<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>27890</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2019 14:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/01/2019 16:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แพทย์รุมจวกปิดรร.แค่แก้ปัญหาปลายเหตุ  รัฐต้องหารือด่วนฉุกเฉินทำเป็น&quot;วาระแห่งชาติ&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แพทย์ที่แถลงข่าวใส่หน้ากากป้องกันฝุ่นพิษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ม.ค.62-ที่อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ซอยศูนย์วิจัย ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ &amp;nbsp; ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ นายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวถึงการสั่งปิดโรงเรียน จากปัญหาฝุ่นละออง PM 25 ในการแถลงข่าว &amp;ldquo;ถอด N95 ร่วมแก้ปัญหาฝุ่นจิ๋ว&amp;rdquo; ว่าในฐานะแพทย์ยอมรับว่าฝุ่นละอองขนาดเล็กก่อให้เกิดปัญหาเรื่องสุขภาพแต่ จากมาตรการที่ปรากฏออกมา นั้นการสั่งปิดโรงเรียนเสมือนกับเป็นการแก้ปัญหา ซึ่งจริงๆ เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นตอ เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกต้องอย่างแน่นอนและยังก่อให้เกิดการตื่นตระหนกของประชาชนมากยิ่งขึ้นโดยที่ประชาชนไม่ทราบว่าจะต้องใช้ชีวิตในกรุงเทพมหานครอย่างไรจึงเป็นที่มาของการจัดงานแถลงข่าววันนี้ขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องจากนักวิชาการ อย่างไรก็ตามกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ซึ่งเป็นกระทรวงหลักในการดูแลด้านสุขภาพก็เริ่มมีการออกมาให้ข้อเท็จจริง แนวทางที่ถูกต้องแก่ประชาชน ซึ่งสิ่งสำคัญต้องมีแนวทาง 4 ประเด็น คือ 1.รัฐบาลในฐานะที่ดูแลประชาชนทั้งระบบ จะต้องมีการประชุมหารือที่เร่งด่วนเพราะเรื่องนี้เป็นวาระเร่งด่วน เพื่อกำหนดแนวทาง คำแนะนำ ที่ไปในทิศทางเดียวกัน &amp;nbsp;เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความตระหนก และสับสนในสังคม &amp;nbsp;2. สธ.ในฐานะกระทรวงที่ดูแลสุขภาพประชาชน อยากจะให้ออกมาให้คำแนะนำแนวทางที่เหมาะสมในการดูแลรักษาตัวเอง 3. ประชนชนต้องตระหนักรู้ปัญหานี้จริงๆ ต้องมีการติดตามสถานการณ์ ซึ่งแต่ละคนต้องมีวิธีในการดูแลตนเอง และ4. สังคมต้องมาตระหนักแล้วว่าเราต้องมาร่วมช่วยกันที่จะลดมลวะที่เป็นปัญหาในขณะนี้ &amp;nbsp;เพราะหากไม่ร่วมกันแก้ไขปัญหา ประเทศไทยก็จะยังสอบตกต่อปัญหามลภาวะนี้ และก่อให้เกิดความเจ็บป่วยมากขึ้นทุกวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การสั่งปิดโรงเรียนหรือแม้กระทั่งการแจกหน้ากาก ก็เป็นอีกมาตรการที่จะทำให้ประชาชนได้ป้องกันตัวเอง แต่เป็นมาตรการในระยะสั้นเท่านั้น และเป็นการตระหนกไม่ใช่การตระหนก เพราะขณะนี้แต่ละที่ถามแต่ว่าต้องเอาหน้ากาแบบไหนที่จะป้องกันได้ ซึ่งเรื่องนี้แพทยสมาคมฯ มีความห่วงใยอย่างมาก ในปรากฏการณ์มลภาวะในขณะนี้ สะท้อนให้เห็นว่าการแก้ปัญหาของประเทศไทยไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เช้านี้มีการสั่งปิดโรงเรียน 23 แห่ง ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะมีการปิดอะไรอีก&amp;rdquo;ศ.นพ.