<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109604</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/07/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทุ่ม4.2หมื่นล.เยียวยา แจกเงินลดค่าไฟ-นํ้า10จว.‘บิ๊กตู่’ลั่นสู้จนกว่าชนะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; ลั่นไม่ยอมแพ้สงครามโควิด-19 แม้มีอุปสรรคขวากหนาม ทุ่ม 42,000 ล้านบาทเยียวยาล็อกดาวน์ 10 จังหวัดได้เฮ ครม.ช่วยลูกจ้างและนายจ้างใน 14 กิจการ ทั้ง ม.33-ม.39-ม.40 รวมถึงฟรีแลนซ์ มนุษย์เงินเดือนคนไทยได้รับสูงสุด 10,000 บาท พร้อมลดค่าน้ำ 10% หั่นค่าไฟทั่วประเทศ สั่ง &amp;ldquo;ศธ.-กระทรวงการอุดมศึกษาฯ&amp;rdquo; ชงมาตรการลดค่าเทอมและช่วยเอกชนสัปดาห์หน้า กำชับ &amp;ldquo;คลัง-ธปท.&amp;rdquo; เร่งถกหาแนวทางดูแลเรื่องหนี้โดยด่วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอังคารที่ 13 กรกฎาคม ในเวลา 15.51 น. หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โพสต์เฟซบุ๊ก &amp;ldquo;ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut-chan-o-cha&amp;rdquo; ถึงมาตรการเยียวยาจากคำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ 9/2564 เรื่อง พื้นที่สถานการณ์ที่กำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด พื้นที่ควบคุมสูงสุด พื้นที่ควบคุม และพื้นที่เฝ้าระวังสูง ตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ซึ่งมีการล็อกดาวน์และเคอร์ฟิวใน 10 จังหวัด ว่า ได้รับรู้ปัญหาของพี่น้องกลุ่มต่างๆ และไม่เคยหยุดคิดหาแนวทางช่วยเหลือประชาชนมาโดยตลอด โดยมาตรการล็อกดาวน์ครั้งนี้ได้สั่งการให้หน่วยงานด้านเศรษฐกิจเสนอมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบให้ได้มากที่สุด ซึ่งได้มีการประชุมไปแล้วเมื่อวันที่ 12 ก.ค. และ ครม.ได้ให้การเห็นชอบมาตรการที่นำเสนอในวันที่ 13 ก.ค.แล้ว
สำหรับมาตรการมีรายละเอียด คือ 1.มาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสำหรับลูกจ้างและกิจการใน 10 จังหวัดสีแดงเข้ม โดยจะมี 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก 9 หมวดกิจการ คือ 1.ก่อสร้าง 2.ที่พักแรมและบริการด้านอาหาร 3.ศิลปะ บันเทิงและนันทนาการ 4.กิจกรรมการบริการด้านอื่นๆ 5.ขายส่ง ขายปลีก และซ่อมยานยนต์ 6.ขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า 7.กิจกรรมการบริหารและบริการสนับสนุนกิจกรรมวิชาชีพ วิทยาศาสตร์ และกิจกรรมทางวิชาการ และ 9.ข้อมูลข่าวสารและสื่อสาร ส่วนกลุ่มที่ 2 จะเป็น 5 กิจการของถุงเงิน คือ 1.ร้านอาหารและเครื่องดื่ม 2.ร้าน OTOP 3.ร้านค้าทั่วไป 4.ร้านค้าบริการ และ 5.กิจการขนส่งสาธารณะไม่รวมกิจการขนาดใหญ่
&amp;ldquo;ระยะเวลาให้ความช่วยเหลือ 1 เดือน และอาจมีการขยายต่อตามสถานการณ์ ซึ่งรายละเอียดของการเยียวยาแบ่งตามกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ คือ ลูกจ้างในระบบประกันสังคม ตามมาตรา 33 ในกิจการ 9 หมวด รัฐจะจ่ายเงินเยียวยาให้ 50% ของรายได้ สูงสุดไม่เกิน 7,500 บาท และจ่ายสมทบให้ลูกจ้างสัญชาติไทยอีก 2,500 บาทต่อคน รวมแล้วได้สูงสุด 10,000 บาท ในขณะที่นายจ้าง ม.33 ในกิจการ 9 หมวด รัฐจะจ่ายให้ตามจำนวนลูกจ้าง 3,000 บาทต่อราย สูงสุดไม่เกิน 200 คน ส่วนผู้ประกันตนตาม ม.39 และ 40 รัฐบาลจะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายให้ 5,000 บาทต่อคน ส่วนผู้ประกอบอาชีพอิสระ (ฟรีแลนซ์) ให้ขึ้นทะเบียนตาม ม.40 ภายในเดือน ก.ค.นี้ เพื่อรับค่าช่วยเหลือ 5,000 บาท ขณะที่ผู้ประกอบการที่มีลูกจ้างแต่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม ให้ขึ้นทะเบียนตาม ม.33 ภายในเดือน ก.ค.นี้ เพื่อรับเงินช่วยเหลือเหมือนนายจ้างในระบบ และผู้ประกอบการที่ไม่มีลูกจ้างและไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม ให้ขึ้นทะเบียนตาม ม.40 ภายในเดือน ก.ค.นี้ เพื่อรับค่าช่วยเหลือ 5,000 บาท&amp;rdquo;&amp;nbsp;
