<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114003</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2021 20:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2021 20:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกสภาเภสัชกรรมแจงเงื่อนไข &#039;ร้านขายยา&#039; ช่วยกระจายชุดตรวจโควิด ATK ฟรี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
20ส.ค.64-รศ.ดร.ภญ.จิราพร ลิ้มปานานนท์ นายกสภาเภสัชกรรม และกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) กล่าวถึงแนวทางการให้ร้านขายยาเป็นจุดกระจายชุดตรวจ Antigen Test Kit (ATK) ฟรี 8.5 ล้านชิ้นให้แก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยงทั่วประเทศตามมติบอร์ด สปสช. ว่า ร้านขายยาที่จะเป็นจุดกระจายชุดตรวจ ATK นั้นจะต้องเป็นร้านขายยาแผนปัจจุบัน (ข.ย.1) ที่มีเภสัชกรประจำตลอดเวลาทำการ และต้องเปิดทำการอย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวันรวมไปถึงต้องขึ้นทะเบียนกับทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประชาชนที่จะได้รับชุดตรวจ ATK จะต้องเป็นประชาชนกลุ่มเสี่ยง เช่น ครอบครัวมีผู้ติดเชื้อ หรือเดินทางไปในที่ที่มีผู้ติดเชื้อ รวมไปถึงผู้ที่มีอาการคล้ายโรคโควิด-19 เช่น ไอ มีไข้ เป็นต้น โดยเมื่อก่อนถ้าในครอบครัวมีผู้ติดเชื้อ ทุกคนจะวุ่นวายในการหาที่ตรวจ RT-PCR และต้องใช้เวลานานกว่าจะรู้ผล ซึ่งการใช้ชุดตรวจ ATK จะทำให้รู้ผลไวขึ้น รวมไปถึงสามารถค้นหาผู้ติดเชื้อได้รวดเร็วขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อเป็นกลุ่มเสี่ยงเราไม่ได้อยากให้ออกมาเดินกับผู้อื่น เนื่องจากเมื่อเป็นกลุ่มเสี่ยงก็ควรจะต้องกักตัวเองอยู่ที่บ้าน ฉะนั้น สปสช. จึงมีระบบสำหรับกลุ่มเสี่ยงเพื่อขึ้นทะเบียนก่อน&amp;rdquo; รศ.ดร.ภญ. จิราพร ระบุ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.ภญ.จิราพร กล่าวต่อว่า เมื่อขึ้นทะเบียนเสร็จสิ้น สปสช. จะแจกจ่ายรายชื่อไปตามร้านยาใกล้บ้าน หรือตามความจำนงของผู้ที่ได้ลงทะเบียนไว้ โดยร้านขายยาจะติดต่อไปยังกลุ่มเสี่ยงเพื่อซักถามอาการ หรือข้อมูลเพื่อยืนยันว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงจริงผ่านทางโทรศัพท์ หรือไลน์แอปพลิเคชัน จากนั้นจะดำเนินการส่งชุดตรวจ ATK ไปให้ที่บ้าน พร้อมคำแนะนำและอธิบายให้เข้าใจถึงวิธีการตรวจโควิดด้วยตนเอง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เมื่อทำการตรวจแล้ว ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรจะต้องถ่ายรูปส่งกลับมาที่ร้านขายยา เมื่อร้านขายยาพบว่ามีผลเป็นลบ (ไม่ติดเชื้อ) ก็จะแนะนำให้กักตัวที่บ้าน และอีก 3-5 วันก็จะดำเนินการส่งชุดตรวจ ATK ไปให้อีกครั้งเพื่อยืนยันผลตรวจอีกทีหนึ่ง ในกรณีเมื่อตรวจแล้วพบว่าผลเป็นบวก (ติดเชื้อ) เภสัชกรจะสอบถามอาการเพื่อประเมินกลุ่มอาการเขียว-เหลือง-แดง ในกรณีที่ผู้ป่วยอยู่ในกลุ่มอาการสีเขียวสามารถรักษาตัวที่บ้าน (Home isolation) ได้ ซึ่งเภสัชกรจะจัดชุดยาที่ใช้รักษาตามอาการส่งให้ที่บ้านพร้อมติดตามอาการทุกวัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ถ้าไม่สามารถรักษาตัวที่บ้านได้ก็จะแนะนำให้ไปรักษาในชุมชน (Community isolation) เนื่องจากกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ผ่านการลงทะเบียนกับทาง สปสช. แล้ว ในกรณีถ้าเป็นกลุ่มอาการสีเหลือง- แดง สปสช.