รณชัย กล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และกรรมการที่ปรึกษาชมรมลมวิเศษ &amp;nbsp;กล่าวว่า ปัญหาฝุ่นจิ๋วที่กำลังคุกคามสุขภาพของคนกรุงเทพฯ โดยผลกระทบที่รุนแรงในระยะสั้นคือเพิ่มอัตราการเสียชีวิตและการเจ็บป่วยรายวันจากโรคระบบการหายใจ หัวใจ และหลอดเลือดสมองให้สูงขึ้น เช่น โรคปอดอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดสมอง ส่วนผลกระทบในระยะยาวที่ร้ายแรงคือ อายุขัยเฉลี่ยสั้นลงตามระดับความเข้มข้นค่าเฉลี่ยรายปีของ PM2.5 ในพื้นที่บ้านเกิด โดยพบว่าทุกๆ 10 มคก./ลบ.ม ของ PM2.5 ที่เพิ่มขึ้นทำให้ผู้ที่เกิดและอยู่อาศัยในพื้นที่นั้นสั้นอายุขัยสั้นลงลง 0.98 ปี ซึ่งหากสามารถลดระดับความเข้มข้นของ PM2.5 ลงมาตามที่องค์การอนามัยโลกแนะนำค่าเฉลี่ยต่อปีไว้คือ 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาสก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) จะทำให้อายุขัยของประชาชนยืนยาวเพิ่มขึ้นอีก 5.53, 4.37 และ 2.41 ปีตามลำดับ ส่วนผลกระทบในระยะยาวยังไม่มีการศึกษาในประเทศไทย แต่มีการศึกษาทั่วโลก ของ WHO ว่าทุกๆ 10 ไมโครกรัมของ PM 2.5 ที่เพิ่มขึ้น จะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตจากมะเร็งปอดเพิ่มขึ้น 8-14 % โดยพบว่ามีความสัมพันธ์กันจากการศึกษาในระยะ 3 -20 ปีในระยะยาว ซึ่งจากข้อมูลทางอ้อมในประเทศไทยที่มีความสัมพันธ์กันเราพบว่าสถิติเป็นมะเร็งสูงสุดในภาคเหนือตอนบน ซึ่งไปสอดคล้องพื้นที่ที่มีค่าเฉลี่ยของPM 2.5 สูงกว่าพื้นที่อื่นๆของประเทศ &amp;nbsp;ซึ่งหากมีการศึกษาคงต้องมีการศึกษาขึ้นไปอีกในระยะยาว 4-5 ปีขึ้นไป หรือ ต้องมีการศึกษาย้อนหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรรมการที่ปรึกษาชมรมลมวิเศษ กล่าวว่า ล่าสุดมีข่าวดีว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) จะเชิญคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมเข้าหารือในวันที่ 4 กุมภาพันธ์นี้ &amp;nbsp;ก็ต้องรอดูว่าจะมีผลอย่างไรออกมา อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญอยากให้ชัดก่อน ว่า สาเหตุฝุ่นจิ๋วมาจากอะไรกันแน่ และควรมีแหล่งข้อมูลหลักจากแหล่งเดียว ออกมาให้ชัดว่า อะไรเป็นสาเหตุจริงๆ และจะแก้ไขอย่างไร &amp;nbsp;โดยต้องดูว่าผลกระทบต้องชัด เช่น ผลกระทบเฉียบพลัน หากฝุ่นสุงมากๆ จะเฉียบพลัน เช่น แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก แต่ผลจากระยะยาว ซึ่งวัดค่าเฉลี่ยรายปี อย่างค่าสูงเกิน 30-40. จะไม่มีอาการ แต่จะส่งผลระยะยาว เช่นมะเร็ง สมองเสื่อม พัฒนาการเด็ก โดยไทยกำนหดไว้ที่ปี 2553 กำหนดตั้งแต่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมสมัยอภิสิทธิ์ แต่ทุกปีกลับไม่มีการปรัปบรุง มีแต่การตื่นเต้นเป็นครั้งคราว ทุกวันนี้เราก็ยังใช้ค่ามาตรฐานเดิมคือ รายวัน 50 รายปี 25. ดังนั้น เราต้องมีข้อมูลวิชาการว่า ค่ารายวันรายปี จะทำอย่างไรให้อยู่ในค่ามาตรฐาน และต้องมีการปรับปรุงทุกปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.ฉันชาย กล่าวว่า ดังนั้น การดูแลผลกระทบจากฝุ่นจิ๋ว ควรต้องดูแลระยะสั้น และระยะยาวด้วย อย่างคนไข้หลายคนเป็นมะเร็งปอด โดยไม่ได้สูบบุหรี่ ตนมีความเชื่อส่วนตัวว่าสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมแน่ๆ ตรงนี้ก็ต้องมีการติดตามเพื่อให้ได้ผลระยะยาวด้วย ดังนั้น รัฐต้องมีเป้าให้ชัด วัดให้ได้ และไปให้ถึง อย่างคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง หลายคนก็มีเป้าหมายที่อาจไม่ตรงกับสุขภาพ ซึ่งตอนนี้ผมก็ไม่แน่ใจว่ามีพรรคการเมืองไหนเอาเรื่องนี้ขึ้นเป็นนโยบายว่า พีเอ็ม 2.5 ในกี่ปีจะเหลือเท่าไหร่ แต่ที่แน่ๆ ทางการแพทย์ เป้าสำคัญคือ สุขภาพของประชาชน นั่นคือผลระยะยาว แต่หากใครจะเอาผลทางธุรกิจ มันคือระยะสั้น ระยะยาวเจ๊งแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.