<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120344</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 17:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 17:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อธิบดีกรมโยธาฯ รุดตรวจสอบตลิ่งริมแม่น้ำป่าสัก จ.สระบุรี ทรุดตัวพังทลาย เร่งวางมาตรการช่วยเหลือด่วน เพื่อความปลอดภัยของประชาชนริมน้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ (20 ตุลาคม 2564 ) เวลา 13.00 น. นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง พร้อมด้วย นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง รองอธิบดี นายชาญวิชญ์ สิริสุนทรานนท์ ผู้ตรวจราชการกรม นายสุวพงษ์ ภูนาคพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนและพัฒนาตามผังเมือง และคณะ ลงพื้นที่จังหวัดสระบุรี เพื่อตรวจสอบสภาพตลิ่งสไลด์ทรุดตัวพังทลาย บริเวณวัดบ้านกอก หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านแก้ง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ และวัดหงษ์ดาราวาส หมู่ที่ 1 ตำบลนาโฉง อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี หลังจากแม่น้ำป่าสักลดระดับลง พร้อมวางมาตรการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนโดยเร่งด่วน โดยมีนายสมภพ สมิตะสิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี นางสาวสถาพร ลิ่มพันธ์ โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดสระบุรี นายประทีป บริบูรณ์รัตน์หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสระบุรี ว่าที่เรือตรี ศรัณยวัชร พูลสวัสดิ์ นายอำเภอเมืองสระบุรี และนายวรวิทย์ ยอแสง นายอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ร่วมลงพื้นที่และให้การต้อนรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง เปิดเผยว่า พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีความห่วงใยพี่น้องประชาชน รวมทั้งอาคาร บ้านเรือน สถานที่ราชการ ศาสนสถาน ทรัพย์สินของประชาชน สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำ หลังจากเกิดเหตุการณ์พื้นที่ตลิ่งริมแม่น้ำป่าสัก จังหวัดสระบุรี เกิดการทรุดตัวพังทลาย สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของวัดและประชาชน จึงสั่งการให้กรมโยธาธิการและผังเมือง เร่งตรวจสอบหาสาเหตุและความเสียหายที่เกิดขึ้น และกำหนดมาตรการเข้าช่วยเหลือวัดและประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำป่าสักบริเวณดังกล่าว พร้อมกำชับให้กรมฯ เฝ้าระวังพื้นที่ตลิ่งริมแม่น้ำทั่วประเทศ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดี กล่าวว่าหลังจากกรมฯ ได้ตรวจสอบสาเหตุและความเสียหายของพื้นที่ตลิ่งริมแม่น้ำป่าสักในบริเวณที่เกิดการทรุดตัวพังทลาย สาเหตุเบื้องต้นพบว่าที่ผ่านมาฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักเพิ่มสูงขึ้นเป็นเวลาต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ทำให้ดินบริเวณริมตลิ่งซึ่งเป็นดินปนทราย อุ้มน้ำไว้ปริมาณมากและเกิดความอ่อนตัว ต่อมาระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักลดลงอย่างรวดเร็ว จึงทำให้ดินในบริเวณพื้นที่ตลิ่งริมแม่น้ำป่าสัก เช่น บริเวณวัดบ้านกอก หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านแก้ง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ เกิดการสไลด์ทรุดตัวพังทลาย ส่งผลให้อาคาร บ้านเรือน ที่พักอาศัยของประชาชน ศาสนสถานของวัด ได้รับความเสียหาย โดยมีพื้นที่ริมตลิ่งได้รับความเสียหาย รวมความยาวประมาณ 180 เมตร และบริเวณวัดหงษ์ดาราวาส หมู่ที่ 1 ตำบลนาโฉง อำเภอเมือง มีพื้นที่ริมตลิ่งได้รับความเสียหาย รวมความยาวประมาณ 130 เมตร ซึ่งหลังจากสำรวจสภาพพื้นที่ริมตลิ่งแล้ว กรมฯ ได้กำหนดมาตรการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ด้วยการจัดสรรงบประมาณปี 2565 คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 สำหรับแผนระยะยาวนั้น กรมฯ จะดำเนินการสำรวจสภาพพื้นที่ริมตลิ่งบริเวณริมแม่น้ำป่าสักที่ได้รับความเสียหายทั้งหมด เพื่อนำไปออกแบบเขื่อนป้องกันตลิ่ง และนำเข้าแผนงานก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งในปีงบประมาณ 2566 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการนี้ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) ตระหนักถึงปัญหาการพังทลายของตลิ่งริมแม่น้ำ เพราะทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชนและส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม สภาพแวดล้อม จึงมีความจำเป็นที่จะต้องป้องกันและแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อลดความเสียหายและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน จึงสั่งการให้กรมโยธาธิการและผังเมือง ประสานจังหวัดดำเนินการสำรวจตรวจสอบสภาพพื้นที่ตลิ่งริมแม่น้ำที่ถูกกัดเซาะและพังทลาย และอาจจะเป็นอันตรายต่อประชาชน พร้อมรายงานผลการสำรวจตรวจสอบสภาพพื้นที่ที่ถูกกัดเซาะและพังทลายเพื่อเป็นข้อมูลในการเตรียมความพร้อมและจัดทำแผนงาน/โครงการที่จะดำเนินการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งเพื่อป้องกันปัญหาการพังทลายของตลิ่งริมแม่น้ำและลดการสูญเสียทรัพย์สินของประชาชน วัด และสถานที่ราชการ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กรมโยธาธิการและผังเมือง ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากหน่วยงานราชการ และกรมอุตุนิยมวิทยา การแจ้งเตือนภัยของจังหวัด จะได้เตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับปัญหาภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที พร้อมทั้งสังเกตและสำรวจพื้นที่ตลิ่งริมแม่น้ำ หากพบรอยร้าวแยกและการทรุดตัวที่ผิดปกติ สามารถแจ้งไปยังสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดทุกจังหวัด เพื่อเข้าตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากกรณีตลิ่งริมแม่น้ำพังทลายให้เร็วที่สุด...&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120344</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมโยธาธิการและผังเมือง, ตรวจสอบสภาพตลิ่งสไลด์ทรุดตัวพังทลาย, ตลิ่งริมแม่น้ำ, นายพรพจน์ เพ็ญพาส, สระบุรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211020/image_big_616ff23b25882.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120282</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 11:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 11:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดสัมมนาระดับภูมิภาค PropertyGuru Asia Real Estate Summit 2021 ขับเคลื่อน ‘Data Revolution’ พลิกโฉมภาคธุรกิจอสังหาฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เตรียมเปิดฉากงานสัมมนาระดับภูมิภาค PropertyGuru Asia Real Estate Summit 2021 การประชุมด้านอสังหาริมทรัพย์เป็นปีที่ 7 ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และกรณีศึกษา กับผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนและเทคโนโลยีชั้นนำของภูมิภาคถึง 3 ประเด็นแห่งอนาคต PropTech, สมาร์ทซิตี้, ความยั่งยืน ที่มาขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอสังหาฯ 2021 พร้อมไฮไลท์งานประกาศรางวัล PropertyGuru Tech Innovation Award และรางวัลด้านผู้มีวิสัยทัศน์แห่งปี (Visionary of the Year) ในรูปแบบออนไลน์ วันที่ 8 ธันวาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;บริษัท พร็อพเพอร์ตี้กูรู จำกัด (PropertyGuru) บริษัทผู้นำด้านเทคโนโลยีอสังหาริมทรัพย์ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกาศจัดงาน PropertyGuru Asia Real Estate Summit: Virtual Edition 2021 สุดยอดการประชุมที่รวมเอาผู้นำทางความคิดและสุดยอดเทคโนโลยีด้านอสังหาริมทรัพย์ของโลก พร้อมจัดประชุมในรูปแบบออนไลน์วันที่ 8 ธันวาคม 2564 นี้ ผ่านทางเว็บไซต์ AsiaRealEstateSummit.com&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โดยการประชุมออนไลน์นี้จัดขึ้นพร้อมรูปแบบการประชุมที่ผู้เข้าร่วมสามารถโต้ตอบสื่อสารได้ด้วยฟีเจอร์ที่หลากหลาย อาทิ การแชทสดระหว่างผู้เข้าร่วมงาน บูธเสมือนจริง