<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119962</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2021 13:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2021 11:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วิตามินซี...ตัวช่วยป้องกันลูกรักเป็นหวัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ช่วงนี้สภาพอากาศประเทศไทยค่อนข้างแปรปรวนแบบสุดๆ หนึ่งวันแทบจะมีครบทุกฤดู จนทำให้หลายคนปรับสภาพร่างกายแทบไม่ทัน โดยเฉพาะเด็กๆ&amp;nbsp; หลายบ้านเป็นหวัดน้ำหมูกไหลฟึดฟัดกันทั้งวัน แล้วจะดีกว่าไหมถ้าคุณแม่สร้างเกราะป้องกันไข้หวัดให้กับลูกน้อยตั้งแต่เนิ่นๆ แต่จะให้ลูกทานอาหารครบ 5 หมู่ทุกวันก็เป็นไปได้ยาก จะให้ออกกำลังกายข้างนอกก็กลัวโรคระบาด หลายสิ่งหลายอย่างคุณแม่ก็ต้องปรับเปลี่ยนเข้าสู่วิถีใหม่ (New Normal) &amp;quot;กิฟฟารีน&amp;quot; นำเสนอตัวช่วยให้ลูกรักของเราแข็งแรงและไม่เป็นหวัดบ่อย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อย่างแรกที่คุณแม่ควรทำความเข้าใจคือประโยชน์ของ วิตามินแต่ละชนิด เริ่มกันที่ วิตามินซี เป็นวิตามินที่สำคัญกับร่างกาย ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงและช่วยป้องกันการเกิดโรคหวัดได้ดี ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ทำให้เด็กๆ ในวัยเจริญเติบโตมีสุขภาพแข็งแรง ไม่ป่วยง่าย และยังช่วยลดปัญหาภูมิแพ้และการติดเชื้อไวรัส โดยวิตามินซี พบมากในผลไม้ตระกูลส้ม สตรอเบอร์รี่ มะเขือเทศ และผักใบเขียว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ตามมาด้วย วิตามินบีรวม ทั้งวิตามินบี 1 บี 2 บี3 บี 5 บี 6 บี12 และโฟเลตหรือวิตามินบี 9 เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ สามารถหารับประทานได้จากอาหารในชีวิตประจำวัน เช่น เนื้อสัตว์ ธัญพืช ผัก และผลไม้ โดยวิตามินบีรวมจะช่วยในเรื่องต่างๆของร่างกาย อาทิ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบประสาท หัวใจ และทางเดินอาหาร บำรุงเส้นผม เล็บ และผิวหนัง ลดภาวะโลหิตจาง และเสริมระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;สุดท้ายที่มีประโยชน์กับร่างกายสุดๆอย่าง โคลีน (Choline) สารตั้งต้นหลักในการสังเคราะห์สารสื่อประสาทที่มีชื่อว่า อะเซททิลโคลีน (Acetylcholine) เป็นสารสื่อประสาทสำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับความจำ การควบคุมกล้ามเนื้อและหน้าที่อื่นๆ อีกหลายประการ แม้ว่าจะบริโภคเกินความต้องการในแต่ละวัน ก็จะไม่มีอันตราย เมื่อได้รับมากเกินไปร่างกายก็จะขับออกเองได้จึงไม่สะสมให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ แต่บางครั้งร่างกายของเราก็อาจได้รับวิตามินบีรวมในปริมาณที่ไม่เพียงพอ จึงได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ให้ทานง่าย รสชาติอร่อย เพื่อทดแทนสารอาหารที่ร่างกายต้องการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;วันนี้ กิฟฟารีน ได้ส่งผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด ตอบโจทย์วิถีใหม่ (New Normal) กิฟฟารีน เซเว่น บี พลัส ไฮ ซี แอนด์ โคลีน ( Giffarine Seven B Plus Hi C and Choline) ผลิตภัณฑ์ที่รวมสารอาหารที่มีประโยชน์สำหรับคุณหนูและคนในครอบครัวอย่างครบถ้วน โดยเพียง 1 ขวดอุดมไปด้วยวิตามินบี1 บี 2 บี3 บี5 บี6 บี12 และโฟเลต แถมผสานคุณประโยชน์ของโคลีน สารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับความจำ อีกทั้งยังมีวิตามินซีสูง 200% Thai RDI*(1 เม็ดให้วิตามินซีถึง 60 มก.) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเติมวิตามินซีให้ร่างกายได้ง่ายๆ &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119962</URL_LINK>
                <HASHTAG>Giffarine Seven B Plus Hi C and Choline, กิฟฟารีน, กิฟฟารีน เซเว่น บี พลัส ไฮ ซี แอนด์ โคลีน, วิตามินซี, สร้างเกราะป้องกันไข้หวัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211017/image_big_616baac36f9e8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119961</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/10/2021 11:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2021 11:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แนะวิธีกู้ผิวหน้าบูสออร่า ขานรับคลายล็อคดาวน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;หลังจากหลายคนต้องเก็บตัว WFH จนคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตทำงาน กิน อยู่ ช้อป อยู่ภายในบ้านอย่างปลอดภัยห่างไกลจากไวรัสโควิด-19 อยู่นานจนผ่านมาถึงไตรมาสสุดท้ายของปี มาถึงตอนนี้ก็มีข่าวดีเรื่องมาตรการคลายล็อคดาวน์เปิดประเทศกันแล้ว เพื่อให้ทุกคนกลับมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้มากขึ้น หลายบริษัทเริ่มให้พนักงานกลับเข้าออฟฟิศมาทำงานกันตามปกติแล้ว ทำให้หลายคนโดยเฉพาะสาวๆ&amp;nbsp; อาจจะแอบมีความวิตกกังวลเพราะช่วงที่อยู่บ้านนั้นทำตัวสบายๆ มานานจนแทบจะเรียกได้ว่าปล่อยปละละเลยเรื่องสวยๆ งามๆ กันมาพักใหญ่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;วันนี้&amp;nbsp; ศูนย์การค้า เดอะ มาร์เก็ต แบงคอก (ราชประสงค์) มีเคล็ดลับมาบอกสาวๆ ให้ลุกขึ้นมากู้ผิวหน้า&amp;nbsp; บูสออร่าความสวยกันได้แบบด่วนๆ ให้กลับมาเข้าออฟฟิศทำงานกันต่อได้อย่างมั่นใจ เริ่มจาก 1.&amp;nbsp;รับประทานอาหารดี ดื่มน้ำเปล่าเยอะๆ แน่นอนว่าการรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ คือสิ่งสำคัญอันดับ 1 ในการดูแลตัวเอง โดยเฉพาะการรับประทานน้ำเปล่าเยอะๆ ถือเป็นอาหารผิวที่วิเศษสุดที่ผิวพรรณทุกคนเรียกร้อง ช่วยดีท็อกซ์ เพื่อช่วยในการรีเฟรชผิวพรรณให้กลับมาชุ่มชื่นเปล่งปลั่งได้แบบมหัศจรรย์ที่สุด และประหยัดที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;2. ออกกำลังกาย การออกกำลังกายส่งผลดีต่อสุขภาพ ปลุกตัวเองรับวันใหม่ที่จะไปทำงานด้วยความกระฉับกระเฉง สดใส กระปรี้กระเปร่าได้อย่างดี การออกกำลังกายทำให้ร่างกายได้เผาผลาญ สูญเสียเหงื่อ ร่างกายได้สูบฉีด หัวใจเต้นแรง ทำให้ผิวพรรณแลดูมีเลือดฝาดใสปิ๊ง กลบเกลื่อนความโทรมหมองคล้ำ&amp;nbsp;แม้ในวันที่นอนน้อยจากการดูซีรีย์เน็ตฟลิกซ์แบบมาราธอนทั้งคืนก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;3.