ฉันชาย กล่าวว่า ไทยมีกฎหมายสิ่งแวดล้อมเกิน 70บับ เรามีความสามารถในการออกกฎหมาย แต่มีปัญหาเรื่องการบังคับใช้ เราจะต้องทำอย่างไร ลดการใช้เชื้อเพลิง เราจะทำอย่างไรอย่างโรงเรียนหนึ่ง เด็กๆจะใส่หน้ากากหมด แต่พ่อแม่ยังขับรถไปส่งรถหน้าโรงเรียน เราต้องกล้าปิดโรงเรียน เราต้องกล้าบังคับใช้เรื่องควบคุมต่างๆด้วย และในเรื่องการจัดการเรื่องงบประมาณ จริงๆ เรามีพ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมตั้งแต่ปี 2535 มีการเก็บภาษีน้ำเสียจากโรงงาน เราน่าจะเอาตรงนี้มาทำในเรื่องฝุ่นได้ด้วย อย่างเรื่องภาษีเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ก็เพื่อให้ผู้ประกอบการลดปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยจูงใจเรื่องมาตรการภาษี และก็เอาตรงนี้มาชดเชยผู้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อม. สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องดี และควรทำ แต่ก็ต้องมาดูว่าจะดำเนินการอย่างไรให้เหมาะสมด้วย .&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27890</URL_LINK>
                <HASHTAG>.ศ.นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์ คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่, รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์, แพทย์รุมจวกปิดรร.แค่แก้ปลายเหตุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190130/image_big_5c516e318ffb6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8240</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/05/2018 13:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2018 13:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศรีสุวรรณ&#039;เสนอนายกฯทำประชามติจบปัญหาบ้านพักศาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 พ.ค.61 - นายศรีสุวรรณ&amp;nbsp; จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ออกแถลงการณ์สมาคมฯ เรื่อง &amp;ldquo;ขอให้คนเชียงใหม่จัดลงประชามติกำหนดอนาคตบ้านพักศาลเชิงดอยสุเทพ&amp;rdquo; ระบุว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีออกมาให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาลในลักษณะหมดหนทางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับบ้านพักและที่ทำการศาลอุทธรณ์ ภาค 5 ที่เชิงดอยสุเทพ ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่วานนี้ว่า &amp;ldquo;กรณีปัญหาบ้านพักตุลาการที่จังหวัดเชียงใหม่ แม้ยอมรับว่ากฎหมายไม่ผิด แต่ความรู้สึกของคนในพื้นที่ เป็นเรื่องของป่าในมุมมองของประชาชน แล้วรัฐบาลจะทำอย่างไร ขอความกรุณาช่วยกันคิดด้วย&amp;rdquo; นั้น

สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ขอช่วย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีร่วมคิดว่า เรื่องดังกล่าวแม้แต่เด็กประถม-มัธยมก็คิดหาทางออกได้ เนื่องจากเมื่อปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากการใช้อำนาจรัฐโดยอ้างข้อกฎหมาย เรื่องดังกล่าวก็ควรจบด้วยมาตรการทางกฎหมายที่มีรองรับอยู่แล้ว และจะไม่มีใครต้องเสียหน้าด้วย นั่นคือ การเปิดโอกาสให้คนเชียงใหม่ทั้งจังหวัดใช้กฎหมาย &amp;ldquo;ประชามติ&amp;rdquo; เพื่อ &amp;ldquo;ทุบทิ้ง&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;คงสภาพ&amp;rdquo; โดยนายกรัฐมนตรีนำเรื่องดังกล่าวขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการตามมาตรา 166 ประกอบมาตรา 244(1)(2)(3) ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 บัญญัติไว้ความว่า &amp;ldquo;ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร&amp;nbsp; คณะรัฐมนตรีจะขอให้มีการออกเสียงประชามติ ในเรื่องใดอันมิใช่เรื่องที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือเรื่องที่เกี่ยวกับตัวบุคคลหรือคณะบุคคลใดก็ได้ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ&amp;rdquo; โดยเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการดำเนินการออกประกาศและจัดการออกเสียงประชามติดังกล่าวได้ภายในระยะเวลาที่รวดเร็วภายในระยะเวลา 90-120 วัน โดยใช้กฎหมายเทียบเคียงกับ &amp;ldquo;พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2552&amp;rdquo;&amp;nbsp;

ผลของประชามติที่ออกมาจะเป็นการสะท้อนความเห็นหรือความต้องการของคนเชียงใหม่ที่แท้จริง ซึ่งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีสามารถใช้เป็นข้ออ้างในการใช้อำนาจในการ &amp;ldquo;ทุบทิ้ง&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;คงสภาพ&amp;rdquo; ของบ้านพักและที่ทำการศาลอุทธรณ์ ภาค 5 เชียงใหม่ในพื้นที่เชิงดอยสุเทพได้ต่อไปหรือไม่ และถือว่ามติดังกล่าวจะเป็นข้อยุติทั้งทางกฎหมาย และทางปกครองในกรณีขัดแย้งดังกล่าวได้เป็นที่ยุติได้ดีที่สุดในขณะนี้

ด้วยเหตุดังกล่าวสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน จึงใคร่เรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อนำไปสู่ข้อยุติปัญหาความขัดแย้งบ้านพักศาลอุทธรณ์เชียงใหม่ ด้วยการใช้หลักกฎหมายประชามติมาแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว อย่ามัวแต่ซื้อเวลา เกรงใจกันไปกันมา เพราะการไม่กล้าตัดสินใจย่อมนำมาซึ่งความเสื่อม การลดความน่าเชื่อถือ และความไม่ไว้วางใจของประชาชนคนทั้งประเทศ ที่เฝ้ามองการตัดสินใจการแก้ปัญหานี้อยู่ด้วย และที่สำคัญอย่าเชื่อแต่ &amp;ldquo;เนติบริกร&amp;rdquo; ที่อยู่รอบเอวที่ชอบเสนอใช้กฎหมายมา &amp;ldquo;เชลียร์&amp;rdquo; มากกว่าการใช้กฎหมายเพื่อแก้ปัญหาเลย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8240</URL_LINK>
                <HASHTAG>.ศ.นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์ คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่, ขอคืนผืนป่าดอยสุเทพ, บ้านพักตุลาการ, บ้านพักศาล, ประชามติ, ศรีสุวรรณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180419/image_big_5ad85deb2be17.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4573</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/03/2018 20:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/03/2018 06:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมอกควันคลุมเมือง&quot;เสี่ยงตาย&quot;รายวัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศที่แม่เหียะ เก็บข้อมูลฝุ่น PM 10 และ PM 2.5 ตลอด 24 ชม. ส่วนหนึ่งของงานวิจัย&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงเดือนมีนาคมของทุกปีพื้นที่ภาคเหนือตอนบนจะเผชิญปัญหาสถานการณ์หมอกควันและไฟป่าอย่างหนัก พบค่าฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐานในหลายวัน เป็นคุณภาพอากาศที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง &amp;nbsp; ปีนี้เชียงใหม่ก็น่าห่วงถูกปกคลุมด้วยหมอกควันหนาแน่นไปทั้งเมืองจนทำให้ดอยสุเทพหายไปกับตา &amp;nbsp;ขณะที่หลายจังหวัดภาคเหนือค่าฝุ่นละอองพุ่งเกินมาตรฐาน หมอกควันพ่นพิษติดอันดับเช่นกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้แต่ละจังหวัดจะระดมสรรพกำลังและบังคับใช้มาตรการห้ามเผาเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษแล้ว แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ยังมีประชาชนลักลอบเผาในพื้นที่เกษตร พบจุดเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด &amp;nbsp;ที่ผ่านมาข้อมูลการปล่อยมลพิษจากการเผาในที่โล่ง ต้นตอปัญหาหมอกควันยังมีจำกัดและไม่ชัดเจน จึงมีการจัดทำ&amp;quot;โครงการติดตามตรวจสอบการเผาในที่โล่งในภาคเหนือของประเทศไทย สำหรับการประเมินการปล่อยและเคลื่อนที่ของมลพิษทางอากาศเพื่อการวางแผนการจัดการปัญหาหมอกควัน &amp;quot; โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) งานวิจัยชิ้นนี้น่าสนใจตรงการศึกษาข้อมูลย้อนหลัง 10 &amp;nbsp;ปี &amp;nbsp;(ระหว่างปี 2549-2558 &amp;nbsp;) ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา และตาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.สมพร จันทระ หน.ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ม.เชียงใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ผศ.ดร.สมพร จันทระ หัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นักวิจัยโครงการฯ กล่าวว่า &amp;nbsp;ปัญหาหมอกควันภาคเหนือตอนบนมาจากหลายปัจจัย เริ่มจากสภาพภูมิประเทศมีการตั้งเมืองในแอ่งและภูเขาล้อมรอบเอื้อเกิดมลพิษอากาศ &amp;nbsp;อีกทั้งสภาพภูมิอากาศช่วงปลายฤดูหนาวก่อนเข้าฤดูแล้งจะมีความกดอากาศสูงและอากาศนิ่ง เมื่อมีมลพิษเกิดขึ้นในแอ่งแล้ว การระบายมลพิษทำได้ยาก ทั้งสองปัจจัยนี้ควบคุมไม่ได้ อีกปัจจัยเป็นการเผาในที่โล่งทั้งการเผาในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตร ซึ่งควบคุมได้ที่แหล่งกำเนิด ขณะนี้รัฐบาลได้พยายามแก้ปัญหาหมอกควันและไฟป่าอยู่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ ม.เชียงใหม่บอกฝุ่นที่ได้จากการเผามีทั้งฝุ่นขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน หรือ PM 10 และฝุ่นขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5 ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าเส้นผมมนุษย์ ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ยิ่งขนาดเล็กยิ่งเป็นอันตรายต่อปอด &amp;nbsp;แล้วยังมีสารที่เกาะกับฝุ่นก็อันตรายเช่นกัน &amp;nbsp;ช่วงหมอกควันที่ปริมาณฝุ่นในบรรยากาศมากยังทำให้ทัศนวิสัยในการมองเห็นแย่ลง ท้องฟ้าเมืองเชียงใหม่ขมุกขมัว มองไม่เห็นแนวภูเขา เป็นสถานการณ์ที่พบเจอทุกปีช่วงฤดูแล้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการวิเคราะห์ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมแลนด์แซท ย้อนรอย 10 ปี ผศ.ดร.สมพร ชี้มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินอย่างเห็นได้ชัดใน 9 จังหวัด โดยพื้นที่ป่าลดลงมากกว่า 14,000 ตารางกิโลเมตร &amp;nbsp;ขณะที่พื้นที่เกษตรเพิ่มขึ้นเกือบ 13,000 ตร.กม. เกษตรบนที่สูงเพิ่มขึ้นชัดเจน &amp;nbsp; ปี 2550 พบจุดความร้อนในพื้นที่ 9 จังหวัดหนาแน่น ทุกพื้นที่ เทียบกับปี 2554 &amp;nbsp;มีปริมาณน้ำฝน และเกิดอุทกภัย ทำให้การเผาน้อยและไม่เจอหมอกควัน ดูเหมือนหากเราไม่เลือกหมอกควันก็ต้องเจอน้ำท่วมแทน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; &amp;nbsp;จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีการเผาซ้ำที่ตำแหน่งเดิมในระยะ 2-5 ปีมากที่สุด &amp;nbsp;รองลงมาตาก เชียงใหม่ ส่วนการเผาในที่โล่งพบสูงสุดในเดือนมีนาคม จะเริ่มเผาตั้งแต่เดือนธันวาคม ใน จ.