ลด &amp;ldquo;ค่าไฟ-ค่าน้ำ&amp;rdquo; ทั่วประเทศ
ส่วนผู้ประกอบการในระบบถุงเงิน 5 หมวด ภายใต้โครงการคนละครึ่ง และโครงการเราชนะ ที่มีลูกจ้างให้ขึ้นทะเบียนตาม ม.33 ภายในเดือน ก.ค.นี้ เพื่อรับเงินช่วยเหลือเหมือนผู้ประกันตน ในขณะที่ผู้ประกอบการในระบบถุงเงิน 5 หมวด ภายใต้โครงการคนละครึ่ง และโครงการเราชนะ ที่ไม่มีลูกจ้างให้ขึ้นทะเบียนตาม ม.40 ภายในเดือน ก.ค.นี้ เพื่อรับค่าช่วยเหลือ 5,000 บาท รวมทั้งสิ้นภายใต้กรอบวงเงิน 30,000 ล้านบาท &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์โพสต์อีกว่า 2.มาตรการลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานสำหรับประชาชนทั่วประเทศนั้นจะประกอบด้วย ค่าไฟฟ้า ให้มีการลดค่าไฟฟ้าสำหรับบ้านอยู่อาศัย และกิจการขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ เฉพาะอย่าง องค์กรไม่แสวงหากำไร และการสูบน้ำเพื่อการเกษตร (ไม่รวมส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ) เป็นเวลา 2 เดือน คือ ก.ค. และ ส.ค.2564 &amp;nbsp;สำหรับบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือน ให้สิทธิใช้ไฟฟ้าฟรี 90 หน่วยแรก สำหรับบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 150 หน่วยต่อเดือน ให้คิดดังนี้ 1.หากใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าหรือเท่ากับค่าไฟเดือน ก.พ.2564 ให้คิดค่าไฟฟ้าตามหน่วยการใช้จริง 2.หากใช้ไฟฟ้ามากกว่าค่าไฟเดือน ก.พ.64 หากไม่เกิน 500 หน่วย ให้คิดค่าไฟฟ้าเท่ากับหน่วยของเดือน ก.พ.2564 3.หากใช้ 501-1,000 หน่วย ให้คิดค่าไฟเท่ากับหน่วยของเดือน ก.พ.2564 บวกด้วยหน่วยที่มากกว่าหน่วยของเดือน ก.พ.64 ในอัตรา 50% 4.หากใช้มากกว่า 1,000 หน่วย ให้คิดค่าไฟเท่ากับหน่วยของเดือน ก.พ.2564 บวกด้วยหน่วยที่มากกว่าหน่วยของเดือน ก.พ.2564 ในอัตรา 70% ทั้งนี้ให้เป็นส่วนลดก่อนการคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับกิจการขนาดเล็กให้สิทธิใช้ไฟฟ้าฟรี 100 หน่วยแรก สำหรับกิจการขนาดกลาง ขนาดใหญ่ เฉพาะอย่าง องค์กรไม่แสวงหากำไร และการสูบน้ำเพื่อการเกษตร ให้ยกเว้นการเรียกกเก็บอัตราค่าไฟฟ้าต่ำสุดไปจนถึงสิ้นเดือน ธ.ค.2564 ส่วนค่าน้ำประปาลด 10% สำหรับบ้านอยู่อาศัยและกิจการขนาดเล็ก ซึ่งไม่รวมส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ เป็นเวลา 2 เดือน คือ ก.ค. และ ส.ค.2564 โดยรวมทั้งสิ้นภายใต้กรอบวงเงิน 12,000 ล้านบาท &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.มาตรการความช่วยเหลือบรรเทาค่าใช้จ่ายของประชาชนด้านอื่นๆ ประกอบด้วย มาตรการให้ความช่วยเหลือด้านการศึกษา ครม.เห็นชอบให้กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการอุดมศึกษาฯ หารือกับสถานศึกษาในสังกัดเพื่อกำหนดแนวทางลดค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมต่างๆ ในภาคเรียนที่ 1/2564 และให้จัดทำโครงการที่รัฐร่วมสมทบส่วนลดบางส่วนให้แก่สถานศึกษา ให้เสนอ ครม.