;
เรื่องปมเงื่อนการซื้อเสียงนี้ เห็นมีตัวอย่างเดียวคือนายสานิตย์ พลศรี ประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูชัยภูมิ จำกัด ได้ตัดสินใจจะลดซื้อเสียงขายเสียงให้น้อยลง จึงตัดสินใจแก้ไขข้อบังคับสหกรณ์ฯ ปี 2551 ในข้อ 28 การจัดสรรกำไรสุทธิ...(3) เป็นโบนัสแก่กรรมการดำเนินการและเจ้าหน้าที่สหกรณ์ไม่เกินร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิ แต่ต้องได้ไม่เกินอัตรา ดังต่อไปนี้ ประธานกรรมการ 50,000 บาท รองประธาน เหรัญญิก เลขานุการ คนละ 45,000 บาท กรรมการคนละ 40,000 บาท เหตุผลที่ได้รับการยืนยันคือคะแนนเสียงที่สมาชิกโหวตลงคะแนนเป็นเอกฉันท์เลย (ดูเอกสารประกอบ) ดังนั้นที่ผู้แทนสมาชิกโหวตให้โบนัส 20.5 ล้านบาท (ขอนแก่น) และ 15 ล้านบาท (กาฬสินธุ์) จึงไม่อาจจ่ายให้ผู้แทนสมาชิกที่เข้าประชุมได้ (จ่ายให้กรรมการและเจ้าหน้าที่เท่านั้น) ไม่เชื่อก็ให้สหกรณ์จังหวัดไปตรวจสอบดูยังสหกรณ์ต่างๆ ได้
มาถึงเรื่องสำคัญที่สุดจะเป็นวิบัติการณ์ครั้งใหญ่ เราผู้เขียนในฐานะเคยดำรงตำแหน่งประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา จำกัด ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของประเทศมาก่อน ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดว่าด้วย &amp;ldquo;หลักประกันเงินกู้&amp;rdquo; ด้วยให้สมาชิกสหกรณ์ทำประกันภัยกับบริษัทมหาชนทั้งบริษัทประกันชีวิตและหรือบริษัทประกันวินาศภัย คาดว่ามูลค่าความเสียหายกว่า 2 แสนล้านบาท (ถ้านายทะเบียนสหกรณ์ยังบกพร่องละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร) จะรับผิดอย่างไรบ้าง ให้ดูหนังสือนายทะเบียนสหกรณ์ที่ กษ 1101/830 ลงวันที่ 23 มกราคม 2545 เรื่องห้ามสหกรณ์ดำเนินการธุรกิจประกันชีวิต ประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ เรื่องการกระทำการหรืองดเว้นกระทำการจนทำให้สหกรณ์เสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือของสมาชิก ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2558 กระนั้นสหกรณ์ออมทรัพย์ต่างๆ ก็ไม่สนใจ ต่างกระทำกันเป็นล่ำเป็นสันถ้วนหน้า กรมส่งเสริมสหกรณ์ก็มีหนังสือที่ กษ 1115/1212 ลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563 สหกรณ์ต่างๆ ก็ยังคงเดินหน้ากระทำต่อไปทั้งเปิดเผย บางแห่งแอบมอบให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายจ่ายเงินกู้จัดการแทนตน จนกระทั่งกรมส่งเสริมสหกรณ์มีหนังสือที่ กษ 1115/5623 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2563 ถึงสหกรณ์ทุกจังหวัดทุกจังหวัด ความว่า สหกรณ์ที่ฝ่าฝืนกำหนดหลักประกันเงินกู้ที่จัดต่อกฎหมายให้สหกรณ์จังหวัดสั่งเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่หรือมติคณะกรรมการดำเนินการ แล้วสั่งการให้แก้ไขข้อบกพร่อง แล้วรายงานให้กรมฯ ทราบภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2563 และล่าสุดยังมีหนังสือที่ กษ 1115/3259 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2564 ให้ผู้ตรวจราชการกรมฯ รายงานความก้าวหน้าในการแก้ปัญหาเสนออธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน แล้วจะนำส่งให้รัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีทราบต่อไป &amp;nbsp;
เราผู้เขียนเห็นว่า เรื่องหลักประกันเงินกู้ที่ครูกู้เงินจนล้นเกินจำนวนมหาศาลจนเชื่อว่าชาตินี้ก็ชำระหนี้ไม่หมด ทั้งเงินที่คณะกรรมการดำเนินการฯ พากันเล่นกันในบริษัท ประกันภัย (มหาชน) และสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ฯ อีกจำนวนร่วมพันแห่ง และแทบทุกแห่งน่าจะฝ่าฝืนกฎหมายพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 พระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 และพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545 และกฎหมายลูกเสียทั้งสิ้น ดังตัวอย่างมีให้เห็นแล้ว นางนวรัตน์ ชูทุ่งยอ สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น จำกัด ไปร้องทุกข์กล่าวโทษต่อคณะกรรมการดำเนินการฯ 14 คน กระทำผิดมาตรา 18 (ไม่มี &amp;ldquo;ใบอนุญาตเป็นนายหน้าประกันชีวิต&amp;rdquo;) แห่งพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 ปรากฏว่าคืบหน้าไปมากพนักงานสอบสวนจะเตรียมส่งสำนวนให้อัยการฟ้องร้องต่อไป
โปรดระวัง!!! คลื่นสึนามิเงินมหาประลัยลูกที่สามจะตามมาเร็วๆ นี้ เริ่มจากการทุจริตแชร์ลอตเตอรี่ สหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น จำกัด แล้วก็ถึงวิบัติจากการทำสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ราวดอกเห็ด และการประกันภัยจะเป็นภัยร้ายของสังคม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(มีต่อตอนจบ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120239</URL_LINK>
                <HASHTAG>ต้องเปลี่ยนแปลงระบบสหกรณ์ทันที: จากแชร์ลูกโซ่และเครดิตยูเนียนคลองจั่นสู่การประกันภัยทุจริต(1), นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191005/image_big_5d987f4a1f9c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120237</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เศรษฐกิจหลังเปิดประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกเพียงไม่กี่วันก็จะมีการเปิดประเทศเพื่อรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบไม่ต้องกักตัวกันแล้ว ในตอนนี้นักท่องเที่ยวเองก็รอความชัดเจนของระเบียบและกฎเกณฑ์ในการเดินทางเข้าประเทศไทย แต่ก็ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจอาจจะไม่ได้บูม! หรือกลับมาเติบโตอย่างรวดเร็วได้เสียทีเดียว เพราะยังมีอีกหลายเงื่อนไขที่อาจจะทำให้เป็นอุปสรรคต่อการท่องเที่ยว หรือการตัดสินใจของนักเดินทาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม มีข้อสรุปสำคัญ คือ เตรียมพิจารณาแนวทางการเปิดประเทศตามที่นายกรัฐมนตรีประกาศว่าวันที่ 1 พฤศจิกายน จะเปิดรับนักท่องเที่ยวจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ เดินทางเข้าไทยโดยไม่ต้องกักตัว ไม่จำกัดพื้นที่ หากมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ที่กำหนด ขณะเดียวกันตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม ปรับลดเวลาเคอร์ฟิวเป็น 23.00-03.00 น. และผ่อนคลายกิจกรรมเพิ่มเติม อาทิ การจัดงาน การประชุม โดยขยายจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมตามแต่ละระดับพื้นที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย วิจัยกรุงศรีรายงานว่า แม้มีการเปิดประเทศต้นเดือนพฤศจิกายนเพื่อรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบไม่ต้องกักตัว และผ่อนคลายมาตรการควบคุม แต่คาดว่าระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมภายในสิ้นปีนี้ยังคงต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตการระบาดราว 6%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แน่นอนว่า การผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดเพิ่มเติมแม้คาดว่าจะช่วยสนับสนุนให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาดำเนินการมากขึ้น และช่วยลดความเสียหายทางเศรษฐกิจลงได้บ้าง แต่อาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการปรับขึ้นของจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ในช่วงที่เหลือของปียังจำเป็นต้องทำด้วยความระมัดระวังไปพร้อมกับการเสริมด้วยมาตรการอื่นๆ อาทิ การสื่อสารที่ชัดเจน การสวมหน้ากาก การใช้ระบบติดตามผู้ป่วย และการเร่งฉีดวัคซีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิจัยกรุงศรียังระบุอีกว่า ในส่วนของมาตรการเปิดประเทศที่จะเริ่มขึ้นในต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ เบื้องต้นทางการระบุประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น สหรัฐ สหราชอาณาจักร เยอรมนี จีน และสิงคโปร์ เป็นต้น โดยจะเปิดรับเข้าสู่ประเทศแบบไม่ต้องกักตัว ภายใต้เกณฑ์ที่กำหนดไว้ อาทิ ฉีดวัคซีนครบโดส มีการตรวจ RT-PCR ก่อนเดินทางและเมื่อถึงไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงต้องปฏิบัติตามมาตรการหรือนโยบายของประเทศต้นทางเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวหลักจากจีนที่นับว่ามีสัดส่วนสูงเกือบ 28% ของภาคท่องเที่ยวไทย ทั้งในด้านจำนวนและการสร้างรายได้แก่ประเทศ ซึ่งปัจจุบันทางการจีนยังคงมีมาตรการคุมเข้มการเดินทางระหว่างประเทศ โดยไม่อนุญาตให้เดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ สหรัฐและสหภาพยุโรปประกาศเตือนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางมาไทยเนื่องจากเป็นพื้นที่การระบาดยังมีความเสี่ยงสูง ดังนั้น มาตรการหรือนโยบายของประเทศต้นทางจึงอาจเป็นข้อจำกัดต่อการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติในระยะอันใกล้นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิจัยกรุงศรีประเมิน แม้จะมีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดเพิ่มเติม และมีการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบไม่กักตัว แต่คาดว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมภายในสิ้นปีนี้จะยังอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 อยู่ประมาณ 6% โดยคำนวณจากการใช้ข้อมูลความถี่เร็ว ได้แก่ ความเข้มงวดของมาตรการ ความเข้มงวดของมาตรการที่เกิดขึ้นจริง เครื่องชี้เร็วด้านการเดินทาง และความนิยมในการค้นหา เพื่อสะท้อนถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการคาดการณ์ทิศทางของการค้าปลีก ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และกิจกรรมท่องเที่ยว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยพบว่าภายในสิ้นปีนี้ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและการค้าปลีกจะกลับมาอยู่ที่ 94.9% และ 92.3% ของระดับก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 ตามลำดับ ขณะที่กิจกรรมท่องเที่ยวจะอยู่เพียงแค่ 57.9% ของระดับก่อนวิกฤตโควิด-19 เท่านั้น และเมื่อคำนวณดัชนีกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมแล้วพบว่า ณ สิ้นปีนี้จะมีค่าอยู่ที่ 94.4% ของระดับก่อนเกิดวิกฤตโควิดอีกด้วย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รุ่งนภา สารพิน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120237</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, รุ่งนภา สารพิน, เศรษฐกิจหลังเปิดประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120236</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จะชังชาติไปถึงไหน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีจริงนะ...ไม่ใช่เรื่องเล่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขบวนการชังชาติ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เกลียดรัฐบาลพอฟังได้ เพราะคนเกลียดรัฐบาลมี ทุกยุค ทุกสมัย ทุกรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่คนเกลียดรัฐบาลยุคนี้เลยเถิดถึงขั้นชังชาติตัวเอง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มองทุกเรื่องในชาติขวางหูขวางตาไปหมด &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พอถูกเรียกว่า &amp;quot;พวกชังชาติ&amp;quot; ก็พากันปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่ใช่ ยืนกรานตัวเองเป็นแค่พวกชัง &amp;quot;รัฐบาลลุง&amp;quot; เท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลืมไปว่าพฤติกรรมที่แสดงออก ด้อยค่าประเทศตัวเองทุกเรื่อง แม้เรื่องนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐบาล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลายคนมีความรู้ แต่หลับหูหลับตาชังชาติ ไม่สนใจถูกผิด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยกตัวอย่าง &amp;quot;ชาญวิทย์ เกษตรศิริ&amp;quot; แชร์โพสต์ของใครก็ไม่รู้ ไม่ตรวจสอบที่มา ว่าน่าเชื่อถือหรือไม่ ไม่มีการพิจารณาในข้อเท็จจริงเลย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;...ด่วน! ข่าวที่คนไทยต้องตะลึง ประเทศไทยครองอันดับ ๑ ประเทศที่มีราคาน้ำมันแพงที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับค่าแรงและรายได้ของประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ...&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น่าแปลกใจครับ...นักประวัติศาสตร์ระดับชั้นเอกที่หนึ่งของประเทศไทย หลวมตัวไปแชร์โพสต์ลักษณะนี้โดยไม่ใช้สมองได้อย่างไรกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่างน่าตกตะลึง!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อความแบบนี้ในแง่ข้อเท็จจริง มันเป็นไปไม่ได้เลย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนแชร์ต้องตะขิดตะขวงใจบ้างว่า น่าจะเป็นเรื่องเท็จ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่...ระดับผู้นำทางความคิด ผู้นำจิตวิญญาณชาวสามนิ้วเป็นแบบนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แล้วเด็กๆ มวลชนสามนิ้วจะเป็นแบบไหน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น่าเป็นห่วงอนาคตของชาติจริงๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรื่องน้ำมันราคาแพง เชิญด่าครับ แต่ต้องด่าให้ถูกเรื่องและถูกคน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เปรียบเทียบราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลระหว่างไทยกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน วันที่ ๑๘ ตุลาคม ดูครับ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ของไทยลิตรละ ๒๘ บาทปลายๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สิงคโปร์ ลิตรละ ๕๓ บาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สปป.ลาว ลิตรละ ๓๑.๕๐ บาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กัมพูชา ลิตรละ ๓๐.๒๔ บาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฟิลิปปินส์ ลิตรละ ๒๘.๖๙ บาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมียนมา ลิตรละ ๒๖.๙๕ บาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และมาเลเซีย ในฐานะผู้ส่งออกน้ำมัน ลิตรละ ๑๗.๔๒ &amp;nbsp;บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทีนี้ไปดูค่าแรงขั้นต่ำของแต่ละประเทศว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง เพราะโพสต์ข้างบนบอกว่า ประเทศไทยครองอันดับ &amp;nbsp;๑ ประเทศที่มีราคาน้ำมันแพงที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับค่าแรง และรายได้ของประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก็ตามนี้ครับ...