และเพลย์ลิสต์ที่เปิดได้ตามต้องการหลังวันเปิดงานไปจนถึงวันเสาร์ที่ 8 มกราคม 2565 ด้วยรูปแบบการจัดงานที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น Keynote จากผู้นำทางความคิดระดับโลกและผู้เชี่ยวชาญ และการเสวนาต่างๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายจูลส์ เคย์ กรรมการผู้จัดการ พร็อพเพอร์ตี้กูรู เอเชีย พร็อพเพอร์ตี้ อวอร์ดส์ แอนด์ อีเวนต์ เปิดเผยว่า การประชุมในปีนี้จะเน้นประเด็น &amp;quot;การปฏิวัติข้อมูล&amp;quot; หรือ &amp;ldquo;Data Revolution&amp;rdquo; ในภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยมีการอภิปรายเกี่ยวกับความยั่งยืน ข้อมูลที่เข้าถึงได้ การเงินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีอัจฉริยะ และสมาร์ทซิตี้ รวมถึงนวัตกรรมชั้นนำต่างๆจากผู้มีวิสัยทัศน์ และบริษัทสตาร์ทอัพ พร้อมด้วยวิทยากรที่มาจากหลากหลายแขนง และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล มีความรอบรู้ในด้านวิทยาศาสตร์ด้านข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนั้น PropertyGuru Asia Real Estate Summit ได้เริ่มรับพิจารณาผลงานสำหรับชิงรางวัล Tech Innovation Award ประจำปี 2021 ซึ่งจะมอบให้กับผลงานแนวคิดที่พลิกโฉมเกม และมีอิทธิพลใน PropTech ผู้เข้าประกวดจะได้รับการตัดสินโดยคณะกรรมการอิสระที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญระดับโลก โดยพิจารณาว่าเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมจากผลงานนั้นๆ สามารถแก้ปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ได้อย่างไร ผู้สนใจสามารถสมัครส่งผลงานได้ถึงวันที่ 31 ตุลาคมนี้ ที่ AsiaRealEstateSummit.com/award/ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ผู้สนใจเข้าร่วมงาน PropertyGuru Asia Real Estate Summit สามารถจองบัตรเข้าร่วมงานล่วงหน้าในราคาพิเศษ (early bird) ได้ที่ AsiaRealEstateSummit.com ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2564 และนักเรียนนักศึกษาสามารถรับส่วนลดพิเศษได้โดยการแสดงบัตรประจำตัวนักศึกษา โดยบัตรเข้าร่วมงานสามารถใช้ได้ตั้งแต่วันเปิดงานในวันที่ 8 ธันวาคม 2564 &amp;ndash; 8 มกราคม 2565&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120282</URL_LINK>
                <HASHTAG>Data Revolution, PropertyGuru, PropertyGuru Asia Real Estate Summit 2021, PropertyGuru Tech Innovation Award, นายจูลส์ เคย์, บริษัท พร็อพเพอร์ตี้กูรู จำกัด, พลิกโฉมภาคธุรกิจอสังหาฯ, รางวัลด้านผู้มีวิสัยทัศน์แห่งปี, สัมมนาระดับภูมิภาค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211020/image_big_616f965ec771e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120221</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2021 18:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 18:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘21 ปี  พอช.’  (4) ‘กองทุนสวัสดิการชุมชน’ ร่วมมือภาคีเครือข่าย สร้างตาข่ายสังคมรองรับคนทุกข์-วิกฤติโควิด-น้ำท่วม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลเมืองแก&amp;nbsp; จ.สุรินทร์&amp;nbsp; ร่วมดูแลประชาชนในช่วงโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชน จ.สิงห์บุรี&amp;nbsp; ช่วยประชาชนในช่วงน้ำท่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ในยามที่เกิดความทุกข์ยากลำบากในสังคม&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; น้ำท่วม&amp;nbsp; น้ำแล้ง&amp;nbsp; พายุพัดถล่มบ้านเรือน&amp;nbsp; ไฟไหม้ชุมชนแออัด&amp;nbsp; ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน&amp;nbsp; โดยเฉพาะคนยากจน คนเฒ่าคนแก่ คนป่วย&amp;nbsp; เด็กเล็ก &amp;nbsp;เรามักจะเห็นภาพหน่วยงานต่างๆ ทั้งของรัฐและเอกชนที่เข้าไปให้ความช่วยเหลือประชาชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กรมประชา สงเคราะห์ (ปัจจุบันคือกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สภากาชาดไทย&amp;nbsp; องค์กรปกครองท้องถิ่น&amp;nbsp; และมูลนิธิต่างๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ขณะเดียวกัน&amp;nbsp; ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; ภาคประชาชนที่รวมตัวกันเป็นกลุ่ม&amp;nbsp; กองทุน&amp;nbsp; และเครือข่ายต่างๆ เช่น&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; ได้เข้ามามีบทบาทในการดูแลช่วยเหลือประชาชน&amp;nbsp; ทั้งในภาวะปกติและในยามวิกฤติ&amp;nbsp; ดังเช่นสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 &amp;nbsp;และในยามเดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วมในขณะนี้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ถือเป็นการสร้างตาข่ายความปลอดภัยทางสังคมรองรับผู้ทุกข์ยากที่ประชาชนคนเดินดินจัดตั้งขึ้นมาเพื่อดูแลกันเอง &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐและมูลนิธิต่างๆ เหมือนดังแต่ก่อน !!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;lsquo;ออมวันละ 1 บาท&amp;rsquo; สร้างสวัสดิการภาคประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;แต่ไหนแต่ไรมาแล้วที่ประชาชน&amp;nbsp; คนทั่วไป&amp;nbsp; เกษตรกร&amp;nbsp; ชาวไร่&amp;nbsp; ชาวนา&amp;nbsp; ชาวประมง&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ไม่มีระบบสวัสดิการสังคมรองรับในยามเจ็บไข้ได้ป่วย&amp;nbsp; ยามชรา&amp;nbsp; เหมือนกับข้าราชการหรือพนักงานบริษัทเอกชนทั่วไป&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ดังนั้นกลุ่ม&amp;nbsp; องค์กรชาวบ้าน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กลุ่มออมทรัพย์&amp;nbsp; สัจจะสะสมทรัพย์&amp;nbsp; เครดิตยูเนี่ยน&amp;nbsp; กลุ่มเกษตรกร&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อนำเงินกองทุนที่สมาชิกสะสมมาให้กู้ยืมนำไปประกอบอาชีพ&amp;nbsp; แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนในครอบครัว&amp;nbsp; (โดยเสียดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อย)&amp;nbsp; เมื่อกลุ่มมีผลกำไรก็จะนำมาปันผลและช่วยเหลือสมาชิกในยามเจ็บป่วย&amp;nbsp; ช่วยทุนการศึกษาบุตรหลาน หรือในยามเดือดร้อนจำเป็นต่างๆ &amp;nbsp;ถือเป็นสวัสดิการภาคประชาชนที่ประชาชนดูแลกันเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ตัวอย่างที่ถือเป็นต้นแบบของการริเริ่มจัดสวัสดิการช่วยเหลือกันเอง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; &amp;lsquo;กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์แบบพัฒนาครบวงจรชีวิต&amp;rsquo; ของ &amp;lsquo;ครูชบ&amp;nbsp; ยอดแก้ว&amp;rsquo; (ปัจจุบันเสียชีวิต) ครูประชาบาลในอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา&amp;nbsp; ที่เริ่มจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ในโรงเรียนวัดน้ำขาวตั้งแต่ปี 2522 เพื่อให้ครูและนักเรียนมีความประหยัด&amp;nbsp; อดออม&amp;nbsp; มีสัจจะ&amp;nbsp; โดยนำเงินออมมาช่วยเหลือกัน&amp;nbsp; หลังจากนั้นจึงขยายไปสู่หมู่บ้านต่างๆ ในตำบล&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โดยมีแนวคิดคือ &amp;ldquo;ให้ชาวบ้านลดรายจ่ายเพียงวันละ 1 บาท&amp;nbsp; แล้วนำเงิน 1 บาทมาสะสมร่วมกัน &amp;nbsp;เพื่อให้คนเดือดร้อนกู้ยืม&amp;nbsp; หรือนำไปประกอบอาชีพ โดยคิดดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อย&amp;nbsp; เมื่อกลุ่มมีรายได้จากดอกเบี้ยจะนำมาปันผลให้สมาชิก&amp;nbsp; และช่วยเหลือสวัสดิการสมาชิกตั้งแต่เกิดจนถึงตาย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ครูชบ&amp;nbsp; ยอดแก้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จากแนวคิด &amp;lsquo;กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์แบบพัฒนาครบวงจรชีวิต&amp;rsquo; ของครูชบ&amp;nbsp; ยอดแก้ว&amp;nbsp; จึงมีองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ผู้นำชุมชน&amp;nbsp; พระสงฆ์นักพัฒนา&amp;nbsp; ฯลฯ จากทั่วประเทศได้มาศึกษาเรียนรู้และนำไปขยายผล&amp;nbsp; รวมทั้งครูชบยังได้เดินสายไปบรรยายเพื่อส่งเสริมการจัดตั้งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ขึ้นมาทั่วประเทศ&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีหลักการคือ สมาชิกจะต้องสะสมเงินเข้ากลุ่มตามที่กำหนด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เดือนละ 1 ครั้ง&amp;nbsp; อย่างน้อย 100 บาท&amp;nbsp; เมื่อสมาชิกมีความจำเป็นก็สามารถกู้ยืมเงินไปใช้จ่ายได้ตามข้อตกลงของกลุ่ม&amp;nbsp; โดยเสียดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อย (ไม่เกิน 1 บาทต่อเดือน)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ขณะเดียวกัน&amp;nbsp; แนวคิด &amp;ldquo;สะสมเงินเพียงวันละ 1 บาทเพื่อนำเงินมาช่วยเหลือกัน&amp;rdquo; นั้น&amp;nbsp; ได้ถูกต่อยอดจากชุมชนหลายแห่ง&amp;nbsp; จนพัฒนามาเป็น &amp;lsquo;กองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;rsquo; โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo;&amp;nbsp; สนับสนุนให้มีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนขึ้นมาอย่างเป็นทางการในปี 2548 &amp;nbsp;เป็นกองทุนสวัสดิการชุมชนในระดับตำบล&amp;nbsp; หรือเทศบาล&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 99 &amp;nbsp;กองทุนทั่วประเทศ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลา 16 ปี&amp;nbsp; (ตุลาคม 2564) พอช.ได้สนับสนุนการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศแล้ว &amp;nbsp;รวม 6,069 กองทุน&amp;nbsp; จำนวนสมาชิกรวมกันประมาณ &amp;nbsp;5,740,000 คน &amp;nbsp;เงินกองทุนรวมกันกว่า&amp;nbsp; 18,000 ล้านบาท &amp;nbsp;&amp;nbsp;หรือเฉลี่ยกองทุนแต่ละแห่งจะมีเงินกองทุนแห่งละ 3 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; (บางกองทุนมีเงินมากกว่า 10 ล้านบาท)&amp;nbsp; เงินกองทุนเหล่านี้ได้นำไปช่วยเหลือสมาชิกตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวันตาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลทับมา อ.เมือง&amp;nbsp; จ.ระยอง&amp;nbsp; เยี่ยมคนชรา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; เพื่อคนในชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;การจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนส่วนใหญ่เป็นการริเริ่มจัดตั้งโดยผู้นำในตำบล (บางแห่งริเริ่มโดยผู้บริหารองค์กรปกครองท้องถิ่น เช่น อบต. เทศบาล)&amp;nbsp; ชักชวนแกนนำหมู่บ้าน&amp;nbsp; กลุ่ม&amp;nbsp; องค์กรต่างๆ มาประชุมร่วมกัน&amp;nbsp; เพื่อชี้แจงเป้าหมาย&amp;nbsp; วัตถุประสงค์การจัดตั้งกองทุน&amp;nbsp; คัดเลือกตัวแทนเข้ามาเป็นคณะกรรมการกองทุน&amp;nbsp; ร่วมกันกำหนดระเบียบกองทุน คุณสมบัติของสมาชิก&amp;nbsp; การสมทบเงิน&amp;nbsp; สวัสดิการที่จะช่วยเหลือสมาชิก&amp;nbsp; ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กองทุนสวัสดิการชุมชนส่วนใหญ่จะให้สมาชิกสมทบเงินเข้ากองทุนเป็นรายเดือนหรือรายปีตามความสะดวก&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เดือนละ 30 บาท&amp;nbsp; หรือปีละ 365 บาท&amp;nbsp; เมื่อเป็นสมาชิกแล้วอย่างน้อย 6 เดือนจึงจะได้รับสวัสดิการช่วยเหลือพื้นฐานตั้งแต่เกิดจนตาย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เช่น&amp;nbsp; คลอดบุตรช่วยเหลือ 500 บาท&amp;nbsp; นอนโรงพยาบาลช่วยเหลือคืนละ 100 บาท&amp;nbsp; ปีหนึ่งไม่เกิน 10 คืน&amp;nbsp; ช่วยสมาชิกที่เสียชีวิต&amp;nbsp; 3,000-20,000 บาท (ตามอายุการเป็นสมาชิก)&amp;nbsp; ช่วยภัยพิบัติไม่เกิน 2,000 บาท&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยสมาชิกจะต้องนำหลักฐานเช่น&amp;nbsp; ใบรับรองแพทย์ บิลค่ายา&amp;nbsp; ใบมรณบัตร&amp;nbsp; มาขอเบิกแก่คณะกรรมการ&amp;nbsp; แม้จำนวนเงินที่ช่วยเหลือจะไม่มากนัก&amp;nbsp; แต่ก็เป็นการช่วยเหลือที่ทันท่วงที&amp;nbsp; ไม่มีระเบียบขั้นตอนมากมาย&amp;nbsp; ไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ขณะเดียวกัน&amp;nbsp; รัฐบาลได้สนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; โดยการสมทบเงินเข้ากองทุนในอัตรา 1 ต่อ 1 เช่น&amp;nbsp; สมาชิกสมทบเงิน 365 บาท/คน/ปี&amp;nbsp; รัฐบาลก็จะสมทบเท่ากัน&amp;nbsp; รวมทั้งองค์กรปกครองท้องถิ่นก็สามารถสมทบเงินเข้ากองทุนได้&amp;nbsp; เพื่อให้กองทุนเติบโต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้บางกองทุนอาจจัดสวัสดิการให้สมาชิกได้หลากหลายตามความเหมาะสม&amp;nbsp; เช่น กองทุนสวัสดิการชุมชน เทศบาลตำบลอุโมงค์&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.ลำพูน จัดตั้งขึ้นในปี 2550 ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 7,000 คน&amp;nbsp; มีสวัสดิการถึง 24 ประเภท เช่น&amp;nbsp; ค่ารถไปโรงพยาบาล &amp;nbsp;สวัสดิการเมื่อบวช&amp;nbsp; เกณฑ์ทหาร&amp;nbsp; แต่งงาน&amp;nbsp; ขึ้นบ้านใหม่&amp;nbsp; จบการศึกษา&amp;nbsp; ช่วยเหลือผู้สูงอายุ&amp;nbsp; ส่งเสริมกลุ่มอาชีพ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ที่ผ่านมา เทศบาลตำบลอุโมงค์ได้จัดสรรงบประมาณสมทบเงินเข้ากองทุนสวัสดิการประมาณปีละ 1 ล้านบาท&amp;nbsp; และล่าสุดในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; เทศบาลฯ ได้มอบเงินสมทบให้กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลอุโมงค์จำนวน 1 ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลอุโมงค์รับมอบเงินสมทบ 1 ล้านบาทจากผู้บริหารเทศบาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างกองทุนสวัสดิการชุมชนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศที่ร่วมกับหน่วยงานในท้องถิ่นให้ความช่วยเหลือสมาชิกกองทุนฯ และประชาชนทั่วไปในช่วงสถานการณ์โควิด-19 และน้ำท่วมในขณะนี้ด้วย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลเมืองแก&amp;nbsp; อ.ท่าตูม&amp;nbsp; จ.สุรินทร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลเมืองแก จ.สุรินทร์&amp;nbsp; ต้นแบบการจัดการกองทุนที่ดี-ช่วยประชาชนช่วงโควิด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;พัชรี บุญมี ประธาน &amp;lsquo;กองทุนคุณธรรมสวัสดิการชุมชนตำบลเมืองแก&amp;rsquo; อ.ท่าตูม&amp;nbsp; จ.สุรินทร์ เล่าว่า &amp;nbsp;ก่อนการจัดตั้งกองทุนฯ &amp;nbsp;ชาวบ้านไม่มีความเชื่อมั่นว่าจะจัดตั้งกองทุนฯ ขึ้นมาได้ &amp;nbsp;เนื่องจากเห็นตัวอย่างกองทุนอื่นๆ ในตำบลที่ล้มเหลว &amp;nbsp;เพราะกรรมการไม่ซื่อสัตย์ &amp;nbsp;หน่วยงานราชการจึงไม่กล้าเข้ามาส่งเสริม &amp;nbsp;ตนในฐานะอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จึงเข้าไปชี้แจงสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านในตำบล ใช้เวลานานเกือบ &amp;nbsp;2 ปีจึงจัดตั้ง &amp;lsquo;กองทุนคุณธรรมสวัสดิการชุมชนตำบลเมืองแก&amp;rsquo; ขึ้นมาได้&amp;nbsp; ในเดือนพฤษภาคม 2550&amp;nbsp; มีสมาชิกเริ่มต้น 192 คน &amp;nbsp;มาจาก อสม. 19 หมู่บ้าน (หมู่บ้านละ 10 คน) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โดยให้สมาชิกสมทบเงินเข้ากองทุนฯ เป็นรายเดือนหรือรายปีตามสะดวก คือ เดือนละ 30-31 บาท (ตามจำนวนวันในแต่ละเดือน) รายปีๆ ละ 365 บาท &amp;nbsp;&amp;nbsp;นำเงินกองทุนมาช่วยเหลือสวัสดิการให้สมาชิก 15 ด้าน &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;คลอดบุตร 500 บาท &amp;nbsp;แม่นอนโรงพยาบาล &amp;nbsp;คืนละ 300 บาท สมาชิกเจ็บป่วยนอนโรงพยาบาล &amp;nbsp;คืนละ 100 &amp;nbsp;บาท&amp;nbsp; ปีหนึ่งไม่เกิน 10 คืน เสียชีวิตช่วยตั้งแต่ 2,500-15,000 บาท &amp;nbsp;(เป็นสมาชิกตั้งแต่ 6 เดือน-11 ปี) ทุนการศึกษาเด็ก &amp;nbsp;ช่วยงานศพ-งานบวชปลอดเหล้า ฯลฯ เบิกจ่ายสวัสดิการทุกวันที่ 5 ของเดือน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จากจำนวนสมาชิกเริ่มแรก 192 คนในปี 2550 &amp;nbsp;ด้วยการทำงานของคณะกรรมการทั้ง 19 หมู่บ้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็น&amp;nbsp;อสม.ที่เข้าถึงและใกล้ชิดกับชาวบ้านอยู่แล้ว &amp;nbsp;เพราะ อสม.