ภายใน1 สัปดาห์ รวมถึงแนวทางการช่วยเหลือปัญหาทางการเงินแก่สถานศึกษาเอกชนด้วย มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ ครม.มอบหมายให้กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หารือกับธนาคารพาณิชย์ดำเนินมาตรการผ่อนปรนการชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ย หรือเลื่อนงวดการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่ทั้งประชาชนและผู้ประกอบการอย่างจริงจัง และกำหนดมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยเหลือประชาชนสำหรับผู้ให้บริการนอกระบบการกำกับของ ธปท. และกำหนดมาตรการจริงจังสำหรับผู้ทวงถามหนี้ที่ดำเนินการอย่างไม่เป็นธรรมกับประชาชนด้วย และให้ดำเนินการโดยเร็วที่สุด
ลั่นไม่ยอมแพ้สงคราม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การเยียวยาครั้งนี้แม้ต้องใช้งบประมาณพอสมควร แต่ได้พิจารณาอย่างรอบคอบ และมีความจำเป็น เพื่อช่วยให้พี่น้องประชาชนได้ผ่านวิกฤตินี้ไปให้ได้ ผมขอให้พวกเราทุกคนไม่ยอมแพ้ต่อช่วงเวลาที่ยากลำบาก ผมและรัฐบาลจะหาทางช่วยทุกท่านให้ได้มากที่สุด และจะไม่มีวันยอมแพ้ต่อสงครามครั้งนี้ ไม่ลดละเลิกล้มความพยายาม ไม่ว่าจะมีอุปสรรคหรือปัญหาใดๆ และจะสู้จนกว่าเราจะเอาชนะได้&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์โพสต์ทิ้งท้าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า ภายหลัง ครม.เห็นชอบมาตรการเยียวยาแล้ว นายกฯ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดูมาตรการในระยะต่อไปเตรียมเอาไว้ด้วย เพราะหากสถานการณ์ไม่ดีขึ้นจะต้องมีแผนการในระยะต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงผลประชุม ครม.ว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือในระยะเร่งด่วน กลุ่มแรงงานและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากข้อกำหนดฉบับที่ 27 เพื่อลดผลกระทบในระยะสั้น โดยเป็นการทดแทนมาตรการช่วยเหลือตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2564 ระยะเวลาการช่วยเหลือ 1 เดือน โดยขยายพื้นที่จากเดิม 6 จังหวัด กรุงเทพฯ, นครปฐม, นนทบุรี, ปทุมธานี, สมุทรปราการ และสมุทรสาคร เพิ่มเติม 4 จังหวัด นราธิวาส, ปัตตานี, ยะลา และสงขลา โดยเป็น 10 จังหวัดในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด และเพิ่มประเภทกิจการรวม 9 สาขา จากเดิม &amp;nbsp;4 หมวดกิจการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชากล่าวอีกว่า การช่วยเหลือในระบบประกันสังคมตามมาตรา 33​ นายจ้างและผู้ประกอบการ รัฐบาลยังคงจ่ายให้นายจ้างตามจำนวนลูกจ้าง 3,000 บาท/หัว/สถานประกอบการ สูงสุดไม่เกิน 200 คน, ลูกจ้าง จ่ายเพิ่มเป็น 2,500 บาท/คน จากที่ลูกจ้างจะได้รับตามมาตรการช่วยเหลือเดิมเพียง 2,000 บาท/คน ซึ่งเมื่อรวมกับจ่ายชดเชยเยียวยา 50% ของรายได้ให้ลูกจ้าง สูงสุดไม่เกิน 7,500 บาท ระยะเวลาไม่เกิน 90 วัน ทำให้ผู้ประกันตน ม.33 สัญชาติไทยจะได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐไม่เกิน 10,000 บาท/คน, เพิ่มสิทธิให้ผู้ประกันตน ม.39 และ ม.40 ที่ประกอบอาชีพอยู่ในปัจจุบัน จะได้รับเงินช่วยเหลือ 5,000 บาท/คน &amp;nbsp;สำหรับผู้ที่อยู่นอกระบบ ม.33 อาชีพอิสระ ขอให้ขึ้นทะเบียนกับประกันสังคม (ม.40) ภายในเดือน ก.ค.64 เพื่อจะได้รับเงินช่วยเหลือ 5,000 บาท/คน &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนผู้อยู่นอกระบบประกันสังคม กลุ่มผู้ประกอบการ/นายจ้าง กรณีมีลูกจ้าง ให้ขึ้นทะเบียนกับประกันสังคม (ม.33) ภายในเดือน ก.