&amp;nbsp; มาส์กหน้าบำรุงผิวก่อนนอน การล้างหน้าให้สะอาดด้วยน้ำเย็น และบำรุงด้วยแผ่นมาส์กหน้าก่อนเข้านอน ถือเป็นของขวัญเซอร์ไพร์สให้ผิวหน้าได้อย่างดี สามารถกระตุ้นสภาพผิวหน้าแบบเร่งด่วนเพียง ข้ามคืนชนิดตื่นปุ๊บสวยปั๊บ เพียงแวะมาหามาส์กหน้าดีๆ&amp;nbsp; แล้วกลับไปมาส์กทิ้งไว้ก่อนนอน ตื่นเช้ามาผิวพรรณจะดูอิ่มน้ำเต่งตึงได้อย่างล้ำลึก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;4. เครื่องสำอาง&amp;nbsp; เสกออร่าความสวยแบบเร่งด่วนได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดในชั่วโมงนี้ หากถึงเวลาต้องกลับไปออฟฟิศเพื่อทำงานกันแล้ว ต่อให้โทรมให้นอนน้อยยังไงก็ไม่มีใครจับพิรุธได้เพียงแค่การแต่งหน้า&amp;nbsp;ทาตา ปัดแก้ม เติมลิปสติกให้หน้าตามีสีสันสดใส เพียงเท่านี้ก็สวยเปล่งปลั่งดั่งร่ายมนตร์ตอบโจทย์สาวๆ อย่างเรา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ทั้งนี้ศูนย์การค้า เดอะ มาร์เก็ต แบงคอก มี ผลิตภัณฑ์คอสเมติก และสกินแคร์ ตลอดจนอุปกรณ์ออกกำลังกาย และร้านอาหาร-เครื่องดื่ม มากมายให้สาวๆ ได้เลือกช้อปเลือกรับประทานอาหารที่ดีและอร่อยเพื่อกู้ผิวหน้าบูสออร่าความสวยให้พร้อมสุดๆ สำหรับวันทำงานที่ออฟฟิศกันต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119961</URL_LINK>
                <HASHTAG>WFH, กู้ผิวหน้า, บูสออร่า, ศูนย์การค้า เดอะ มาร์เก็ต แบงคอก (ราชประสงค์)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211017/image_big_616ba88d8aff6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119865</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2021 21:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/10/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อ่านหนังสือช่วยคลายเครียดช่วงโควิดระบาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;วิธีผ่อนคลายในช่วงโควิด-19 มีให้เลือกหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือการอ่านหนังสือ เพราะไม่ใช่การอ่านจะช่วยเติมความรู้ แต่ทว่าช่วยให้เราสามารถปรับพฤติกรรม การดำเนินชีวิตไปในทางบวกได้ และยังช่วยทำให้เกิดการพัฒนาด้านต่างๆอีกด้วย โดยเฉพาะความคิดและมุมมองด้านใหม่ๆ และนั่นจึงทำให้เกิดความเพลิดเพลิน จากการหยิบหนังสือเล่มโปรดขึ้นมา เพราะการใช้เวลาอยู่กับสื่อออนไลน์มากเกินไป อาจทำให้หลายคนรู้สึกเบื่อ แต่หลายคนมักเกิดคำถามว่า นิสัยรักการอ่านนั้นจะต้องเริ่มจากจุดไหน เพราะจากผลสำรวจพบว่าคนไทยอ่านหนังสือปีละไม่เกิน 2 เล่ม และเสียเงินไปกับการซื้อหนังปีละ 260 บาท ขณะที่เพื่อนบ้านอย่าง คนเวียดนามและสิงคโปร์นั้น อ่านหนังสือคนละไม่ต่ำกว่า 40-60 เล่มต่อปี เพื่อช่วยให้แต่คนแต่ละช่วงวัยเลือกอ่านหนังสือได้ถูกต้อง และปลูกฝังนิสัยรักการอ่านเมื่อยามว่าง ท่ามกลางชีวิตภายใต้วิธีนิวนอร์มอล ได้อย่างมีความสุขและสุขภาพจิตที่ดี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;งานนี้ &amp;ldquo;สุจิตร สุวภาพ&amp;rdquo; เลขานุการ สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo; หลักการเลือกอ่านหนังสือที่ดี ต้องเริ่มจากการจำแนกกลุ่มของผู้อ่าน เช่น หากเป็นวัยรุ่นวัยเรียนหนังสือที่อ่านก็จะเป็นคนละแนวกับ วัยทำงาน และวัยเกษียณ ดังนั้นขอเริ่มจากกลุ่มคนทำงานที่บ้าน หรือ &amp;ldquo;คนเวิร์คฟอร์มโฮม&amp;rdquo; ซึ่งเรารู้กันว่าคนกลุ่มต้องทำงานที่บ้าน ไม่สามารถออกไปออกกำลังกายนอกบ้านได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องหาวิธีคลายเครียด เพราะจะทำให้ทำงานทั้งวันก็คงไม่ดี แต่การที่จะอยู่กับมือถือมากเกินไป ก็จะส่งผลเสียต่อสุขภาพ เช่น สายตา&amp;nbsp; หรือแม้แต่การที่คนทำงานหยิบมือถือ มาเปิดดูภาพยนต์ที่ดาวโหลดมาแอพพิเคชั่นออนไลน์ หากดูมากเกินไปก็ทำให้รู้สึกเบื่อ ดังนั้นการอ่านหนังสือจึงเป็นวิธีผ่อนคลายที่ดี เช่น การที่คนวัยทำงานหยิบหนังสือในตู้ ที่เคยอ่านแล้วกลับมาอ่านอีก ก็ทำให้เราย้อนกลับไปคิด ในสิ่งที่เราเคยอ่านเมื่อครั้งวัยหนุ่มสาวได้ ประกอบโควิด-19 นั้น ทำให้ชีวิตของเราเปลี่ยนไป คือทำให้เราถอยหลัง กลับไปใช้ชีวิตที่สโลว์ไลฟ์มากขึ้น และกลับไปอยู่กับธรรมชาตินั่นเอง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;ldquo;สิ่งที่พี่เห็นอีกอย่างหนึ่งคือการ นักเขียนหลายคนใช้เวลาว่างช่วงโควิดระบาด หยิบหนังสือเล่มเก่าในตู้ที่เคยอ่านแล้วมาอ่านอีก ซึ่งตรงนี้มันทำให้เกิดความประทับใจได้เช่นกัน เพราะตอนที่เราอ่านหนังสือนี้ เรายังเป็นวัยรุ่น ความประทับใจมันก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นไปด้วยความประทับใจแบบหวือหวา ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี หรือ 10 ปี ความดื่มด่ำในอรรถรสของการอ่านหนังสือ มันจะเปลี่ยนไปทำให้รู้สึกซึ้ง ในการอ่านหนังสือเล่มเดิมมากขึ้น เพราะเรามีประสบการณ์ในการใช้ชีวิตมากขึ้น พูดได้ว่าวิกฤตโควิด-19 นั้นถือเป็นสิ่งที่ดี ในการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ที่ทำให้เราได้อ่านหนังสืออีกครั้ง และเมื่ออ่านแล้วก็ทำให้เกิดความประทับใจ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;ldquo;อ.