<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120362</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 22:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 22:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สหรัฐเตรียมฉีดวัคซีนโควิดให้เด็กอายุ 5-11 ปีเดือนหน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ทำเนียบขาวแถลงเมื่อวันพุธว่า สหรัฐเตรียมจะเริ่มฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้กับเด็กอายุ 5-11 ปีตั้งแต่เดือนหน้า โดยจะมีเด็กอเมริกันอยู่ในข่ายได้ฉีดวัคซีน 28 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ Getty Images&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันพุธที่ 20 ตุลาคม 2564 กล่าวว่า การตัดสินใจของทำเนียบขาวเพียงรอการรับรองขั้นตอนสุดท้ายจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐ (ซีดีซี) และองค์การอาหารและยาสหรัฐ (เอฟดีเอ) เมื่อถึงเวลานั้นก็จะเริ่มต้นโครงการฉีดวัคซีนให้เด็กวัยนี้ได้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บริษัท ไฟเซอร์ ได้ยื่นขออนุมัติจากทางการเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา สำหรับการใช้งานวัคซีนกับเด็กช่วงวัยดังกล่าว และคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ 2 คณะเตรียมจะประชุมหารือ โดยคณะแรกของเอฟดีเอเตรียมประชุมกันสัปดาห์หน้า ส่วนคณะที่สองของซีดีซีจะประชุมกันวันที่ 2-3 พฤศจิกายน และคาดว่าจะมีคำแนะนำทันทีหลังจากนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการทดลองทางคลินิก เด็กอายุ 5-11 ปีได้รับวัคซีน 2 โดส โดสละ 10 ไมโครกรัม ซึ่งน้อยกว่ากลุ่มที่อายุมากกว่า ซึ่งได้ฉีดโดสละ 30 ไมโครกรัม การฉีดเว้นระยะห่าง 21 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วัคซีนของไฟเซอร์-ไบออนเทคได้รับการอนุมัติอย่างเต็มที่จากเอฟดีเอสำหรับฉีดให้ผู้ที่อายุ 16 ปีขึ้นไป และเมื่อเดือนพฤษภาคม เอฟดีเออนุมัติการใช้งานแบบฉุกเฉินกับเด็กอายุ 12-15 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้เชี่ยวชาญกล่าวกันว่า การฉีดวัคซีนให้เด็กมีความจำเป็นต่อการช่วยให้ประชากรมีภูมิคุ้มกันต่อโรคนี้ แม้ว่าเด็กที่อายุน้อยๆ จะมีโอกาสเกิดโรครุนแรงน้อยกว่า แต่เด็กก็สามารถป่วยและแพร่เชื้อไวรัสสู่ประชากรทั่วไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความเชื่อมั่นของคนอเมริกันต่อการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เพิ่มสูงขึ้นในช่วงหลายเดือนมานี้ ถึงวันพุธ มีประชากรที่อยู่ในข่ายฉีดวัคซีนได้ที่อายุ 12 ปีขึ้นไป ร้อยละ 77.1 ที่ได้ฉีดวัคซีนแล้วอย่างน้อย 1 โดส.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120362</URL_LINK>
                <HASHTAG>วัคซีนโควิด-19, สหรัฐเตรียมฉีดวัคซีนให้เด็ก 5-11 ปี, ไฟเซอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211020/image_big_61702f891c39a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120361</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 22:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 22:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กฎหมายกำกับและควบคุมการทำความดี “เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การออกกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายของเรานั้น ย่อมต้องทำเพื่อประชาชนภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญอันถือเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ โดยต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของประชาชน การจัดทำประชาพิจารณ์แสดงความคิดเห็นนำไปสู่ร่างกฎหมายที่เสนอต่อรัฐสภาเพื่อตราเป็นกฎหมายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปัจจุบันและอดีตที่ผ่านมานั้น ต้องยอมรับว่าการบังคับใช้กฎหมายหลายกรณีมีความไม่เสมอภาค สองมาตรฐาน&amp;nbsp; ขาดธรรมาภิบาล แต่บทความเรื่องนี้จะแสดงให้เห็นถึงการใช้อำนาจของรัฐในการตรากฎหมายที่แม้เพียงเป็นการเริ่มต้นก็เดินหลงทางบนความถูกต้องด้วยความผิดหลง สำคัญผิดว่าการใช้อำนาจรัฐสามารถทำได้ทุกอย่างภายใต้กฎหมายรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงการกำกับและควบคุมการทำความดีในสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อไม่นานมานี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบหลักการของร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้ หรือกำไรมาแบ่งปันกัน พ.ศ&amp;hellip;.. โดยในหลักการของร่างกฎหมายนั้น มีการระบุไว้ว่า ในปัจจุบัน มีการจัดตั้งองค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกันขึ้นในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก บางส่วนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเฉพาะ และบางส่วนดำเนินการในรูปคณะบุคคลที่มิได้จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ทำให้ภาครัฐมีการกำกับดูแลไม่ทั่วถึง และมีองค์กรจำนวนมากที่อ้างว่า เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกัน แต่กลับดำเนินการในลักษณะที่เป็นการหารายได้มาแบ่งปันกันในระหว่างผู้ร่วมดำเนินการโดยหลีกเลี่ยงการเสียภาษี ซึ่งเป็นการหลอกลวงประชาชน และมีจำนวนมากที่รับเงินหรือทรัพย์สินของบุคคลธรรมดา นิติบุคคล หรือคณะบุคคล ซึ่งไม่มีสัญชาติไทย มาใช้ในการดำเนินกิจกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่าง ราชอาณาจักรไทยกับประเทศเพื่อนบ้านหรือที่ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อย สมควรที่จะต้องมีกฎหมายกลางขึ้นเพื่อกำกับการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรเป็นไปอย่างถูกต้อง เปิดเผย โปร่งใส เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งหลายประเทศได้กำหนดให้มีกฎหมายในลักษณะ เดียวกัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้เพื่อให้มีกฎหมายกลางในระดับพระราชบัญญัติขึ้นเพื่อกำกับการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกำกับและควบคุมอย่างไรบ้างนั้น ขอนำมาเล่าสู่กันฟังว่าในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่มีสิทธิมีเสียงในการแสดงความคิดเห็นว่าเราควรจะแสดงความเห็นส่งต่อไปยังรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องพร้อมๆ กัน อย่างน้อยดังนี้&lt;/p&gt;