จะให้การดูแลสุขภาพเบื้องต้นแก่ชาวบ้าน &amp;nbsp;ประกอบกับคณะกรรม การมีความซื่อสัตย์ &amp;nbsp;ทำงานด้วยความเสียสละ &amp;nbsp;จึงทำให้ชาวบ้านในตำบลให้ความเชื่อถือ &amp;nbsp;สมัครเข้ามาเป็นสมาชิกอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;จนมีสมาชิกกว่า 5,000 คน&amp;nbsp;มีเงินกองทุนสะสมกว่า 24 ล้านบาท&amp;nbsp; (จากการสมทบของสมาชิก 16.7 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; รัฐบาลสมทบผ่าน พอช. 4.2 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; เทศบาลสมทบ 2.6 ล้านบาทเศษ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ปัจจุบัน (ตุลาคม 2564) มีสมาชิกจำนวน 4,329&amp;nbsp; คน &amp;nbsp;มีเงินกองทุน 14.1 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ผ่านมาช่วยเหลือสมาชิกไปแล้ว 7,014&amp;nbsp; คน/ครั้ง&amp;nbsp; รวมเงินช่วยเหลือ 10 ล้านบาทเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;กองทุนฯ ของเรามีระบบการบริหารจัดการที่ดี &amp;nbsp;มีความโปร่งใส &amp;nbsp;มีคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ รวมทั้งหมด 34 คน &amp;nbsp;มาจากกรรมการในระดับหมู่บ้านและตำบล &amp;nbsp;กรรมการจะไม่ถือเงินสดไว้ในมือ &amp;nbsp;เพื่อป้องกันปัญหา นอกจากนี้เรายังมีระบบตรวจสอบที่ดี &amp;nbsp;มีการตรวจสอบภายในอย่างสม่ำเสมอ &amp;nbsp;และเชิญหน่วยงานในท้องถิ่น เช่น เทศบาลมาเป็นกรรมการร่วมตรวจสอบ &amp;nbsp;โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลร่วมวางระบบเอกสาร &amp;nbsp;ระบบบัญชี &amp;nbsp;มีบัญชีรายรับ-จ่ายต่างๆ &amp;nbsp;สมาชิกสามารถ ตรวจสอบข้อมูลการเงินได้ &amp;nbsp;รวมทั้งเรายังให้กรรมการไปเคาะประตูบ้านเพื่อแจ้งข่าวสารให้แก่สมาชิก ทำให้กองทุนฯ ได้รับความเชื่อถือทั้งจากสมาชิกและหน่วยงานภายนอก&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ประธานกองทุนฯ กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จากผลงานการบริหารกองทุนดังกล่าว กองทุนคุณธรรมสวัสดิการชุมชนตำบลเมืองแกจึงได้รับรางวัลด้าน &amp;lsquo;การบริหารจัดการกองทุนที่ดีและมีธรรมาภิบาล&amp;rsquo; จากการจัดประกวดกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศ&amp;nbsp;รางวัล  &amp;lsquo;ผู้สรรค์สร้างความมั่นคงของมนุษย์&amp;rsquo; ปี 2563 ตามแนวคิดของ ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยการจัดประกวดของสถาบันป๋วย อึ๊งภากรณ์ พอช.&amp;nbsp; และภาคีเครือข่าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ส่วนการช่วยเหลือสมาชิกและประชาชนทั่วไปในช่วงสถานการณ์โควิดนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; พัชรี&amp;nbsp; ประธานกองทุนฯ บอกว่า&amp;nbsp; เนื่องจากคณะกรรมการกองทุนฯ ส่วนใหญ่เป็น อสม.อยู่แล้ว&amp;nbsp; เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโควิดรอบแรกในปี 2563&amp;nbsp;&amp;nbsp; คณะกรรม การกองทุนฯ จึงมีความตื่นตัวในการเฝ้าระวังการแพร่ระบาด&amp;nbsp; มีการจัดทำหน้ากากผ้าอนามัยกว่า 10,000 ชิ้นแจกประชาชนทั้งตำบล&amp;nbsp; ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกหรือประชาชนทั่วไป&amp;nbsp; เพราะโควิดมันไม่เลือกหน้า&amp;nbsp; และให้ความรู้เพื่อป้องกันโรคด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;พอโควิดปีนี้&amp;nbsp; กองทุนฯ ก็ยังทำงานอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp; โดยเราร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ร่วมกับเทศบาลตำบลเมืองแก&amp;nbsp; จัดตั้งศูนย์คัดกรองโควิดในหมู่บ้าน&amp;nbsp; จัดตั้งศูนย์กักกันผู้ที่มาจากพื้นที่เสี่ยง&amp;nbsp; ร่วมกับ รพ.สต.เมืองแกและโรงพยาบาลท่าตูมฉีดวัคซีนให้ประชาชน&amp;nbsp; ใช้งบประมาณจาก สปสช.แจกเจลล้างมือและหน้ากากอนามัยในตำบล&amp;nbsp; และใช้งบของกองทุนฯ แจกอาหารแห้ง&amp;nbsp; น้ำดื่มที่จุดพักคอยและกักกันในตำบล&amp;nbsp; รวม 18&amp;nbsp; จุด&amp;nbsp; ใช้งบ 13,200 บาท&amp;rdquo; &amp;nbsp;ประธานกองทุนคุณธรรมสวัสดิการชุมชนตำบลเมืองแกบอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;พัชรี&amp;nbsp; ประธานกองทุนฯ&amp;nbsp; (ซ้าย) มอบสิ่งของช่วยเหลือประชาชนในช่วงโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; นอกจากตัวอย่างที่กองทุนฯ ตำบลเมืองแก&amp;nbsp; จ.สุรินทร์แล้ว&amp;nbsp; ยังมีกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลต่างๆ ทั่วประเทศให้ความช่วยเหลือประชาชนในช่วงสถานการณ์โควิด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลประสงค์ &amp;nbsp;อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี&amp;nbsp; บูรณาการความร่วมกับสมาคมเครือข่ายสวัสดิการชุมชนจังหวัดสุราษฎร์ธานี &amp;nbsp;ร่วมกันมอบสิ่งของ &amp;nbsp;อาหาร เครื่องดื่ม &amp;nbsp;ให้กับศูนย์พักคอยในชุมชนวัดเขากอม &amp;nbsp;อ.ท่าชนะ&amp;nbsp; โดยศูนย์พักคอยแห่งนี้เปิดดำเนินการเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา&amp;nbsp; รองรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิดได้&amp;nbsp; 40 เตียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สานพลังเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศไทยในขณะนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ&amp;nbsp; ภาคอีสาน&amp;nbsp; และภาคกลาง&amp;nbsp; เครือข่ายองค์กรชุมชนในภาคต่างๆ ที่รวมตัวกันในนามของกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัด&amp;nbsp; เครือข่ายภัยพิบัติภาคเหนือ&amp;nbsp; เครือข่ายภัยพิบัติภาคอีสาน&amp;nbsp; ได้ร่วมกับ พอช.&amp;nbsp; และภาคีเครือข่ายต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.)&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เข้าไปให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วม&amp;nbsp; โดยมอบอาหารสด-แห้ง&amp;nbsp; เครื่องใช้ที่จำเป็น&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่น&amp;nbsp; จังหวัดเชียงใหม่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;วันที่ 8 ตุลาคม &amp;nbsp;ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ &amp;nbsp;เครือข่ายที่อยู่อาศัยเมืองเชียงใหม่ เครือข่ายองค์กรชุมชนอำเภอดอยเต่า &amp;nbsp;สภาองค์กรชุมชนตำบลดอยเต่า &amp;nbsp;องค์การบริหารส่วนตำบลดอยเต่า &amp;nbsp;พร้อมด้วยหน่วยงานภาคีพัฒนา &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;กรมการปกครองอำเภอดอยเต่า &amp;nbsp;พอช.ภาคเหนือ &amp;nbsp;นิคมสร้างตนเองดอยเต่า&amp;nbsp; พร้อมทีม One Home พมจ.เชียงใหม่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ร่วมกันมอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม&amp;nbsp; จำนวน 4 หมู่บ้าน &amp;nbsp;รวม 200 ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ จ.สุโขทัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จังหวัดสุโขทัย &amp;nbsp;9 ตุลาคม &amp;nbsp;&amp;nbsp;เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนจังหวัดสุโขทัย &amp;nbsp;รวมพลคนจิตสาธารณะ ร่วมกันบรรจุถุงยังชีพช่วยเหลือพี่น้องที่ประสบภัย &amp;nbsp;จำนวน 1,000 ชุด &amp;nbsp;ณ &amp;nbsp;ศูนย์ประสานงานองค์กรชุมชนลูกพ่อขุนราม &amp;nbsp;จังหวัดสุโขทัย &amp;nbsp;ช่วงบ่ายลงมอบถุงยังชีพในพื้นที่&amp;nbsp; อ.ศรีสำโรง&amp;nbsp; &amp;nbsp;อ.คีรีมาศ&amp;nbsp; และ อ.กงไกรลาศ &amp;nbsp;จำนวน 777 ชุด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครือข่ายประชาชนจังหวัดพิจิตรช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จังหวัดขอนแก่น&amp;nbsp;  วันที่ 9 ตุลาคม &amp;nbsp;เครือข่ายภัยพิบัติภาคอีสาน &amp;nbsp;ร่วมกับ พอช. ส่งมอบความห่วงใยจากใจช่วยพี่น้องผู้เดือดร้อนจากภัยน้ำท่วม &amp;nbsp;ต.พระบุ &amp;nbsp;อ.พระยืน &amp;nbsp;จ.ขอนแก่น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จังหวัดพระนครศรีอยุธยา&amp;nbsp; ระหว่างวันที่​ 2-3​ ตุลาคม&amp;nbsp; คณะยุทธศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นจังหวัดพระนครศรี อยุธยาร่วมกับสำนักงานภาคกลางและตะวันตก พอช. &amp;nbsp;&amp;nbsp;จัดทำถุงยังชีพจำนวน 600 ชุด &amp;nbsp;ใช้งบประมาณ 120,000 บาท &amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อแจกจ่ายให้กับผู้ประสบภัยในพื้นที่ 30 ตำบล&amp;nbsp; 8 อำเภอ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในระยะเร่งด่วน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนจะช่วยเหลือในช่วงต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะประสานงานขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดชัยนาท&amp;nbsp; และ พอช.