<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120049</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2021 09:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2021 09:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พิพัฒน์&#039; ย้ำ 1 พ.ย.  15 จังหวัดพร้อมเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว 100%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ต.ค. 2564 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่าตามที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีการประกาศออกมาว่าวันที่ 1 พ.ย.นี้ มีความพร้อม 100%ประเทศไทยจะเปิดประเทศโดยไม่ต้องกักตัว โดยเงื่อนไขคือต้องได้รับการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม หรือครบโดส และต้องมีหลักฐานผลการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยวิธี RT-PCR ที่รับรองผลด้วยประเทศต้นทางไม่เกิน 72 ชั่วโมง(ชม) และมีการตรวจหาเชื้ออีกครั้ง เมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทยเมื่อผลเป็นลบ (negative) จะสามารถเดินทางท่องเที่ยวโดยไม่ต้องกักตัว 14วัน หรือ 7 วัน เหมือนในอดีต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการเปิดประเทศเพื่อรับนักท่องเที่ยววันที่ 1 พ.ย.นั้น มี 15จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จังหวัดระนอง(เกาะพยาม) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (อ.หัวหิน) จังหวัดเพชรบุรี (อ.ชะอำ) และเข้ามาสู้กรุงเทพมหานคร ส่วนภาคตะวันออกจังหวัดชลบุรี (เมืองพัทยา อ.บางละมุง อ.สัตหีบ) ภาคเหนือจังหวัดเชียงใหม่ (อ.เมือง อ.แม่ริม อ.แม่แตง อ.ดอยเต่า) ภาคอีสาน จังหวัดเลย(อ.เชียงคาน) ส่วนจะมีเพิ่มเติมจังหวัดไหนอีกนั้นต้องรอประเกาศเพิ่มเติมจาก ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ศบค. เรื่องนี้ถือเป็นการตอบโจทย์นายกรัฐมนตรีที่จะเปิดประเทศภายใน 120 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่จะเดินทางเข้ามานั้น ต้องเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงด้านโควิด-19 ตํ่าสุด ล่าสุด มีประมาณเกือบ 50 ประเทศ ซึ่งเร็วๆนี้ ศบค.จะประเทศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ซึ่งชัดเจนว่าประเทศใหญ่ๆ เช่น สหรัฐอเมริการ &amp;nbsp;สหราชอาณาจักร (UK) สวิตเซอร์แลนด์ &amp;nbsp;สเปน เยอรมัน อิตาลี และรัชเซีย ส่วนทางเอเชีย ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และอินเดีย ประเทศเหล่านี้อยู่ในจำนวนประเทศที่ ศบค.จะประกาศออกมาเพื่อรับนักท่องเที่ยว มองว่าเป็นมิติใหม่และเป็นการก้าวล้ำหน้าอีกหลายๆประเทศที่ได้มีการประกาศเปิดประเทศไปก่อนหน้านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ส่วนการนำระะบบ Thailand Pass ซึ่งเป็นระบบ web-based ให้ผู้เดินทางทั้งคนไทยและต่างชาติเข้าไปลงทะเบียน กรอกข้อมูลและอัพโหลดเอกสารต่างๆ ก่อนเดินทางเข้าประเทศไทยแทนการลงทะเบียนเพื่อขอรับหนังสือรับรองการเดินทางเข้าประเทศไทย (Certificate of Entry : &amp;nbsp;COE) เนื่องจากการข้อ COE ค่อนข้างยุ่งยาก เมื่อเราใช้ Thailand Pass ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงกรอกข้อมูลจะทำให้เร็วขึ้น ซึ่งรัฐบาลภายใต้การนำของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พยายามจะลดขั้นตอนเพื่อให้กลับสู่สภาพเดิมให้ได้เร็วที่สุด ดังนั้นเมื่อเราลดขั้นตอนได้ การที่เราทำให้เกิดความสะดวกให้นักท่องเที่ยวเข้ามา จะเป็นแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น&amp;rdquo;นายพิพัฒน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวครั้งนี้ ตั้งเป้าว่าภายในเดือนพ.ย.และ ธ.ค.