	คำนิยาม


&lt;p&gt;&amp;ldquo;องค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกัน&amp;rdquo; หมายความรวมถึงคณะบุคคล ที่มิได้จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเฉพาะแต่ดำเนินกิจกรรมโดยไม่มีวัตถุประสงค์ในการแสวงหารายได้หรือ กำไรมาแบ่งปัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เห็นได้ว่า คำว่า &amp;ldquo;คณะบุคคล&amp;rdquo; รวมทุกกลุ่มบุคคลไม่ว่าจะเป็น มูลนิธิ สมาคม&amp;nbsp; ชมรม กลุ่มเพื่อน กลุ่มจิตอาสาในภารกิจเพื่อสังคม หรือองค์กรทำความดีต่างๆ รวมถึงแพลตฟอร์มในโลกโซเชียล เช่น จส. 100 ธนาคารเวลา องค์กรทำความดี เทใจดอดคอม ซ.โซ่อาสา ขนมปังเทวดา ร้านบ้านคุณตาคุณยาย เป็นต้น ที่จะต้องตกอยู่ภายใต้การบังคับตามร่างกฎหมายฉบับนี้ซึ่งจะทำให้สังคมเกิดความวุ่นวายโกลาหล เพราะคำว่า &amp;ldquo;หมายความรวมถึง&amp;rdquo; คือการครอบจักรวาลเพื่อการที่รัฐต้องการเข้ามาจัดระบบแบบขึ้นทะเบียนกับทางราชการในการกำกับและควบคุมทุกๆ กลุ่มของผู้คนที่ต้องการทำความดี&lt;/p&gt;


	การเข้ามากำกับและควบคุมการทำความดี 


&lt;p&gt;ร่างกฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ &amp;ldquo;คณะบุคคล&amp;rdquo; และอาจรวมถึง &amp;ldquo;บุคคล&amp;rdquo; ใดๆ ที่จัดตั้งองค์กรหรือในรูปโครงการแต่ดำเนินงานโดยคณะบุคคลในการทำการกุศลขึ้นมาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งก็ตามที่ตกอยู่ในคำนิยามให้มีหน้าที่ต้องไปจดแจ้งขึ้นทะเบียนการเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกันกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยเพื่อการกำกับ ควบคุมต่างๆ แบบครบวงจร กล่าวคือ:&lt;/p&gt;


	
	
		2.1.ต้องเปิดเผยแหล่งที่มาและจำนวนของเงินหรือทรัพย์สิน ที่ใช้ในการดำเนินกิจกรรมในแต่ละปี และต้องยื่นแบบรายการภาษีเงินได้ทุกปี
		2.2.ต้องเสนอรายงานการสอบบัญชีประจำปีโดยผู้สอบบัญชีที่ได้รับอนุญาตต่อผู้รับจดแจ้งภายใน 60 วัน นับแต่วันสิ้นปีบัญชี และให้ผู้รับจดแจ้งเผยแพร่ต่อสาธารณะ
		2.3.กำหนดให้องค์กรที่ไม่แสวงหารายได้ฯ จะรับเงินหรือทรัพย์สินจากบุคคลธรรมดา นิติบุคคล หรือคณะบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย หรือไม่ได้จดทะเบียนจัดตั้งในไทย มาใช้ในการดำเนินกิจกรรมในไทยได้เฉพาะกิจกรรมที่กฎหมายกำหนด
	
	
	โทษทางอาญา 


&lt;p&gt;ร่างกฎหมายฉบับนี้มีการกำหนดโทษทางอาญา (จับกุม คุมขัง และโทษปรับ) อีกด้วยซึ่งเป็นการผิดวิสัยของการที่รัฐต้องการเข้ามาสนับสนุนดูแลการทำงานของภาคประชาสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเรื่องนี้ มีความเห็นเพิ่มเติมว่ามีการเตรียมออกกฎหมายฉบับนี้เข้าไปยึดโยงเกี่ยวข้องกับประเด็นการเมืองอีกด้วยคือความเข้าใจว่ามีการระดมทุนทำกิจกรรมต่อต้านรัฐบาลผ่านกลไกขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้ฯ เหล่านี้ นอกจากนี้ ยังได้ยินมาอีกว่าสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้ขอมีส่วนร่วมให้มีการเพิ่มเติมการกำกับละควบคุมเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลด้านการป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน การต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย การแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงอีกด้วย ดังนั้น การทำความดีหรือการตั้งใจทำความดีอาจเป็นการทำคุณบูชาโทษได้ในอนาคตหากไม่มีการแก้ไขปรับปรุงร่างกฎหมายฉบับนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ต่อมา ทางรัฐบาลจะได้ออกมาชี้แจงผ่านสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าร่างดังกล่าวเป็นเพียง &amp;ldquo;หลักการ&amp;rdquo; เท่านั้นและจะต้องมีการยกร่างขึ้นมาโดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งอาจจะไม่เหมือนของเดิมที่เป็นหลักการเลยก็ได้ แต่ความไม่แน่นอนย่อมทำให้ประชาคมจิตอาสาเกิดความกังวล ไม่สบายใจได้ อย่างไรก็ตามก็ขอฝากท่านผู้อ่านทุกคนโดยเฉพาะในภาคประชาสังคมว่าอย่าได้ท้อแท้ใจกับเรื่องนี้ ขอให้ทุกท่านทำความดีต่อไป เชื่อมั่นว่ากฎหมายที่ร่างด้วยความไม่สมเหตุสมผล ขาดการมีส่วนร่วม ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ธรรมาภิบาลและหลักสิทธิมนุษยชนย่อมจะต้องแพ้ภัยตัวเองในที่สุด  &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เทวัญ &amp;nbsp; อุทัยวัฒน์&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120361</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายกำกับและควบคุมการทำความดี  “เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?”, เทวัญ   อุทัยวัฒน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201218/image_big_5fdc7dbc2ce77.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120359</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 20:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 20:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘กรุงไทย’เปิดกำไร 9 เดือนแตะ 16,645 ล้านบาท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ต.