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สิงคโปร์ ๒,๐๐๐ บาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไทย ๓๐๐ บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฟิลิปปินส์ ๓๐๐ บาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาเลเซีย ๒๗๐ บาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมียนมา ๑๑๐ บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลาว ๘๐ บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กัมพูชา ๗๕ บาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมียนมา ลาว กัมพูชา ค่าแรงขั้นต่ำน้อยกว่าไทย แต่ราคาน้ำมันแพงกว่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก็สรุปว่า &amp;quot;ชาญวิทย์&amp;quot; เฒ่าสามนิ้วแชร์เฟกนิวส์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และสามนิ้วเอาโพสต์ของ &amp;quot;ชาญวิทย์&amp;quot; ไปแชร์ต่อ เป็นลูกโซ่เชื่อเป็นตุเป็นตะว่าประเทศไทยเป็นขุมนรกของคนใช้น้ำมันจริงๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น้ำมันแพงก็ว่าไปตามข้อเท็จจริง จะเรียกร้องให้รัฐบาลปรับลดภาษีสรรพสามิตร ลดเงินเข้ากองทุนน้ำมัน VAT ไม่ต้องมี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หรือจะให้รื้อโครงสร้างราคาน้ำมันใหม่หมด ก็เชิญเรียกร้องครับเพราะสังคมนี้เป็นสังคมประชาธิปไตย เปิดกว้างเสมอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จะเอาแบบมาเลเซีย น้ำมัน ๑ ลิตรขายกันแบบเนื้อน้ำมันล้วนๆ ไม่มีภาษี ก็เรียกร้องกันไป แต่ก็ต้องแลกกับรัฐสูญเสียรายได้ปีละ ๒ แสนกว่าล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นี่ยังไม่นับน้ำมันยิ่งถูก ยิ่งใช้กันเยอะ นำเข้าเยอะ รัฐก็สูญเสียรายได้เยอะตาม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งหมดก็เป็นทางเลือกหากต้องการใช้น้ำมันราคาถูกลง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ไม่ใช่เอาความเท็จเข้าระบบคอมพิวเตอร์ สร้างความเข้าใจผิดให้ประชาชนทั่วไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แบบนี้เขาเรียกว่าไร้ความรับผิดชอบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครับ...คนชังชาติมีให้เห็นแทบทุกวัน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันก่อนดาราชื่ออะไรนะ....เปิดประเทศก็ด่า ใครจะมาเที่ยว ไทยมีแต่โควิดเต็มเมือง ตอนปิดประเทศก็โวย ทำมาหากินไม่ได้ จะอดตายอยู่แล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อะไรก็ได้ขอค้านไว้ก่อน ทั้งที่หลายเรื่องสังคมโดยรวมได้ประโยชน์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่น ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ดูถูกดูแคลน ฝรั่งไม่มาหรอก ที่มาก็เอาเชื้อมาปล่อย ฯลฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;รัสเซลล์ โครว์&amp;quot; มากักตัวก่อนถ่ายทำหนัง พวกชังชาติก็ไหลไปเรื่อย เขามาแฉประเทศไทย มีแต่สายไฟเต็มเมืองไปหมด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครับ...เฟซบุ๊กของ รัชดา ธนาดิเรก - รองโฆษกรัฐบาล &amp;nbsp;วานนี้ (๑๙ ตุลาคม) เขียนไว้น่าสนใจทีเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;...ต่างชาติเลือกไทยเป็นที่ถ่ายทำภาพยนตร์ ๗๑ เรื่อง &amp;nbsp;ทำเงินเข้าประเทศแล้วกว่า ๓.๔๕ พันล้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;#กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รายงานในปี ๒๕๖๔ &amp;nbsp;(มกราคม-ตุลาคม) มีบริษัทภาพยนตร์ต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ในไทยรวม ๗๑ เรื่อง ในพื้นที่ ๒๙ จังหวัด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สร้างรายได้เข้าประเทศกว่า ๓,๔๕๒ ล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยจังหวัดที่มีการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศสูงสุด &amp;nbsp;๖ อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพฯ ๓๕ เรื่อง ภูเก็ต ๑๐ เรื่อง &amp;nbsp;สมุทรปราการ ๘ เรื่อง ปทุมธานี ๖ เรื่อง พังงา ๕ เรื่อง และลำปาง สุราษฎร์ธานี นครนายก สมุทรสาคร นครราชสีมา &amp;nbsp;และเชียงราย ๓ เรื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนประเทศที่สร้างรายได้สูงสุดในการเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ในไทย ๕ อันดับ ได้แก่
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหรัฐอเมริกากว่า ๒,๕๑๑ ล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขตบริหารพิเศษฮ่องกงกว่า ๒๘๖ ล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สิงคโปร์กว่า ๒๒๘ ล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฝรั่งเศสกว่า ๑๒๐ ล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และจีนกว่า ๘๕ ล้านบาท...&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นเรื่องน่าดีใจ ต่างชาติให้ความสนใจมาก ประเทศไทยจึงเป็นศูนย์กลางในการถ่ายทำภาพยนตร์ในภูมิภาคนี้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายได้ที่เข้ามา ก็กระจายไปแทบทุกระดับชั้น &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โรงแรมได้ พนักงานในโรงแรมก็ได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร้านอาหารภัตตาคารได้ พนักงานตั้งแต่คนครัว ยันคนเก็บโต๊ะ ก็ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ก็มีพวกโรคจิตชังชาติรอเหยียบซ้ำ คอยจับผิดเรื่องไม่เป็นเรื่อง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อยากให้ประเทศฉิบหายถึงจะสาแก่ใจ เพราะคิดว่านั่นคือวิธีไล่รัฐบาล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ต่างอะไรกับ เผาบ้านไล่หนู&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นี่แหละพวกชังชาติ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120236</URL_LINK>
                <HASHTAG>จะชังชาติไปถึงไหน, ผักกาดหอม, อ่านเอาเรื่อง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210104/image_big_5ff3197281d0b.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120235</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บันทึกหน้า 4</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไทยโพสต์ อิสรภาพแห่งความคิด ขยันลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องสำหรับ ลุงตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม 20 ต.ค.นี้ เดินทางไปตรวจราชการที่ จ.สิงห์บุรี ส่วนที่ประชุม ครม.รับทราบการประชุม ครม.อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ในวันที่ 8-9 พ.ย.2564 ที่ จ.กระบี่ และติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยว รองรับการเปิดประเทศอย่างปลอดภัย (Smart Entry) เป็นการฟื้น ครม.สัญจรหลังว่างเว้นเป็นเวลา 1 ปีจากสถานการณ์โควิด-19 ถือเป็นการกำหนดยุทธศาสตร์ถูกที่ถูกเวลา ในขณะที่บ้านเมืองเผชิญวิกฤตโควิด-19 บอบช้ำมาเกือบ 2 ปี นายกฯ ต้องแก้ปัญหาอย่างหนักหน่วง แล้วยังต้องแก้ปัญหาการเมืองภายในรัฐบาลอีก การลงพื้นที่พบปะชาวบ้านทำให้บรรยากาศผ่อนคลายบ้าง และเป็นการสร้างความผูกพันและบารมีกับข้าราชการในพื้นที่ ส่งผลดีต่อการเลือกตั้งครั้งหน้าได้...0&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณี นายทักษิณ ชินวัตร วิดีโอคอลพูดคุยกับกรรมการบริหารพรรคและ ส.ส.พรรคเพื่อไทย (พท.) แม้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ จะชี้่ว่าไม่ใช่การครอบงำพรรค บรรดานักร้องก็พร้อมยื่น กกต.ให้ชงศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค พท. และแม้นายทักษิณจะปฏิเสธกรณี ส.ส.เพื่อไทยถามถึงการให้ &amp;nbsp;คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภริยานายทักษิณ มาเป็นหัวหน้า พท.เพื่อสู้ศึกเลือกตั้ง แต่ก็บอกชัดว่าตนเองมีหลายแนวทาง และต้องเอาแลนด์สไลด์ชนิดที่ไม่กล้าเป็นรัฐบาล นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้า พท.บอกว่า คุณหญิงพจมานไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับพรรค ก็เป็นที่รับรู้กันดีว่า นายสมพงษ์ เป็นหัวหน้าพรรคแค่ในนาม ส่วนบุคคลที่จะมาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของ พท.ก็ต้องให้ทักษิณเคาะ เช่น การเลือกตั้้งปี 62 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตของ พท.ก็ต้องบินไปขอไฟเขียวจากทักษิณถึงดูไบ แต่อยู่ๆ ก็ปรากฏแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ที่ อภิมหาเซอร์ไพรส์ ทำให้ คุณหญิงสุดารัตน์ และ นายจาตุรนต์ ฉายแสง ว่าที่แคนดิเดตนายกฯ ทษช.ถึงกับ กลืนเลือด ผิดหวังที่นายทักษิณไม่บอกกล่าวกันมาก่อน ทั้ง 2 คนจึงแยกไปตั้งพรรคใหม่ เจ็บแค้นใจทักษิณยังไม่หาย...0
