<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>33121</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>76จว.ทั่วไทย! พลีกรรมตักน้ำ บรมราชาภิเษก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัดทั่วประเทศไทยประกอบพิธีพลีกรรมตักน้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ 76 จังหวัดทำน้ำอภิเษก เพื่อการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ &amp;nbsp;บดินทรเทพยวรางกูร&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 6 เมษายน ทุกจังหวัดทั่วประเทศไทยได้ประกอบพิธีพลีกรรมตักน้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ 76 จังหวัดเพื่อทำน้ำอภิเษก เพื่อการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร อย่างพร้อมเพรียงกัน ในเวลา 11.52 น. &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่วัดพระธาตุบังพวน ต.พระธาตุบังพวน อ.เมืองหนองคาย นายรณชัย จิตรวิเศษ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย ได้นำข้าราชการและประชาชนทำพิธีพลีกรรมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ภายในสระมุจลินทร์ หรือสระพญานาค หลังจากนั้นได้นำน้ำศักดิ์สิทธิ์ไปที่วัดโพธิ์ชัย พระอารามหลวง อ.เมืองหนองคาย เพื่อรอประกอบพิธีเสกน้ำอภิเษก ในวันที่ 8 เม.ย. และพิธีเวียนเทียนสมโภชน้ำอภิเษก ในวันที่ 9 เม.ย. ก่อนจะได้นำน้ำศักดิ์สิทธิ์ไปที่กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 10 เม.ย.
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสระมุจลินทร์ หรือสระพญานาค เป็นสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ประจำจังหวัดหนองคาย อยู่ภายในวัดพระธาตุบังพวน ภายในสระมีรูปปั้นพญานาค 7 เศียร ไว้กลางสระ เป็นสระน้ำโบราณที่มีบันทึกไว้ในหนังสือใบลานไว้ที่ภูลวงแห่งนี้ แล้วได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรรจุไว้ในองค์พระธาตุ พระมหาเทพหลวงและพระมหาเทพพล พระภิกษุที่ดูแลองค์พระธาตุได้สังเกตเห็นน้ำพวยพุ่งออกมาเป็นสายตลอดเวลาจากปากปล่องภูพญานาค ที่เฝ้ารักษาองค์พระธาตุบังพวน จึงได้ชักชวนญาติโยมขุดสระรองรับน้ำเอาไว้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครั้นถึงสมัยพระเจ้าวิชุลราช กษัตริย์ล้านช้าง ได้เสด็จมานมัสการพระธาตุ ช่วง พ.ศ.2043-2063 โปรดให้มีการปรับปรุงตกแต่งสระน้ำแห่งนี้ และนิมนต์พระคุณเจ้าจัดทำพิธีมหาพุทธาภิเษก ถือเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์และนำน้ำศักดิ์สิทธิ์นี้ไปใช้ในพิธีสำคัญในราชสำนักล้านช้างเป็นต้นมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในสมัยต่อมา สมเด็จพระไชยเชษฐา พ.ศ.2093-2115 กษัตริย์ล้านช้าง ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระพุทธรูปนาคปรก 9 เศียรไว้ในบริเวณใกล้เคียงด้วย น้ำจากสระมุจลินทร์แห่งนี้ถือเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ และเคยถูกนำเข้าพิธีสรงมูรธาภิเษก พิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา พิธีสำคัญในรัชกาลที่ 9 และพิธีพลีกรรมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ถวายถึง 4 ครั้ง โดยครั้งแรกงานพระราชพิธีครองราชสมบัติ ครบ 50 ปี, ครั้งที่ 2 งานพระราชพิธีครองราชสมบัติครบ 60 ปี, ครั้งที่ 3 งานพระราชพิธีเจริญพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา และครั้งสุดท้ายงานพระราชพิธีเจริญพระชนมพรรษาครบ 84 พรรษา
บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์บาราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่บริเวณบ่อน้ำพระอินทร์ ในวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เป็นประธานตักน้ำใส่ขันสาคร โดยมีนายนรวัฒน์ สวยงาม ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดขอนแก่น ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดนครพนม, พล.ต.ปราโมทย์ นาคจันทึก ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 210 (ผบ.มทบ.210), พล.ต.ต.ธนชาติ รอดคลองตัน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม (ผบก.ภ.จว.ฯ) เป็นผู้กว้านน้ำใส่ถังนำขึ้นมาจากบ่อ มีนางวิไลวรรณ ไกรโสดา รอง ผวจ.นครพนม คนที่ 2 ใช้ขอดึงเชือกให้นายรังสรรค์ คัมภิรานนท์ รอง ผวจ.นครพนม คนที่ 3 ส่งถังให้นายสยาม ผวจ.นครพนม ตักน้ำใส่ขันน้ำสาคร ห่อด้วยผ้าขาว ผูกริบบิ้นขาว เชิญขึ้นเสลี่ยงแห่ไปยังพระอุโบสถที่อยู่บริเวณด้านหน้าองค์พระธาตุพนม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่บริเวณมณฑลพิธีโดยรอบบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ (บาราย) วัดกู่ประภาชัย บ.นาคำน้อย อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผวจ.ขอนแก่น เป็นประธานในการประกอบพิธีพลีกรรมตักน้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ ตามลำดับขั้นตอนการประกอบพิธีพลีกรรมตักน้ำ สำหรับใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผวจ.ขอนแก่นกล่าวว่า ในวันที่ 8 เม.ย. จะเป็นพิธีทำน้ำอภิเษก โดยพระสงฆ์ 30 รูปเจริญพระพุทธมนต์ น้อมเจริญจิตภาวนาอธิษฐานจิต และสวดภาณวาร ขณะที่ในวันที่ 9 เม.ย. จะเป็นการประกอบพิธีเวียนเทียนสมโภชน้ำอภิเษก และในวันที่ 10 เม.ย. จะเข้าสู่พิธีเชิญคนโทน้ำอภิเษก ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในเวลา 06.00 น. &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บริเวณบ่อน้ำโจ้ก อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งเดียวของจังหวัดอุบลราชธานี โดยนายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี&amp;nbsp;เปิดกรวยกระทงดอกไม้ถวายความเคารพพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นประธานประกอบพิธีพลีกรรมตักน้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์บ่อน้ำโจ้ก อำเภอวารินชำราบ เพื่อนำไปประกอบพิธีทำน้ำอภิเษกในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก&amp;nbsp;โดยมีข้าราชการ ศาล อัยการ ทหาร ตำรวจ&amp;nbsp;พ่อค้า และประชาชนชาวจังหวัดอุบลราชธานีแต่งกายด้วยชุดสุภาพโทนสีเหลือง เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี&amp;nbsp;ในโอกาสที่ได้ร่วมพิธีมหามงคลในครั้งนี้ จากนั้นพราหมณ์หรือบัณฑิตอ่านโองการบวงสรวงเพื่อบูชาเทพยดาเทพารักษ์ผู้ดูแลรักษาสถานที่น้ำศักดิ์สิทธิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีอ่านคาถาพลีกรรมตักน้ำ&amp;nbsp;และตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ใส่ขันน้ำสาคร&amp;nbsp;เจ้าหน้าที่เชิญขันน้ำสาครและที่ตักน้ำขึ้นรถบุษบกแห่ขบวนไปยังสถานที่ประกอบพิธีทำน้ำอภิเษก ณ พระอุโบสถวัดสุปัฏนารามวรวิหาร&amp;nbsp;อำเภอเมืองอุบลราชธานี&amp;nbsp;เพื่อรอพิธีทำน้ำอภิเษก ในวันจันทร์ที่&amp;nbsp;&amp;nbsp;8 เมษายน 2562 พร้อมกันทั่วประเทศ