สุจิตร&amp;rdquo; บอกอีกว่า สำหรับหลักในการเลือกอ่านหนังสือที่ดีนั้น อันดับแรกอยู่ที่ความสนใจ และตั้งใจที่จะอ่านหนังสือเล่มนั้นจริงๆ เพราะความสนใจของคนแต่ละช่วงวัยนั้นต่างกัน &amp;ldquo; เช่นหากเป็น &amp;ldquo;คนวัยเกษียณ&amp;rdquo; ความสนใจอาจอยู่ที่อาหารและงานบ้าน หรือการออกกำลังกายเบา อย่างการเล่นโยคะ หรือหนังสือที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว หนังสืองานเย็บปักถักร้อย หนังสือสุขภาพ เพราะคนวัยนี้ไม่ต้องการอะไรมาก เพียงแค่มีกิจกรรมทำไม่ให้อยู่ว่างๆ ดังนั้นคนกลุ่มนี้ก็มักจะเลือกอ่านหนังสือในสิ่งที่ตัวเองสนใจ แต่สิ่งสำคัญคือการที่เราจะทำอย่างไร ให้คนกลุ่มนี้เข้าถึงหนังสือที่ตัวเองสนใจได้ ดังนั้นการที่นักเขียนใช้ช่องทางโซเชียล เป็นตัวแนะนำหนังสือให้กับคนกลุ่มนี้ก็เป็นอะไรที่น่าสนใจ และทำให้คนวัยเกษียณเลือกหนังสือได้ตรงจริตมากขึ้น หรือแม้แต่การพิมพ์ตัวอักษรในหนังสือให้ตัวใหญ่ขึ้น เพื่อรองรับสายตาคนกลุ่มนี้ หรือแม้แต่การดีไซน์หนังสือ ให้คนวัยเกษียณได้อ่านผ่านรูปภาพ ที่เป็นตัวเล่าเรื่อง ก็เป็นตัวเลือกหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ไล่มาถึงการเลือกหนังสือของ &amp;ldquo;กลุ่มเด็กและเยาวชน&amp;rdquo; นั้น เนื่องเด็กวัยนี้จำเป็นต้องมีคนไกด์ไลน์ในการตัดสินใจเลือกหนังสือที่ชอบสักเล่ม ไม่ว่าจะเป็นครูพ่อแม่ เพราะเด็กวัยนี้มักจะไม่มีคนคอยชี้แนะ ประกอบเด็กมักมองว่าตัวเองนั้นมีตัวตน ดังนั้นถ้าจะให้ดีต้องมีคนที่คอยชี้แนะเรื่องการอ่าน แต่สุดท้ายเด็กก็จะเป็นผู้เลือกเองว่า เขายากจะอ่านหนังสือแนวไหน เช่น ชมรมรักการอ่าน และทางสสส.ได้ทำการวิจัยและมีคณะกรรมการ ในการเลือกหนังสือน่าอ่าน 100 เล่ม ไว้ให้กับเยาวชนที่สนใจ ซึ่งสามารถเลือกอ่านตรงตามช่วงวัยของเด็กๆ ตรงนี้ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ในการฝึกนิสัยการอ่านให้กับเด็กๆ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119865</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลายเครียด, สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย, สุจิตร สุวภาพ, อ่านหนังสือ, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211015/image_big_6169948780dfb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119763</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/10/2021 20:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/10/2021 20:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นวัตกรรม “กระเป๋าคืนยาช่วยชาติ”  ลดสูญเสียยาพร้อมเตือนผู้ป่วยขี้ลืม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจารย์แพทย์หญิงมนทกานติ์ โอประเสริฐสวัสดิ์ รองอธิการบดีฝ่ายโครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ทางวิทยาเขตฯได้มีการขับเคลื่อน&amp;quot;โครงการวิจัยเพื่อการแก้ปัญหายาเหลือใช้ในผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)&amp;quot; นำทีมโดย ผศ.ดร.สุภาภรณ์ คำเรืองฤทธิ์ อาจารย์ประจำโครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นตัวอย่างหนึ่งในโครงการพันธกิจสัมพันธ์ (Social Engagement) ของวิทยาเขตฯ ที่นับเป็น &amp;quot;ปัญญาของแผ่นดิน&amp;quot; ตามปณิธานของมหาวิทยาลัยมหิดล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการลงพื้นที่ชุมชนตำบลเขาทอง อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ผ่านการประสานงานโดยโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพส่วนตำบล (รพ.สต.) บ้านเขาทอง แล้วพบปัญหาผู้สูงวัยที่เป็นผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ส่วนใหญ่มักลืมรับประทานยา และมียาเหลือใช้ ซึ่งเมื่อนำมาประเมินมูลค่าพบว่าจะเป็นการสูญเสียทรัพยากรและสิ้นเปลืองงบประมาณด้านการรักษาพยาบาลของประเทศ จึงได้คิดค้นนวัตกรรม &amp;quot;กระเป๋าคืนยาช่วยชาติ&amp;quot; เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยมี อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.) เป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการช่วยจัดและแจกกระเป๋ายารวมทั้งให้คำแนะนำ ควบคู่ไปกับการรณรงค์ผ่านสื่อวิทยุชุมชนตำบลเขาทองโดยทีมวิจัยที่มีทั้งอาจารย์ เภสัชกรพยาบาล และนักศึกษาของวิทยาเขตฯ ร่วมด้วยช่วยกันอย่างแข็งขัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กระเป๋าคืนยาช่วยชาติ&amp;quot; ได้รับสนับสนุนทุนวิจัยจาก ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นอกจากด้านในจะมีช่องใส่ยาที่แยกประเภทยาก่อนและหลังอาหารอย่างชัดเจน เพื่อให้ง่ายต่อการให้ผู้ป่วยสูงวัยหยิบยามารับประทานแล้ว ยังออกแบบโดยใช้กุศโลบายที่ทำด้านหนึ่งของกระเป๋ายาด้านนอกให้มีรูปนาฬิกา เพื่อเป็นเครื่องหมายคอยเตือนไม่ให้ผู้ป่วยสูงวัยลืมรับประทานยา และเมื่อพลิกอีกด้านของกระเป๋ายาจะเห็นข้อความเตือนใจให้ส่งคืนยาเมื่อมียาเหลือ พร้อมแสดงสถิติงบประมาณที่รัฐต้องสูญเสียหากมียาเหลือใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยทีมวิจัยมีความตั้งใจจะขยายผลโครงการฯ ไปยังชุมชนอื่นที่ไม่มีสถานีวิทยุประจำชุมชนเป็นสื่อเสริม แต่จะใช้สื่อบุคคลโดยให้คนในชุมชนด้วยกันเองช่วยกันแนะนำ ซึ่งจะเป็นการให้คนในชุมชนได้ดูแลซึ่งกันและกันเพื่อความยั่งยืนได้ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119763</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระเป๋าคืนยาช่วยชาติ, แพทย์หญิงมนทกานติ์ โอประเสริฐสวัสดิ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211014/image_big_6168323f97391.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119663</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุขภาพตาสัญญาณเตือนโรคหลอดเลือดสมอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานล่าสุดระบุว่า โรคหัวใจสามารถตรวจพบได้จากสุขภาพตาของคุณเมื่อคุณกำลังเดินไปร้านแว่นตา นักวิจัยเผยให้ทราบถึงวิธีการระบุเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดหัวใจในผู้ป่วย โดยใช้เครื่องสแกนดวงตาเพื่อตรวจหาส่วนที่บอบบางที่สุดของดวงตา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การเอกซเรย์ดวงตาด้วยแสง (OCT) หรือเครื่องสแกนจอประสาทตา ซึ่งเป็นเทคนิคการถ่ายภาพที่ใช้แสงความต่อเนื่องต่ำในการจับภาพความละเอียดไมโครมิเตอร์ โดยช่างตัดแว่นผู้เชี่ยวชาญในคลินิกตรวจสุขภาพของดวงตา โดยเฉพาะจอประสาทตา และนั่นจะทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านดวงตา สามารถตรวจสอบสุขภาพดวงตาของคุณได้ละเอียดมากยิ่งขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักวิจัยได้ตรวจสอบความผิดปกติของเรตินา หรือจอประสาทตา ซึ่งเป็นชั้นในสุดที่ไวต่อแสงของดวงตา เพื่อตรวจสอบว่าอาจมีความผิดปกติของหัวใจหรือไม่ ทั้งนี้ จากการประมาณการในการตรวจดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า คนอังกฤษประมาณ 7.6 ล้านคน กำลังเป็นโรคหัวใจหรือระบบไหลเวียนโลหิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ดร.