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประชาชนถูกหักเงินจากบัญชีธนาคาร บัญชีบัตรเครดิต หรือบัญชีบัตรเดบิตอย่างผิดปกติจำนวนมาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจงว่า &amp;quot;ไม่ได้เกิดจากการรั่วไหลของข้อมูลจากระบบธนาคาร ส่วนใหญ่จะเกิดกับบัตรที่มีการผูกการซื้อขายสินค้าออนไลน์&amp;quot; แต่ผู้ถือบัตรก็ยังหวาดผวาว่าจะโดนดูดหรือไม่ น.ส.กัลยา รุ่งวิจิตรชัย ส.ส.สระบุรี พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคมและดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กมธ.ดีอีเอส) ระบุว่า &amp;quot;แม้จะสามารถหักเงินจากบัญชีเจ้าของได้โดยตรง แต่ควรมีรายละเอียดที่เจ้าของบัตรต้องอนุมัติก่อน ไม่ใช่ถูกหักไปโดยไม่รู้ตัว&amp;quot; พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และรองประธาน กมธ.ดีอีเอส แนะว่า &amp;quot;ต้องมีกลไกที่จะทำให้เมื่อประชาชนแจ้งว่าถูกหลอกลวงแล้ว ต้องไปหยุดการเอาเงินออกจากบัญชีให้เร็วที่สุด ภายในไม่กี่ชั่วโมงทำได้หรือไม่&amp;quot; เป็นข้อเสนอที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรรีบดำเนินการ เพราะประชาชนต้องเจอภัยไซเบอร์อีกหลายรูปแบบ รัฐต้องมีมาตรการรับมือให้ทันท่วงที...0
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สถานการณ์โลกเปลี่ยนส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงมาต่อเนื่อง ทำให้สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ที่มีสมาชิกผู้ประกอบการรถบรรทุกทั่วภูมิภาค นำโดย ดร.ทองอยู่ คงขันธ์ ประธานที่ปรึกษาสหพันธ์ฯ นัดรวมพลังรถบรรทุกครั้งใหญ่ Truck Power วิ่งไปยังบนถนนสายหลักๆ ภาคเหนือ ใต้ อีสาน ออก ตก เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ลิตรละ 25 บาทต่อลิตร ลดภาษีสรรพสามิตลง 5 บาทต่อลิตร ปรับโครงสร้างราคาน้ำมันให้เป็นธรรม สำหรับผู้ประกอบการขนส่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิดแล้วยังต้องจ่าย &amp;quot;ส่วย&amp;quot; ให้เจ้าหน้าที่ด้วย มาเจอน้ำมันแพงอีกก็อ่วมหลายต่อ ภายหลังนายกฯ เรียกรองนายกฯ-รมต.เกี่ยวข้องถกแก้ปัญหาน้ำมันแพง นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯ และ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า &amp;quot;จะต้องตรึงราคาให้อยู่ในราคาไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร&amp;quot; แต่รัฐบาลน่าจะหามาตรการทำให้ราคาลดลงกว่านี้ได้บ้าง...0&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120235</URL_LINK>
                <HASHTAG>บันทึกหน้า 4, แซมซาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e08a15725d06.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120234</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชอบซักผ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่องความเคลื่อนไหวพรรคการเมือง ทั้งที่มีส.ส.อยู่ในสภาตอนนี้ และพรรคเกิดใหม่ ลงพื้นที่ทำกิจกรรมหลากหลาย ทั้งพบปะสมาชิกของตัวเอง เยี่ยมเยียนประชาชน เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;สำหรับพรรคกล้า แม้จะยังไม่มีส.ส.ก็ตามที แต่ก็ลุยเต็มที่ เพื่อเตรียมเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง โดยเฉพาะ&amp;nbsp;&amp;ldquo;กรณ์ จาติกวณิช&amp;rdquo;&amp;nbsp;หัวหน้าพรรค หลังจากไปส่งลูกเรียนที่ประเทศอังกฤษเสร็จแล้ว กลับมากักตัวที่ภูเก็ต จากนั้นก็ทัวร์ใต้อย่างสนุกสนาน และเริ่มทยอยเปิดตัวผู้สมัครส.ส.
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;อย่างที่จังหวัดไข่มุกแห่งอันดามัน&amp;nbsp;เปิดตัว&amp;nbsp;&amp;lsquo;เทมส์ ไกรทัศน์&amp;rsquo;&amp;nbsp;เป็นคนรุ่นใหม่และเป็นความหวังของพรรค พร้อมกับชูนโยบายพลิกภูเก็ตสู่เมืองเศรษฐกิจท่องเที่ยวระดับเวิลด์คลาส&amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังไปลุยที่พังงา สุราษฎร์ธานี นครศรีฯ สงขลา&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ด้วยความที่ &amp;ldquo;หัวหน้ากรณ์&amp;rdquo; อยู่ยาวในพื้นที่ บ้านช่องไม่ได้กลับ จึงเป็นเรื่องปกติที่เสื้อผ้าเริ่มหมดเลยต้องแวะซัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;งานนี้ เจ้าตัวโพสต์ในเฟสบุ๊คบอกว่าลองมาใช้บริการเฟรนไชส์ร้านซักผ้าหยอดเหรียญ &amp;nbsp;และเล่าว่า &amp;ldquo;ผมเป็นคนชอบการซักผ้า ชอบกลิ่นผ้าซักแล้ว โดยเฉพาะชอบบรรยากาศร้านซักผ้าแบบบริการตนเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;กรณ์&amp;rdquo; เล่าย้อนความหลัง &amp;ldquo;สมัยผมเรียนมหาวิทยาลัยการซักผ้าคือช่วงเวลาที่ได้โชว์มุมหนุ่มอบอุ่นให้สาวๆได้เห็น และสมัยที่เริ่มทำงานที่เมืองนอก ผมจะรีดผ้าที่บ้านไปพร้อมดูรายการทีวีโปรด ผมยอมรับว่าได้รับอิทธิพลจากสื่อโฆษณายอดฮิตในยุคนั้น ที่มีหนุ่มหล่อถอดกางเกงยีนส์ยี่ห้อดังรุ่น&amp;nbsp;501&amp;nbsp;ใส่เครื่องซักผ้าต่อหน้าสาวๆ หรือภาพยนตร์แนวเกย์เรื่องแรกๆ ที่เล่าถึงเรื่องความรักระหว่างหนุ่มสองคน เรื่อง&amp;nbsp;My Beautiful Laundrette (ร้านซักผ้าที่งดงามของฉัน) เอาว่าอะไรที่เกี่ยวกับร้านซักผ้าผมจะสนใจ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;เจ้าตัว ยังกล่าวต่อว่า ภรรยาและลูกๆจะขำผมที่ดูตื่นเต้นเกินเหตุตอนที่เริ่มเห็นแฟรนไชส์ร้านซักผ้าปรากฏตามริมถนนมากยิ่งขึ้น และก็เพิ่งได้ลองใช้บริการที่ภูเก็ตนี่เอง ค่าซัก&amp;nbsp;10kg 40-60&amp;nbsp;บาท อบ&amp;nbsp;40&amp;nbsp;บาท นํ้ายาซักผ้าและนํ้ายาปรับผ้านุ่มอีก&amp;nbsp;10&amp;nbsp;บาท ถือว่าโอเคมาก โดยเฉพาะอุปกรณ์ทั้งหมดใหม่มากและสภาพร้านสะอาดสบายตา ชอบครับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ตอนท้ายมีสรุปจบแบบฉบับคนเคยเป็นขุนคลัง...
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;โมเดลธุรกิจแบบนี้ ใครมีทำเลดี มีเงินลงทุนนิ่งๆ น่าทำมาก โดยเฉพาะทำเลสถานศึกษาและหอพัก ชุมชนต่างๆ แนะนำ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
มินนี่เมาธ์
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120234</URL_LINK>
                <HASHTAG>คันปากอยากเล่า, ชอบซักผ้า, มินนี่เมาธ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200809/image_big_5f2ff6c243787.jpg   </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120232</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โลกที่ “อัตราเสี่ยง”มีแต่เพิ่มกับเพิ่ม!!!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฮื่ออ์อ์อ์...ดูเหมือนว่าบรรดานักการเมือง พรรคการเมือง ท่านชักจะขยับเนื้อ-ขยับตัว กันมั่งแล้ว!!! เริ่มหันไปหาหัว ลงพื้นที่ ตั้งค่าย ย้ายค่าย ฯลฯ อย่างชนิดชุลมุน-ชุลเก อยู่ตามสมควร แต่นั่นดูจะไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการหมดสภาพ หมดยุค หมดสมัย ของผู้นำรัฐบาลอย่างท่านนายกฯ&amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo;ของหมู่เฮาแต่อย่างใด ที่แถมทำท่าว่าน่าจะ&amp;ldquo;อยู่ยาวว์ว์ว์&amp;rdquo;ไปถึงปีนั้น ปีโน้น หรือปีไหนต่อปีไหนก็มิอาจคาดคำนวณได้...