ก็จะทราบว่าต้องส่งตัวไปที่โรงพยาบาลใด ซึ่งก็จะทำให้ระบบเดินไปได้อย่างรวดเร็ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นั่นแปลว่าก็จะทำให้หาผู้ติดเชื้อได้เพื่อแยกออกมาจากสังคม ขณะเดียวกันก็ลดโอกาสในการพัฒนาเป็นกลุ่มสีเหลือง-แดงของผู้ป่วยจากการรอเตียง ซึ่งเราก็ส่งยาไปให้ได้เลย&amp;rdquo; รศ.ดร.ภญ.จิราพร ระบุ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.ภญ. จิราพร กล่าวอีกว่า สำหรับการจ่ายยาฟาวิพิราเวียร์โดยร้านขายยาก็จะดำเนินการควบคู่กันไปด้วย โดยร้านขายยาจะเป็นหน่วยบริการที่จะทำ Home isolation สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่ตรวจแล้วพบผลเป็นบวกและมีอาการ ซึ่งมีการประสานกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในการที่จะให้ร้านขายยาสามารถกระจายยาเหล่านี้ไปที่ผู้ป่วยได้ ซึ่งก็จะพยายามเริ่มระบบไปพร้อมกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ร้านขายยาประเภท ข.ย.1 ทั่วประเทศมีอยู่ประมาณหลักหมื่นร้าน โดยขณะนี้มีร้านขายยาที่เข้าร่วมโครงการแล้วประมาณ 1,000 ร้าน และกำลังทยอยเข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งก็จะพยายามประชาสัมพันธ์ให้ร้านขายยาเข้ามาร่วมโครงการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราจะได้ใช้วิชาชีพเภสัชกรรมในการให้บริการ เพื่อช่วยประเทศในการแก้ปัญหาโรคระบาด เพราะเรามีความรู้เรื่องยาเราก็สามารถให้คำแนะนำการใช้ยา-ชุดตรวจที่ถูกต้อง เหมาะสม ทำให้ระบบเดินต่อไปได้ เพราะตรวจได้เร็วก็สามารถที่จะควบคุมการกระจายของโรคได้&amp;rdquo; รศ.ดร.ภญ.จิราพร ระบุ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.ภญ.จิราพร กล่าวว่า ระหว่างรอชุดตรวจ ATK ที่ยังไม่มานั้น สปสช. พยายามที่จะประสานกับสภาเภสัชกรรม และ อย. เพื่อทำให้ระบบสามารถเดินได้ ในขณะนี้ทุกฝ่ายกำลังเตรียมตัว-บริหารจัดการ ส่วนตัวเชื่อว่าเมื่อมีชุดตรวจมาถึง ร้านขายยารวมถึงระบบต่างๆ ก็จะพร้อมและจะสามารถแยกคนที่ติดเชื้อออกจากคนที่ไม่ติดเชื้อ ทำให้การแพร่เชื้อลดลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้ระหว่างรอชุดตรวจ ก็มีการเตรียมงานหลังบ้านให้เรียบร้อย เมื่อไหร่ที่ชุดตรวจมาก็จะสามารถบริหารจัดการได้ด้วยระบบที่โปร่งใส ฉะนั้นก็จะมีระบบการขึ้นทะเบียน และระบบการป้อนข้อมูลก็จะทำให้ทราบว่าชุดตรวจใช้ไปเท่าไหร่ เรามองว่าต้องทำทุกอย่างให้โปร่งใสและไม่มีข้อกังขากับประชาชน&amp;rdquo; รศ.ดร.ภญ. จิราพร ระบุ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114003</URL_LINK>
                <HASHTAG>.จิราพร ลิ้มปานานนท์, ATK, ร้านขายยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210820/image_big_611faa7ce7a07.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51401</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/11/2019 15:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/11/2019 15:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ดร.จิราพร &quot;ตอก&quot;สุริยะ&quot;ไม่ได้เห็นดีเห็นงาม เลิกแบน3สารเคมี ยันที่ประชุมไม่ได้ลงมติ ไม่มีการนับองค์ประชุม ประธานเดินเครื่องเอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากกรณีที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายประชุมเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2562 มีมติเลื่อนกำหนดห้ามใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช 2 ชนิด คือพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสไปอีก 6 เดือน ส่วนไกลโฟเซต เปลี่ยนจากการห้ามใช้เป็นเพียงการจำกัดการใช้ ซึ่งหลังจากการประชุมดังกล่าว รศ.