แมทธิว บาคูม&amp;rdquo; ศัลยแพทย์จอประสาทตา ที่สถาบันรักษาสุขภาพดวงตาอย่าง Shiley Eye ที่ UC San Diego Health กล่าวว่า &amp;ldquo;ดวงตาเป็นหน้าต่างสู่สุขภาพของเรา และโรคต่างๆ อาจเกิดขึ้นได้จากดวงตาได้ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือดก็ไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งมาจากการที่ภาวะร่างกายขาดเลือด เป็นสาเหตุทำให้การไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงหัวใจลดน้อย นั่นจึงทำให้เลือดไปเลี้ยงตาไม่เพียงพอ และอาจทำให้เซลล์ที่ตายทิ้งร่องรอยไว้ที่บริเวณกระจกตาอย่างถาวร ที่เราสามารถสังเกตความผิดปกติได้จากเครื่องสแกนดวงตา&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เราเรียกผลกระทบข้างต้นว่า &amp;ldquo;จอประสาทตาขาดเลือด ซึ่งจากการบาดเจ็บหรือความเสียหายที่บริเวณหลอดเลือดส่วนปลาย&amp;rdquo; และพยายามที่จะตรวจสอบว่าการค้นพบนี้สามารถเป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพเกี่ยวกับโรคหัวใจและหลอดเลือดได้หรือไม่ เพราะโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน &amp;ldquo;ดร.แอนโธนี เดอมาเรีย&amp;rdquo; ผู้ร่วมวิจัยในการศึกษากล่าวว่า &amp;ldquo;วิธีเดียวที่เราจะเห็นภาพหลอดเลือดที่เล็กที่สุดในร่างกาย สามารถดูได้ที่ดวงตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บริเวณจอประสาทตา หรือเรตินา ที่ให้หลักฐานสำคัญเกี่ยวกับผลข้างเคียงของปัญหาหัวใจและหลอดเลือด เช่น ความดันโลหิตสูง อีกทั้งการตรวจหาภาวะจอประสาทตาขาดเลือดในระยะเริ่มต้น อาจส่งผลให้สามารถระบุว่าผู้ป่วยที่มีปัญหาสุขภาพดวงตา สามารถป่วยเป็นโรคหัวใจได้ ซึ่งจะช่วยให้สามารถรักษาได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และอาจลดจำนวนโรคหัวใจหรือโรคหลอดเลือดสมองได้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ จักษุแพทย์จากศูนย์การแพทย์ เชิงวิชาการของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก อย่าง UC San Diego Health ได้พิจารณาส่งต่อผู้ป่วยไปยังแพทย์โรคหัวใจหากระบุว่ามีภาวะจอประสาทตาขาดเลือด ขณะที่ผู้ป่วยได้รับการสแกนดวงตาด้วยแสง OCT ทั้งนี้ ทีมวิจัยหวังว่าการศึกษาในอนาคตจะส่งผลให้ภาวะจอประสาทตาขาดเลือด กลายเป็นเครื่องหมายทางจักษุวิทยาทั่วไป ที่แพทย์ใช้เพื่อระบุว่าคุณป่วยเป็นโรคหัวใจอันเนื่องมาจากภาวะดังกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ดร.แมทธิว บาคูม&amp;rdquo; กล่าวเสริมว่า &amp;ldquo;ภาพรวมของคนทั่วโลกนั้น โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่ง และน่าเสียดายที่หลายคนไม่ทราบว่าพวกเขาอาจเป็นโรคหัวใจ ดังนั้น กุญแจสำคัญในการป้องกันสิ่งนี้ คือการตรวจหาและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ เราหวังว่าการระบุว่าคุณมีภาวะจอประสาทตาขาดเลือด เป็นเครื่องหมายของโรคหัวใจและหลอดเลือด เพื่อป้องกันโรคหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมอง&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119663</URL_LINK>
                <HASHTAG>สุขภาพตาสัญญาณเตือนโรคหลอดเลือดสมอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211013/image_big_6166c9082c7d3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119565</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2021 20:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2021 20:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตาติดเชื้อ..โรคที่มากับฝนตกน้ำท่วมขัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แพทย์เตือนระวังโรคตาติดเชื้อที่มาพร้อมน้ำท่วมขังนาน โอกาสเกิดโรคภัยไข้เจ็บย่อมมีเพิ่มขึ้น ได้แก่ โรคอุจจาระร่วง ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ โรคไข้ฉี่หนู หรือ โรคเลปโตสไปโรซิส โรคน้ำกัดเท้า หรือฮ่องกงฟุต โรคไข้เลือดออกโรคไข้มาลาเรียซึ่งไม่เพียงแต่สุขภาพทั่วไป การดูแลสุขภาพดวงตามิให้เกิดโรคตาคือ เยื่อบุตาอักเสบหรือตาแดงก็มีความสำคัญซึ่งในกลุ่มผู้มีอาการเป็นภูมิแพ้อากาศขึ้นตาเยื่อบุอักเสบ ตาแดง ไม่ควรมองข้ามอาจติดเชื้อแบคที่เรีย ไวรัส และภูมิแพ้อากาศได้แนะหากมีอาการตาแดงผิดปกติควรรีบพบจักษุแพทย์ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ไพโรจน์ สุรัตนวนิช&amp;nbsp; รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมต้องระมัดระวัง ติดตามข่าวสารจากทางราชการ และเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ นอกจากนั้นอย่าลืมสำรวจรอบบ้านและเสื้อผ้าก่อนสวมใส่&amp;nbsp; ควรจัดเก็บสิ่งของและเครื่องใช้ต่าง ๆ อย่างเป็นระเบียบ&amp;nbsp; หากพบเห็นสัตว์มีพิษควรตั้งสติให้ดีและเรียกผู้ชำนาญมาช่วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.อภิชัย&amp;nbsp; สิรกุลจิรา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์(วัดไร่ขิง) กล่าวเพิ่มว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่แปรปรวนทำให้เกิดสถานการณ์น้ำท่วมขังอย่างต่อเนื่องเป็นสาเหตุทำให้โรคหลายชนิดที่สามารถแพร่ระบาดได้ง่ายและรวดเร็ว โรคสำคัญที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในสถานการณ์น้ำท่วมขังนี้ นอกจากโรคไข้เลือดออก โรคไข้หวัดใหญ่ รวมถึงไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ โรคไข้หวัดนก โรคปอดอักเสบ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน โรคฉี่หนู หรือโรคแลปโตสไปโรซิส หรือโรคที่มียุงเป็นพาหะนำโรค เช่น ไข้มาลาเรีย โรคไข้สมองอักเสบจากเชื้อไวรัสเจอี แล้วยังมีโรคเยื่อบุตาอักเสบหรือโรคตาแดงที่ต้องเฝ้าระวังอยู่เสมอ จากสภาพอากาศที่อับชื้นและเย็นลง ซึ่งเหมาะแก่การเจริญเติบโตของเชื้อโรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.