นี้ ใน15 จังหวัดทั้งหมด คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเดือนละ 5 แสนคน ภายใน 2 เดือนจะมีนักท่องเที่ยว 1 ล้านคน ส่วนในไตรมาส1/2565 คาดว่าจะเป็นความที่พีคสุดสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามาในไประเทศไทย โดยได้มีการพูดคุยกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ถึงแผนปี2565 หากสถานการณ์โควิดคลี่คลายเป็นไปตามที่วางไว้ โดยมีแผนพร้อมที่จะเปิดทั้งประเทศทุกจังหวัด คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามา จำนวน 10-15 ล้านคน และจะมีรายได้จากการท่องเที่ยว1.1-1.5 ล้านล้านบาท ส่วนในปี 2564 ที่ได้มีการเปิดภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ถือว่ารายได้ไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมาย คือ 1 แสนคนภายใน 3 เดือน ซึ่งมีนักท่องเที่ยวเข้ามา 4 หมื่นคน เป้าตกไป 6 หมื่นคน แต่สิ่งที่ได้มาทดแทนคือการรายได้จากนักท่องเที่ยวใช้จ่าย 6 หมื่นบาทต่อคน จากเดิม4 หมื่นต่อคน ดังนั้นจะเห็นได้ว่านักท่องเที่ยวที่เข้ามาภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์เป็นผู้ที่มีรายจ่ายสูง แต่ที่เราได้กลับมาประเมินค่าไม่ได้คือการสร้างชื่อเสียงของภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ที่ได้สร้างชื่อเสียงไปทั่วโลก ในขณะที่เพื่อบ้านในเอเชียไม่มีใครกล้าเปิดรับนักท่องเที่ยวและเปิดประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยมีความกล้าหาญ นายกรัฐมนตรีมีความกล้าหาญ ที่จะเปิดภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์และรับนักท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ต้องบอกว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ชาวต่างชาติไม่ได้เอาโควิดมาแพร่ระบาดให้คนไทยและคนไทยไม่ได้เอาโควิดไปติดนักท่งอเที่ยว และที่สำคัญเมื่อนักท่องเที่ยวกลับจากภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ หรือออกนอกประเทศไทยสู่ประเทศต้นทาง ไม่พบว่าเอาเชื้อโควิดไปจากประเทศไทย ดังนั้นแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีมาตรการคุมเข้มมาตรการ D - M - H - T &amp;nbsp;ด้านสาธารณะสุขอย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรามีความพร้อมในการเปิดประเทศ ในวันที่ 1 พ.ย.นี้ แต่ขณะเดียวกันต้องติดตามสถานการณ์ภายใน 2 สัปดาห์ หากไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรง สามารถเปิดแน่นอน แต่หากเกิดคลัสเตอร์การแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19กันทุกจังหวัด หรือเกิดการติดเชื้อวันละ 3-4 หมื่นคน กรณีนี้เราต้องหยุด แต่ในลักษณะการเสียชีวิตลดลงเรื่อยๆไม่ถึงหลักร้อย เราเดินหน้าได้อย่างแน่นอน&amp;rdquo;นายพิพัฒน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120049</URL_LINK>
                <HASHTAG>1 พ.ย., 15 จังหวัด, กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา, พิพัฒน์ รัชกิจประการ, เปิดประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211018/image_big_616cdbd062b31.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82818</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/11/2020 20:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/11/2020 20:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิณฑ์&#039; สุดปลื้มปีติ! เล่าเรื่องกราบแทบพระบาท อันเป็นมงคลที่สุดในชีวิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 พ.