ภญ.จิราพร นายกสภาเภสัชกรรม หนึ่งในคณะกรรมการวัตถุอันตราย ประกาศลาออกจากคณะกรรมการวัตถุอันตราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะ ที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม &amp;nbsp;ได้ชี้แจงว่าที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2562 ได้พิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านจนได้ข้อยุติโดยไม่มีใครคัดค้าน รวมทั้งได้ช่วยกันร่างข้อมูลโดยมีเลขานุการเป็นคนพิมพ์มติฯ และ รศ.ภญ.จิราพร ยังเป็นคนเดินไปให้ฝ่ายเลขาฯ แก้ไขข้อมูล จึงรู้สึกแปลกใจว่าทำไมจึงเกิดกรณีแบบนี้ขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุดวันที่ 29 พ.ย. 2562 รศ.ภญ.จิราพร ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ระบุว่า &amp;quot;เรียน คุณสุริยะ ประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย ดิฉันไม่ได้ร่วมร่างมติ เพียงได้กล่าวในที่ประชุมให้คงข้อ 1 ที่ขอให้แบนสารทั้งสามตามมติเมื่อวันที่ 22 ต.ค. โดยขอให้ย้ายมาเป็นข้อที่ 2 จึงเดินไปที่ฝ่ายเลขา และเมื่อเห็นว่ามีหลายคนกำกับ จึงเดินกลับด้วยความหดหู่ ย้ำอีกครั้งว่าในที่ประชุมไม่มีการลงมติ ไม่มีการนับองค์ประชุม ดังนั้น ในฐานะประธานจะไปแถลงข่าวอ้างเสียงมติเอกฉันท์ไม่ได้ ดิฉันขอยืนยันจุดยืนเดิมของดิฉันในการแบนสารเคมี 3ามชนิดมาโดยตลอด&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51401</URL_LINK>
                <HASHTAG>.จิราพร ลิ้มปานานนท์, คกก.วัตถุอันตราย, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, เลิกแบน3สารเคมี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191129/image_big_5de0dc1b7ea05.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48233</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/10/2019 14:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2019 14:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;รับยาที่ร้าน&quot; มีร้านยาเข้าร่วม 300 แห่งกับ 35 โรงพยาบาล  ห่วงพื้นที่ กทม. รพ.ยังเข้าร่วมน้อย ทั้งที่แออัดกว่าต่างจังหวัดมาก เตรียมดึงเข้าโครงการอีก16แห่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17ต.ค.62-ที่ประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานบอร์ด สปสช.ได้รับทราบความก้าวหน้าในการดำเนินงาน โครงการลดความแออัดในโรงพยาบาลโดยใช้กลไกร้านยา หรือโครงการรับยาใกล้บ้านลดความแออัดในโรงพยาบาล ซึ่งล่าสุดมีโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้น 35 แห่ง จากเป้าหมาย 50 แห่ง และมีร้านยาเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 300 ร้าน จากเป้าหมาย 500 ร้าน