เชียงราย พะเยา เดือนมกราคม กุมภาพันธ์และมีนาคม จะเผาในที่โล่งมากใน จ.แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ตาก และน่าน &amp;nbsp;สรุปจากภาพถ่ายดาวเทียมและการเดินสำรวจ พบป่ามีจุดความร้อนเพิ่มมากเดือนกุมภาพันธ์ สูงสุดเดือนมีนาคม &amp;nbsp;ส่วนการเผาพืชไร่บนที่สูงก็สูงสุดเดือนมีนาคมเช่นกัน &amp;quot; ผศ.ดร.สมพร เผยงานวิจัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในปี 2558 &amp;nbsp;นักวิจัยบอกว่า ปริมาณเชื้อเพลิงชีวมวลที่ถูกเผาทุกชนิด 9 จังหวัดอยู่ที่ 4 ล้านตัน &amp;nbsp;มากสุดที่แม่ฮ่องสอน 0.9 ล้านตัน รองลงมา จ.เชียงใหม่ น่าน และตาก พบการเผาในป่าเบญจพรรณที่แม่ฮ่องสอนมากสุด 0.3 ล้านตัน ส่วนเผาไร่ข้าวโพดพบมากสุดที่น่าน 0.4 ล้านตัน เผานาข้าวมากสุดในเชียงใหม่ &amp;nbsp; ส่งผลต่อมลพิษอากาศรุนแรง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับปริมาณมลพิษที่เกิดขึ้นจากการทดสอบการเผาฟางข้าว เศษต้นข้าวโพด เศษใบไม้จากป่าเต็งรัง และป่าเบญจพรรณ โดยใช้เตาจำลองการเผาชีวมวลในที่โล่ง ติดตั้งที่คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ &amp;nbsp; และใช้เครื่องมือตรวจวัดก๊าซและเก็บตัวอย่างฝุ่นที่ปล่อยออกมาจากการเผาชีวมวลทั้งฝุ่น PM10 และ PM 2.5 &amp;nbsp;นักวิจัย พบว่า การเผาชีวมวลทุกชนิดให้มลพิษใกล้เคียงกัน &amp;nbsp;แต่การเผาฟางข้าวและใบไม้จากป่าปล่อยฝุ่นขนาดเล็ก PM 2.5 มากกว่าเผาข้าวโพด แต่ข้อค้นพบที่น่าสนใจ คือ ฝุ่นจากเผาฟางข้าวมีปริมาณโพแทสเซียมและคลอไรด์สูงกว่าพืชป่า เพราะมีการใช้ปุ๋ยและสารเคมีกำจัดศัตรูพืชปลูกพืชเกษตร &amp;nbsp;ส่วนสารพอลิไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) &amp;nbsp;เป็นสารก่อมะเร็ง ซึ่งการเผาพืชทุกชนิดให้สารพีเอเอชใกล้เคียงกัน การรับฝุ่นควันกระทบสุขภาพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; การเสี่ยงภัยภาวะหมอกควัน สรุปได้ว่า เดือนมกราคมและกุมภาพันธ์มีเพียง 1-5 วันต่อเดือนที่ค่าฝุ่น PM10 เกินค่ามาตรฐาน กระทบต่อสุขภาพ แต่เดือนมีนาคมตลอดทั้งเดือน มีสถานการณ์มลพิษทางอากาศรุนแรงที่สุด และจากข้อมูลย้อนหลังพบช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน มีการระบายอากาศดีที่สุด เดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ อัตราระบายอากาศแย่ &amp;nbsp;ข้อมูลเหล่านี้เราเสนอให้นำไปใช้ประโยชน์เพื่อกำหนดนโยบายห้ามเผา&amp;nbsp;เพราะปัจจุบันภาครัฐกำหนดห้ามเผา 2 เดือนต่อเนื่อง ไม่มีข้อยกเว้น อาจจะง่ายต่อการจัดการของเจ้าหน้าที่ &amp;nbsp;แต่ขาดความยืดหยุ่น สร้างความยากลำบากในการจัดการชีวมวลในพื้นที่ จากการวิจัยเดือนมกราคมถึงเมษายน มีวันที่อัตราการระบายอากาศดี แต่ต้องอาศัยการพยากรณ์ล่วงหน้าเพื่อประเมินสภาพอากาศ และอัตราระบายอากาศรายวัน &amp;nbsp;ผู้ถือนโยบายต้องมีความพร้อม &amp;nbsp;นอกจากนี้ งานวิจัยช่วยให้เกษตรกรมีทางเลือกจัดการชีวมวลในพื้นที่ &amp;nbsp;&amp;quot; ผศ.ดร.สมพร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม แม้ 9 จังหวัดภาคเหนือจะกำหนดมาตรการห้ามเผาราว 15 ก.พ.-15 เม.ย. &amp;nbsp;แต่นักวิจัยชี้ภาพถ่ายดาวเทียมยังตรวจพบจุดความร้อนจำนวนมากในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งสอดคล้องกับฝุ่น PM10 ในอากาศที่รายงานโดย คพ.