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ----------------------------------------------------
อันนี้นี่แหละ...ที่มันส่งผลให้เกิดสีสัน บรรยากาศ ที่ออกจะพิลึก พิกล และพะอืดพะอมไม่น้อยทีเดียวเจียว คือแทบไม่รู้ว่าสุดท้าย...มันจะออกอ่าว ออกทะเล หรือกำลังไปสู่จุดหมายปลายทางในแบบใด ในลักษณะใด กันแน่ เพราะขณะที่ &amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo;กำลัง&amp;ldquo;นอนมา&amp;rdquo;โดยไม่คิดจะให้มี &amp;ldquo;พระสวดนำหน้า&amp;rdquo; แต่ไม่ว่าจะเป็นพวกเดียวกันเอง หรือฝ่ายตรงข้าม กลับเริ่มพล่านไป พล่านมา ปานประดุจว่า...ไม่น่าจะเกินปีนี้-ปีหน้า หรือไม่น่าจะเลยกลางปีที่จะถึงเป็นต้นไป หนีไม่พ้นต้องหันไปใช้โอกาสทางการเมืองในช่วงประมาณ 4 วินาที ต้อง&amp;ldquo;เข้าคูหากาบัตร&amp;rdquo; ในการเลือกตั้งครั้งใหม่กันเลยถึงขั้นนั้น...
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;----------------------------------------------------
แต่เอาเป็นว่า...อะไรจะเกิด-มันก็คงต้องเกิด อะไรไม่เกิด-มันก็คงไม่เกิด หรืออาจขึ้นอยู่กับการสวดมนต์ ภาวนา ไปจนการแช่งชัก หักกระดูก ของแต่ละฝ่ายนั่นแหละ ว่าอันไหนจะแรงกว่ากัน แต่ที่แน่ๆก็คือ...ไม่ว่าอะไรจะเกิด-ไม่เกิด สิ่งที่น่าจะทยอยตามมาอย่างเป็นระลอกนับแต่นี้เป็นต้นไป น่าจะหนีไม่พ้นไปจากเรื่อง &amp;ldquo;สึนามิทางเศรษฐกิจ&amp;rdquo;นั่นแหละทั่น ที่เริ่มส่งผลให้เห็นค่อนข้างชัดเจนบ้างแล้วในระดับโลก โดยเฉพาะ &amp;ldquo;ความขาดแคลน&amp;rdquo; แทบทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าสินค้า แรงงาน ชิ้นส่วนอุปกรณ์ในการผลิต ไปจนถึงพลังงาน แก๊ซ น้ำมัน และถ่านหิน ฯลฯ ส่งผลให้ &amp;ldquo;ภาวะเงินเฟ้อ&amp;rdquo;เริ่มแผ่ซ่าน ครอบคลุมไปแทบจะทั่วทั้งโลก...
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; -----------------------------------------------------
ด้วยเหตุนี้...การตัดสินใจ &amp;ldquo;เปิดประเทศ&amp;rdquo;ของ &amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo;ไม่ว่าจะถูก-ผิดอย่างไรก็แล้วแต่ แต่คงต้องยอมรับว่า ออกจะเหมาะสม สอดคล้อง กับฉากสถานการณ์ในอนาคตเบื้องหน้าอยู่ตามสมควร คือถ้าหากยังคงอั้นไป-อั้นมา ไม่คิดจะกินยาถ่าย หรือยาระบายใดๆก็ตามที โอกาสที่จะท้องผูก ท้องเฟ้อ เรอเปรี้ยว เนื้อตัวเขียวเป็นจ้ำๆ ย่อมมิอาจหลีกเลี่ยงได้อยู่แล้วแน่ๆ โดยเฉพาะสำหรับประเทศไทยแลนด์ แดนสยาม ของหมู่เฮาทั้งหลาย ที่ต้อง&amp;ldquo;พึ่งพา&amp;rdquo;รายได้จาก &amp;ldquo;รัสเซล โครว์&amp;rdquo; หรือจากบรรดา&amp;ldquo;นักท่องเที่ยว&amp;rdquo;มาโดยตลอด ยิ่งเมื่อได้แรงยุ แรงเชียร์ แบบบุญหล่นทับ บุญบังเอิญ หรือไม่ อย่างไร ก็แล้วแต่จะคิดแต่นั่นย่อมทำให้พอเกิด&amp;ldquo;โอกาส&amp;rdquo;ในการฉุดกระชากลากถู การประคับประคองตัวเอง ระหว่างออกอ่าว ออกทะเล ได้มั่ง แม้แต่เล็กๆ-น้อยๆก็ยังดี...
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ------------------------------------------------------
อย่างไรก็ตาม...การเปิดบ้าน เปิดเมือง เปิดประเทศนับจากนี้ ก็ใช่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะสมพรปาก สมกับแรงยุ แรงเชียร์ ของ &amp;ldquo;รัสเซล โครว์&amp;rdquo;ไปโดยตลอดก็หาไม่ เพราะบางบ้าน บางเมือง อย่างเช่นระดับ&amp;ldquo;บาหลี&amp;rdquo;ก็เถอะ!!! ถึงจะเปิด จะถ่าง ทั้งประตู ทั้งหน้าต่าง เอาไว้ชนิดอ้าซ่าเพียงใด ปรากฏว่าไม่มีแม้แต่ตัวเดียว-อันเดียว ไม่มีเที่ยวบินแม้แต่เที่ยวเดียว ที่คิดจะขนใครต่อใครมาดูหน้าอก ดูนมต้ม ของสาวบาหลี เอาเลยแม้แต่น้อย เนื่องจากโดยสีสัน บรรยากาศ ของโลกทั้งโลกในช่วงนี้ มันยังไม่ถึงกับครื้นเครง รื่นรมย์บรรเลง แถมยังเต็มไปด้วย &amp;ldquo;ความขาดแคลน&amp;rdquo;อะไรต่อมิอะไรดังที่กล่าวไปแล้ว โอกาสที่จะเกิดมหกรรมกินลูกชิ้นปิ้ง ตามแบบฉบับของคุณน้อง &amp;ldquo;ลิซ่า&amp;rdquo; มันจึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ สบายๆ แต่อย่างใด...
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ------------------------------------------------------
ดังนั้น...ระหว่างออกแรงยุ แรงเชียร์ โหมการโฆษณาเพียงใดก็ตาม คงต้องหันไประมัดระวังการใช้ การจ่าย ในแต่ละเรื่อง แต่ละกรณีให้มากๆเข้าไว้ อย่าให้ถึงกับต้องทำให้การเปิดบ้าน เปิดเมือง เปิดประเทศ กลายเป็นการเปิดหน้า เปิดการ์ด ไม่คิดจะยกนวมขึ้นสวมหัว หรือไม่คิดจะสวมหมวกกันน็อคต่อไปอีกแล้ว เพราะภายใต้แนวโน้มความเป็นไปของเศรษฐกิจในช่วงนี้ ไม่ว่าจะในระดับโลก หรือในระดับสังคมไทยก็ตาม โอกาสที่จะถูก&amp;ldquo;หมัดสวน&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;หมัดที่มองไม่เห็น&amp;rdquo;ทิ่มเข้าใส่กระโดงคาง จับเข้าที่ขมับ หรือที่ปากครึ่ง-จมูกครึ่ง ย่อมมีความเป็นไปได้สูงเอามากๆ...
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;-------------------------------------------------------
ยิ่งโดยเฉพาะเมื่อมีการจัดเกรด ลดเกรด ลดอันดับ &amp;ldquo;ความโปร่งใส&amp;rdquo;ในเรื่องการทุจริตและคอรัปชั่นของประเทศไทย ลงไปอยู่ระดับท้ายตารางกันเลยถึงขั้นนั้น ขณะที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจก็กลับเหนือไปกว่าประเทศบ้านใกล้-เรือนเคียง อย่างประเทศพม่า เพียงประเทศเดียวเท่านั้นเอง อันนี้...ยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังในด้านต่างๆยิ่งขึ้นไปใหญ่ เพราะแม้ว่าท่านนายกฯ &amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo;ของหมู่เฮา ท่านทำท่าว่าคิดจะ &amp;ldquo;อยู่ยาวว์ว์ว์&amp;rdquo;ชนิดไม่คิดยุบสภาโดยเด็ดขาด แถมยังอาจ&amp;ldquo;ตีตั๋ว&amp;rdquo;ต่อไปอีก 4 ปีในการเลือกตั้งครั้งหน้าอีกซะล่วย แต่ถ้าลองเจอเข้ากับ &amp;ldquo;หมัดสวน&amp;rdquo;หรือ &amp;ldquo;หมัดมองไม่เห็น&amp;rdquo;เข้าไปแบบเต็มๆ เนื้อๆ โอกาสที่จะหลับกลางอากาศ ก้นเตี้ย คายฟันยาง นับแปด นับสิบ ก็ยังคงละเมอ ไม่คิดจะตื่นเอาเลยแม้แต่น้อย...