นพ.จักรกริช โง้วศิริ รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า สำหรับโรงพยาบาลทั้ง 35 แห่ง มีการใช้รูปแบบการจัดบริการแบบที่ 1 คือโรงพยาบาลเป็นผู้จัดยาให้ร้านยา จำนวน 27 แห่ง และเลือกใช้รูปแบบที่ 2 คือโรงพยาบาลส่งยาสำรองไว้ที่ร้านยาเพื่อให้ร้านยาจัดยาให้ผู้ป่วย 8 แห่ง โดยดำเนินการในกลุ่มโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน หอบหืด ไขมันในเลือดสูง 26 แห่ง และมีเพิ่มเติมโรคอื่นๆ เช่น ต่อมลูกหมากโต มะเร็งเต้านม หลอดเลือดทางสมอง ลมชัก อีก 6 แห่ง ส่วนอีก 3 แห่งดำเนินการในกลุ่มโรคจิตเวช&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ข้อมูลผลการดำเนินงานจากที่บันทึกผลการเบิกจ่ายเข้ามาแล้ว มีจำนวนผู้ป่วยรับบริการรวมทั้งสิ้น 22 ราย ซึ่งเชื่อว่าจะเริ่มเห็นตัวเลขข้อมูลการรับบริการจริงตั้งแต่ปลายเดือน ต.ค. หรือเดือน พ.ย. เป็นต้นไป ส่วนผลบริการผ่านสายด่วน สปสช. 1330 พบว่ามีการสอบถามข้อมูลและเสนอแนะรวมทั้งสิ้น 93 ราย โดยประชาชนส่วนใหญ่สอบถามขอบเขตของการให้บริการ ขณะที่กลุ่มผู้ให้บริการจะสอบถามเกี่ยวกับวิธีการเข้าร่วมและแนวทางการใช้เงินค่าจัดบริการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.จักรกริช กล่าวต่อว่า ในส่วนของโรงพยาบาลที่เตรียมจะเข้าร่วมโครงการเฟสถัดไป ระหว่างเดือน พ.ย. 2562 - ม.ค. 2563 มีทั้งสิ้น 16 โรงพยาบาล ซึ่งอยู่ในระหว่างขั้นตอนการเตรียมการ ขณะที่การทบทวนปรับปรุงข้อกฎหมาย ขณะนี้ สปสช.อยู่ระหว่างการหารือเรื่องระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างฯ ร่วมกับกรมบัญชีกลาง ซึ่งคาดว่าจะเข้าคณะกรรมการนโยบายพิจารณาการจัดซื้อจัดจ้างได้ ภายในสัปดาห์หน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีรายงานความเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุมว่า ส่วนใหญ่ให้ข้อสังเกตถึงจำนวนการเข้าร่วมของโรงพยาบาลในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่ยังมีน้อย ในขณะที่มีอัตราการเข้าไม่ถึงบริการจากความแออัดสูงสุดเมื่อเทียบกับเมืองใหญ่อื่นๆ จึงต้องมีการขยับเพิ่มปริมาณมากขึ้น เช่นเดียวกับกับรูปแบบการจัดบริการ ที่ควรจะถูกพัฒนาไปสู่รูปแบบที่ 3 คือการให้ร้านยาเป็นผู้จัดซื้อและสำรองยา รวมทั้งจ่ายยาให้กับผู้ป่วยตามใบสั่งแพทย์ ที่จะช่วยแบ่งเบาภาระของระบบได้อย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ด้าน รศ.ดร.ภญ.จิราพร ลิ้มปานานนท์ นายกสภาเภสัชกรรม ได้ให้ข้อเสนอแนะถึงความสำคัญของการติดตามการใช้ยาของผู้ป่วย ซึ่งไม่ว่ารูปแบบการจัดบริการจะเป็นโมเดลใด ควรจะให้มีการติดตามการใช้ยาทุกเดือน เพื่อที่ว่าหากมียาเหลือจะสามารถส่งกลับโรงพยาบาลได้ แต่ในส่วนนี้พบว่าโรงพยาบาลส่วนมากโดยเฉพาะใน กทม. ยังไม่อยากให้มีการทอนยาเกิดขี้น ด้วยเหตุกังวลเรื่องระบบการจ่ายคืนต่างๆ ในทางปฏิบัติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เราพบปัญหาเยอะในการใช้ยาของผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยเรื้อรังบางทีใช้ไม่ถูกต้อง ทำให้มียาเหลือใช้ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ ดังนั้นหากทุกเดือนได้มีการทบทวนกันถึงการใช้ยา เมื่อมีเหลือใช้สามารถส่งกลับโรงพยาบาลได้ น่าจะเป็นหลักการที่ทำให้ผู้ป่วยได้ประโยชน์มากที่สุด&amp;quot; รศ.ดร.ภญ.จิราพร ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48233</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สปสช., .จิราพร ลิ้มปานานนท์, นพ.จักรกริช โง้วศิริ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.), รับยาที่ร้านไม่ต้องไปรพ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191017/image_big_5da8146e23bcb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