ค.64 เพื่อที่นายจ้างจะได้รับเงินช่วยเหลือตามจำนวนลูกจ้าง 3,000 บาท/หัว/สถานประกอบการ สูงสุดไม่เกิน 200 คน ขณะเดียวกันลูกจ้างสัญชาติไทยจะได้รับเงินช่วยเหลือ 2,500 บาท/คน​ ส่วนกรณีที่ไม่มีลูกจ้าง ให้ลงทะเบียนเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ภายในเดือน ก.ค. จะได้รับเงินช่วยเหลือ 5,000 บาท/คน ขยายมาตรการช่วยเหลือเดิมให้เฉพาะผู้ประกอบการในหมวดร้านอาหาร เครื่องดื่ม ในโครงการคนละครึ่งที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับประกันสังคม ได้รับการช่วยเหลือ 3,000 บาทเท่านั้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้ประกอบการในระบบถุงเงิน โครงการคนละครึ่ง และโครงการเราชนะ ขยายให้ความช่วยเหลือจากเดิมเฉพาะหมวดร้านอาหารและเครื่องดื่มเป็น 5 กลุ่ม กรณีที่มีลูกจ้าง ขอให้ขึ้นทะเบียนกับประกันสังคมภายในเดือน ก.ค.64 เพื่อนายจ้างจะได้รับเงินช่วยเหลือตามจำนวนลูกจ้าง 3,000 บาท/คน/สถานประกอบการ สูงสุดไม่เกิน 200 คน และลูกจ้างสัญชาติไทยจะได้รับเงินช่วยเหลือ 2,500 บาท/คน กรณีที่ไม่มีลูกจ้าง ให้ลงทะเบียนเป็นผู้ประกันสังคม (ม.40) ภายในเดือน ก.ค.64 เพื่อจะได้รับเงินในอัตรา 5,000 บาทต่อคน&amp;nbsp;
ครม.เตรียมเคาะช่วย SMEs
&amp;ldquo;กรอบวงเงินสำหรับมาตรการช่วยเหลือกลุ่มแรงงานและผู้ประกอบการนั้นใช้ 30,000 ล้านบาท ส่วนมาตรการช่วยเหลือด้านการเงินและลูกหนี้สถาบันการเงินนั้น กระทรวงการคลัง ธปท.จะหารือกับธนาคารพาณิชย์ เพื่อดำเนินมาตรการผ่อนปรนการชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ย หรือการเลื่อนงวดการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการด้วย และหลังจากนี้ ครม.ยังจะพิจารณามาตรการช่วยเหลือในระยะต่อไป โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ทั่วประเทศด้วย&amp;rdquo; นายอนุชาระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชายังกล่าวว่า ครม.ยังเห็นชอบการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายไฟฟ้าและค่าน้ำประปาของประชาชนและธุรกิจทั่วประเทศเป็นเวลา 2 เดือน โดยกรอบวงเงินสำหรับมาตรการลดค่าน้ำ-ค่าไฟฟ้า ให้ กฟน. กฟภ. กปน. และ กปภ. ขอรับสนับสนุนภายใต้กรอบวงเงินรวมไม่เกิน 12,000 ล้านบาท​ ในส่วนมาตรการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของครัวเรือนและประชาชนนั้น ได้ประกาศให้สถานศึกษาภาครัฐพิจารณาให้ความช่วยเหลือในการให้ส่วนลดเงินบำรุงการศึกษา ค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าธรรมเนียมการเรียน และค่าธรรมเนียมอื่นๆ ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 เป็นกรณีพิเศษ ซึ่งวันนี้ ครม.ให้ ศธ.และกระทรวงการอุดมศึกษาฯ หารือกับสถานศึกษาในสังกัดเพื่อแนวทางการลดค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 เป็นกรณีพิเศษ พร้อมให้ทำข้อเสนอโครงการในลักษณะรัฐร่วมสมทบภาระส่วนลดให้แก่สถานศึกษาบางส่วน เพื่อเสนอให้ ครม.พิจารณาภายใน 1 สัปดาห์ รวมทั้งให้ร่วมกับกระทรวงการคลังและ ธปท.พิจารณาแนวทางทางการเงินเพื่อช่วยเหลือสถานศึกษาภาคเอกชนที่ประสบปัญหาทางการเงินที่เหมาะสมด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ครม.ยังอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการประกอบกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพรายปีแก่ผู้รับอนุญาตประกอบกิจการสปาและกิจการนวดเพื่อสุขภาพหรือเพื่อเสริมความงามออกไปอีกเป็นระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 18 มี.