ช่วยเหลือชาวบ้านที่ จ.ชัยนาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ขบวนองค์กรชุมชนในจังหวัดชัยนาท&amp;nbsp; สิงห์บุรี&amp;nbsp; ลพบุรี&amp;nbsp; และอ่างทอง&amp;nbsp; ร่วมกับ พอช. และ พมจ. กำนัน&amp;nbsp; ผู้ใหญ่บ้าน&amp;nbsp; ร่วมกันลงพื้นที่เพื่อมอบอาหารและสิ่งของจำเป็นให้แก่ชาวบ้านที่ประสบภัยเพื่อช่วยเหลือเฉพาะหน้า&amp;nbsp; หลังจากนั้นจะสำรวจข้อมูลเพื่อให้ความช่วยเหลือภายหลังน้ำลด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การซ่อมแซมที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างของการรวมกลุ่มชาวบ้าน&amp;nbsp; องค์กรภาคประชาชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่รวมพลังให้ความช่วยเหลือกัน ถือเป็นการสร้างตาข่ายความปลอดภัยทางสังคม&amp;nbsp; เพื่อไม่ให้ผู้เดือดร้อน&amp;nbsp; ผู้ทุกข์ยาก&amp;nbsp; ต้องร่วงหล่นกระแทกพื้นโดยไม่มีอะไรมารองรับ !!&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120221</URL_LINK>
                <HASHTAG>21 ปี  พอช., กองทุนสวัสดิการชุมชน, ครูชบ  ยอดแก้ว, ผู้ประสบภัยน้ำท่วม, พอช., พัชรี บุญมี, ภาคีเครือข่าย, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ, สร้างตาข่ายสังคมรองรับคนทุกข์, สะสมเงินเพียงวันละ 1 บาทเพื่อนำเงินมาช่วยเหลือกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211019/image_big_616ea39f59d50.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120200</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2021 15:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 15:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>SDC แจงความคืบหน้าธุรกิจ สะท้อนการฟื้นตัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;SDC ฉายความคืบหน้าธุรกิจธุรกิจ สะท้อนการฟื้นตัวอย่างชัดเจน หลังปรับองค์กรครั้งใหญ่ล่าสุด อัปเดตโครงการ DTRS ไปได้สวย 2 หน่วยงานภาครัฐ สนใจใช้บริการ พร้อมประกาศเปิดตัวบริการแอปใหม่ช่วงปลายปี พร้อมต่อยอดสู่การให้บริการ Digital Services เต็มรูปแบบในปี 2022&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.สามารถดิจิตอล เปิดเผยว่า ในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา บมจ. สามารถดิจิตอล หรือ SDC ได้มีการปรับโครงสร้างธุรกิจให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในยุคดิจิทัล พร้อมๆ ไปกับการปรับโครงสร้างองค์กรให้มีความกระชับและคล่องตัวในการบริหารเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินธุรกิจ โดยขอบข่ายธุรกิจที่มุ่งเน้น คือ Digital Network &amp;amp; Digital Services โดยในส่วนของ Digital Network นั้น บริษัทเป็นพันธมิตรกับ บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) ในการให้บริการระบบสื่อสาร Digital Trunked Radio System หรือ DTRS ซึ่งปัจจุบันได้มีการติดตั้งโครงข่ายครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศแล้ว ล่าสุด องค์กรภาครัฐและรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ได้ให้ความไว้วางใจในการใช้บริการ ประกอบด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ได้เซ็นสัญญาเช่าใช้บริการ DTRS กับ NT ครอบคลุมพื้นที่ 9 เขตในภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ภาคใต้ รวมระยะเวลา 4 ปี เริ่มตั้งแต่ เดือนสิงหาคม 2564 ถึง สิงหาคม 2568 โดยจะมีผู้ใช้บริการรวมทั้งสิ้นประมาณ 9,000 ราย และล่าสุด NT ยังได้เซ็นสัญญากับกระทรวงมหาดไทยในการเช่าใช้บริการระบบ DTRS เพื่อสนับสนุนการสื่อสารในสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมระยะเวลา 38 เดือน เริ่มให้บริการเดือนเมษายน 2565 ซึ่งคาดว่าจะมีผู้ใช้บริการจำนวนถึง 77,000 ราย &amp;nbsp;ทั้งนี้ บริษัท SDC ในฐานะพันธมิตรในการให้บริการระบบสื่อสารดังกล่าวกับ NT จะได้รับส่วนแบ่งรายได้จากค่าบริการเป็นรายเดือนตลอดอายุสัญญา ซึ่งถือเป็นรายได้ประจำในระยะยาว และSDC ยังมีโอกาสรับรู้รายได้เพิ่มจากการจำหน่ายและ/หรือการให้เช่าเครื่องลูกข่าย Digital Trunked Radio อีกด้วย ประมาณการรายได้เบื้องต้นของ SDC จากการให้บริการ DTRS แก่ลูกค้าองค์กรทั้งสองราย จำนวน 1,500 ล้านบาท ยังไม่นับรวมมูลค่าเครื่องลูกข่ายที่รอการประมูลอีกกว่า 2,000 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทจะทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ปลายปีนี้เป็นต้นไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; text-align:justify&quot;&gt;ไม่เพียงเท่านั้น ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 64 SDC ยังเตรียมการเปิดตัว Digital Services ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างรายได้ประจำให้กับ SDC ในอนาคต อีก 2 บริการ ได้แก่&lt;/p&gt;


	บริการ Horoworld  ซึ่งเป็นธุรกิจที่ SDC ริเริ่มและประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ในฐานะศูนย์รวมนักพยากรณ์ที่ได้มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับ&amp;nbsp; บริษัทจึงมองเห็นโอกาสในการต่อยอด โดยจะมีการขยายขอบข่ายธุรกิจให้ครอบคลุม มุ่งสู่การเป็น Life Consultant ที่สามารถตอบสนองและเข้าถึงผู้ใช้บริการในยุคดิจิทัลมากขึ้น โดยจะมีการเปิดตัว Horoworld Mobile Application ตลอดจนบริการที่เกี่ยวโยงกับความเชื่ออย่างรอบด้าน ภายในสิ้นปีนี้ 
	บริการ Mobile Security Application เพื่อตอบโจทย์การป้องกันภัยไซเบอร์บนมือถือ โดยอาศัยความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยี Cyber Security และการจับมือกับ Technology Partner ในการพัฒนา Mobile Security Application เพื่อให้คนไทยใช้งานได้ง่ายและมีประสิทธิภาพ ภายใต้ชื่อ &amp;ldquo;ปกป้อง&amp;rdquo; โดยล่าสุดบริษัทได้ร่วมกับ AIS ซึ่งเป็น Mobile Operator ชั้นนำของประเทศ ในการนำเสนอ &amp;ldquo;ปกป้อง&amp;rdquo; Application แก่ผู้ใช้บริการมือถือ เพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขวางยิ่งขึ้น &amp;nbsp;นอกจากนี้ ด้วยภัยไซเบอร์ที่กำลังลุกลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SMS หลอกลวง ซึ่งสร้างความเสียหายและความรำคาญให้แก่ผู้ใช้บริการมือถือจำนวนมาก บริษัทจึงได้พัฒนาอีกหนึ่ง Mobile Application เพื่อจัดการกับปัญหานี้โดยตรง โดยเตรียมการเปิดให้ดาวน์โหลด เพื่อใช้บริการในเร็วๆนี้ 


&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;นายวัฒน์ชัย ทิ้งท้ายว่า &amp;ldquo;การอยู่รอดและเติบโตในยุคปัจจุบันและอนาคตของบริษัท อยู่ที่ความสามารถในการปรับตัวและความรวดเร็วในการนำเสนอสินค้าและบริการ ดังนั้น การลดขนาดองค์กร ลดขั้นตอนการทำงาน และเน้นการเพิ่ม Productivity จึงเป็นการสร้างความ Fit ให้แก่ SDC &amp;nbsp;ซึ่งสิ่งที่ต้องทำต่อไปอย่างต่อเนื่อง คือ การสร้างความ Firm นั่นคือ การพัฒนาทีมงานรุ่นใหม่ พร้อมเปิดโอกาสให้คิดและทำงานในรูปแบบ Start up รวมทั้งการสานสัมพันธ์กับ Technology &amp;amp; Business Partner ต่างๆ &amp;nbsp;จะส่งผลให้ SDC มีความ Fit &amp;amp; Firm โดยในต้นปีหน้าจะมีการเปิดตัวบริการ Digital Services ใหม่ๆ เพื่อตอกย้ำทิศทางธุรกิจและสร้างฐานรายได้ที่มั่นคงให้แก่ SDC อย่างยั่งยืนต่อไป&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120200</URL_LINK>