เอกชัย อารยางกูร หัวหน้าศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมขังอย่างต่อเนื่องการดูแลสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ เรื่องสุขภาพดวงตาก็ต้องการการดูแลเช่นกันเพราะดวงตามีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคติดเชื้อได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับภาวะเหตุการณ์น้ำท่วมขังในขณะนี้มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคตาติดเชื้อได้มาก โดยเฉพาะโรคเยื่อบุตาอักเสบหรือตาแดง ซึ่งอาการของนั้นเกิดได้จากเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรียเข้าดวงตา ถึงไม่เป็นโรคอันตรายถึงชีวิตเพราะหายได้เอง แต่ถ้าไม่ได้รักษาตั้งแต่เนิ่นๆ อาจเกิดโรคแทรกซ้อนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การหมั่นดูแลรักษาความสะอาด ล้างมือให้สะอาด เลี่ยงการเอามือไปสัมผัสดวงตาบ่อยๆไม่อยู่ในพื้นที่แออัด หากจำเป็นต้องสวมแว่นกันแดด กันฝุ่น กันลมช่วยและควรระวังไม่ให้แมลง หรือสิ่งแปลกปลอมเข้าตา ถือเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ ส่วนวิธีป้องกันโรคตา และภัยสุขภาพที่มากับน้ำท่วมหรือน้ำป่าไหลหลาก สามารถปฏิบัติได้โดย&amp;nbsp; 1.หากน้ำท่วมขังกระเด็นเข้าตาหรือมีฝุ่นละอองเข้าไปในตา ให้ใช้น้ำสะอาดล้างหน้าและดวงตาให้สะอาดทันที 2.ไม่ปล่อยให้เด็กเล็กลงเล่นน้ำโดยลำพัง เพราะเด็กอาจจมน้ำและช่วยเหลือไม่ทัน หรือถูกสัตว์มีพิษที่หนีน้ำมากัดต่อยได้ 3.ไม่ทิ้งขยะทุกชนิด หรือขับถ่ายของเสียลงน้ำท่วมขัง ให้ทิ้งขยะหรือสิ่งปฏิกูลลงในถุงพลาสติกและมัดปากถุงให้แน่นแล้วเก็บไว้ในที่แห้ง 4.รับประทานอาหารที่ปรุงสุก ร้อน สะอาด เพื่อป้องกันโรคอาหารเป็นพิษและโรคอุจจาระร่วง และ 5.หากจำเป็นต้องเดินลุยน้ำเป็นเวลานาน ควรใส่รองเท้าบู๊ททุกครั้ง เพื่อป้องกันโรคที่มักเกิดตามมากับน้ำท่วม รีบทำความสะอาดร่างกายด้วยน้ำสะอาดและเช็ดให้แห้งเสมอ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119565</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตาติดเชื้อ, น้ำท่วม, โรคดวงตา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211012/image_big_6165882f2a436.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119553</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปรับสมดุลร่างกายหลังเทศกาลเจ เลือกสิ่งดีมีประโยชน์ดูแลสุขภาพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมดช่วงเทศกาลกินเจ พลังใจจากการทำบุญด้วยการละเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์คงช่วยเติมพลังร่างกายไม่มากก็น้อย แต่อย่างไรก็ตาม มองข้ามไม่ได้ว่าอาหารเจมักจะมีส่วนประกอบของน้ำมันพืชและแป้งเป็นหลัก เพราะเมนูส่วนใหญ่จะเน้นทอดหรือผัด ซึ่งนั่นทำให้น้ำหนักตัวของหลายคนพุ่งขึ้นมาเล็กน้อย แม้ว่าบางคนจะหันมาปรุงอาหารเจรับประทานกันเองที่บ้าน เพราะเป็นกังวลเรื่องการออกไปร่วมเทศกาลอาหารเจที่โรงเจใกล้บ้าน ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 &amp;nbsp;ดังนั้นการหันมาดูแลร่างกายหลังช่วงเทศกาลถือศีลกินผักจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;มณทิพา กานต์วรัญญู&amp;rdquo; พยาบาลวิชาชีพชำนาญการจากศูนย์แพทย์โพธาราม จ.ราชบุรี ให้ข้อมูลว่า สิ่งที่ควรทำหลังจากเทศกาลกินเจผ่านพ้นไปคือ การปรับสมดุลให้ร่างกายกลับมาทำงานได้อย่างเป็นปกติเหมือนกับชีวิตประจำวันทั่วไป โดยช่วง 1-2 วัน หลังเทศกาลกินเจผ่านไป ให้ค่อยๆ ปรับโดยหันมากินเนื้อสัตว์ที่ความนุ่มอ่อน สามารถช่วยย่อยได้ดี และมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หากเป็นกลุ่มเนื้อสัตว์ที่ให้โปรตีน ได้แก่ เนื้อไก่ ตับหมู เนื้อปลา เต้าหู้ไข่ เนื่องจากในช่วงกินเจนั้นเราจะได้รับประโยชน์จากอาหารเจที่เน้นโปรตีนจากพืชเป็นหลัก แต่โปรตีนในเนื้อสัตว์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่ทำให้ร่างกายเผาผลาญดี ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้ร่างกาย อีกทั้งเป็นกลุ่มสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ไม่ได้ให้พลังงานมากเกินไป และหากต้องรับประทานแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตนั้น ก็แนะนำให้กินข้าวกล้องเป็นหลักก็จะดีต่อสุขภาพ นอกจากนี้ก็ให้รับประทานผักตามฤดูกาล ก็จะช่วยลดการนำสารพิษเข้าสู่ร่างกายได้เช่นกัน ที่สำคัญให้เน้นปรุงอาหารด้วยการต้ม นึ่ง ตุ๋น เพื่อลดปริมาณไขมันในร่างกายลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การออกกำลังกายก็เป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กัน เพื่อเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรงหลังกินเจ แต่เน้นว่าควรเป็นการออกกำลังกายอยู่ที่บ้าน เพราะการไปออกกำลังกายนอกบ้านในขณะที่เราต้องสวมหน้ากากอนามัยก็จะทำให้หายใจไม่สะดวก ดังนั้นการออกกำลังกายในบ้านจึงเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการดูแลสุขภาพในช่วงหลังกินเจ ที่ช่วงนี้มีกระแสข่าวเรื่องพายุที่กำลังจะเข้าบ้านเรา ซึ่งอาจส่งผลให้หลายพื้นที่มีฝนตกนั้น ก็แนะนำว่าให้ทุกคนหมั่นอัปเดตข่าวสาร และก่อนออกจากบ้านในช่วงนี้ให้เตรียมร่มหรือเสื้อกันฝนพกติดกระเป๋าสม่ำเสมอ รวมถึงยาแก้ปวด ยาลดไข้ และยาแก้หวัด รวมถึงหน้ากากอนามัยสำรองเตรียมพร้อมไว้เสมอเช่นเดียวกัน เพื่อสร้างสมดุลให้ร่างกายและป้องกันโรคภัยที่อาจตามมาหลังจากนี้ ที่สำคัญก็ต้องใช้ชีวิตด้วยวิถีนิวนอร์มอลควบคู่กันไปเช่นเดียวกัน&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119553</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปรับสมดุลร่างกายหลังเทศกาลเจ เลือกสิ่งดีมีประโยชน์ดูแลสุขภาพ, มณทิพา กานต์วรัญญู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211012/image_big_61657bd050cf6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119155</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2021 14:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2021 14:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;Living with Water&#039; สถานีเรียนรู้รับมือกับภัยพิบัติทางน้ำ จากงานดีไซน์ของ น.