ค.2564 ถึงวันที่ 17 มี.ค.2565 และกำหนดให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมการประกอบกิจการแก่การดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิงแก่ผู้รับอนุญาตประกอบกิจการการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิงเป็นเวลา 2 ปี นับตั้งแต่ร่างกฎกระทรวงฉบับนี้มีผลบังคับใช้ ซึ่งค่าธรรมเนียมกิจการสปาอยู่ที่ปีละ 1,000 บาท กิจการนวดเพื่อสุขภาพหรือเสริมความงามปีละ 500 บาท และกิจการการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิงโดยมีการพักค้างคืนปีละ 1,000 บาท ซึ่งจะทำให้กิจการสปา 905 แห่ง, กิจการนวดเพื่อสุขภาพและเพื่อเสริมความงาม 10,934 แห่ง และกิจการการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิง จำนวน 138 แห่ง ได้ประโยชน์ แม้ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ 6,640,000 บาท.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109604</URL_LINK>
                <HASHTAG>000 ล้าน, 10 จังหวัดได้เฮ, ทุ่ม 42, นายกรัฐมนตรี, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ม.33-ม.39-ม.40, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210616/image_big_60c9dc30183a7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75554</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.ไฟเขียวงบกลาง1พันล. หนุนจุฬาฯผลิตวัคซีนโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ครม.อนุมัติงบกลาง 1,000 ล้าน หนุนจุฬาฯ ผลิตวัคซีนโควิด-19 เผยอีกช่องทางอาจร่วมมือกับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ขณะที่ ศบค.เผยพบผู้ติดเชื้อโควิดเพิ่ม 5 รายกลับจากต่างประเทศ ตามคาดไฟเขียวขยายระยะประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีก 1 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่จังหวัดระยอง เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ว่า ครม.อนุมัติการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 1,000 ล้านบาท ในลักษณะเงินอุดหนุนให้สถาบันวัคซีนแห่งชาติ เพื่อสนับสนุนหน่วยงานเครือข่ายการพัฒนางานด้านวัคซีนของประเทศ ในการเพิ่มศักยภาพการผลิตวัคซีนให้พร้อมรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี การผลิตวัคซีนโควิด-19 และการสร้างขีดความสามารถของประเทศโดยการพัฒนาวัคซีนตั้งแต่ต้นน้ำ ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขรายงานว่า ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ยังพบอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก ข้อมูล ณ วันที่ 24 ส.ค.2563 มีผู้ป่วยยืนยันกว่า 23.44 ล้านคน เสียชีวิต 800,000 คน ทั้งนี้ โรคโควิด-19 เริ่มแพร่เข้าสู่ประเทศไทยตั้งแต่ต้นเดือน ม.ค.2563 มีผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้สรุปประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2563 ที่ -5.3% และสูญเสียทางเศรษฐกิจเป็นมูลค่าสูงถึง 5,600 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 1.11% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคธุรกิจประสบปัญหาจนต้องปิดกิจการ และลดจำนวนพนักงาน ส่งผลให้มีประชาชนชั้นกลางและประชากรกลุ่มเปราะบางจำนวนมากได้รับผลกระทบต่อความมั่นคงในการดำรงชีวิต แม้ว่าที่ผ่านมาประเทศไทยจะประสบความสำเร็จในการควบคุมป้องกันโรคได้อย่างดียิ่ง