                <HASHTAG>Digital Network &amp; Digital Services, Digital Services, Digital Trunked Radio System, SDC, นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์, บมจ.สามารถดิจิตอล, โครงการ DTRS</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211019/image_big_616e800825b03.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120180</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2021 12:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 12:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“วราวุธ” ชวนประชาชน ทั่วประเทศ ร่วมดูแลบำรุงต้นไม้เนื่องในวันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ ปี 2564 น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จย่าของปวงชนชาวไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดกิจกรรมบำรุงรักษาต้นไม้เนื่องในวันรักต้นไม้ ประจำปีของชาติประจำปี 2564 พร้อมกันทั่วประเทศ ในวันที่ 20 ตุลาคม 2564 โดยส่วนกลางจัดให้มีการบำรุงต้นไม้ที่ปลูกอยู่ภายในกรมป่าไม้ โดยมี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ ร่วมกิจกรรมบำรุง ใส่ปุ๋ย ตัดแต่งกิ่งต้นไม้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สืบเนื่องจากมติ ครม. เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2533 กำหนดให้วันที่ 21 ต.ค.ของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) ให้เป็นวันบำรุงรักษาต้นไม้ประจำปีของชาติ ต่อมา ครม.ได้มีมติ เมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2533 ให้ใช้ชื่อว่า &amp;ldquo;วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ&amp;rdquo; เพื่อให้ประชาชนร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ทรงมีพระราชปณิธานอย่างแรงกล้า ที่จะฟื้นฟูความสมดุลของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายวราวุธ&amp;nbsp; ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ให้ความสำคัญในการดูแลทรัพยากรป่าไม้ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกป่าเพื่อเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ตามนโยบายป่าไม้แห่งชาติที่ได้กำหนดให้มีพื้นที่ป่าไม้ทั่วประเทศ ร้อยละ 40 ของพื้นที่ เพื่อให้เกิดความสมดุลของระบบนิเวศและการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนแล้ว ยังคงให้ความสำคัญต่อการดูแลต้นไม้ที่ปลูกไว้แต่เดิม โดยการ บำรุง ดูแล รักษา เพราะต้นไม้ที่มีการปลูกไว้นั้นเมื่อเจริญเติบโตมาแล้วระยะเวลาหนึ่ง อาจจะมีโรคที่เกิดขึ้นจากแมลง&amp;nbsp; และกิ่งก้านของต้นไม้มีขนาดใหญ่โตขึ้น ก็จำเป็นต้องได้รับการดูแล เพราะอาจจะส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุจากไม้ใหญ่ดังกล่าว ซึ่งจะเห็นได้จากมีการเสนอข่าวอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากไม้ใหญ่ตามสถานที่ต่าง ๆ ที่เกิดการแตกหักของกิ่งไม้ ลำต้นผุจากแมลงเจาะกินหรือโรคต้นไม้ ซึ่งเป็นสาเหตุของการโค่นล้ม และส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดต่อประชาชน การดูแล รักษา ต้นไม้ประจำปีจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับการดูแล โดยการตัดแต่งกิ่ง รักษาโรคที่เกิดขึ้นจากแมลง การใส่ปุ๋ยพรวนดิน กำจัดวัชพืช โดยรอบให้กับต้นไม้ ให้ไม้ใหญ่ได้เจริญเติบโตต่อไปอย่างแข็งแรง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายสุรชัย อจลบุญ อธิบดีกรมป่าไม้&amp;nbsp; กล่าวต่อว่า ในปีนี้กรมป่าไม้ กำหนดจัดงานขึ้นในวันที่ 20 ตุลาคม พร้อมกันทั่วประเทศ ภายใต้มาตรการการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยในส่วนกลางได้จัดกิจกรรม บำรุง ดูแล รักษา ต้นไม้บริเวณกรมป่าไม้ ซึ่งเป็นต้นไม้ที่ปลูกไว้และเจริญเติบโตควรได้รับการดูแล ซึ่งกรมป่าไม้ได้จัดทีม &amp;quot;รุกขกร&amp;quot; หรือหมอต้นไม้ ในการตรวจสุขภาพต้นไม้ใหญ่ พร้อมให้ความรู้ทางทฤษฎีและการปฏิบัติในการดูแลต้นไม้ให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม เช่น การตัดแต่งกิ่ง การบำรุง ดูแล และการรักษาต้นไม้ที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ นอกจากนี้จะจัดแสดงนิทรรศการ เรื่องโครงการพระราชดำริ โครงการและกิจกรรมปลูกต้นไม้ ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก &amp;quot;รวมใจไทย ปลูกต้นไม้ เพื่อแผ่นดิน&amp;quot; เรื่องป่านันทนาการ และโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) เพื่อให้ความรู้กับผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรม ในโอกาสนี้ กรมป่าไม้ ขอเชิญชวนประชาชนทั่วไปร่วมกันแสดงพลังความสามัคคีในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยช่วยกันดูแลบำรุงรักษาต้นไม้ภายในบริเวณที่อยู่อาศัยของตนเอง หรือตามสถานที่ต่างๆ ตามกำลังที่จะสามารถทำได้ เพื่อถวายเป็นพระราชสักการะ และแสดงความกตัญญู กตเวทิตา ต่อสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี องค์สมเด็จย่าที่เหล่าประชาชนคนไทยรักยิ่ง ซึ่งจะเป็นการช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ช่วยลดภาวะโลกร้อนให้ต้นไม้เหล่านั้นได้เจริญเติบโตแข็งแรงเป็นร่มเงา และเป็นพื้นที่สีเขียวที่แข็งแรงให้กับประเทศ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายสุรชัย กล่าวเสริมว่า นอกจากนี้ ประชาชนที่สนใจต้องการปลูกต้นไม้เสริม กรมป่าไม้ได้มีการเพาะชำกล้าไม้พันธุ์ดี ตามโครงการจ้างงานประชาชนในด้านการส่งเสริมและเพิ่มพื้นที่สีเขียวในชุมชน ให้ทำหน้าที่ในการจัดเตรียมแปลงเพาะและเพาะเมล็ดไม้ รวมถึงการย้ายชำกล้าไม้ และบำรุงดูแลรักษากล้าไม้อย่างต่อเนื่อง กว่ากว่า 1,410 ราย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งกล้าไม้ที่เพาะชำได้รวม 70,000,000 กล้า ล้วนเป็นไม้เศรษฐกิจที่สามารถสร้างประโยชน์ และสร้างรายได้ให้กับประชาชนในอนาคต เช่น ต้นสัก ต้นพะยูง ต้นยางนา ต้นมะฮอกกานี ต้นมะค่าโมง ฯลฯ เพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการของประชาชนที่ให้ความสนใจในการปลูกต้นไม้ชนิดต่าง ๆ เพิ่มขึ้น สำหรับกล้าไม้ที่ได้จากการเพาะชำทางกรมป่าไม้ได้แจกจ่ายให้กับประชาชนในพื้นที่ขอรับเพื่อนำกลับไปปลูก ซึ่งจะสามารถสร้างรายได้ในการปลูกไม้เศรษฐกิจ ทั้งยังเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับประเทศอีกทางหนึ่งด้วย โดยประชาชนที่สนใจสามารถติดต่อขอรับกล้าไม้ได้ที่หน่วยงานเพาะชำกล้าไม้ในสังกัดกรมป่าไม้ทั่วประเทศ หรือสอบถามได้ที่เบอร์0 2561 4292&amp;ndash;3 ต่อ 5551และขอเชิญชวนร่วมลงทะเบียนปลูกต้นไม้ในโครงการและกิจกรรมปลูกต้นไม้ และปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก &amp;quot;รวมใจไทย ปลูกต้นไม้ เพื่อแผ่นดิน&amp;quot; อธิบดีกรมป่าไม้กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120180</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมป่าไม้, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กิจกรรมบำรุงรักษาต้นไม้เนื่องในวันรักต้นไม้, นายจตุพร บุรุษพัฒน์, นายวราวุธ  ศิลปอาชา, รวมใจไทย ปลูกต้นไม้ เพื่อแผ่นดิน, รุกขกร, วันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า), วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ, ​​​​​​​นายสุรชัย อจลบุญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211019/image_big_616e59a4f3de8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120112</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2021 18:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2021 18:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>GC ส่งมอบนวัตกรรมพลาสติก ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ดร.ชญาน์ จันทวสุ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารความยั่งยืนและภาพลักษณ์องค์กร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ส่งมอบเรือพายพลาสติก จำนวน 20 ลำ ให้กับ &amp;nbsp;นายวีระชัย นาคมาศ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อนำไปช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่กำลังได้รับความเดือดร้อนในหลายพื้นที่ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยเรือพายพลาสติกดังกล่าว ผลิตจากเม็ดพลาสติก LLDPE&amp;nbsp; Compound ของ GC ด้วยกระบวนการ Rotational Molding ทำให้เรือนี้ มีความเหนียว ยืดหยุ่นดี จึงทนต่อแรงกระแทก ไม่แตกเสียหายง่าย และทนทานต่อแรงขูดขีด (Scratch Resistance) ทั้งยังผสม UV Resistance ทำให้ทนต่อรังสี UV เหมาะสำหรับใช้งานกลางแจ้ง เป็นระยะเวลานาน ตัวเรือมีขนาดความกว้าง 90 เซนติเมตร ยาว 3 เมตร&amp;nbsp; น้ำหนัก 35 กิโลกรัม (ตามมาตรฐานการออกแบบเรือที่กำหนด) สามารถนั่งได้ 2-3 คน (200 กิโลกรัม) ผลิตจากพลาสติก 100% ทำให้สามารถ รีไซเคิล ได้ 100% หลังจากชำรุด หรือเลิกใช้งานแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120112</URL_LINK>