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;-------------------------------------------------------
สรุปรวมความแล้ว...ภายใต้โลกที่เต็มไปด้วย &amp;ldquo;ความเสี่ยง&amp;rdquo; สูงยิ่งขึ้นเรื่อยๆเช่นนี้ ไม่ใช่โลกที่สามารถสนุกสนาน ร่าเริง บันเทิงใจ ได้มากมายซักเท่าไหร่...การ &amp;ldquo;ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท&amp;rdquo;เอาไว้ให้มากๆเข้าไว้ในทุกเรื่อง ทุกกรณีนั่นแหละ ถึงจะ &amp;ldquo;เข้าท่า&amp;rdquo;ที่สุด แม้แต่บรรดาพวกที่ถือหาง พวกที่เป็น &amp;ldquo;ติ่งบิ๊กตู่&amp;rdquo;ทั้งหลาย ก็อย่าถึงกับไปนิ่งนอนใจจนเกินไป เพราะระหว่างเฮไป-เฮมา ระหว่าง &amp;ldquo;บิ๊กตู่...ฉู้ฉู้&amp;rdquo;กันอย่างขะมักเขม้น กระเหี้ยนกระหือรือ ถ้าดันเผลอ...ไปทิ่มไม้จิ้มฟันใส่เหงือกแรงไปหน่อย โอกาสที่จะตาย...กับ...ตาย ก็ใช่ว่าจะไม่มีเอาเสียเลย!!!!
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;-------------------------------------------------------
ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก &amp;ldquo;Jawaharlal Nehru&amp;rdquo; (อีกครั้ง)... &amp;ldquo;It is the difficult world, not a very gentle world; it does not care too much for the weak. And you have to be strong, in mind, in heart, in character and in technic and in modern ways of life. Otherwise, you go down. I have no doubt about it. - มันเป็นโลกที่ลำบาก ไม่ใช่โลกที่น่าอภิรมย์นัก โลกที่ไม่สู้เอื้ออาทรแก่ผู้ที่อ่อนแอ ท่านต้องเป็นผู้ที่แข็งแรงทั้งทางกาย ทางใจ อุปนิสัยใจคอและวิธีการต่างๆ ตลอดจนหนทางอันทันสมัยในการดำเนินชีวิต มิฉะนั้น...ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าท่านจะรอดปลอดภัยได้เลย&amp;rdquo;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;---------------------------------------------------
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120232</URL_LINK>
                <HASHTAG>ท่านขุนน้อย, โลกที่ “อัตราเสี่ยง”มีแต่เพิ่มกับเพิ่ม!!!</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088d54d8866.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120128</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มีทางเลือก?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลาดการเมืองเริ่มคึกคัก สอดรับกับนักพรรคการเมืองเก่าและใหม่เริ่มเปิดตัวผู้สมัคร จัดวางคนลงพื้นที่เพื่อเตรียมความพร้อมเลือกตั้งที่คาดว่าอีกไม่นานนี้&amp;nbsp;
แม้รัฐบาลจะพยายามยื้อสุดเรี่ยวแรง ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองทั้งปัจจัยภายในและภายนอกยังดำรงอยู่ แต่คนการเมืองจมูกไวก็เตรียมพร้อมไว้เสมอ จะได้ไม่พลาดตกขบวน&amp;nbsp;
ในส่วนของนักการเมืองซึ่งมีฐานที่มั่นก็ไม่ต้องเป็นห่วง แต่สำหรับบางคนที่แนวทางไม่ตรงกันอาจต้องเริ่มทบทวนตัวเอง และหาบ้านใหม่ในสไตล์ที่ชอบ เพื่อทำประโยชน์และสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อไป
โดยเฉพาะที่ถูกจับตาอย่างมากคือ ส.ส.แกะดำในพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ว่าจะสู้ต่อหรือหาพรรคใหม่ ท่ามกลางกระแสข่าวผู้มีอำนาจอาจไม่ส่งลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งหน้า?
สอบถาม &amp;quot;ส.ส.เก้าอี้หลัง&amp;quot; หรือ &amp;quot;พนิต วิกิตเศรษฐ์&amp;quot; ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ถึงอนาคตหลังการเมืองจากนี้ หลังก่อนนี้ใช้เอกสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญลงมติเรื่องสำคัญ อาทิ การตั้ง กมธ.ตรวจสอบการใช้อำนาจมาตรา 44, โหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ และ รมต.2 ครั้งหลังขัดต่อมติพรรค แต่กลับถูกใจสังคมอีกส่วน
&amp;quot;ส.ส.พนิต&amp;quot; กล่าวว่า ผมอาจไม่ใช่นักการเมืองรุ่นใหม่ แต่ก็ไม่เคยยอมจมปลักอยู่กับการเมืองแบบเก่า สังคมตรวจสอบการโหวตผ่านการอภิปรายของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหลักการประชาธิปไตย หรือจุดยืนตรงข้ามเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน
&amp;quot;ผมยึดมั่นในการสร้างธรรมภิบาลในการเมืองไทยมาตลอด เพราะเชื่อว่านักการเมืองที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ย่อมมีทางเลือกเสมอ สังคมไทยกําลังขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความหวังที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง นี่คือการปูทางที่จะสร้างการเมืองแบบใหม่ ฉะนั้นนักการเมืองที่มีอุดมการณ์แน่วแน่ย่อมมีทางเลือกและไม่มีวันตายไปกับการเมืองเก่า&amp;quot; ส.ส.พนิตให้ความมั่นใจ
สรุปเส้นทางการเมืองจากนี้ของ &amp;quot;ส.ส.เก้าอี้หลัง&amp;quot; ที่จุดยืนชัด จัดหนักทุจริต ย่อมมีที่อยู่แน่นอน???.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่างสงสัย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120128</URL_LINK>
                <HASHTAG>คันปากอยากเล่า, ช่างสงสัย, มีทางเลือก?</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200809/image_big_5f2ff6c243787.jpg   </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120126</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยังเป็นของ &#039;ทักษิณ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามคาด...