ย.63 - นายบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ โพสต์เฟซบุ๊กถ่ายทอดความประทับใจและปลื้มปีติในวันประวัติศาสตร์ที่มีประชาชนเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในโอกาสที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปลี่ยนเครื่องทรงฤดูฝนเป็นเครื่องทรงฤดูหนาว ถวายพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ณ วัดพระแก้ว เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยนายบิณฑ์ เล่าเรื่อง&amp;nbsp;&amp;quot;กราบแทบพระบาท อันเป็นมงคลที่สุดในชีวิตของผม&amp;quot; มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สวัสดีครับเพื่อนๆทุกๆท่าน วันนี้ผมอยากจะมากราบขอบคุณอย่างเป็นทางการที่หลายแสนดวงใจออกมาเฝ้ารับเสด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระราชีนี ในวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ทำให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนได้มีโอกาสเฝ้ารับเสด็จอย่างใกล้ชิดที่สุดในชีวิต ทำให้หัวใจของคนไทยหลายแสนดวง ปลื้มปีติที่สุดในชีวิตก็ว่าได้ รวมถึงผมอีกคนหนึ่ง นี่คือครั้งแรกในชีวิตครับที่ได้กราบแทบพระบาทของพระองค์ท่าน น้ำตาผมไหลออกมาโดยไม่รู้ตัวคงเป็นเพราะความปีติตื้นตันใจอย่างที่สุด พระองค์ตรัสกับผมว่า ขอบใจที่ช่วยเหลือสังคม เราต้องสามัคคีกันจำไว้นะ ผมอยากจะพูดกับพระองค์ท่าน หลายคำแต่พูดไม่ออก พระองค์ท่านก็รอว่าผมจะพูดอะไร แต่สิ่งที่ผมจะพูดก็คือว่า ผมรักและเทิดทูนพระองค์ท่านที่สุดครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมไม่ได้เห็นภาพที่ประทับใจคนเดียวครับ มีประชาชนอีกหลายแสนคนที่เห็นพระองค์ท่านทรงเหน็ดเหนื่อยในคืนนั้น พระองค์ทำเพื่อประชาชนจริงๆประชาชนรอเฝ้ารับเสด็จพระองค์ท่าน พระองค์ท่าน อยากจะให้ประชาชนได้เห็น และได้ชื่นชม เสียงของพี่น้องประชาชน สนั่นหวั่นไหว ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ไปตลอดทางที่พระองค์ท่านเสด็จ เหงื่อพระองค์ท่านไหลทั่วพระวรกายของพระองค์ท่าน พระองค์ท่านเดินไปหาประชาชนของพระองค์ท่านทุกพื้นที่ที่มีประชาชนเฝ้ารอรับเสด็จอยู่ โดยมีพระราชินีเคียงข้างกับพระองค์ท่านไปตลอดทางเสด็จ พ่อ แม่ พี่ น้องและเพื่อนๆครับ บรรยากาศแห่งความสุขที่เคยได้สัมผัสจะกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ขอให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนคนไทยรักและสามัคคีกันอย่างนี้ตลอดไป ไม่ว่าจะอยู่ภาคไหนของประเทศไทยเราคือคนไทยที่รักชาติ ศาสนา และองค์พระมหากษัตริย์ ให้พวกเขาได้รู้ว่า เราจะปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ยิ่งชีพของเรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะฉะนั้นพวกคุณไม่ต้องมาอธิบายให้ผมฟังหรอกว่ามันจำเป็นแค่ไหนที่ต้องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะผมเป็นคนโง่ครับอธิบายคงฟังอะไรไม่เข้าใจกรุณา ไปอธิบายให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนให้เข้าใจก่อนนะ ว่าทำไมจะต้องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อพี่น้องประชาชนจะเข้าใจบ้าง ส่วนผมไม่เข้าใจ ผมมีหน้าที่ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์และช่วยเหลือประชาชนตลอดชีวิตของผมที่เหลืออยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หยุดคุกคามผมเถอะครับไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็แล้วแต่ อย่ามาใส่ร้ายป้ายสี เพื่อทำลายผม ผมไม่มีอิทธิพลใดๆ ที่จะทำให้พี่น้องประชาชน ออกมาปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ พ่อแม่พี่น้องประชาชนทุกท่านเขามีจิตสำนึกและรักในสถาบันพระมหากษัตริย์ยิ่งชีพของเขา ถึงไม่มีผมพี่น้องประชาชนก็พร้อมใจกันออกมา เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะอะไรรู้ไหมครับ การถูกย่ำยีไม่ว่าจะเป็นการกระทำ รูปแบบต่างๆของพวกคุณ ใช้คำหยาบคายกล่าวร้ายสถาบัน ผมคนหนึ่ง