แต่ก็มีโอกาสที่จะเกิดการระบาดของโรคได้ในระลอกที่ 2 เนื่องด้วยยังมีผู้ป่วยจำนวนมากทั่วโลก หากสถานการณ์การระบาดไม่สามารถยุติได้ในระยะเวลาอันใกล้ การเปิดประเทศเพื่อเดินหน้าสู่การดำเนินชีวิต New Normal คู่ขนานไปกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจึงเป็นไปได้ยาก และรัฐบาลยังจำเป็นต้องมีมาตรการช่วยเหลือ เพื่อประคองกิจการต่างๆ ในประเทศให้สามารถดำเนินการต่อไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดังนั้น วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 จึงเป็นเครื่องมือสำคัญ เป็นนวัตกรรมทางสุขภาพ และเป็นยุทธปัจจัยที่มีประสิทธิภาพสูงที่จะเป็นคำตอบในการป้องกันควบคุมโรค และเป็นความหวังของทุกประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย การเร่งรัดให้มีวัคซีนใช้ในประเทศเร็วขึ้นจะก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกกับเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลีกล่าวว่า สำหรับแผน Blueprint เพื่อการเข้าถึงวัดซีนป้องกันโควิด-19 ของประชาชนไทย ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ เมื่อวันที่ 22 เม.ย.2563 ซึ่งถือเป็นกรอบนโยบายในการบูรณาการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยดำเนินงานตามยุทธศาสตร์สำคัญ 2 ด้าน ได้แก่ การนำวัคซีนต้นแบบที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศมาทดสอบในประเทศไทย และขอรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อการผลิต ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะสั้นและระยะกลาง และอีกแนวทางคือ การพัฒนาวัคซีนต้นแบบในประเทศไทยตั้งแต่ต้นน้ำ ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะกลางและระยะยาว ในการบรรลุเป้าหมายการเข้าถึงวัคซีนให้ทันท่วงที และสร้างขีดความสามารถของประเทศในการพัฒนาและผลิตวัคซีน เพื่อให้ประชาชนไทยได้รับวัคซีนโดยเร็วที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาสถาบันวัคซีนแห่งชาติได้ให้การสนับสนุนและสร้างความร่วมมือกับสถาบันวิจัยพัฒนา และหน่วยผลิตวัคซีนในประเทศ ตลอดจนสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อส่งเสริมการผลิตวัคซีนใช้ได้เองในประเทศตั้งแต่ต้นน้ำ นอกจากนี้ยังได้เจรจาสร้างความร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อการขอรับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตทั้งจากประเทศจีนและยุโรป ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า การรับถ่ายทอดเทคโนโลยีจากผู้ผลิตที่มีแนวโน้มจะได้วัคซีนมาใช้ภายในต้นปี 2564 มีความเป็นไปได้ในทางเลือกที่รัฐบาลควรลงทุน เพื่อสร้างโอกาสให้ประเทศไทยก้าวข้ามสถานการณ์การระบาดได้อย่างก้าวกระโดด เนื่องจากการมีวัคซีนใช้เร็วขึ้น 1 เดือน จะช่วยให้ประเทศสามารถสร้างรายได้จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวประมาณ 250,000 ล้านบาท และยังสร้างผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจ รวมถึงความเชื่อมั่นของประชาชนไทยด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณเงินกู้สนับสนุน 1,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่เราสามารถดำเนินการเองได้ โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่กำลังดำเนินการผลิต อีกช่องทางหนึ่งคือ ร่วมกับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด โดยการทำข้อตกลงเพื่อให้เขาดำเนินการจัดสรรโควตาเมื่อได้วัคซีนต้นแบบแล้ว อาจจะมีเงื่อนไขว่าให้เขาจำหน่ายให้เราในราคาต้นทุน และอีกส่วนหนึ่งคือ ไทยผลิตเอง โดยใช้งบประมาณไม่มาก ซึ่งมีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นผู้ส่งเสริม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ โดยรวมคือใช้งบประมาณ 1,000 ล้านบาทที่ ครม.