ค.2564&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กรุงไทย&amp;rdquo; ประกาศผลดำเนินงานช่วง 9 เดือนปี 2564 มีกำไรสุทธิ 16,645 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.3 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เฉพาะไตรมาส 3 ปี 2564 มีกำไรสุทธิ 5,055 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 65.4 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สินเชื่อเติบโตอย่างแข็งแกร่งพร้อมบริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างใกล้ชิด คงการตั้งสำรองในระดับสูงเพิ่ม Coverage ratio เป็นร้อยละ 163.9 เพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ พร้อมเดินหน้าดูแลช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า&amp;nbsp; จากภาวะเศรษฐกิจที่ยังเผชิญความท้าทายจากการแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp; ธนาคารและบริษัทย่อยจึงใช้หลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ โดยพิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected credit loss) ในระดับสูง บริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์อย่างใกล้ชิดและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจ พร้อมให้ความสำคัญกับการดูแลช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่ม เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น ประคองธุรกิจให้อยู่รอดและกลับมาเติบโตได้ในระยะข้างหน้า เมื่อรัฐบาลผ่อนคลายมาตรการและกลับมาเปิดประเทศอีกครั้ง หนุนให้เศรษฐกิจฟื้นตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลประกอบการช่วง 9 เดือนของปี 2564 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร เท่ากับ 16,645 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.3 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น จำนวน 24,291 ล้านบาท&amp;nbsp; แม้ว่าลดลงร้อยละ 31.9 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน&amp;nbsp; แต่ยังเป็นการตั้งสำรองในระดับสูง ส่งผลให้&amp;nbsp; Coverage ratio เท่ากับร้อยละ 163.9 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 147.3 ณ สิ้นปี 2563&amp;nbsp; และ NPLs Ratio-Gross อยู่ที่ร้อยละ 3.57 ลดลงจากร้อยละ 3.81 ณ สิ้นปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ดี&amp;nbsp; ผลจากการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์อย่างใกล้ชิด และดำเนินการอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรองและภาษีเงินได้ เท่ากับ 47,841 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 11.6 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากรายได้รวมจากการดำเนินงานที่ลดลงร้อยละ 8.3 ตามรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง แม้ว่าสินเชื่อจะขยายตัวได้ดีถึงร้อยละ 9.6 จากสิ้นปีที่ผ่านมา เนื่องจากในช่วงเดียวกันของปีก่อนธนาคารมีรายได้ดอกเบี้ยพิเศษเงินให้สินเชื่อจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินหลักประกันจำนอง รวมถึงการลดลงของดอกเบี้ยเงินลงทุนในตราสารหนี้ ซึ่งส่งผลให้ NIM เท่ากับร้อยละ 2.52 ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลงร้อยละ 3.8 จากการบริหารจัดการในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลให้ Cost to Income ratio เท่ากับร้อยละ 44.28 ใกล้เคียงกับร้อยละ 44.45 ในช่วงเดียวกันของปีก่อน (ไม่รวมรายได้ดอกเบี้ยพิเศษ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลประกอบการไตรมาส 3/2564 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร เท่ากับ 5,055 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 15.9 จากไตรมาสที่ผ่านมา จากกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรองและภาษีเงินได้ที่ลดลงร้อยละ 8.3 ตามรายได้จากการดำเนินงานที่ลดลงร้อยละ 1.8 แม้ว่ารายได้ดอกเบี้ยสุทธิจะขยายตัวร้อยละ 1.1 จากสินเชื่อที่ขยายตัวได้ดีและการบริหารต้นทุนทางการเงิน โดย NIM อยู่ที่ร้อยละ 2.51 ลดลงเล็กน้อยจากร้อยละ 2.55&amp;nbsp; ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.0&amp;nbsp; จากค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการขาดทุนจากการด้อยค่าทรัพย์สินรอการขาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 3/2563 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร เพิ่มขึ้นร้อยละ 65.4 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ลดลงร้อยละ 34.5 มีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรองและภาษีเงินได้ ลดลงร้อยละ 8.0 มาจากรายได้รวมจากการดำเนินงานที่ลดลงร้อยละ 6.4 เป็นผลจากในไตรมาสเดียวกันของปีก่อนธนาคารมีรายได้ดอกเบี้ยพิเศษเงินให้สินเชื่อจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินหลักประกันจำนอง&amp;nbsp; ประกอบกับรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลงจากดอกเบี้ยรับเงินลงทุนในตราสารหนี้ และรายได้จากการดำเนินงานอื่นที่ลดลง ทั้งนี้ ธนาคารบริหารต้นทุนทางการเงินประกอบกับสินเชื่อขยายตัวได้ดี ซึ่งช่วยลดผลกระทบดังกล่าว รวมถึงการบริหารค่าใช้จ่ายในการภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง ร้อยละ 4.4&amp;nbsp; ส่งผลให้ Cost to Income ratio เท่ากับร้อยละ 46.21 ลดลงเล็กน้อยจากร้อยละ 47.16 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน (ไม่รวมรายได้ดอกเบี้ยพิเศษ) ณ 30 กันยายน 2564 ธนาคาร (งบเฉพาะธนาคาร) มีเงินกองทุนชั้นที่ 1 เท่ากับ 322,626 ล้านบาท และมีเงินกองทุนทั้งสิ้นเท่ากับ 389,100 ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ 16.10 และร้อยละ 19.42 ของสินทรัพย์ถ่วงน้ำหนักตามความเสี่ยงตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แม้เศรษฐกิจในประเทศมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น จากการผ่อนคลายมาตรการป้องกันโควิด-19 และการเปิดประเทศ แต่ในระยะข้างหน้ายังมีความไม่แน่นอนสูง&amp;nbsp; ธนาคารจึงยังคงรักษาระดับการตั้งสำรองในระดับสูง ติดตามสถานการณ์ของลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ความช่วยเหลือลูกค้าได้ทันการณ์ ตรงกลุ่มเป้าหมาย &amp;nbsp; ทั้งมาตรการลดภาระทางการเงิน การเสริมสภาพคล่อง และเพิ่มช่องทางการขายสินค้าผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มทั้ง Krungthai NEXT เป๋าตัง และถุงเงิน พร้อมเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าทุกกลุ่ม&amp;nbsp; โดยร่วมมือกับพันธมิตรทุกกลุ่มนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น พร้อมผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120359</URL_LINK>