บ่อน้ำโจ้ก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บ่อน้ำโจ้ก อำเภอวารินชำราบ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ของจังหวัดที่เคยใช้ทำน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ทูลเกล้าฯ ถวายในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ&amp;nbsp;6 รอบ เมื่อปีพุทธศักราช 2542 และในงานพระราชพิธีเสด็จออกมหาสมาคมรับการถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2554&amp;nbsp;ส่วนสถานที่ประกอบพิธีทำน้ำอภิเษกจังหวัดได้เลือกวัดสุปัฏนารามวรวิหาร โดยเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร แห่งแรกของจังหวัด ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรชาวอุบลราชธานีเป็นครั้งแรก และยังเคยใช้ประกอบพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่วัดกลาง (พระอารามหลวง) ต.ในเมือง อ.เมืองฯ จ.บุรีรัมย์ สถานที่ตั้งของบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ นายธีรวัฒน์ วุฒิคุณ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ได้นำส่วนราชการ พ่อค้า ประชาชนทุกหมู่เหล่า ประกอบพิธีพลีกรรมตักน้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ จ.บุรีรัมย์ เพื่อประกอบพิธีทำน้ำอภิเษก เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในครั้งนี้ &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยพิธีเริ่มจากการถวายความเคารพพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การเปิดกรวยกระทงดอกไม้บวงสรวง จุดเทียนธูป การอ่านโองการบวงสรวง ประธานในพิธีอ่านคาถาพลีกรรมตักน้ำ การอัญเชิญขันสาครและที่ตักน้ำไปยังแหล่งศักดิ์สิทธิ์ การตักน้ำจากแหล่งศักดิ์สิทธิ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดได้นำน้ำศักดิ์สิทธิ์ขึ้นสู่ขบวนรถยนต์อัญเชิญน้ำศักดิ์สิทธิ์มุ่งสู่พระอุโบสถ วัดกลาง (พระอารามหลวง) โดยมี พล.ต.รณกร ปานกุล ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 26, พล.ต.ต.วีรพล เจริญศิริ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์, &amp;nbsp;นายดำรงชัย เนรมิตตกพงศ์ นายกฤษฎา แก้วสองเมือง และนายพิจิตร บุญทัน รองผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ พ่อค้า ประชาชนชาวบุรีรัมย์ ทุกหมู่เหล่ามาร่วมพิธีในครั้งนี้ โดยเป็นไปด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงาม และสมพระเกียรติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสระน้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ เดิมชาวบ้านเรียกว่า &amp;ldquo;สระสิงโต&amp;rdquo; ในสมัยกรุงธนบุรี เมื่อกรุงเจ้าพระยาจักรี ซึ่งต่อมาได้เป็น (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) ยกทัพมาตีเมืองจำปาศักดิ์ ทรงได้พักทัพที่บริเวณสระน้ำแห่งนี้ ในอดีตชาวเมืองอาศัยน้ำจากสระดังกล่าวสำหรับดื่มกิน และใช้ในพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา โดยนำน้ำในสระไปทำพิธีดื่มกินในพระอุโบสถหลังเก่า ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระอุโบสถในปัจจุบัน และเมื่อคราวที่ทางราชการได้จัดพระราชพิธีมหามงคลต่างๆ ก็จะนำน้ำศักดิ์สิทธิ์จากสระแห่งนี้ไปประกอบพิธี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนวัดกลางพระอารามหลวงดังกล่าว เป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองบุรีรัมย์มาแต่โบราณ ตั้งเมื่อ พ.ศ.2329 มีประวัติเล่าสืบต่อกันว่า สมัยกรุงธนบุรี เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกนำทัพไปจัดระเบียบการปกครอง และได้หยุดพักทัพที่บริเวณนี้ ซึ่งมีสระน้ำขนาดใหญ่แห่งนี้ ปัจจุบันเชื่อกันว่าเป็นสระน้ำศักดิ์สิทธิ์อยู่ในวัดกลางบุรีรัมย์ และทางราชการได้มีประกาศยกวัดกลางเป็นพระอารามหลวงแห่งแรกของบุรีรัมย์ เมื่อปี พ.ศ.2533