ได้อนุมัติไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งทั้ง 3 ส่วนดังกล่าวข้างต้นสามารถดำเนินการไปได้ ส่วนไหนสามารถทำได้ก่อนให้ดำเนินการ ซึ่งในส่วนของไทยที่จะผลิตเองนั้นจะทำให้มีวัคซีนได้เร็วสุดปลายปีนี้ ช้าสุดกลางปี 2564 และในส่วนที่จะร่วมกับต่างประเทศเชื่อว่าจะดำเนินการได้เร็วเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.) สัญจร ว่า ครม.มีมติรับทราบและอนุมัติขยายระยะเวลาการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีก 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1-30 ก.ย.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. รายงานสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทย มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น 5 ราย ในสถานที่กักกันที่รัฐจัดให้ ทำให้มียอดผู้ป่วยยืนยันสะสม 3,402 ราย ยอดหายป่วยสะสม 3,229 ราย มีผู้ป่วยรักษาในโรงพยาบาล 115 ราย ยอดผู้เสียชีวิตสะสมคงที่ 58 ราย สำหรับผู้ป่วยรายที่ 1 เดินทางมาจากประเทศโอมาน เป็นหญิงไทยอายุ 26 ปี อาชีพธุรกิจส่วนตัว เดินทางมาถึงประเทศไทยวันที่ 17 ส.ค. เที่ยวบินเดียวกับผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้านี้ 3 ราย เข้าพักสถานที่กักกันของรัฐที่ จ.ชลบุรี ตรวจหาเชื้อครั้งที่ 2 ในวันที่ 23 ส.ค. ผลตรวจพบเชื้อแต่ไม่มีอาการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายที่ 2 ผู้ป่วยเดินทางกลับจากตุรกี เป็นหญิงไทยอายุ 47 ปี อาชีพพนักงานสปา เดินทางถึงประเทศไทยวันที่ 19 ส.ค. เข้าพักสถานที่กักกันของรัฐที่กรุงเทพฯ ตรวจหาเชื้อครั้งที่ 2 ในวันที่ 23 ส.ค. ผลตรวจพบเชื้อแต่ไม่มีอาการ ผู้ป่วยรายที่ 3-4 กลับจากอินโดนีเซีย เป็นนักศึกษาชายไทยอายุ 27 ปี และหญิงไทยอายุ 20 ปี เดินทางมาถึงประเทศไทยวันที่ 20 ส.ค. เข้าพักสถานที่กักกันของรัฐที่ จ.ชลบุรี และตรวจหาเชื้อครั้งที่ 1 ในวันที่ 23 ส.ค. ผลตรวจพบเชื้อแต่ไม่มีอาการทั้ง 2 ราย และรายที่ 5 กลับจากสหรัฐอเมริกา เป็นชายไทยอายุ 46 ปี อาชีพรับจ้าง เดินทางมาถึงประเทศไทยวันที่ 23 ส.ค. โดยผ่านการคัดกรอง ณ ด่านควบคุมโรค พบว่าให้ประวัติว่าเคยป่วยเป็นโควิด-19 จึงตรวจและพบเชื้อแต่ไม่มีอาการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถานการณ์ทั่วโลก ยอดผู้ติดเชื้อรวม 23,809,241 ราย รักษาหายแล้ว 16,359,043 ราย และเสียชีวิต 817,005 ราย ส่วนเที่ยวบินนำคนไทยที่ตกค้างกลับประเทศ วันที่ 25 ส.ค. จำนวน 386 คน จากอิสราเอล ภูฏาน และสหรัฐอเมริกา และในวันที่ 26 ส.ค. จำนวน 564 คน จากไต้หวัน กัมพูชา เอธิโอเปีย และญี่ปุ่น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75554</URL_LINK>
                <HASHTAG>000 ล้าน, COVID-19, ผลิตวัคซีนโควิด, ผลิตวัคซีนโควิด-19, มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด, ศบค., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนุมัติงบกลาง, อนุมัติงบกลาง 1, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200825/image_big_5f45230fb1981.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