ที่ทนไม่ได้ แล้วผมก็เชื่อว่าพี่น้องประชาชนอีกหลายสิบล้านคนก็ทนไม่ได้เหมือนผมเช่นกัน เพราะฉะนั้นพี่น้องประชาชนจึงพร้อมใจกันออกมาเพื่อปกป้องและรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ให้คงอยู่สืบไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 5 ธันวาคม 2563 จะเป็นอีกหนึ่งวัน ที่พวกเราจะออกมาแสดงถึงความจงรักภักดีที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่พวกเราน้อมรำลึกถึงทุกวันเวลาที่พระองค์สวรรคต จากพวกเราประชาชนคนไทยไป วันนั้นผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนทั่วสารทิศจะต้องเข้ามาเฝ้ารับเสด็จ ในหลวงรัชกาลที่ 10 และพระราชินีอย่างคับคั่งแน่นอน เรื่องเวลาและสถานที่ผมจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เตรียมตัวกันให้พร้อมนะครับพ่อแม่พี่น้องประชาชนชาวไทยทุกท่าน วันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมานั้นผมต้องขอกราบขอบพระคุณพ่อแม่พี่น้อง ที่มาจากทั่วสารทิศทุกภาคของประเทศไทยมาด้วยความจงรักภักดีโดยไม่มีค่าสินจ้างแต่อย่างใด เพราะพ่อแม่พี่น้องประชาชนทุกท่านมีศักดิ์ศรีมากกว่าเงินทองที่จะได้รับเพียงน้อยนิด ผมรักและขอกราบหัวใจ ดวงใจคนไทยทุกๆดวง ด้วยหัวใจอันบริสุทธิ์ของผม พวกเราจะไม่ยอมให้ใครมาย่ำยีจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์อีกต่อไปแล้ว พวกเราจะลุกขึ้นสู้เพื่อความถูกต้องและความสุขของพวกเราชาวไทยทุกคน เจอกันวันที่ 5 ธันวาคม 2563 นะครับ พ่อแม่พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งแผ่นดิน..&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รูปภาพจะบรรยายภาพให้เข้าใจเองนะครับ ว่าความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ยังมีอยู่จริง..
กราบสวัสดีครับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82818</URL_LINK>
                <HASHTAG>1 พ.ย., กลุ่มเสื้อเหลือง, จงรักภักดี, บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์, ปกป้องสถาบัน, วัดพระแก้ว, เปลี่ยนเครื่องทรงฤดูหนาว, ในหลวง-พระราชินี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201104/image_big_5fa2a437a076b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48605</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/10/2019 16:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/10/2019 16:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปี ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ต.ค.62 - &amp;nbsp;ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระราชกฤษฎีกา เรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สองพ.ศ. ๒๕๖๒&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ไว้ ณ วันที่ ๒๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๒ เป็นปีที่ ๔ ในรัชกาลปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่สภาผู้แทนราษฎรได้กำหนดวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง ในวันที่ ๑พฤศจิกายน ตามความในมาตรา ๑๒๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๒๑ มาตรา ๑๒๒ และมาตรา ๑๗๕ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา สมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง ตั้งแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๒
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48605</URL_LINK>
                <HASHTAG>1 พ.ย., ประกาศราชกิจจา, เปืดสมัยประชุมสภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190418/image_big_5cb8838b37db0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