                <HASHTAG>9 เดือน, กรุงไทย, ผบประกอบการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210324/image_big_605aabd0e13f9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120358</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 20:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 20:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สิงคโปร์ติดไวรัสเพิ่มเกือบ 4,000 คน รัฐบาลต่อเวลาคุมเข้ม 1 เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลสิงคโปร์ประกาศเมื่อวันพุธว่า จะขยายช่วงเวลาของมาตรการควบคุมทางสังคมเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 ออกไปอีกประมาณ 1 เดือน เพื่อลดแรงกดดันต่อระบบรักษาสุขภาพหลังจากจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นสถิติเกือบ 4,000 คนในวันอังคาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานรอยเตอร์และแชนเนลนิวส์เอเชียเมื่อวันพุธที่ 20 ตุลาคม 2564 กล่าวว่า สิงคโปร์กลับมาบังคับใช้มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกครั้งเมื่อปลายเดือนกันยายน ซึ่งจำกัดปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เช่น ห้ามการรวมตัวกันเกิน 2 คน และขอให้ทำงานจากบ้าน แต่จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสรายใหม่ยังคงเพิ่มขึ้นไม่หยุด และเมื่อวันอังคาร รัฐบาลสิงคโปร์รายงานว่ามีผู้ติดเชื้อรายใหม่มากเป็นสถิติสูงสุดที่ 3,994 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้สิงคโปร์จะฉีดวัคซีนให้ประชากรแล้วมากกว่าร้อยละ 80 ของประชากร 5.45 ล้านคน แต่ผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการหรือมีอาการป่วยเล็กน้อยยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แพร่กระจายเชื้อไวรัสและเพิ่มแรงกดดันต่อโรงพยาบาลและหน่วยแพทย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลอว์เรนซ์ หว่อง ประธานร่วมของคณะทำงานเฉพาะกิจด้านโควิด-19 ของรัฐบาลสิงคโปร์ กล่าวระหว่างการแถลงข่าวเมื่อวันพุธว่า เตียงแยกโรคในระบบโรงพยาบาลของสิงคโปร์มีอัตราครองเตียงเกือบ 90% แล้ว ส่วนเตียงในแผนกไอซียูก็มีอัตราการครองเตียงมากกว่า 2 ใน 3&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มันไม่ใช่แค่เรื่องการเสริมเตียงหรือซื้ออุปกรณ์ใหม่มาเพิ่ม แต่บุคลากรทางการแพทย์ของเราเหนื่อยและล้า&amp;quot; เขากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแถลงของกระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์กล่าวว่า ช่วงเวลาการรักษาเสถียรภาพที่เดิมจะครบกำหนดวันที่ 24 ตุลาคมนี้ จะถูกขยายเวลาต่อไปอีก 1 เดือน เพื่อลดความตึงเครียดของระบบรักษาสุขภาพของประเทศให้มีความเสถียรกว่านี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120358</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้ติดเชื้อรายใหม่มากเป็นสถิติ, สิงคโปร์ขยายเวลาคุมโรค, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211020/image_big_61701637ad7c7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120357</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 20:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 20:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>องคมนตรี เป็นประธานน้อมรำลึกในหลวง ร.9 พระบิดาฝนหลวงที่เขื่อนแก่งกระจาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ต.ค.64 - เวลา 10.40 น. พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานกรรมการที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิฝนหลวง &amp;nbsp;และนายจรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี รองประธานกรรมการที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิฝนหลวง เป็นประธานในพิธีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร&amp;nbsp;ณ เขื่อนแก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี &amp;nbsp;โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ น้อมรำรึกในพระมหากรุณาธิคุณ เพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณ และความเป็นมาของโครงการฝนหลวง&amp;nbsp;เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช &amp;nbsp;บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ทรงอำนวยการสาธิตการทำฝนหลวงให้แก่นักวิทยาศาสตร์สาธารณรัฐสิงคโปร์ได้ชม เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2515 ณ เขื่อนแก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ องคมนตรีได้น้อมนำพระบรมราโชบายในการให้ความช่วยเหลือราษฎรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มากำหนดแผน เพื่อให้ราษฎรได้รับประโยชน์สูงสุด ปัจจุบัน กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้มีการตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ทำการเกษตร และการเติมน้ำให้กับเขื่อนและอ่างเก็บน้ำที่ยังคงมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอ จำนวน 3 หน่วยฯ ได้แก่ หน่วยปฏิบัติการจังหวัดเชียงใหม่ &amp;nbsp;หน่วยปฏิบัติการจังหวัดตาก &amp;nbsp;และหน่วยปฏิบัติการจังหวัดพิษณุโลก ทั้งนี้ การปฏิบัติการฝนหลวงทั้งประเทศตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. &amp;ndash; 18 ต.ค.64 ได้ขึ้นบินปฏิบัติการ จำนวน &amp;nbsp;221 วัน รวม 4,211 เที่ยวบิน (6,185:58 ชั่วโมงบิน) คิดเป็นร้อยละ 94.9 มีจังหวัดที่มีรายงานฝนตกรวม&amp;nbsp;64 จังหวัด ทำให้พื้นที่การเกษตรได้รับประโยชน์จากการปฏิบัติการฝนหลวง 187.9 ล้านไร่ และมีฝนตกในพื้นที่