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีคนร้องยุบพรรคเพื่อไทย จากกรณีคลิป &amp;quot;ทักษิณ-หญิงอ้อ&amp;quot; แล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าฟังจาก &amp;quot;วิษณุ เครืองาม&amp;quot; เพื่อไทยจะดูโล่งใจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;งานนี้มือกฎหมายรัฐบาลยืนยันเอง คลิป &amp;quot;ทักษิณ&amp;quot; แจมงานเลี้ยง ส.ส.เพื่อไทย เป็นเพียงการพูดคุยธรรมดา โยนหินถามทาง หยั่งเสียง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คุณทักษิณเขาปฏิเสธมาแล้วไม่ใช่หรือว่า คุณหญิงพูดไม่เป็น หาเสียงไม่เก่ง แล้วครอบอะไร ไม่ครอบ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เข้าใจว่า เป็นการสนทนา ปราศรัย พูดจากันธรรมดา ในที่สาธารณะใครๆ ก็ทำได้ ไม่น่าจะถึงขั้นนำมาเป็นหลักฐานในการจะยุบพรรค เพราะไม่เช่นนั้นจะพูดอะไรกันก็ไม่ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บางอย่างเป็นการออกความเห็น ถามมาตอบไป แต่ถ้าเมื่อไหร่ไปเริ่มดำเนินการกันในพรรค จึงจะเข้าข่าย แต่ที่ที่เขาคุยกันอยู่นั้นไม่ใช่พรรค เป็นที่สาธารณะ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สรุปคือในความเห็นของ &amp;quot;วิษณุ&amp;quot; คลิปที่ว่า ไม่อาจนำไปสู่การยุบพรรคเพื่อไทยได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่เสียดาย ไม่ได้แสดงความเห็นที่ &amp;quot;ทักษิณ&amp;quot; พูดช่วงท้ายคลิป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมมีหลายแนวทาง รับรองว่าแต่ละแนวทางเนี่ย ส.ส.ที่คิดจะออก รับตังค์เขามาแล้ว ต้องเอาตังค์ไปคืน เที่ยวนี้ต้องชนะแลนด์สไลด์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะว่าชนะธรรมดา มันไม่ให้เป็นรัฐบาลหรอก ถ้าแลนด์สไลด์มันไม่กล้าเป็นรัฐบาล ต้องเอาแลนด์สไลด์ชนิดที่ไม่กล้าเป็นรัฐบาล&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แล้วแต่จะตีความครับ!&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รูปประโยค &amp;quot;ผม&amp;quot; คือ &amp;quot;ทักษิณ&amp;quot; เป็นประธาน พูดถึงแนวทางนำไปสู่การชนะการเลือกตั้งแบบด์สไลด์ เพื่อให้พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พูดเรื่้องการรับเงิน คืนเงิน ที่ใช้ในการเลือกตั้ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จะบอกว่าพูดจาธรรมดาก็ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หรือจะไม่ธรรมดา มันก็ไม่ธรรมดา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลองเปลี่ยนจาก &amp;quot;ทักษิณ&amp;quot; เป็น &amp;quot;ลุงตู่&amp;quot; แล้วพูดประโยคเดียวกันนี้ในที่ประชุมพรรคพลังประชารัฐ ทั้งเรื่องเงิน เรื่องแลนด์สไลด์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พลังประชารัฐถูกร้องยุบพรรคอย่างรวดเร็วแน่นอน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครับ...ตอนนี้มี &amp;quot;คณะนักร้องประสานเสียง&amp;quot; ๓ คนแล้ว ที่รวบรวมเรื่องร้องยุบพรรคเพื่อไทย&amp;nbsp;
นักร้องเสียงกระเส่า ขวัญใจแม่ยกแจ้งวัฒนะ &amp;quot;สิระ เจนจาคะ&amp;quot; ทำเรื่องนี้ผ่านคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ที่ตัวเองเป็นประธาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จะบรรจุเรื่องนี้เข้าสู่ระเบียบวาระ เพื่อขอมติจากคณะกรรมาธิการ ในการเชิญผู้ที่เกี่ยวข้อง อาทิ กกต. และบุคคลที่ปรากฏอยู่ในคลิปวิดีโอมาชี้แจง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และ กกต.ต้องตอบว่า นี่คือการครอบงำพรรคการเมืองจากบุคคลภายนอกหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อ้างตามมาตรา ๙๒ (๓) ยินยอมหรือกระทำการใดอันทำให้บุคคลอื่น ซึ่งมิใช่สมาชิกกระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม เพราะมีโทษถึงยุบพรรค และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งคณะกรรมการบริหาร เป็นเวลา &amp;nbsp;๑๐ ปีด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ยังครอบคลุม ไปถึงคนที่ไม่ใช่สมาชิกพรรค เพราะถูกเว้นวรรคทางการเมือง ถูกตัดสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งตลอดชีพ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมเชื่อมั่นว่าเรื่องนี้จะมีนักร้องระดับประเทศหลายต่อหลายคนเข้ายื่นหนังสือ เพื่อให้ศาลพิจารณายุบพรรคเพื่อไทยอย่างแน่นอน&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก็เป็นไปตามที่ &amp;quot;สิระ&amp;quot; เปิดหัวไว้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักร้องเสียงทองคนที่สอง &amp;quot;สนธิญา สวัสดี&amp;quot; ที่ปรึกษากรรมาธิการชุดที่ &amp;quot;สิระ&amp;quot; เป็นประธาน ฟันธงในคลิปเห็นชัดเจนว่ามีการเตรียมการทุกอย่างของพรรคเพื่อไทย โดยถือเป็นการครอบงำจากบุคคลภายนอก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเฉพาะนายทักษิณที่เป็นนักโทษหนีคดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงเชื่อว่าคลิปดังกล่าว ถือเป็นหลักฐานที่มีน้ำหนักอีก ๑ ชิ้นที่จะส่งให้ กกต.พิจารณาในเรื่องนี้ ให้ดำเนินการในขั้นตอนการยุบพรรคต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนที่สาม&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักร้องร้อยปาก &amp;quot;เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ&amp;quot; ร้องยุบพรรคเพื่อไทยมาหลายกรณีแล้ว และค้างอยู่ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายนี้บอกว่าอยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐานและข้อเท็จจริงเพื่อร้องต่อ กกต. ในประเด็นที่ทักษิณ โทนี่ วูดซัม มีพฤติกรรมเข้าข่ายขัดพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง &amp;nbsp;ที่ควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคเพื่อไทย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื่องจาก ทักษิณ ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย เพราะไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้ต้องโทษหนีคดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จากกรณีที่มีคลิปภาพนายทักษิณปรากฏและภายในงานยังมีกรรมการบริหารพรรค นำโดย นายสมพงษ์​ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นต้น ร่วมอยู่ด้วย แม้นายเกรียง กัลป์ตินันท์ รองหัวหน้าและแกนนำภาคอีสานของพรรคเพื่อไทย จะระบุว่าเป็นงานเลี้ยงสังสรรค์ ไม่ใช่การประชุม แต่ภาพที่ปรากฏนั้นมีความชัดเจนอย่างยิ่ง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คลิปที่สื่อมวลชนเผยแพร่ เมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคมนั้น ก่อนหน้านั้นมีการเผยแพร่ผ่านทางโซเชียลมีเดียมาก่อนหน้านั้นแล้ว เดิมคิดว่าไม่มีอะไร แต่เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่พบว่าพรรคเพื่อไทยได้นำสโลแกนใหม่ที่ว่า พรุ่งนี้เพื่อไทย เพื่อชีวิตใหม่ของประชาชน และติดเป็นคำโฆษณาบนรถตุ๊กๆ และเตรียมเปิดตัวในการเลือกตั้ง อบต. ทำให้เป็นภาพชัดเจน ซึ่งชัดเจนมากกว่าครั้งที่ยุบพรรคไทยรักษาชาติ หรือพรรคพลังประชาชน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สรุปคือ มีคนร้องยุบพรรคเพื่อไทยแน่ๆ มากกว่า ๑ คดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อนาคต กกต.จะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่อยู่ที่หลักฐานและการตีความกฎหมาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระบวนการยุบพรรคการเมืองกรณีนี้เริ่มต้นที่ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา ๒๘&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอมหรือกระทําการใดอันทําให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกกระทําการอันเป็นการควบคุม ครอบงํา หรือชี้นํา กิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทําให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรา ๙๒ เมื่อคณะกรรมการมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคการเมืองใดกระทําการ อย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคการเมืองนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(๓) กระทําการฝ่าฝืนมาตรา ๒๐ วรรคสอง มาตรา ๒๘ มาตรา ๓๐ มาตรา ๓๖ มาตรา ๔๔ มาตรา ๔๕ มาตรา ๔๖ มาตรา ๗๒ หรือมาตรา ๗๔