ธารนารายณ์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 3 แห่งของจังหวัดจันทบุรี ได้ประกอบพิธีพลีกรรมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์จัดทำน้ำอภิเษกเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก แหล่งแรกคือแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ธารนารายณ์ น้ำตกคลองนารายณ์บนเขาสระบาป ตำบลคลองนารายณ์ อำเภอเมืองฯ นายวิทูรัช ศรีนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรีเป็นประธานนำข้าราชการ ประชาชน ประกอบพิธีพลีกรรมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ มีประชาชน จิตอาสา ร่วมพิธีจำนวนมาก โดยจิตอาสาและประชาชนที่มาร่วมพิธีกว่า 1,300 คน ได้ส่งต่อขันสาครจากยอดเขาระยะทางเกือบ 2 กิโลเมตร เป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีและความสมัครสมานสามัคคี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ตามตำนานเล่ากันว่า ที่ได้ชื่อ ธารนารายณ์ ก็เพราะต้นธารน้ำไหลออกมาจากถ้ำ ซึ่งภายในถ้ำนั้นมีเทวรูปพระนารายณ์สถิตอยู่ ชื่อนี้เป็นที่รู้จักกันมานานแล้ว ความจริงต้นของธารน้ำสายนี้จริงๆ คือ น้ำตกสระบาปที่สูงมาก และไหลพุ่งลงมาจากหน้าผาสูงประมาณ 20 เมตรเศษ ลงอ่างเบื้องล่าง จากนั้นจึงไหลผ่านลงตามลาดเขาและมีอ่างขังน้ำที่อยู่ชั้นล่างโดยมีอ่างที่สำคัญแห่งหนึ่งเรียกว่า &amp;ldquo;อ่างหงส์&amp;rdquo; ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เมื่อครั้งยังทรงผนวชเคยเสด็จประพาสเมื่อ พ.ศ.2400 (จ.ศ.1219) และลงสรงน้ำในอ่างนี้กับโปรดให้สร้างเจดีย์และศาลาประทับพักร้อนไว้ด้วย พระราชทานชื่อเจดีย์ &amp;ldquo;จุลสีห์จุมภตเจดีย์&amp;rdquo; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสจันทบุรี เมื่อ พ.ศ.2419 ก็ได้เสด็จฯ ไปน้ำตกสระบาปและทรงสรงน้ำที่อ่างหงส์ น้ำในธารนี้ใช้เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์มาแต่สมัยใดไม่ทราบชัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์สระแก้ว ตำบลเขาพลอยแหวน อำเภอท่าใหม่ นายพงษ์พัฒน์ วงษ์ตระกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี เป็นประธานนำข้าราชการ ประชาชน ประกอบพิธีพลีกรรมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ มีการจัดรูปขบวนเทวดานางฟ้าร่วมพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลของผู้ร่วมงาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามตำนานกล่าวว่า น้ำที่สระแก้วอยู่ใกล้กับเขาสระแก้ว เมื่อกาลนานหลายชั่วอายุคนมาแล้ว มีผู้ที่พบสระน้ำแห่งหนึ่งอยู่ในป่าทึบปราศจากบ้านคน มีน้ำเต็มเปี่ยมและใสบริสุทธิ์ มองเห็นเป็นสีมรกต มีปลานานาชนิดอยู่ สามารถมองเห็นถนัด ปลาที่อยู่ในสระก็ปราศจากคนรบกวน ข้างสระมีต้นตาลใหม่งอกงาม เขียวชอุ่มอยู่เป็นนิจ ในสระปรากฏแสงสว่างเป็นวงเขียวคล้ายแก้วเป็นวงรอบสระ อีกประการหนึ่ง มีผู้พบเห็นแสงสว่างจากต้นตาล แล้วแสงสว่างนั้นสะท้อนลงในสระด้วยความสะอาดของน้ำในสระนั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปี พ.ศ.2529 นายสุชาติ สงวนจิตร์ กำนันตำบลพลอยแหวน ในขณะนั้นเห็นว่าสระแก้วมีขนาดเล็กและตื้นเขินมาก จึงได้ทำหนังสือถึงราชเลขาธิการสำนักพระราชวัง เพื่อขอบูรณะสระแก้ว เนื่องจากว่านับตั้งแต่สมัยรัชการที่ 5 ในพระราชพิธีมูรธาภิเษก ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยนำน้ำศักดิ์สิทธิ์ทั่วราชอาณาจักรรวม 18 จังหวัด ที่ได้พลีกรรมนำมาประกอบพระราชพิธีฯ ปรากฏว่าน้ำที่ได้จากสระแก้ว ตำบลพลอยแหวนก็เป็นแห่งหนึ่งที่ได้นำเข้าพระราชพิธีฯ ด้วย จนถึงรัชกาลปัจจุบัน ในการนี้ ได้มีผู้จิตศรัทธาร่วมบริจาคในการบูรณะสระแก้วเป็นเงิน 276,297 บาท โดยบูรณะให้มีขนาดกว้าง 6 เมตร ยาว 7 เมตรในปัจจุบัน
แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์วัดพลับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์วัดพลับ ตำบลบางกะจะ อำเภอเมืองฯ นายวิวัฒน์ มหาผลศิริกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี เป็นประธานนำข้าราชการ ประชาชน ร่วมพิธีพลีกรรมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ ตามตำนานวัดนี้นามเดิมว่า &amp;ldquo;วัดสุวรรณติมพรุธาราม&amp;rdquo; แปลว่าอารามที่มีผลมะพลับทอง เนื่องจากมีต้นมะพลับสาขาใหญ่โต เมื่อเวลามีผลสุกสีเหลืองอร่ามเหมือนสีทอง อาศัยโคนต้นบำเพ็ญกุศลได้เป็นอย่างดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาประชาชนนิยมเรียกกันว่า &amp;ldquo;วัดพลับ&amp;rdquo; เมื่อสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช กองทัพของพระองค์ได้เสด็จฯ ผ่านทางวัดพลับ และพระองค์ได้ประทับแรมอยู่ที่วัดนี้ ก่อนที่จะยกทัพเข้าตีเมืองจันทบูร พระองค์และแม่ทัพนายกองตลอดจนพลทหารได้ทรงรับการประพรมน้ำพระพุทธมนต์และรับถวายพระยอดธง ซึ่งทหารทุกนายได้รับแจกด้วย ส่วนพระยอดธงที่เหลือนอกนั้นได้นำไปบรรจุในเจดีย์ ต่อมาเจดีย์ได้แตกออก ปรากฏว่ามียอดธงเป็นจำนวนมากซึ่งมีอภินิหารป้องกันภัยจนมีคำพูดในหมู่นักเลงพระว่า พระยอดธงดีต้องพระยอดธงของวัดพลับบางกะจะ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากน้ำศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 3 แหล่งน้ำของจังหวัดจันทบุรี มาถึงที่วัดพลับบางกะจะ ได้มีการจัดรูปขบวนเพื่ออัญเชิญน้ำศักดิ์สิทธิ์เข้าสู่อุโบสถ โดยรูปขบวนมีข้าราชการ ทหาร ตำรวจ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ประชาชน นักเรียน นักศึกษาและชาวบ้าน ร่วมพิธีจำนวนมาก ซึ่งแถวของขบวนเริ่มจากซุ้มประตูหน้าวัดตลอดเส้นทางของถนนที่จะเข้าสู่วัดพลับบางกะจะ รูปขบวนได้เดินผ่านเข้าทางซุ้มประตูวัดพลับบางกะจะ และผ่านเจดีย์สถาปัตยกรรมเก่าแก่ก่อนที่จะเลี้ยวเข้าสู่อุโบสถวัดพลับบางกะจะเพื่ออัญเชิญน้ำศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 3 แหล่งของจังหวัดจันทบุรีเตรียมประกอบพิธีอภิเษกเจริญพระพุทธมนต์และเวียนเทียนสมโภชน้ำอภิเษก ในโอกาสต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนพิธีเสกน้ำอภิเษกน้ำศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 3 แหล่งน้ำของจังหวัดจันทบุรี กำหนดประกอบพิธีที่วัดพลับบางกะจะ จังหวัดจันทบุรีจึงขอเชิญชวนประชาชน พสกนิกรชาวจังหวัดจันทบุรี ร่วมส่งขบวนอัญเชิญน้ำศักดิ์สิทธิ์ และร่วมพิธีอภิเษกเจริญพระพุทธมนต์ วันจันทร์ที่ 8 เมษายน และเวียนเทียนสมโภชน้ำอภิเษก วันอังคารที่ 9 เมษายน โดยพร้อมเพรียงกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชาติชาย อุทัยพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานในพิธีตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ของจังหวัดสมุทรปราการ ที่บริเวณกลางแม่น้ำเจ้าพระยา หน้าองค์พระสมุทรเจดีย์ ก่อนที่จะนำน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ตักมาจากกลางแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นรถบุษบกที่ประดับด้วยดอกไม้นานาชนิดแห่ไปยังวัดพิชัยสงคราม ต.ปากย้ำ อ.เมืองฯ จ.สมุทรปราการ เพื่อทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์ภายในพระอุโบสถ ในวันจันทร์ที่ 8 เมษายน 2562 และวันอังคารที่ 9 เมษายน 2562 เวลา 12.00 น. จะมีพิธีเวียนเทียนสมโภชน้ำอภิเษก โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ พ่อค้า ประชาชนเข้าร่วมในพิธีเป็นจำนวนมาก