ส่วนปี 2560 ได้จัดทำโครงการวิจัย&amp;quot;ประเทศไทยไร้หมอกควัน&amp;quot; &amp;nbsp;มีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศที่แม่เหียะ แยกจากสถานีของ คพ. โดยเก็บตัวอย่างรายวัน 24 ชม. และนำไปวิเคราะห์ในห้องแล็ป &amp;nbsp;เริ่มทำเดือน มี.ค. และเม.ย &amp;nbsp;ปีที่แล้วมีหลายวันที่ PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; ปีนี้เชียงใหม่ PM 10 ยังไม่เกินค่ามาตรฐาน แต่ PM 2.5 เกินไปแล้ว ถ้าโฟกัสเฉพาะฝุ่น PM 10 เรายังปลอดภัยอยู่ แต่ถ้าฝุ่นขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน อันตรายแล้ว เกินค่ามาตรฐานตั้งแต่เดือน ก.พ. ผลกระทบจึงไม่จริงเท่ากับความเป็นจริง การแก้ปัญหาหมอกควันภาคเหนืออย่างยั่งยืน มีนโยบายห้ามเผา พยายามลดปัญหาที่ต้นตอ ง &amp;nbsp;จริงๆ แล้วต้องอาศัยงานวิจัยช่วยพิสูจน์ว่า ช่วงที่มีมาตรการห้ามเผาลดมลพิษทางอากาศได้จริงหรือไม่ โดยไม่ดูที่ HOTSPOT เพียงอย่างเดียว เพราะมีจุดอ่อนตรวจไม่พบ หากการเผาฃนาดไม่ใหญ่พอ ต้องใช้ข้อมูลตรวจวัดจริงในพื้นที่ที่ๆเป็นตัวแทน ปัจจุบันสถานีตรวจวัดของ คพ. อยู่ในเขตเมือง ขณะที่การเผาส่วนใหญ่เกิดในพื้นที่รอบนอก ห่างไกลจากตัวเมือง แต่ส่งผลกระทบทั่วถึง ฉะนั้น ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ประชาชน ต้องช่วยกันและหาจุดยืนร่วมกัน หาทางออกที่ดีที่สุด &amp;nbsp;&amp;quot; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มช. กล่าวในท้าย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์ หัวหน้าหน่วยวิชาโรคระบบการหายใจ เวชบำบัด วิกฤตและภูมิแพ้ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยผลกระทบของหมอกควันห่มคลุมเมืองว่า มลพิษทางอากาศอันตรายยิ่งกว่าบุหรี่ เพราะกระทบตั้งแต่ในครรภ์มารดา ทั้งคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักต่ำกว่ามาตรฐาน ติดเชื้อง่าย เกิดความพิการในครรภ์ จนถึงลมหายใจสุดท้ายของชีวิต &amp;nbsp;โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่มีภูมิต้านทานต่ำเป็นกลุ่มเสี่ยงจากฝุ่นพิษ &amp;nbsp; ผลกระทบต่อสุขภาพไม่ใช่แค่แสบตา ระคายผิว อย่างที่ภาครัฐพูด &amp;nbsp;แต่ทำให้สมรรถนะร่างกายถดถอย เจ็บป่วยรุนแรง เป็นโรคมะเร็ง นอนโรงพยาบาล เข้าห้องฉุกเฉิน และเสียชีวิต กว่า 10 ปีที่ตนนำเสนอข้อมูลผลกระทบของมลพิษตามฤดูกาลจากการเผาพื้นที่เกษตรต่อสุขภาพ &amp;nbsp;มีผลกระทบทั้งระยะสั้นและระยะยาว &amp;nbsp;แต่ภาครัฐยังขาดการแก้ไขอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์ คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; ฝุ่นขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน จะเข้าสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง ถ้าอนุภาคเล็กกว่า 2.5 ไมครอนเข้าสู่กระแสเลือด สะสมรอเวลาเป็นมะเร็ง &amp;nbsp;องค์การอนามัยโลกศึกษามลภาวะอากาศ พบว่า ทุกๆ 10 ไมโครกรัมของฝุ่น PM 10 ที่เพิ่มขึ้น มีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 0.6% ความตายรายวันสัมพันธ์กับระดับควันพิษแบบเดียวกับเงาตามตัว &amp;nbsp; &amp;nbsp;ตายจากโรคระบบทางเดินหายใจเพิ่มขึ้น 1.3% ตายจากระบบหลอดเลือดเพิ่มขึ้น 0.9% ระยะยาว 7-20 ปี อัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 4% นอกจากนี้ ทุกๆ 10 ไมโครกรัมของฝุ่นพิษ 2.5 ไมครอนเสี่ยงมะเร็งปอดเพิ่มขึ้น 8-14% &amp;nbsp; ประเทศที่พัฒนาแล้วเมื่อควบคุมระดับมลพิษได้ตามเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกกำหนดแล้ว ยังปรับลดค่ามาตรฐานให้ต่ำลงอีกเพื่อให้อัตราผู้ป่วยลดลง &amp;nbsp;แต่ประเทศไทยยอมรับค่ามาตรฐานที่สูง ปล่อยให้ประชาชนเสี่ยงชีวิตมากขึ้น &amp;quot; ศ.