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อศาลรัฐธรรมนูญดําเนินการไต่สวนแล้ว มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคการเมืองกระทําการตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมือง และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พรรคการเมืองล่าสุดที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญยุบไปคือพรรคอนาคตใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเพื่อไทยจะถูกยุบหรือไม่ ตอบไม่ได้อยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่พฤติกรรมครอบงำพรรคเพื่อไทยของ &amp;quot;ทักษิณ&amp;quot; ไม่ใช่เรื่องใหม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีมาตั้งแต่ก่อตั้งพรรคไทยรักไทยแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพียงแต่ครอบงำในต่างสถานะ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด &amp;quot;ทักษิณ&amp;quot; ในสถานะนักโทษหนีคุกคดีโกง กดรีโมตจากดูไบคอนโทรลพรรคเพื่อไทยแทบทุกความเคลื่อนไหวสำคัญ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วงใน ส.ส.เพื่อไทยต่างรู้ดีกันทุกคน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยามใดมีปัญหาเคลียร์กันไม่ลงตัว ก็พากันบินไปดูไบ ให้นายใหญ่ตัดสิน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แบบนี้เรียกว่าครอบงำพรรคหรือไม่แล้วแต่ กกต.จะพิจารณาในแง่กฎหมาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับข้อเท็จจริง พรรคเพื่อไทยยังเป็นของทักษิณ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หรือใครว่าไม่จริง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120126</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผักกาดหอม, ยังเป็นของ &#039;ทักษิณ&#039;, อ่านเอาเรื่อง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210104/image_big_5ff3197281d0b.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120121</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘โขง-เลย-ชี-มูล’ การจัดการน้ำในเขาวงกตรัฐไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล เป็นโครงการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาด้านการขาดแคลนน้ำในภาคอีสาน ด้วยคำกล่าวอ้างจากข้อมูลของสำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติที่กล่าวว่า &amp;ldquo;ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ครอบคลุมพื้นที่ 103.5 ล้านไร่ หรือประมาณ 1 ใน 3 ของประเทศ ประกอบด้วย 20 จังหวัด มีประชากร 21.9 ล้านคน มีลุ่มน้ำหลักที่สำคัญ 3 ลุ่มน้ำ คือ ลุ่มน้ำโขงอีสาน ลุ่มน้ำชี และลุ่มน้ำมูล มีพื้นที่การเกษตร 63.85 ล้านไร่ แต่เป็นพื้นที่เกษตรชลประทานเพียง 8.69 ล้านไร่ (ร้อยละ 13.61 ของพื้นที่การเกษตร)&amp;nbsp;
พื้นที่การเกษตรส่วนใหญ่ยังอาศัยน้ำฝน ประชาชนประสบทั้งปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก และปัญหาขาดแคลนน้ำอันเกิดจากฝนทิ้งช่วงในฤดูฝน และการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง แหล่งกักเก็บน้ำต้นทุนมีน้อย เนื่องจากพื้นที่เป็นที่ราบสูงและมีลักษณะแบนราบ การนำน้ำมาใช้ส่วนใหญ่ต้องใช้การสูบน้ำจากแม่น้ำลำคลองเป็นหลัก ทำให้ผลผลิตข้าวนาปีในพื้นที่นาน้ำฝนต่ำกว่าผลผลิตในพื้นที่นาชลประทานถึง 1 ใน 3 (360 : 530 กก./ไร่)&amp;nbsp;
เกษตรกรในภาคอีสานมีรายได้เฉลี่ยต่อปีต่ำที่สุด หรือคิดเป็นร้อยละ 60 ของรายได้เฉลี่ยของเกษตรกรทั้งประเทศ (87,486 : 148,437 บาท/ครัวเรือน/ปี) มีคนยากจนมากถึง 1.93 ล้านคน (ร้อยละ 40 ของจำนวนคนยากจนทั้งประเทศ) นอกจากนี้ยังประสบปัญหาดินเค็ม 10.48 ล้านไร่ ซึ่งเป็นดินเค็มปานกลางถึงเค็มจัด 287,060 ไร่ (ร้อยละ 2.7) ส่วนที่เหลือเป็นดินเค็มน้อยถึงเค็มเล็กน้อย ซึ่งถ้ามีน้ำจะสามารถปลูกข้าวได้&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;จากข้อมูลพื้นฐานนี้ กรมชลประทานได้มีการดำเนินการในการศึกษาโครงการ ศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment : SEA) โครงการบริหารจัดการน้ำโขง-เลย-ชี-มูล โดยแรงโน้มถ่วง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แล้วเสร็จเมื่อเดือนกรกฎาคม 2555 ซึ่งเป็นการศึกษาภาพรวมรูปแบบการพัฒนาโครงการเต็มศักยภาพ สามารถส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรเกือบทั้งหมดในลุ่มน้ำโขง ชี มูล&amp;nbsp;และเนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่ ใช้เงินลงทุนสูงมาก กรมชลประทานจึงแบ่งโครงการออกเป็น 5 ระยะ โดยได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมโครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วง : การพัฒนาระยะที่ 1 แล้วเสร็จเมื่อเดือนเมษายน 2560
ในส่วนของภาคประชาชนนั้น การดำเนินการศึกษาโครงการบริหารจัดการน้ำโขง-เลย-ชี-มูล โดยแรงโน้มถ่วง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นได้มีการคัดค้านของชาวบ้านมาตั้งแต่เริ่มแรก เนื่องจากโครงการดังกล่าวนั้นเป็นการต่อยอดจากการดำเนินโครงการโขง ชี มูล ที่ดำเนินการมาแต่เดิม เช่น โครงการเขื่อนราษีไศล เขื่อนหัวนา และเขื่อนต่างๆ ที่อยู่ในลุ่มน้ำชีและน้ำมูล จำนวน 14 เขื่อน ซึ่งในระยะเวลาเกือบ 30 ปี ที่ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบและความเดือดร้อนจากการเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศของแม่น้ำและการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตของตนเองกลับไม่ได้รับการเหลียวแลจากหน่วยงานรัฐอย่างทั่วถึง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;ในหลายพื้นที่ของโครงการโขง ชี มูล เดิมชาวบ้านยังคงมีการเรียกร้องค่าชดเชยการสูญเสียที่ดินทำกิน และการเรียกร้องการแก้ไขปัญหาเยียวยาในปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะปัญหาการแพร่กระจายของดินเค็มที่จะมีปัญหาเพิ่มมากขึ้น ปัญหาน้ำท่วมภาคอีสานอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ การไหลของแม่น้ำ ซึ่งเขื่อนเป็นปัญหาหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหานี้
ปัญหาที่ผ่านมาของการดำเนินโครงการโขง ชี มูลเดิม คือ การขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ซึ่งได้เกิดปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ ซึ่งการที่มีการดำเนินการศึกษาโครงการบริหารจัดการน้ำโขง-เลย-ชี-มูล โดยแรงโน้มถ่วง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จัดไปแล้วนั้นไม่ได้มีการปรับปรุงกระบวนการให้เกิดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างแท้จริงขึ้นมาเลย กระบวนการศึกษาที่ผ่านมาจึงเป็นเพียงการจัดรับฟังความคิดเห็นเฉพาะกลุ่ม
&amp;nbsp;โดยเฉพาะจัดในกลุ่มที่เห็นด้วยกับโครงการ และโดยส่วนมากนั้นเป็นกลุ่มผู้นำ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. ที่จะต้องมีความเห็นในการรับโครงการอยู่แล้ว ในส่วนของกลุ่มประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนกลับไม่ได้รับการเชิญเข้าร่วมเวทีดังกล่าว โดยเฉพาะกลุ่มชาวบ้านที่เคยได้รับผลกระทบจากโครงการโขง ชี มูลเดิม ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์โดยตรงจากผลกระทบจากโครงการกลับถูกกีดกันออกไป&amp;nbsp;
จากการติดตามสถานการณ์ปัญหาของภาคประชาชน เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2564 เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขงอีสาน ได้รับหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการ 2 ฉบับ จากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ลงวันที่ 16 กันยายน 2564 แจ้งผลเรื่องการพิจารณารายงานโครงการบริหารจัดการน้ำโขงการโขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วงระยะที่ 1 ซึ่งคณะผู้ชำนาญการได้พิจารณารายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโดยโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ (คชก.) ได้พิจารณารายงานเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2564 และมีมติให้ สทนช.และกรมชลประทานดำเนินการปรับปรุงแก้ไขรายงานดังกล่าว และ สทนช.จะต้องจัดทำข้อมูลเพิ่มเติมตามมติของ คชก. จนกว่าจะผ่านการพิจารณา &amp;nbsp;
ซึ่งเครือข่ายภาคประชาชนลุ่มน้ำโขงอีสาน &amp;nbsp;เห็นว่ารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านยุทธศาสตร์ของโครงการดังกล่าวได้ดำเนินการไปอย่างปราศจากกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึงของประชาชนในลุ่มน้ำภาคอีสาน จึงทำให้รายงานนี้ไม่เข้าใจและไม่ได้กล่าวถึงมิตินิเวศวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น อีกทั้งโครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล ใช้งบประมาณจำนวนมากและมีผลกระทบโดยตรงต่อชุมชนจำนวนมาก ดังนั้นการประเมินผลกระทบควรคำนึงถึงและให้ความสำคัญกับกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างแท้จริง &amp;nbsp;
ดังนั้นข้อเรียกร้องของภาคประชาชนจากหลายองค์กรได้มีข้อเรียกร้อง คือ 1.คณะกรรมสิ่งแวดล้อมแห่งชาติควรมีการทบทวนโครงการโขง ชี มูล เดิม ว่ามีปัญหาที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างไร 2.ควรให้มีการจัดการศึกษาร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่ดำเนินการโครงการ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในโครงการ รับทราบปัญหา หาแนวทางแก้ไขปัญหาและตัดสินใจร่วมกันในการดำเนินโครงการ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุวิทย์ กุหลาบวงษ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขง อีสาน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120121</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขง อีสาน, สุวิทย์ กุหลาบวงษ์, ‘โขง-เลย-ชี-มูล’ การจัดการน้ำในเขาวงกตรัฐไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211018/image_big_616d634844c78.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