ลุ่มรับน้ำ เขื่อน และอ่างเก็บน้ำ รวม 133 แห่ง มีปริมาณน้ำรวม 220.8 ล้านลูกบาศก์เมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในโอกาสนี้ องคมนตรี เยี่ยมชมนิทรรศการ &amp;ldquo;ตามรอยพระบิดาแห่งฝนหลวง&amp;rdquo; และร่วมปล่อยพันธุ์ปลาน้ำจืด ได้แก่ ปลาสวาย จำนวน 30,000 ตัว และปลาตะเพียน จำนวน 20,000 ตัว รวม 50,000 ตัว &amp;nbsp;ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อให้เจริญเติบโตขยายพันธุ์รักษาความสมดุลของธรรมชาติ ณ บริเวณสันเขื่อนแก่งกระจาน &amp;nbsp;ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นช่วงบ่ายองคมนตรี พร้อมคณะเดินทางไปยังโครงการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ &amp;nbsp;ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการพระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปณิธานที่จะสืบสาน รักษาและต่อยอด พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด อันจะเป็นการพัฒนา คุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น บริเวณสะพานดำ อ.เมืองเพชรบุรี จ.เพชรบุรี เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินการ โดยมี นายสมเกียรติ แจ่มจันทร์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเพชรบุรี รายงานความก้าวหน้าและผลการดำเนินงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน กรมชลประทานได้มีการดำเนินการขยายคลองส่งน้ำ ฝั่งซ้ายและฝั่งขวาตลอดจนคลองซอย และคลองระบายน้ำ D9 เพื่อบริหารจัดการน้ำให้สามารถตัดยอดน้ำจากหน้าเขื่อนเพชร(ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอท่ายาง) ระบายลงทะเล โดยจะทำให้ปริมาณน้ำในลำน้ำแม่น้ำเพชรบุรีไม่เกินความจุ ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยของตัวเมืองเพชรบุรีและประชาชนที่ตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่ริมน้ำได้ดีขึ้น นอกจากนี้ ได้ดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบ จำนวน 27 เครื่อง โดยกระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ ที่เสี่ยงน้ำท่วม อาทิ บริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำริมตลิ่งแม่น้ำเพชรบุรี &amp;nbsp;ต่อจากนั้น องคมนตรี และคณะ เดินทางไปเดินทางไปยังบริเวณสะพานวัดเขาตะเครา อำเภอบ้านแหลม เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามความพร้อมการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำที่บริเวณสะพานวัดเขาตะเครา จำนวน 8 เครื่อง บริเวณบ้านทุ่งเฟื้อ จำนวน 2 เครื่อง และบริเวณคันกั้นน้ำเค็มคลองต้นมะพร้าว จำนวน 2 เครื่อง รวมทั้งสิ้น 12 เครื่อง เพื่อช่วยเร่งผลักดันมวลน้ำให้ระบายไหลออกทะเลได้เร็วขึ้น &amp;nbsp;ทำให้มวลน้ำไม่ชะลอตัว &amp;nbsp;ส่งผลดีต่อการระบายน้ำของลำน้ำเพชรบุรีและช่วยบรรเทาการเกิดอุทกภัยในพื้นที่เศรษฐกิจของตัวเมืองเพชรบุรีได้เป็นอย่างดี ราษฎรชาวจังหวัดเพชรบุรี ต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120357</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฝนหลวง, พระบิดาฝนหลวง, เขื่อนแก่งกระจาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211020/image_big_6170117cc10dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120356</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 19:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 19:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัสเซียส่งบินขับไล่ประกบเครื่องบินทิ้งระเบิดสหรัฐเหนือทะเลดำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กองทัพรัสเซียส่งเครื่องบินขับไล่ ซู-30 สองลำบินตามประกบเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ บี-1บี ของสหรัฐ 2 ลำ เพื่อพาออกจากน่านฟ้าเหนือทะเลดำเมื่อวันพุธ โดยไม่ได้เกิดปัญหาใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ เครื่องบิน ซูคอย ซู-30 เอสเอ็ม ของรัสเซีย แสดงการบินเมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2564 (Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2564 ว่าเหตุการณ์นี้เกิดในช่วงเวลาเดียวกับที่ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐ อยู่ระหว่างเยือนภูมิภาคนี้ โดยคำแถลงของกระทรวงกลาโหมรัสเซียกล่าวว่า เครื่องบินขับไล่ของรัสเซียระบุเป้าหมายทางอากาศได้ว่า คือเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ บี-1บี ซูเปอร์โซนิก ของกองทัพอากาศสหรัฐ 2 ลำ ที่บินมาพร้อมกับเครื่องบินเติมเชื้อเพลิง เคซี-135 อีก 2 ลำ โดยเครื่องบินซูคอย ซู-30 ของรัสเซีย 2 ลำ บินคุ้มกันเครื่องบินของสหรัฐให้พ้นจากน่านน้ำเหนือทะเลดำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เครื่องบินซูเปอร์โซนิกเป็นเครื่องบินตั้งแต่ยุคสงครามเย็น ถูกออกแบบมาให้สามารถบรรทุกระเบิดนิวเคลียร์และมิสไซล์ได้ แต่ปัจจุบันใช้บรรทุกอาวุธตามแบบเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแถลงของรัสเซีย ซึ่งเผยแพร่พร้อมกับวิดีโอแสดงภาพเครื่องบินของสหรัฐขณะกำลังบิน กล่าวอีกว่า หลังจากเครื่องบินของต่างประเทศถูกคุ้มกันออกจากชายแดนรัสเซียแล้ว เครื่องบินขับไล่ของรัสเซียก็กลับสู่ฐานทัพอากาศโดยปลอดภัย และว่า เครื่องบินของรัสเซียปฏิบัติตามกฎน่านฟ้าสากลอย่างเคร่งครัด และชายแดนของรัสเซียไม่ได้ถูกรุกล้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอังคาร รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐเพิ่งกล่าวระหว่างเยือนยูเครนว่า