                <HASHTAG>GC, จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, ดร.ชญาน์ จันทวสุ, นายวีระชัย นาคมาศ, น้ำท่วม, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน), รีไซเคิล, เรือพายพลาสติก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211018/image_big_616d5914268e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119997</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/10/2021 17:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2021 17:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บริษัท ธนัทเฮริ์บ พาณิชย์ จำกัด เปิดตัวผลิตภัณฑ์​ สมุนไพรอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ 12 ชนิดอย่างอลังการ พร้อมสาธิตการทำซาลาเปากัญชาสด และแจกอาหารปรุงสุก1000กล่องช่วยเหลือประขาชนช่วงโควิด-19​</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ธนัท เชี่ยวชาญ​อักษร​ ประธาน​กรรมการ​บริษัท​ ธนัท​เฮิร์บ​ พาณิชย์​ จ​ำ​กัด​ &amp;nbsp; พร้อมนายณัฐพล เชี่ยวชาญอักษร รองประธานผู้จัดการ บริษัท ธนัทเฮริ์บ พานิช จำกัด พร้อมผู้บริหารบริษัท เปิดตัวผลิตภัณฑ์​สมุนไพรอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ 12 ตัว ทั้งชนิดน้ำ และแคปซูล อาทิ สมุนไพรริดสีดวงทวาร สมุนไพรบำรุงกำลังทั้งเพศชายและเพศหญิง สมุนไพรฟ้าทะลายโจร และกระชายขาว สมุนไพรบรรเทาอาการจุกเสียดในช่องท้อง และชา กาแฟ สกัดจากโสม และส่วนผสมกัญชา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลิตภัณฑ์​ทุกตัวทำมาจากสมุนไพร ผ่านการรับรองจาก อย. โดยจะจำหน่ายตามร้านขายยา ร้านสะดวกซื้อ ทั่วประเทศในวันที่ 1 พ.ย. นี้ อีกทั้งจำหน่ายผ่านทางระบบออนไลน์ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังสาธิตการทำซาลาเปาผสมใบกัญชาสด และแจกอาหารปรุงสุก 1000 กล่อง สมุนไพรฟ้าทะลายโจร และกระชายขาว ช่วยเหลือประชาชนในช่วงสถานการณ์​โควิด-19​ ซึ่งทางบริษัทได้แจกอาหารปรุงสุกที่สลับสับเปลี่ยนเปลี่ยนเมนูทุกวัน โดยเริ่มแจกตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. จนถึงวันนี้เป็นเวลา เดือนครึ่งแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัท​ ธนัท​เฮิร์บ​ พาณิชย์​ จ​ำ​กัด​ โดยการบริหารงานของคุณธนัท เชี่ยวชาญอักษร เป็นบริษัทผู้นำและเชี่ยวชาญด้านการผลิตยาสมุนไพรและอาหารเสริมที่ผ่านการรับรองจาก อย.โดยเฉพาะสมุนไพรฟ้าทะลายโจรแบบเข้มข้น ซึ่งก่อนหน้านี้บริษัทลงพื้นที่แจกฟ้าทะลายโจรเข้มข้น.กระชายขาว และอุปกรณ์การป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19​แจกให้หน่วยงานราชการ เพื่อส่งต่อผู้ป่วย ทางบริษัทห่วงใยประชาชนและผู้ที่ได้รับผลกระทบโควิด-19​ &amp;nbsp;และพร้อมให้ความช่วยเหลือทุกคน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119997</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.ธนัท เชี่ยวชาญ​อักษร, สมุนไพรบำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211017/image_big_616bf7ca3f9b1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119861</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2021 21:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/10/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุดหนุนสินค้า OTOP  ขอนแก่น ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;จากสถานการณ์ โควิด-19 ส่งผลกระทบ ต่อ การค้า การลงทุน กับผู้คน ทั่วโลก รวมทั้งคนตัวเล็ก ตัวน้อย การหยุด การเดินทาง ทำให้ ชีพจร หยุดนิ่ง กับหลายธุรกิจ ซึ่งการปรับตัวของมวลมนุษยชาติ มีได้หลากหลาย ทางเลือก อาทิ การเดินทางทิพย์ การประชุม/สัมมนา ออนไลน์ รวมทั้ง การใช้บริการ การขนส่งสินค้า ถึงหน้าประตูบ้าน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;การนี้ บริษัท ขอนแก่น โอทอป อินเตอร์เทรดเดอร์ จำกัด ในฐานะผู้บริหาร ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาสินค้า OTOP ขอนแก่น&amp;nbsp; จึงมีนโยบาย ช่วยเพิ่มอีกช่องทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการ-กลุ่มวิสากิจชุมชน เพื่อช่วยประคับประคอง การผลิต-การขายสินค้า ให้มีรายได้ จุนเจือกันในยามนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;คุณสิริพร&amp;nbsp; จังตระกุล ภริยาผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ในฐานะ ที่ปรึกษาศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาสินค้า OTOP ขอนแก่น กล่าวว่า &amp;ldquo;เพื่อเป็นการช่วย ประคับประคอง ผู้ประกอบการ และขับเคลื่อน แรงหมุนตัวเชิงเศรษฐกิจ ศูนย์ ฯ จึงช่วยทำการตลาด ออนไลน์ เพิ่มเติม อีกช่องทางหนึ่ง ซึ่งผู้ประกอบการ อาจทำได้เอง อยู่เดิมแล้ว&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;โครงการเลือกเฟ้น สินค้า OTOP เพื่อ จัดลงกระเช้า ปีใหม่ 2565 เป็นการส่งความสุข ถึงมือผู้รับ-มิตรสหาย ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ลูกค้า ผู้มีอุปการะคุณ&amp;nbsp; และเป็นการกระจายค วามสุข กลับไปสู่ชุมชน จากรายได้ ที่พวกเขาได้รับ จากการผลิตสินค้า ได้ในเวลาเดียวกัน &amp;ldquo;ผู้ให้- ผู้รับ-ชุมชน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;มีสินค้่าที่ได้รับการคัดเลือกมาจาก 5 หน่วยงานในจังหวัดขอนแก่น คือ พาณิชย์จังหวัด อุตสาหกรรมจังหวัด&amp;nbsp; พัฒนาการชุมชนจังหวัด เทศบาลนครขอนแก่น และเครือข่ายโอทอปจังหวัด ทั้งหมดจาก สินค้า 92 รายการ คัดมา 20 รายการ (จาก 11 อำเภอ-478 ครอบครัว ) ภายใต้ แนวคิด &amp;ldquo;KHON KAEN Select&amp;rdquo; ที่ เข้ากรอบ ของการ มี ---เอกลักษณ์แห่งเมือง---เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ---มีนวัตกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;กระเช้า ส่งความสุข ปีใหม่ 2565 สินค้า OTOP จากจังหวัดขอนแก่น :&amp;nbsp; มี 2 แบบ คือ VIP ราคา 1,000.- บาท และ VVIP 2,000.- ต่อ กระเช้า (จัดส่งทั่วไทย.....ฟรี) ออเดอร์ล่วงหน้า เพื่อเติมกำลังใจ ให้คนไทยด้วยกัน ได้ที่ สายด่วน 085 853 6169 และที่ ไลน์ OA ของศูนย์ฯ คือ @OTOPKKC&amp;nbsp; จ่ายโอนที่ บัญชี ธนาคารกรุงไทย สาขาศาลากลางจังหวัดขอนแก่น เลขที่ 674-4-94324-3&amp;nbsp; (ตั้งแต่ วันที่ 15 ตุลาคม 2564 ถึง 15 มกราคม 2565)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119861</URL_LINK>
                <HASHTAG>KHON KAEN Select, OTOP, กระเช้า ส่งความสุข ปีใหม่ 2565, คุณสิริพร  จังตระกุล, จังหวัดขอนแก่น, บริษัท ขอนแก่น โอทอป อินเตอร์เทรดเดอร์ จำกัด, ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาสินค้า OTOP ขอนแก่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211015/image_big_61699134ae907.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119828</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2021 17:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2021 17:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>MR.DIY “Snap &amp; Win” ชวนแชะภาพสุดครีเอท ชิงรางวัลใหญ่ iPhone 13 pro พร้อมของรางวัลรวมมูลค่ากว่า 236,000 บาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-.4pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-.4pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-.4pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. จัดกิจกรรม #iLoveMRDIYBrand Snap &amp;amp; Win ที่ชวนนักช้อปทุกท่าน มาถ่ายภาพสุดเก๋ เท่ และครีเอทีฟคู่กับสินค้ามิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. แบรนด์ หรือมิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. พรีเมี่ยม พร้อมเป็นผู้โชคดีที่จะได้รับของรางวัลรวมมูลค่ากว่า 236,000 บาท โดยมีกติกาการร่วมสนุกง่าย ๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-.4pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;กติกาการร่วมสนุก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-.4pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;1. เพียงแค่คุณถ่ายภาพสุดครีเอทคู่กับสินค้า MR.DIY หรือ MR.DIY Premium &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-.4pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;2. อัปโหลดรูปภาพลงบนเฟซบุ๊ก หรืออินสตาแกรม พร้อมติดแฮชแท็ก #iLoveMRDIYBrand และ #มิสเตอร์ดีไอวาย พร้อมแท็กเฟซบุ๊ก MR DIY TH หรือ อินสตาแกรม @mrdiy.thailand และเปิดโปรไฟล์ของท่านให้เป็นสาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-.4pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;3. หลังจากโพสต์เรียบร้อยแล้ว นำลิงก์โพสต์มาอัปโหลด พร้อมกรอกรายละเอียดให้ครบถ้วนตามลิงก์ด้านล่าง https://promo.mrdiy.com/th/ilovemrdiybrand-snap-win-contest/ &amp;nbsp;เพื่อทำการเข้าร่วมกิจกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-.4pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;เพียงเท่านี้ก็มีสิทธิ์เป็นหนึ่งในผู้โชคดีที่จะได้รับรางวัลใหญ่ iPhone 13 pro และของรางวัลอื่น ๆ มากมายจาก มิสเตอร์. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-.4pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;ดี.ไอ.วาย. สำหรับผู้ชนะในกิจกรรมนี้ จะได้รับรางวัลใหญ่ iPhone 13 pro (128 GB) มูลค่า 38,900 บาท จำนวน 3 รางวัล รางวัลรองชนะเลิศ จะได้รับไดร์เป่าผม Dyson มูลค่า 14,900 บาท จำนวน 2 รางวัล และรางวัลปลอบใจ บัตรของขวัญร้าน MR.DIY มูลค่า 3,000 บาท จำนวน 30 รางวัล รวมมูลค่าของรางวัลกว่า 236,000 บาท ระยะเวลาร่วมสนุกตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม ถึง 15 ธันวาคม 2564 และประกาศรายชื่อผู้โชคดีที่ได้รับรางวัลในเดือนมกราคม 2565 ผ่านเฟซบุ๊ก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-.4pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;แฟนเพจ MR DIY TH&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-.4pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-.4pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;หมายเหตุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;*เงื่อนไขเป็นไปตามบริษัทฯ กำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระยะเวลากิจกรรม: 15 ตุลาคม &amp;ndash; 15 ธันวาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-21.65pt&quot;&gt;สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมอื่น ๆ ของ MR.DIY สามารถเข้าเยี่ยมชมได้ที่ &amp;ndash; Facebook: @mrdiyTH, Instagram &amp;amp;Tiktok: @mrdiy.thailand, Line: @mrdiythailand, LinkedIn: MR.DIY Thailand, และYouTube: MR DIY Thailand&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119828</URL_LINK>
                <HASHTAG>iLoveMRDIYBrand, iPhone13, MRDIY, MRDIYSnap&amp;win, บัตรของขวัญร้านMRDIY, มิสเตอร์ดีไอวาย, รับประกันราคาถูกเสมอ, สินค้าMRDIY, อย่าแปลกใจถ้าเราถูกกว่า, โปรโมชั่นMRDIY, ไดร์เป่าผมDyson</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211015/image_big_616955210c3ba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119825</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2021 16:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2021 16:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การเคหะฯ จับมือ Shopee จัดแคมเปญ “มหกรรมสินค้า ตลาดชุมชนคนเคหะ” ครั้งแรก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;การเคหะฯ เดินหน้าจัดอบรมการสื่อสารเชิงรุกผ่านช่องทาง Social Media ให้ผู้อยู่อาศัยและผู้ปฏิบัติงาน พร้อมต่อยอดจับมือ Shopee หนุนเปิดร้านค้าออนไลน์ จัดแคมเปญ &amp;ldquo;มหกรรมสินค้า ตลาดชุมชนคนเคหะ&amp;rdquo; ครั้งแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันสื่อสังคมออนไลน์เป็นสื่อที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากผู้รับสารสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้สะดวกและรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งช่องทางการสื่อสารออนไลน์ และ E - commerce ในประเทศไทยเติบโตขึ้นเป็นประวัติการณ์ การเคหะแห่งชาติตระหนักถึงความสำคัญต่อการนำสื่อสังคมออนไลน์มาเป็นส่วนหนึ่งในการประชาสัมพันธ์กระจายข้อมูลข่าวสาร และต่อยอดการใช้เครื่องมือผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อเผยแพร่ภารกิจของการเคหะแห่งชาติควบคู่กับการเสริมสร้างการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในชุมชนของการเคหะแห่งชาติ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของ พลเอก ประยุทธ์&amp;nbsp; จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ต้องการให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางได้มีอาชีพและรายได้เลี้ยงครอบครัวในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ประสบอยู่ในปัจจุบัน การเคหะแห่งชาติจึงได้จัดทำโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ หัวข้อ &amp;ldquo;การสื่อสารเชิงรุกผ่านช่องทาง Social Media&amp;rdquo; เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ในรูปแบบต่าง ๆ ให้กับผู้อยู่อาศัยในชุมชนของการเคหะแห่งชาติ รวมทั้งสามารถสร้างเนื้อหา เผยแพร่ข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อการเคหะแห่งชาติสู่สื่อสาธารณะ และบูรณาการต่อยอดสู่การบริหารจัดการร้านค้าออนไลน์ เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยในชุมชนสามารถสร้างรายได้จากการเปิดร้านและจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์บนแพลตฟอร์ม E - Commerce อันจะนำไปสู่การส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้อยู่อาศัยในชุมชนของการเคหะแห่งชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทวีพงษ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับเนื้อหาการอบรมออนไลน์ที่จะถ่ายทอดให้ผู้อยู่อาศัยในชุมชนและผู้ปฏิบัติงานการเคหะแห่งชาติสามารถนำไปต่อยอดสู่การเปิดร้านค้าออนไลน์ และจำหน่ายสินค้าทาง Website รวมถึง Application ทางโทรศัพท์ เป็นการสร้างรายได้เพิ่มอีกช่องทางหนึ่ง ประกอบด้วย การถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับเทคนิคการสร้างเนื้อหาโดนใจในสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) และความรู้เกี่ยวกับการเปิดร้านค้าออนไลน์ขายได้ทันที และการบริหารร้านค้าออนไลน์ ซึ่งการอบรมออนไลน์ในครั้งนี้มีผู้อยู่อาศัยและผู้ปฏิบัติงานการเคหะแห่งชาติเข้าร่วมอบรมกว่า 200 คน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เพื่อต่อยอดให้ครบทุกมิติ การเคหะแห่งชาติได้ร่วมมือกับ Shopee จัดแคมเปญ &amp;ldquo;มหกรรมสินค้า ตลาดชุมชนคนเคหะ&amp;rdquo; ขึ้นเป็นครั้งแรก โดยเชิญชวนผู้อยู่อาศัยและผู้ปฏิบัติงานการเคหะแห่งชาติ ทั้งที่ได้เข้าร่วมอบรมแล้ว และผู้สนใจเพิ่มเติม ร่วมเปิดร้านค้าออนไลน์ และจำหน่ายสินค้าผ่านแคมเปญ ซึ่งจัดทำเป็นไมโครไซต์พิเศษในช่วงเดือนตุลาคม ถึงเดือนธันวาคม 2564 นี้ รวมทั้งมีการประชาสัมพันธ์กิจกรรมและส่งเสริมการขายให้เป็นพิเศษ ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาทักษะและเสริมสร้างรายได้ไปพร้อมกัน ซึ่งเรามีคลิปวิดีโอการอบรมออนไลน์ให้สามารถรับชมย้อนหลัง สำหรับท่านผู้อยู่อาศัยในโครงการของ กคช. ทุกแห่งที่สนใจ สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สามารถติดตามและสอบถามรายละเอียดได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจของการเคหะแห่งชาติ https://www.facebook.com/PR.NHA&amp;rdquo; ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวเชิญชวน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119825</URL_LINK>
                <HASHTAG>SHOPEE, การกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, การสื่อสารเชิงรุกผ่านช่องทาง Social Media, การเคหะแห่งชาติ, นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ, มหกรรมสินค้า ตลาดชุมชนคนเคหะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211015/image_big_61694f3ab75c0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