องค์พระสมุทรเจดีย์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับองค์พระสมุทรเจดีย์กลางน้ำนั้น เป็นปูชนียสถานและศูนย์รวมจิตใจของชาวสมุทรปราการ เดิมเป็นพระเจดีย์กลางน้ำฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ต่อมาพื้นดินรอบเกาะตื้นเขินขึ้นมา กลายเป็นแผ่นดินผืนเดียวกับชายฝั่ง จึงกลายเป็นพระเจดีย์กลางน้ำอย่างที่เห็นในปัจจุบัน โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างขึ้น และพระราชทานนามเพื่อเป็นศาสนสถานอันเป็นพระมหาเจดีย์คู่เมืองสมุทรปราการ น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านหน้าองค์พระสมุทรเจดีย์ตรงข้ามกับศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ของจังหวัดที่ใช้ทำน้ำพระพุทธมนต์เนื่องในพระราชพิธีสำคัญๆ และในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งนี้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.พินิจ บุญเลิศ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี, &amp;nbsp;นายเวทย์ พัฒนชัยวงษ์คูณ หัวหน้าศาลจังหวัดปทุมธานี, นายธีรศักดิ์ เงยวิจิตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดธัญบุรี, นางดลวสา บุญเลิศ ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดปทุมธานี, นายผล ดำธรรม รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี, นายชาธิป รุจนสรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี, นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ปลัดจังหวัดปทุมธานี ทหาร ตำรวจ และหัวหน้าส่วนราชการ ทั้งนี้ ก่อนเริ่มพิธี ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีนำหัวหน้าส่วนราชการเข้าอุโบสถวัดศาลเจ้า ร่วมพิธีสวดมนต์เพื่อรับศีลเพื่อทำความบริสุทธิ์จิตใจ ก่อนที่จะประกอบพิธีพลีกรรมตักน้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ จังหวัดปทุมธานี เพื่อประกอบพิธีทำน้ำอภิเษก เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก บริเวณแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่วัดศาลเจ้า อำเภอเมืองฯ จังหวัดปทุมธานี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยได้ประกอบพิธีตามขั้นตอนต่างๆ เริ่มตั้งแต่ การถวายเครื่องราชสักการะพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10, การประกอบพิธีพราหมณ์บวงสรวงบูชาเทพยดา เทพาอารักษ์ที่ดูแลปกปักรักษาสถานที่แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์, การประกอบพิธีพลีกรรมตักน้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ โดยใช้ที่ตักน้ำทองเหลือง ตักน้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ใส่ในขันสาครทองเหลือง จำนวน 14 ครั้ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เสร็จแล้วปิดฝาขันสาคร ห่อด้วยผ้าขาวผูกริบบิ้นขาว เชิญขันน้ำสาครจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ขึ้นขบวนเรือ 10 ลำเคลื่อนออกจากกลางแม่น้ำเจ้าพระยาหน้าวัดศาลเจ้าแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ เดินทางไปยังพระอุโบสถวัดชินวรารามวรวิหาร อำเภอเมืองฯ จังหวัดปทุมธานี อย่างยิ่งใหญ่ เพื่อนำน้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ไปรอประกอบพิธีทำน้ำอภิเษกในวันจันทร์ที่ 8 เมษายน 2562 และการประกอบพิธีเวียนเทียนสมโภชน้ำอภิเษก ในวันอังคารที่ 9 เมษายน 2562 ซึ่งทุกขั้นตอนจังหวัดปทุมธานีจัดอย่างยิ่งใหญ่ สมพระเกียรติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.