รัสเซียเป็นอุปสรรคต่อสันติภาพในยูเครนตะวันออก และเรียกร้องให้รัสเซียยุติกิจกรรมที่บั่นทอนเสถียรภาพในทะเลดำและตามแนวชายแดนยูเครน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ก็เกิดเหตุการณ์คล้ายกันนี้กับเครื่องบิน บี-1บี ของสหรัฐในทะเลญี่ปุ่น คล้อยหลังไม่กี่วันที่เรือพิฆาตของกองทัพเรือสหรัฐลำหนึ่งเจอกับการติดตามในลักษณะเดียวกันนอกชายฝั่งตะวันออกไกลของรัสเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของนิตยสารแอร์ฟอร์ซเมื่อต้นเดือนนี้เผยว่า เครื่องบินทิ้งระเบิด บี-1บี กำลังถูกใช้ในการฝึกผสมกับพันธมิตรนาโตทั่วยุโรป ทั้งในมหาสมุทรอาร์กติก, ทะเลบอลติก และทะเลดำ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120356</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงกลาโหมรัสเซีย, ซูคอย ซู-30, ทะเลดำ, ส่งเครื่องบินขับไล่ประกบ, เครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ บี-1บี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211020/image_big_61700f9a5f156.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120355</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 19:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 19:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทนายอนันต์ชัย&#039; มอบเงิน 1 แสนบาทให้ &#039;น้องบาส&#039; ดำรงชีพ พร้อมช่วยคดี 4 โจ๋แก๊งวัดม่วงบุกบ้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ต.ค.64 -&amp;nbsp;นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ เดินทางมาที่บ้านของ นายจีรพันธ์ เพชรขาว หรือ หมอปลา เพื่อนำเงินจำนวน 100,000 บาท ซึ่งเป็นเงินของ นายประเสริฐ ทองปลาเค้า&amp;nbsp; ประธานโรงพยาบาลบางนา 1,2,5&amp;nbsp; มามอบให้กับนายณัฐวุฒิ พึ่งฤกษ์ดี หรือ บาส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทนาย อนันต์ชัย&amp;nbsp; เปิดเผยว่า เงินจำนวน 100,000 บาท เป็นเงินที่พึงประสงค์ของ นายประเสริฐที่จะมอบให้กับบาส เอาเก็บไว้ใช้จ่าย&amp;nbsp;เพราะต้องการช่วยเหลือ&amp;nbsp;ซึ่งการมอบเงินครั้งนี้ บาส เดินทางมาจากโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเพชรบุรี พร้อมครอบครัว เพื่อมารับเงินด้วยตัวเอง และมี นายไพศาล เรืองฤทธิ์ ทนายความของบาส อยู่ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับดีนี้ฝั่งคู่กรณีนายบาส มีติดต่อมาเพื่อให้เป็นทนายความให้ แต่มองว่า ความชอบธรรมของกลุ่มวัยรุ่นหมดไปตั้งแต่ยกพวกไปล้อมบ้านนายบาส ซึ่งคดีนี้เหมือนคดี 7 โจ๋รุมนายสมเกียรติ คนพิการ แต่ต่างกันที่นายสมเกียรติเสียชีวิต แต่คดีนี้นายบาสตกเป็นผู้ต้องหา&amp;nbsp;วันนี้จึงนำเงิน 100,000 บาทจากประธานโรงพยาบาลบางนา สาขา 1&amp;nbsp;,&amp;nbsp;สาขา 2 และสาขา 5 มามอบให้กับนายบาสไว้ใช้ส่วนตัว พร้อมกับนำคำพิพากษาคดี 7 โจ๋ มามอบให้ทีมทนายไพศาล ยึดเป็นแนวทางการต่อสู้คดี เนื่องจากเห็นคลิปหลักฐานคดีบาส จึงรู้สึกว่าเหมือนคดี นายสมเกียรติ คนพิการ ตรงที่เริ่มจากการกระทบกระทั่งและไม่พอใจกัน จนไปเคลียร์กันรอบหนึ่งแล้ว และนายบาสกลับเข้าบ้าน ถือว่า เหตุการณ์ควรจบลงเท่านั้น&amp;nbsp;เหมือนกรณีนายสมเกียรติ ก็เข้ากลับบ้าน แต่ฝั่งคู่กรณีตามมาหาเรื่องต่อถึงหน้าบ้าน จึงเกิดเหตุการณ์รุมทำร้ายเกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการที่บาสพกมีดออกไปด้วย ทนายอนันต์ชัยมองว่า ไม่ได้เป็นการพกพาอาวุธมีดโดยไม่มีเหตุอันควร แต่พกออกไปเพื่อป้องกันตัว และแน่นอนว่า หากบาสไม่มีอาวุธออกไปด้วยจะต้องเป็นบาสที่เสียชีวิต ซึ่งแนวทางของบาส คิดว่าสู้ได้ในประเด็นบันดาลโทสะ ส่วนจะเป็นการป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตำรวจต้องรีบสอบพยานให้เสร็จสิ้นไม่เกิน 1-2 สัปดาห์&amp;nbsp;สำหรับทีมทนายความที่เข้ามาช่วยคดีนายบาสตอนนี้ มีตัวหลักคือ ทนายไพศาล เรืองฤทธิ์&amp;nbsp;ทนายกฤษดา โลหิตดี หรือ ทนายโนบิตะ&amp;nbsp;และทนายพิพัฒน์ รำจวน ส่วนทนายอนันต์ชัย ไชยเดช เป็นที่ปรึกษาให้กับคดีนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120355</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเพชรบุรี, หมอปลา, อนันต์ชัย ไชยเดช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211020/image_big_61700798decfa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120354</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 19:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 19:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กลุ่มรักษ์เชียงของ แนะเยียวยาระบบนิเวศแม่น้ำโขง เปิดรายงาน MRC ระบุชัดชาวบ้านริมโขงจนลง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ต.ค.64 - น.ส.สฤณี อาชวานันทกุล&amp;nbsp;นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์ และเครือข่ายแนวร่วมการเงินที่เป็นธรรม (Fair Finance Thailand) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอรับงบประมาณสนับสนุนจำนวนกว่า 263 ล้านบาทจากบริษัทซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเขื่อนไซยะบุรี เพื่อจัดทำแผนงานแก้ไขผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนิเวศด้านการประมงบนแม่น้ำโขง ว่า มีอยู่ 3 ประเด็นที่ไม่เหมาะสมคือ 1. ต้องเรียกร้องกรมประมงว่า เงินกว่า 263 ล้านบาทควรเป็นงานของกรมประม งเพื่อความเป็นอิสระและความเป็นกลางในการสร้างความเชื่อมั่นเพื่อประชาชน กรมประมงไม่มีความเหมาะสมที่จะไปเอาเงินจากเอกชนมาทำ และเป็นงบประมาณเพียงบริษัทเดียวที่มีโครงการเขื่อนบนแม่น้ำโขงแล้ว คำถามคือแล้วกรมประมงจะเป็นอิสระและดำเนินโครงการอย่างตรงไปตรงมาได้อย่างไร หากรับเงินมาจากบริษัทและจะพิทักษ์ผลประโยชน์ในของประชาชอย่างไร หากดำเนินโครงการตามแผนดังกล่าว &amp;nbsp;และในอนาคตถ้าชาวบ้านจะร้องเรียนเรื่องผลกระทบในแม่น้ำโขง จะตอบคำถามอย่างไรซึ่งปฏิเสธไม่ได้เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.