ศ. สู่การก่อสร้างจริง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพความเดือดร้อนจากสถานการณ์อุทกภัย อันเป็นผลมาจากพายุดีเปรสชัน &amp;ldquo;เตี้ยนหมู่&amp;rdquo; ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่พี่น้องประชาชนทางภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลางตอนบน ทำให้สังคมไทยตั้งคำถามตัวโตต่อมาตรการรับมือน้ำท่วมของภาครัฐอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่เพียงแต่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างแสนสาหัส หากแต่ภาพความเสียหายได้ทำให้คนกรุงเทพมหานคร (กทม.) หวาดผวา และหวนคืนความทรงจำอันเลวร้ายจากมหาอุทกภัยเมื่อปี 2554&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท่ามกลางความรู้สึกไม่มั่นใจ ประชาชนจำนวนมากได้ลุกขึ้นมาสร้างระบบเฝ้าระวัง ตลอดจนสร้างนวัตกรรมในการอยู่ร่วมกับน้ำ หรือ &amp;ldquo;Living with Water&amp;rdquo; ด้วยตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่งในนั้นคือ &amp;ldquo;Am (phi) bious&amp;rdquo; ผลงานรางวัลชนะเลิศ จากการประกวดแบบสถานีเรียนรู้การรับมือกับภัยพิบัติทางน้ำ ภายใต้โครงการ &amp;ldquo;Save Ubon&amp;rdquo; โดยนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ซึ่งขณะนี้กำลังจะถูกก่อสร้างและติดตั้งจริงในโรงเรียนบ้านหนองกินเพล อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โรงเรียนบ้านหนองกินเพล ถือเป็น &amp;ldquo;โมเดลต้นแบบ&amp;rdquo; ของการปรับตัวอยู่ร่วมกับน้ำที่พื้นที่อื่นๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ตามบริบทของตัวเอง โดยโรงเรียนแห่งนี้มีนักเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงประถมศึกษา หากไม่มีสถานการณ์น้ำท่วม พื้นที่ของโรงเรียนจะถูกใช้ไปเพื่อให้เด็กๆ ทำกิจกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี นายธนบดี ธนะทักษ์ และ นายนราชิต โครตพรหม นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองเห็นโอกาสที่จะปรับเปลี่ยนพื้นที่ในโรงเรียนเพื่อรับมือกับน้ำท่วม จึงได้ร่วมกันออกแบบสิ่งปลูกสร้างใหม่ขึ้นมา ในลักษณะ &amp;ldquo;อาคารลอยน้ำ&amp;rdquo; ซึ่งผู้คน 20-30 ชีวิต สามารถเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างยั่งยืน มีทั้งแปลงผัก อาหาร และน้ำสะอาดเพียงพอต่อการอยู่อาศัยในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาคารดังกล่าว ยังมีโซนห้องทำกิจกรรมสำหรับให้นักเรียนได้เรียนรู้ถึงข้อมูล และการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องเหมาะสมเมื่อเกิดอุทกภัยอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนบดี เล่าว่า รูปแบบของงานสถาปัตยกรรมได้ถูกออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่น โดยรูปแบบการลอยน้ำของอาคารจะเหมือนกับแพที่มีถังน้ำมันอยู่ข้างล่าง ตัวอาคารเป็นระบบโมดูลาร์ทำให้สัดส่วนและขนาดของงานสถาปัตยกรรมมีความง่ายในการจัดการ และสามารถใช้วัสดุขนาดมาตรฐานที่หาซื้อได้ทั่วไป เพื่อลดปริมาณของวัสดุและลดค่าใช้จ่ายในเรื่องวัสดุลง ทำให้ต้นทุนของงานไม่บานปลายและเพิ่มความเป็นไปได้ในการก่อสร้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;น้ำดื่มเป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิต เราจึงออกแบบระบบเพื่อแยกน้ำสำหรับดื่มออกจากน้ำสำหรับใช้ทั่วไป และมีพื้นที่ปลูกพืชผักสวนครัวที่ไม่ต้องนำไปแปรรูปหรือปรุงแต่ง เมื่อเกิดน้ำท่วมก็สามารถนำพืชผักส่วนนี้มาดำรงชีวิตได้เลย โดยความจุในการรองรับคนเพื่อมาพักพิงขณะเกิดน้ำท่วมอยู่ที่ประมาณ 20-30 คน&amp;rdquo; นายธนบดี ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แน่นอนว่า ผลงาน &amp;ldquo;Am (phi) bious&amp;rdquo; ได้รับความสนใจ และได้รับการต่อยอดเพื่อให้เกิดการก่อสร้างจริง แต่ด้วยงบประมาณที่มีจำกัดเพียง 2 แสนบาท ทำให้ในการก่อสร้าง ต้องปรับลดขนาดลงกว่าครึ่ง เปลี่ยนโครงสร้างบางส่วน จากแบบเดิมที่พักได้ 20-30 คน จึงเหลือแค่ประมาณ 10 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โชคดีที่ตอนออกแบบครั้งแรกใช้วัสดุก่อสร้างสำเร็จรูปอยู่แล้ว ไม่ได้เป็นขนาดที่สั่งทำพิเศษ จึงไม่ต้องปรับลดอะไรมากนัก หลังสร้างเสร็จอาคารนี้จะถูกตั้งไว้บริเวณหน้าโรงเรียน ขณะสถานการณ์ปกติจะเป็นจุดนัดรับเด็กนักเรียนกับผู้ปกครองได้&amp;rdquo; นายธนบดี อธิบาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักศึกษา มธ. รายนี้ เล่าอีกว่า ได้นำความรู้ที่เรียนจากมหาวิทยาลัยทั้งหมดมาใช้ในการออกแบบ แต่เมื่อมาเจอหน้างานจริงก็ต้องมีการปรับเปลี่ยน โดยต้องสอดคล้องและยึดประโยชน์ของผู้ใช้งานเป็นหลัก ซึ่งในกระบวนการการก่อสร้างนั้น อาจารย์จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ฯ ได้เข้ามาช่วยดูเรื่องวัสดุโครงสร้างเพื่อทำให้ราคาถูกลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการก่อสร้างสถานีเรียนรู้การรับมือกับภัยพิบัติทางน้ำ &amp;ldquo;Am (phi) bious&amp;rdquo; ขณะนี้พูดคุยกับผู้รับเหมาเรียบร้อยแล้ว และมีการประสานงานไปยังมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีให้ช่วยดูแลเรื่องการก่อสร้างด้วย เพราะอยู่ใกล้พื้นที่การก่อสร้างจริง โดยคาดว่าจะสร้างเสร็จก่อนสิ้นปีนี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นี่เป็นงานการออกแบบชิ้นแรกที่รับรางวัลและได้สร้างจริงๆ แตกต่างจากก่อนหน้านี้ที่ออกแบบแค่ในชั้นเรียน โดยปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นถือเป็นประสบการณ์สำคัญมากๆ ส่วนตัวรู้สึกสนุกและมีความสุขที่ได้ออกแบบ และยืนยันที่จะสร้างผลงานชิ้นใหม่ๆ เพื่อขับเคลื่อนสังคมต่อไปอย่างแน่นอน&amp;rdquo; นักศึกษารายนี้ ระบุ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนบดี ธนะทักษ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นราชิต โครตพรหม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119155</URL_LINK>