พินิจเล่าว่า สำหรับแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์บริเวณแม่น้ำเจ้าพระยา หน้าวัดศาลเจ้า ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมืองฯ จังหวัดปทุมธานี ที่ประกอบพิธีทำน้ำอภิเษก &amp;nbsp;เชื่อว่าเป็นเพราะความศักดิ์สิทธิ์ของศาลเจ้าที่มีเจ้าพ่อนักรบถือทวนประดิษฐานอยู่ เชื่อเพราะว่า เมื่อก่อนนี้หน้าวัดศาลเจ้าในลำน้ำเจ้าพระยามีจระเข้ชุกชุมมากและทำร้ายผู้คนที่ผ่านไปมาเป็นประจำ&amp;nbsp;
เจ้าน้อยมหาพรหม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อ &amp;quot;เจ้าน้อยมหาพรหม&amp;quot; เป็นบุตรเจ้าเมืองทางฝ่ายเหนือ เป็นผู้ที่มีวิชาความรู้ทางไสยศาสตร์ มีวิชาในการปราบจระเข้ได้มาพบเจ้าน้อยจึงใช้สมาธิร่ายเวทมนตร์จนจระเข้เชื่อง และเป็นสถานที่ประลองวิชาระหว่างเจ้าน้อยกับพระอาจารย์รุ ซึ่งเป็นเกจิอาจารย์ที่วัดมะขามในหรือวัดมะขามน้อยใกล้ๆ วัดศาลเจ้า ซึ่งพระอาจารย์รุมีวิชาไสยศาสตร์เหนือกว่าเจ้าน้อย ทำให้เจ้าน้อยมหาพรหมเกิดความเคารพนับถือเลื่อมใสในตัวพระอาจารย์รุเป็นอย่างยิ่ง จึงรื้อแพที่ล่องมาสร้างกุฏิและศาลาการเปรียญให้กับวัดดังกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น จึงถือว่าน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาตรงนี้ศักดิ์สิทธิ์ เรือแพผู้คนผ่านหน้าวัดจะวักน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาตรงนี้ลูบหัวเรือ ลูบหน้ารดหัวของตัวเอง เพราะถือว่าน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาตรงหน้าวัดศาลเจ้านี้เปรียบประดุจน้ำมนต์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จังหวัดภูเก็ต ประกอบพิธีพลีกรรมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ &amp;nbsp;ณ บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์วัดไชยธาราราม (วัดฉลอง) อำเภอเมืองฯ จังหวัดภูเก็ต โดยมีนายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธาน นำหัวหน้าส่วนราชการและข้าราชการร่วมพิธี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์จังหวัดภูเก็ต วัดไชยธาราราม หรือวัดฉลอง อำเภอเมืองฯ จังหวัดภูเก็ต เป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างขึ้น โดยพระครูวิสุทธิวงศาจารย์ญาณมุนี หรือหลวงพ่อแช่ม อดีตเจ้าอาวาสรูปที่สอง มีลักษณะเป็นบ่อหิน ปากบ่อทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส ทุกด้านยาว 1 เมตร 60 เซนติเมตร ลึกประมาณ 4 เมตร มีน้ำผุดขึ้นเองตามธรรมชาติและน้ำใสสะอาด จากอดีตจนถึงปัจจุบันประชาชนในพื้นที่และใกล้เคียง เลื่อมใสศรัทธา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีความเชื่อว่าน้ำในบ่อนั้นมีความศักดิ์สิทธิ์ สามารถป้องกันโรคภัยไข้เจ็บแก่ผู้ที่ได้ดื่มกินและสร้างความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ที่นำไปประพรมร่างกาย ซึ่งในปี 2554 ได้นำไปประกอบพิธีทำน้ำมนต์ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 โดยในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 เมื่อพลีกรรมตักน้ำแล้ว จะนำไปประกอบพิธีทำน้ำอภิเษก ณ วิหารวัดพระทอง อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ณ บริเวณท่าน้ำศักดิ์สิทธิ์วัดท่าไชยศิริ ต.