สฤณีกล่าวว่า 2. ตั้งคำถามเรื่องที่มาที่ไป หากเป็นโครงการสำคัญของกรมประมง ควรจะเป็นงบประมาณของรัฐ ทั้งที่เป็นหน้าที่ของกรมประมงแล้ว และเขาควรจะชี้แจงที่มาที่ไปของงาน ไม่ใช่ที่จะต้องทำโครงการนี้(ฟื้นฟูแม่น้ำโขง) เพราะว่าบริษัทเสนอให้ทำ ควรจะเป็นหน้าที่ของกรมประมง ในฐานะหน่วยงานรัฐที่ต้องทำมากกว่า 3. ตั้งคำถามกับบริษัทว่า ที่ทำแบบนี้มองได้ว่าเป็นการแทรกแซงและก้าวก่ายหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ และกรมประมงซึ่งทำหน้าที่หรือไม่ และบริษัทซีเค พาวเวอร์ ควรเคารพบทบาทของหน่วยงานรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวถึงสถานการณ์ผันผวนของปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงว่า เห็นชัดเจนว่าแม่น้ำโขงไม่มีฤดูกาลแล้ว เพราะระดับน้ำฤดูแล้งและฤดูฝนไม่มีความแตกต่างกันเลย ทั้งๆที่ปกติแม่น้ำโขงขึ้นสูงสุดเดือนสิงหาคม หากเป็นช่วงที่ยังไม่มีเขื่อน ปริมาณน้ำสูงถึง 6-7 เมตรเป็นฤดูน้ำหลากที่มีประโยชน์ต่อระบบนิเวศน์ เมื่อน้ำยกตัวสูงเอ่อเข้าไปแม่น้ำสาขา ซึ่งจากการทำวิจัยพบว่าจากจำนวนปลา 90 ชนิด มีกว่า 50 ชนิดอพยพเข้าไปวางไข่ แต่หลายปีมานี้ไม่มีฤดูน้ำหลากแล้ว เนื่องจากแม่น้ำโขงตอนบนถูกควบคุมโดย &amp;nbsp;11 เขื่อนในจีน ทำให้ส่งผลกระทบต่อพันธุ์ปลาอพยพ ขณะที่ฤดูแล้ง น้ำโขงควรลดระดับลงเหลือกว่า 1-2 เมตร แต่ปัจจุบันกลับเปลี่ยนเป็นสูงขึ้น ทั้งๆที่น้ำควรแห้งไปตามธรรมชาติ และชาวบ้านได้ทำเกษตรริมโขง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจุบันไม่มีปลาจะจับ บางคนบอกเพราะคนเพิ่มขึ้น ใช่แม้คนเพิ่มขึ้น แต่ไม่มีใครลงมาแม่น้ำโขงแล้ว ถึงเวลาหรือยังที่เราต้องฟื้นฟูเยียวยาคนและแม่น้ำโขง เราต้องให้ชัดถึงแนวทาง ไม่ใช่แค่เอาเงินมาใส่ แต่ทำอย่างไรให้แม่น้ำโขงมีปลา หากระบบนิเวศน์ดีขึ้น สิ่งมีชีวิตก็ฟื้นตัว ผมอยากให้การเยียวยาแม่น้ำโขงเป็นรูปธรรม อยากให้ดูตัวอย่างเขื่อนปากมูน ที่มีข้อตกลงเรื่องการปิดเปิดเขื่อนให้ปลาวางไข่ เพียงแต่รัฐไม่ทำตามข้อตกลง&amp;rdquo; นายนิวัฒน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิวัฒน์กล่าวว่า เรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนกรณีแม่น้ำโขงถือว่าแย่มากเพราะกระบวนการต่างๆไม่ได้นำข้อคิดเห็นไปปฎิบัติจริง ขณะที่เขื่อนเกิดขึ้นเรื่อยๆ ตนถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก ประชาชนพูดมากว่า 20 ปีแล้ว &amp;nbsp;ดังนั้นจึงถึงเวลาทีภาคประชาชนต้องรวมตัวกันเพื่อกำหนดนโยบายเกี่ยวกับแม่น้ำโขง ซึ่งเราพยายามผลักดันให้เกิดสภาประชาชนแม่น้ำโขง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.เพียรพร ดีเทศน์ ผู้อำนวยการด้านการสื่อสาร องค์กรแม่น้ำนานาชาติ กล่าวว่า แม้ภาคประชาชนพยายามเสนอทางออกต่อเนื่องแต่ยังไม่เห็นภาพชัดจากภาครัฐว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ที่ผ่านมามีการสร้างเขื่อนเพราะมองแม่น้ำโขงแค่เรื่องน้ำและมีการแสวงหารายได้ แต่ผู้ใช้ทรัพยากรน้ำกลับถูกเบียดขับออกไป ปัญหาแม่น้ำโขงต้องใช้ความร่วมมือระหว่างประเทศ แต่จีนก็จะพูดคุยทีละประเทศแม้จะมีการตั้งกรอบความร่วมมือล้านช้างแม่โจง แต่ก็ยังไม่จริงจัง แต่ระยะหลังจีนมีความพยายามอธิบายมากขึ้น แต่ก็ยังเป็นการบริหารจัดการน้ำโขงโดยเอาตัวเองเป็นตัวตั้งซึ่งไม่สอดคล้องกับระบบนิเวศน์ท้ายน้ำ หากจีนบริหารจัดการโดยคำนึงถึงประเทศท้ายน้ำด้วยก็จะดีที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผลกระทบของแม้น้ำโขงข้ามพรมแดนของรัฐชาติ แต่ทำอย่างไรประเทศสมาชิกจะตระหนักถึงปัญหาและตั้งวงเจรจากัน ไม่ใช่ยอมให้บริษัทใดบริษัทหนึ่งใช้แม่น้ำโขงแสวงหากำไร&amp;rdquo; น.ส.เพียรพร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ได้ออกรายงานฉบับใหม่ โดยระบุว่าการทำประมงยังคงเป็นวิถีชีวิตที่สำคัญในประเทศกัมพูชา สปป.ลาว ไทย และเวียดนาม แต่การทำประมงที่มากเกินไปและความเสื่อมโทรมของแหล่งที่อยู่อาศัยที่ เกิดจากการเติบโตของประชากรมนุษย์อย่างรวดเร็ว การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศกำลังส่งแรงกดดันต่อการประมงในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงใน ระบบนิเวศทางน้ำของลุ่มน้ำกำลังส่งผลกระทบต่อสภาพสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงาน 2 ฉบับดังกล่าว คือรายงานสถานะและแนวโน้มของความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลาย ของปลาในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างระหว่างปีพ.ศ. 2550-2561 &amp;nbsp;และรายงานการติดตาม ผลกระทบทางสังคมและการประเมินความเปราะบางปีพ.ศ. 2561 พบว่าครัวเรือนยังคงพึ่งพาทรัพยากรน้ำซึ่งอยู่ภายใต้แรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้น จากข้อมูลของรายงานการติดตามผลกระทบทางสังคมและการประเมินความ เปราะบางปีพ.ศ. 2561 จากจำนวน 2,800 ครัวเรือน พบว่าร้อยละ 35 ระบุว่ารายได้ลดลง และร้อยละ 32 ระบุว่ารายได้เท่าเดิม มีเพียงร้อยละ 26 เท่านั้นที่ระบุว่ามีรายได้เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ในขณะที่ร้อยละ 6 ระบุว่ารายได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับปี พ.ศ. 2559&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รายงานทั้ง 2 ฉบับเตือนว่ายังมีประเด็นสำคัญที่ต้องมีการปรับปรุงซึ่งมีความเกี่ยวพันเชิงนโยบายสำหรับรัฐบาล เพื่อให้ชุมชนได้รับการปกป้องจากภัยที่เกี่ยวข้องกับน้ำ และความเปราะบางที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;MRC ระบุว่า จากการศึกษาพบว่า ชุมชนประมงในเกือบทุกพื้นที่ประมงของลุ่มแม่น้ำโขงถูกรบกวน โดยเฉพาะใน สปป. ลาวและเวียดนาม พบว่าอัตราการจับปลาลดลง ส่วนหนึ่งของข้อแนะนำคือเรียกร้องให้รัฐบาลของประเทศภาคี สมาชิกของMRC ทั้งสี่ประเทศบังคับใช้กฎหมายการประมงระดับชาติและการร่วมกันดำเนินการตามยุทธศาสตร์การจัดการและพัฒนาประมงลุ่มแม่นำโขงที่ได้รับการอนุมัติเพื่อฟื้นฟูชุมชนประมงที่ประสบปัญหา นอกจากนี้ยังเสนอการบูรณาการแผนการจัดการแม่น้ำเพื่อจัดการกับความเสี่ยงจากการสร้างเขื่อนพัฒนาไฟฟ้าพลังน้ำที่เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หนึ่งในผลการศึกษาที่โดดเด่นพบว่า อุบัติการณ์น้ำท่วมที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัจจัยอื่น ๆ รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ ในช่วงปีพ.