นพ.ชายชาญ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ หน.หน่วยวิชาโรคระบบการหายใจฯ ม.เชียงใหม่ ย้ำชัดคุณภาพอากาศในพื้นที่เชียงใหม่ตลอดเดือดกุมภาพันธ์จนถึงวันที่ 5 มีนาคม พบค่าฝุ่น PM 2.5 &amp;nbsp;เกินมาตรฐานทุกวัน &amp;nbsp;ตั้งแต่วันแรกที่รับฝุ่นส่งผลให้โรคหอบหืด โรดปอด โรคทางเดินหายใจกำเริบ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้ารับมลภาวะติดต่อกัน 7 วัน ฝุ่น PM 2.5 ซึมลึกในกระแสเลือดส่งผลผู้ป่วยเส้นเลือดในสมองแตก อัมพาตและเสียชีวิตที่บ้านเพิ่มขึ้น สำหรับข้อ แนะนำให้ประชาชนป้องกันสุขภาพตัวเอง สวมใส่หน้ากากป้องกันที่เหมาะสมเมื่อต้องอยู่ในที่โล่งแจ้ง หรือทำม่านน้ำลดฝุ่นละอองในบรรยากาศ &amp;nbsp;สำหรับในพื้นที่เสี่ยงผู้มีอาการป่วยต้องอพยพออกนอกพื้นที่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โรคที่ตายสูงสุด 5 อันดับแรกของคนไทย โรคมะเร็งเป็นอันดับ 1 ตามด้วยโรคหลอดเลือดในสมอง ปอดอักเสบ โรคหัวใจขาดเลือด และการบาดเจ็บจากการจราจรทางถนน และจากข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข พบว่าภาคเหนืออัตราเสียชีวิตจากโรคมะเร็งติดอันดับ 1 ศ.นพ.ชายชาญ บอกว่า ผู้ป่วยโรคมะเร็งในภาคเหนือสัมพันธ์กับจุดสะสมความร้อนย้อนหลัง ซึ่งแสดงถึงมลพิษทางอากาศที่สะสมให้พื้นที่ นำไปสู่โรคมะเร็ง &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ ตนได้ทำโครงการวิจัยผลกระทบมลพิษต่อสุขภาพในพื้นที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ยืนยันการตายเพิ่มขึ้นจากฝุ่นขนาดเล็กที่เพิ่มสูงขึ้นทั้ง PM 10 และ PM 2.5&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; การแก้ปัญหาหมอกควันต้องผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ มีความท้าทาย จะแก้เฉพาะในประเทศกำชับแต่ละอำเภอ ตำบล ห้ามเผาเป็นพื้นที่ไร้ควัน ขณะที่เพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา &amp;nbsp;พม่า ลาวก็เผา ปัญหาก็ไม่บรรเทา เพราะจากการศึกษามีการเคลื่อนที่ของมลพิษทางอากาศ เราปล่อยให้ความเสี่ยงสะสมต่อสุขภาพมาตลอด ถึงเวลาต้องบูรณาการวางแผนจัดการปัญหาหมอกควันร่วมกัน ผู้นำของแต่ละประเทศในเออีซีต้องพูดคุยกัน &amp;quot; ศ.นพ.ชายชาญ ฝากถึงผู้บริหารระดับนโยบายมุ่งสู่อากาศบริสุทธิ์ปราศจากมลพิษในอนาคต .&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฝุ่นบนกระดาษกรองจากเครื่องเก็บตัวอย่างฝุ่น PM 2.5 ของสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศของศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มช.

&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4573</URL_LINK>
                <HASHTAG>.ศ.นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์ คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่, PM2.5, ผศ.ดร.สมพร จันทระ หน.ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ม.เชียงใหม่, มลพิษทางอากาศ, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศที่แม่เหียะ เก็บข้อมูลฝุ่น PM 10 และ PM 2.5, หมอกควันภาคเหนือ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180308/image_big_5aa1283bcdcda.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