                <HASHTAG>นวัตกรรม, เตี้ยนหมู่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211008/image_big_615ff4e4eb9d5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119125</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2021 09:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2021 09:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;รามาธิบดีเพื่อโรงพยาบาลชุมชน&#039; ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสอยู่ห่างไกล </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;มูลนิธิรามาธิบดี&amp;rdquo; ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สานต่อภารกิจแห่งการให้ เชิญคนไทยร่วมส่งต่อความช่วยเหลือให้กับโรงพยาบาลชุมชน เพื่อให้คนด้อยโอกาสที่อยู่ห่างไกลได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน ผ่าน &amp;ldquo;โครงการรามาธิบดีเพื่อโรงพยาบาลชุมชน&amp;rdquo;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับโครงการรามาธิบดีเพื่อโรงพยาบาลชุมชน ก่อตั้งโดยคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ร่วมกับ 4 โรงพยาบาลชุมชน ได้แก่ โรงพยาบาลอุ้มผาง จ.ตาก โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย จ.เลย โรงพยาบาลน้ำพอง และโรงพยาบาลอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น เพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสที่อยู่ห่างไกล ผ่านการสนับสนุนโรงพยาบาลชุมชนในด้านทุนทรัพย์ สำหรับการปรับปรุงอาคารสถานที่ จัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ งบวิจัยสำหรับส่งเสริมการเรียนการสอนและการป้องกันสุขภาพ เช่น การรับมือการแพร่ระบาดของโควิด &amp;ndash; 19 รวมถึงงบประมาณ สำหรับการผลิตนักบริบาลชุมชนให้แก่ 23 โรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศ* ซึ่งจะสามารถช่วยเหลือชุมชนในหลายๆ ด้าน ทั้งด้านสุขภาพ และการดำรงชีวิต ซึ่งโรงพยาบาลชุมชนเหล่านี้ไม่เพียงเป็นที่พึ่งของชุมชน แต่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่บุคลากรการแพทย์สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา&amp;rdquo; คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ กล่าวว่า &amp;ldquo;โรงพยาบาลรามาธิบดีในฐานะโรงพยาบาลรัฐและโรงเรียนแพทย์ของประเทศ ตระหนักดีว่า &amp;ldquo;โรงพยาบาลชุมชน&amp;rdquo; มีศักยภาพในการขับเคลื่อนและพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวบ้าน โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส อีกทั้งยังเป็นห้องเรียนนอกสถานที่ของนักศึกษาทางการแพทย์ และเป็นที่ทำงานของแพทย์ใช้ทุนหลังเรียนจบอีกด้วย ดังนั้นการสนับสนุนงานของโรงพยาบาลชุมชนในมิติต่าง ๆ นั้นจะช่วยทำให้ฟันเฟืองนี้เข้มแข็งขึ้น และหวังว่าโครงการนี้จะเป็นต้นแบบและสร้างแรงบันดาลใจให้กับหน่วยงานอื่น ๆ ให้เข้ามาช่วยเหลือและสนับสนุนโรงพยาบาลชุมชนที่มีอยู่จำนวนมากทั่วประเทศต่อไปในอนาคต หากชุมชนแข็งแรง ก็จะช่วยสร้างรากฐานระบบสาธารณสุขไทยให้แข็งแรงยิ่งขึ้น&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน &amp;ldquo;นางสาวพรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ&amp;rdquo; ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีฯ เผยว่า &amp;ldquo;โครงการนี้ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจเพราะครั้งนี้มูลนิธิรามาธิบดีฯ ได้ทำหน้าที่เป็นสะพานบุญ เชื่อมน้ำใจของผู้ให้ไปช่วยเหลือผู้คนที่อยู่ห่างไกล ดังปณิธานที่ว่า #คำว่าให้ไม่สิ้นสุด เงินที่ท่านบริจาคให้โครงการรามาธิบดีเพื่อโรงพยาบาลชุมชน ไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือเรื่องการรักษาผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังช่วยครอบครัวให้เข็มแข็ง สร้างอาชีพให้ผู้พิการ สร้างความรู้เป็นเกราะป้องกันโรค และที่สำคัญช่วยให้โรงพยาบาลชุมชนมีความคล่องตัวในการดำเนินงานเพื่อเป็นที่พึ่งของชุมชนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โครงการรามาธิบดีเพื่อโรงพยาบาลชุมชน เปรียบเสมือนแรงผลักดันที่จะช่วยพัฒนาในชุมชนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยได้นำหนึ่งในเรื่องราวจริง ของชีวิตผู้ป่วยที่ได้รับความช่วยเหลือจากโรงพยาบาลชุมชนมาเป็นแรงบันดาลใจ ในการสร้างสรรค์ภาพยนตร์ประชาสัมพันธ์ สะท้อนให้เห็นถึงผลของการให้&amp;hellip;ได้อะไรมากกว่าที่คุณคิด พร้อมเชิญคนไทยร่วมบริจาค โครงการรามาธิบดีเพื่อโรงพยาบาลชุมชน เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือแก่คนในชุมชนชนที่อยู่ห่างไกลทั่วประเทศ ผู้สนใจบริจาคได้ที่ชื่อบัญชี มูลนิธิรามาธิบดี โครงการรามาธิบดีเพื่อโรงพยาบาลชุมชน ธนาคารกสิกรไทย เลขที่ 879-2-00448-3 ธนาคารไทยพาณิชย์ เลขที่ 026-3-05216-3 ธนาคารกรุงเทพ เลขที่ 090-3-50015-5 บริจาคออนไลน์ www.ramafoundation.or.th สอบถามโทร 02-201-1111&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน &amp;ldquo;นพ.