ศ. 2558-2561 ประมาณร้อยละ 62 ของกลุ่มตัวอย่างหมู่บ้าน ประสบความสูญเสียและความ เสียหายจากอุทกภัย ในจำนวนนี้ประเทศไทยมีสัดส่วนสูงสุดที่ร้อยละ 80 ในขณะที่เวียดนามมีสัดส่วน ต่ำสุดที่ร้อยละ 42 ทั้งนี้ร้อยละ 25 ของกลุ่มตัวอย่างหมู่บ้านระบุว่า ผลกระทบจากอุทกภัยเลวร้ายมากขึ้น และร้อยละ 25 ระบุว่าผลกระทบเหล่านี้เลวร้ายลงในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาและรุนแรงมากกว่าปีก่อนหน้า&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120354</URL_LINK>
                <HASHTAG>แม่น้ำโขง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211020/image_big_61700b292c43b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120353</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 19:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 19:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตร.ภ.6 ขยายผลจับกุมผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ ยึดทรัพย์กว่า 60 ล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ต.ค.64 -ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองพิษณุโลก พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รอง ผบช.ภ.6.&amp;nbsp; ได้แถลงข่าวการขยายผลจับกุมขบวนการค้ายาเสพติด โดยขยายผลยึดทรัพย์ที่ได้จากการค้ายาเสพติด และดำเนินคดีฐานฟอกเงิน เป็นทองคำมูลค่ากว่า 33 ล้าน เงินสด 23 ล้าน และทรัพย์สินอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก สืบเนื่องจากจากผลการจับกุมผู้ต้องหา เครือข่ายของ นายฐปนันท์ หรือหนูเฉิน ธรรมรัตน์ธาดา พร้อมของการเป็นยาไอซ์ 1.5 ตัน เมื่อช่วงเดือนตุลาคม 2562 ซื่งเป็นขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติรายใหญ่ จากการสืบสวนขยายผลขบวนการดังกล่าว ทำให้สามารถยึดทรัพย์ที่ได้มาจากการค้ายาเสพติดได้อีกกว่า 100 ล้านบาท และได้ออกหมายจับผู้มีส่วนร่วมในขบวนการค้ายาเสพติดและฟอกเงินได้อีกหลายราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา ในวันที่ 19 ตุลาคม 2564 ชุดสืบสวนได้ร่วมกับกองทัพภาคที่ 3&amp;nbsp; สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 6 และสำนักงานป้องกันและปราบปรสามการฟอกเงิน ทราบว่า นายสมัดร์ชา อาร์กาเฮน อายุ 42 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดแม่สอด ที่ 130/2564 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2564 กระทำความผิดฐาน ฟอกเงิน (จากการขยายผลคดียาไอซ์ 1.5 ตัน เครือข่ายนายฐปนันท์ หรือหนูเฉิน ธรรมรัตน์ธาดา) ได้หลบซ่อนอยู่ที่บ้านเลขที่ 494 ซ.สิริสุนทร แขวง/เขตสวนหลวง กทม. จึงได้ขอหมายค้นศาลอาญาพระโขนง ที่ ค.157/2564 เข้าตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าว และได้พบตัวนายสมัดร์ชา อาร์กาเฮน ผู้ต้องหาตามหมายจับได้ โดยนายสมัดร์ชาฯ รับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง ขอให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา จากนั้นได้ทำการตรวจยึดทรัพย์สินของนายสมัดร์ชาฯ ที่อยู่ในบ้านพัก คือทองคำแท่ง (แท่งละ 1 กก.) จำนวน 18 แท่ง รวมน้ำหนัก 18 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 33 ล้านบาท(ผู้ต้องหาพาไปตรวจยึดจาก บริษัทรับซื้อ-ขายทองแห่งหนึ่ง ย่านแขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กทม.) / เงินสดธนบัตรไทยทั้งสิ้นประมาณ 23 ล้านบาท / รถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นแคมรี่ สีขาว ทะเบียน 9กล-494 กทม. 1 คัน /รถเก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นแคมรี่ สีขาว ทะเบียน 4กล-494 กทม. ได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมทรัพย์สิน ที่ตรวจยึดส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป และจะได้ทำการขยายผลจับกุมเครือข่ายผู้ร่วมกระทำความผิดอย่างต่อเนื่อง ต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120353</URL_LINK>
                <HASHTAG>พิษณุโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211020/image_big_61700638c8f5e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120351</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 18:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 18:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร 41 นาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ต.ค.64 - เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศพระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๕ ของ รัฐธร รมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๖๐ ประกอบมาตรา ๔ และมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๓ และมาตรา ๑๕ แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ. ๒๕๖๐ และมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๙ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร จำนวน ๔๑ นาย ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120351</URL_LINK>
                <HASHTAG>พระราชทานยศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210901/image_big_612ef575d80c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