สมอพลือ อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี ซึ่งเป็นเวลาฤกษ์พิธีพลีกรรมตักน้ำอภิเษก ร.ต.ท.อาทิตย์ บุญญะโสภัต อธิบดีกรมการปกครอง เป็นประธานในพิธีตักน้ำสรงมุรธาภิเษก (น้ำสรงรดพระเศียรในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก) และนายกอบชัย ผวจ.เพชรบุรี เป็นประธานในพิธีพลีกรรมตักน้ำอภิเษกจากแม่น้ำเพชรบุรี ซึ่งเป็นแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ 1 ในเบญจสุทธิคงคา
วัดแหลมบ่อท่อ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายวีรนันทน์ เพ็งจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานพิธีพลีกรรมตักน้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ ณ วัดแหลมบ่อท่อ ตำบลเกาะใหญ่ อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา โดยมีคณะรองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการพลเรือน นายอำเภอ ทหาร ตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมในพิธี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์วัดแหลมบ่อท่อ ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ตำบลเกาะใหญ่ ใกล้ที่วัดแหลมบ่อท่อ อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา เมื่อ พ.ศ.2432 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จประพาสหัวเมืองภาคใต้ เพื่อทอดพระเนตรเกาะสี่ เกาะห้า แล้วเสด็จฯ กลับทางเรือ และมาขึ้นฝั่งที่บ้านแหลมบ่อท่อ ขณะที่พระองค์ประทับอยู่นั้น ปรากฏว่าพระองค์มีพระอาการประชวร แต่เมื่อพระองค์ได้สรงสนานพระวรกายด้วยน้ำในบ่อท่อนั้นแล้วก็ทรงหายจากการประชวร ตั้งแต่นั้นมาชาวบ้านก็ถือกันว่าบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ มีความเป็นสิริมงคล จึงใช้น้ำในบ่อนี้ในการประกอบพิธีมงคลต่างๆ บ้างก็นำมาใช้ในการรักษาการเจ็บป่วยจนถึงปัจจุบัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ในปี พ.ศ.2530 กระทรวงมหาดไทย ได้ทำพิธีพลีกรรมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์จากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์วัดแหลมบ่อท่อ ไปร่วมพิธีปลุกเสกน้ำพระพุทธมนต์ เพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เนื่องในพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ 5 ธันวาคม 2542) และครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2550 เวลา 15.49 น. กระทรวงมหาดไทยได้ทำพิธีพลีกรรมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์จากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์วัดแหลมบ่อท่อ ไปร่วมพิธีปลุกเสกน้ำพระพุทธมนต์เพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เนื่องในพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา (5 ธันวาคม 2550) ซึ่งนำความปลื้มปีติแก่ชาวบ้านแหลมบ่อท่อและชาวบ้านใกล้เคียงอย่างหาที่สุดมิได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33121</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประกอบพิธีพลีกรรมตักน้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ 76 จังหวัด, พิธีพลีกรรมตักน้ำ, สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ  บดินทรเทพยวรางกูร, หนังสือพิมพ์, เพื่อการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190406/image_big_5ca896685e46a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