อภิสิทธิ์ ธำรงวรางกูร&amp;rdquo; อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น หนึ่งในโรงพยาบาลต้นแบบการส่งเสริมระบบดูแลสุขภาพ กล่าวว่า &amp;ldquo;การสร้างบ้านให้ดีให้แข็งแรงไม่ต้องมาซ่อมทีหลัง สุขภาพก็เช่นกัน เพราะการซ่อมสุขภาพเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ จากงานวิจัยของโรงพยาบาลอุบลรัตน์พบว่า การเจ็บป่วยของประชาชน ร้อยละ 75 สามารถดูแลรักษาตัวเองที่บ้านและชุมชนได้ มีเพียงร้อยละ 25 ที่ต้องมาพบแพทย์ เมื่อเราไปสร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัวและชุมชน ในการดูแลรักษาพยาบาลที่บ้านและชุมชน จะทำให้โรงพยาบาลมีงานลดลง ทีมงานของโรงพยาบาลมีเวลาไปสร้างสุขภาพ ป้องกันโรค และสนับสนุนการแก้ปัญหาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต ทำให้ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็งจนพึ่งตนเองได้ในระยะยาว และมีสุขภาพดีขึ้นทั้งทางกาย ทางใจ ทางสังคม และทางสติปัญญา ไม่ต้องซ่อมสุขภาพเสียจนคนไข้ล้นโรงพยาบาลดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน&amp;rdquo; &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119125</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช่วยเหลือให้กับโรงพยาบาลชุมชน, มูลนิธิรามาธิบดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211008/image_big_615fa773afbaa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119109</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปรุงสมุนไพรใช้ทั้งภายในภายนอก ภูมิปัญญาไทยรักษาโรคมากับน้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ว่ากันด้วยเรื่องสมุนไพรรับมือน้ำท่วมขัง ที่นอกจากหาง่ายแถมยังใช้ง่ายอีกด้วย โดยเฉพาะบ้านไหนที่ชอบปลูกพืชสมุนไพรหลากหลายชนิดไว้ริมรั้ว สำหรับไว้ใช้กินและทาภายนอก อาทิ มะขาม ขี้เหล็ก ฟ้าทะลายโจร ทองพันชั่ง ต้นคนทา ลองมองหาไว้และอ่านคำแนะนำของ &amp;ldquo;แม่ครูจรรยา วงศ์ชัย&amp;rdquo; แพทย์แผนไทยและหมอพื้นบ้าน จากชมรมการแพทย์แผนไทย และการแพทย์พื้นบ้าน จ.เชียงใหม่ ซึ่งให้ข้อมูลว่า สมุนไพรที่สามารถนำมาใช้ในช่วงน้ำท่วมขังหลายพื้นที่ ได้แก่ &amp;ldquo;ต้นคนทา&amp;rdquo; (เป็น 1 ในสมุนไพรที่ใช้สำหรับปรุงยาห้าราก ซึ่งรักษาอาการไข้ ถอนพิษ) โดยนำเปลือกของต้นคนทา หรือลูกของต้นคนทา และเกลือ มาต้มรวมกัน จากนั้นทิ้งไว้ให้เย็นและแช่เท้าในน้ำต้มเปลือกต้นคนทาทิ้งไว้สักครู่ ซึ่งสรรพคุณของเปลือกต้นคนทาต้มนั้น จะช่วยรักษาอาการน้ำกัดเท้าได้ดี ซึ่งคนโบราณจะเรียกอาการของน้ำกัดเท้าว่า &amp;ldquo;หอกินเท้า&amp;rdquo; ซึ่งมีลักษณะเป็นผื่นแดงคันและเป็นคลื่นที่เท้า หรือบางที่ก็จะเรียกว่ามีพยาธิปากขอที่เรามองไม่เห็นอยู่ใต้ผิวหนัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ต้นมะขาม&amp;rdquo; ก็สามารถนำเปลือกของต้นมะขาม (โดยขูดเปลือกแข็งทิ้ง เหลือไว้แต่เปลือกอ่อน) และนำเปลือกอ่อนมาต้มน้ำ แล้วใส่เกลือป่นหรือเกลือเม็ดลงไป แล้วทิ้งไว้ให้เย็น จากนั้นนำเท้าลงไปแช่สักครู่ เพื่อรักษาอาการน้ำกัดเท้าซึ่งมีผื่นแดงคันได้เช่นเดียวกัน อีกทั้งสมัยโบราณนั้น หากใครที่มีปัญหาน้ำกัดเท้าชนิดที่ไม่มีแผล แต่มีผื่นแดงคันเป็นคลื่นๆ นั้น ที่เชื่อกันว่ามีพยาธิปากขออยู่ใต้ผิวหนัง ปู่ย่าตายายก็มักจะใช้พริกสดสีแดงไปย่างไฟให้พอนุ่มๆ (เม็ดพริกข้างในยังไม่แตกออกมาจากการย่างไฟ) จากนั้นก็นำพริกย่างไฟพออุ่นๆ มาคลึงที่บริเวณผื่นแดงคันดังกล่าว เพื่อไม่ให้ผื่นแดงที่เป็นรอยคลื่นๆ ที่เท้า กระจายวงกว้างไปไกล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนใครที่มีปัญหาเชื้อราที่เท้า เนื่องจากบ้านเรือนถูกน้ำท่วมขังหลายวัน แนะนำให้ปรุงยาตำรับสำหรับรักษาเชื้อราที่เท้า โดยนำ &amp;ldquo;เปลือกมะขาม&amp;rdquo;, &amp;ldquo;เปลือกมังคุด&amp;rdquo; (มังคุดที่กินแล้วเหลือแต่เปลือกสด) &amp;ldquo;ต้นทองพันชั่ง&amp;rdquo; (ดอกสีขาว) และ &amp;ldquo;กระเทียม&amp;rdquo; ทุบพอแตก จากนั้นนำมาต้มรวมกัน กระทั่งตัวยาในสมุนไพรแต่ละชนิดเริ่มออกฤทธิ์ จากนั้นทิ้งไว้ให้เย็นแต่ยังพออุ่นๆ อยู่เล็กน้อย และนำเท้าลงไปแช่ ก็จะช่วยรักษาและป้องกันอาการเชื้อราที่เท้าได้ หรือหากใครไม่มีต้นมะขาม แต่อยู่ในพื้นที่ซึ่งปลูกผลไม้อย่างมังคุด ก็สามารถนำเปลือกลูกมังคุดสด กระเทียมทุบพอแตก เกลือ ต้มรวมกัน เพื่อแช่เท้ารักษาโรคเชื้อราที่เท้าได้เช่นกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากใครที่มีอาการท้องร่วงท้องเสียจากปัญหาน้ำท่วมขัง ที่อาจรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อโรคท้องเสียเข้าไปนั้น ก็สามารถเด็ด &amp;ldquo;ใบฟ้าทะลายโจร&amp;rdquo; ที่ปลูกเอาไว้ ประมาณ 2-3 ใบมาเคี้ยวให้ละเอียดและกลืนลงไป ก็ช่วยรักษาอาการท้องเสียได้แบบฉุกเฉิน หรือใครมีต้นฝรั่งก็สามารถเด็ด &amp;ldquo;ยอดใบฝรั่ง&amp;rdquo; 4-5 ยอด มาต้มพร้อมกับเกลือและทิ้งไว้ให้เย็น จากนั้นดื่มน้ำต้มใบฝรั่ง ก็จะช่วยลดอาการท้องเสียท้องร่วงได้ชะงัด หากว่าบ้านไหนที่น้ำท่วมสูงและไม่มียาแก้ท้องร่วงติดบ้านไว้ หรือจะเด็ดลูกฝรั่งอ่อนมาเคี้ยวกิน ซึ่งฝรั่งอ่อนจะมีความฝาด ก็จะช่วยรักษาอาการท้องเสียท้องร่วงได้ แต่ต้องไม่กินฝรั่งอ่อนมากเกินไป เพราะความฝาดดังกล่าวจะทำให้ท้องผูกตามมาได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สำหรับผู้ที่อาการอ่อนเพลียจากการท้องร่วงท้องเสียนั้น ให้นำเปลือกสดของลูกมังคุดมาต้มและเติมน้ำผึ้งลงไปเล็กน้อยแล้วดื่ม ก็จะช่วยลดอาการอ่อนเพลียจากการขาดน้ำเพราะท้องเสียได้เช่นกัน หรือบ้านไหนที่ปลูกทั้งต้นทับทิมและต้นมังคุด ก็สามารถเด็ดยอดทับทิม เปลือกมังคุด มาต้มรวมกันและใส่น้ำผึ้งเล็กน้อยแล้วดื่ม ก็ช่วยทดแทนเกลือแร่ จากอาการท้องร่วงท้องเสียได้ดี&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกหนึ่งพืชสมุนไพรริมรั้วที่หาได้ง่าย อย่าง &amp;ldquo;ใบขี้เหล็ก&amp;rdquo; สามารถช่วยบรรเทาอาการความเครียดทำให้นอนไม่หลับ อันเนื่องจากการสูญเสียทรัพย์สินไปในช่วงท่วมขังได้เช่นกัน โดยการนำใบหรือยอดขี้เหล็กอ่อนที่ปลูกไว้ริมรั้วมาต้มกับเกลือหรือลวกพอสุก และนำมากินกับน้ำพริกอ่อง หรือน้ำพริกตาแดง ก็จะช่วยทำให้นอนหลับสบาย ช่วยผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี หรือจะลองเปลี่ยนมาแกงขี้เหล็กสักถ้วย ก็ช่วยให้นอนหลับง่ายเช่นกัน เพราะสรรพคุณของใบขี้เหล็กจะช่วยทำให้นอนหลับได้ดี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119109</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปรุงสมุนไพรใช้ทั้งภายในภายนอก ภูมิปัญญาไทยรักษาโรคมากับน้ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211007/image_big_615f15c5bc558.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
