<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>67241</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2020 09:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/05/2020 09:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สายด่วน 1669 ปรับโฉมแจ้งเหตุฉุกเฉิน ได้ทั้งเสียง ภาพนิ่ง - ภาพเคลื่อนไหว วีดีโอคอลกับแพทย์ได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
29พ.ค.63-สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ร่วมกับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ลงนามความร่วมมือใน &amp;ldquo;การวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับเทคโนโลยีสื่อสารและสารสนเทศ ในระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้เป็นระบบดิจิทัล&amp;rdquo; เพื่อการวิจัยและพัฒนายกระดับเทคโนโลยีสื่อสารและสารสนเทศของระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้เป็นระบบดิจิทัลและปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีสื่อสารและสารสนเทศในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน รวมถึงโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) นวัตกรรมอุปกรณ์ และระบบบริการดิจิทัล ให้ผู้ป่วยฉุกเฉินและผู้ให้บริการการแพทย์ฉุกเฉินทั้งระบบสามารถเข้าถึงได้สะดวกและรวดเร็ว รองรับและขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลไทยแลนด์ 4.0&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เรืออากาศเอก นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการ สพฉ. &amp;nbsp;กล่าวว่า ความร่วมมือเพื่อการวิจัย และพัฒนาเพื่อยกระดับเทคโนโลยีสื่อสารและสารสนเทศในระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้เป็นระบบดิจิทัลนับว่ามีความสำคัญยิ่งในการดำเนินงานพัฒนางานวิจัยและพัฒนาปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีสื่อสารและสารสนเทศในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ให้มีความสะดวก รวดเร็ว ในการเข้าถึงผู้ป่วยฉุกเฉินและผู้ปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉินทั้งระบบให้เป็นระบบดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น และประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ โดยได้รับการคัดเลือกจาก สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ให้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนดิจิทัลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม &amp;nbsp;ทั้งนี้ในการพัฒนารับบแพทย์ฉุกเฉินให้เป็นระบบดิจิทัลระบบมีเป้าหมายที่จะขยายผลให้ครอบคลุมพื้นที่ 60 จังหวัด ภายในเวลา 3 ปี &amp;nbsp;แต่ในเบื้องต้นแบ่งเป็นระยะ คือระยะแรก 15 จังหวัด ระยะที่สอง 20 จังหวัด และระยะที่สาม 25 จังหวัด &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้าน ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสวทช. ให้ข้อมูลว่า &amp;nbsp;การร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นการวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับเทคโนโลยีสื่อสารและสารสนเทศในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ให้เป็นระบบดิจิทัล หรือ D (digital) 1669 ซึ่งพัฒนาทั้งโครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรมอุปกรณ์ และระบบดิจิทัล ที่สะดวกรวดเร็วต่อการปฏิบัติการฉุกเฉิน เพื่อให้เป็นระบบที่มีความสากล และให้ประชาชนเข้าถึงการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉินได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม และลดความเหลื่อมล้ำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยได้มีการพัฒนาใน 2 ส่วนหลักได้แก่ 1.ระบบแจ้งเหตุฉุกเฉินดิจิทัล ซึ่งเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศในส่วนของการให้บริการระบบโทรศัพท์ (Call Center) ในลักษณะ Total Conversation ที่สามารถแจ้งเหตุได้ทั้งเสียง ข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และแจ้งพิกัดตำแหน่งของผู้โทร &amp;nbsp;ผ่านระบบคลาวด์ ซึ่งจะทำให้ทราบสถานที่เกิดเหตุได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งระบบเดิมจะเป็นการแจ้งเหตุจากการโทรฯ ผ่านหมายเลข 1669 เท่านั้น ที่อาจจะมีความล้าช้าในการซักถามสถานที่เกิดเหตุ &amp;nbsp;ในส่วนยังได้พัฒนาระบบที่เชื่อมโยงกับอุปกรณ์ไอโอที (IoT) สำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ หรือชาวต่างชาติ ก็จะมีการให้บริการ ถอดความเสียง และล่ามภาษามือ ทำให้เกิดการเข้าถึงบริการความช่วยเหลือได้อย่างเท่าเทียมและทันท่วงที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;2.ระบบการแพทย์ฉุกเฉินทางไกลสำหรับผู้ป่วยในรถพยาบาล หรือ Emergency Telemedical Direction บนรถฉุกเฉินระดับสูง สามารถสั่งการการรักษาผ่านวิดีโอคอลด้วยมือถือ หรือแท็บแลตได้ นอกจากนี้สำหรับการกู้ชีพในภาวะวิกฤตด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ และอุปกรณ์ Data Gateway ที่ได้พัฒนาให้สามารถบริหารจัดการข้อมูลจากอุปกรณ์หลายชนิด เช่น อุปกรณ์วัดสัญญาณชีพ ความดันโลหิต ปริมาณออกซิเจน กล้อง CCTV และอุปกรณ์สแกนลายนิ้วมือ ได้สะดวกรวดเร็วขึ้น ทำให้แพทย์สามารถเรียกดูข้อมูลที่จำเป็นในการประเมินอาการของผู้ป่วยในขณะนำส่งโรงพยาบาลได้แบบ Real Time&amp;rdquo; ดร.ณรงค์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นาวาอากาศเอกสมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยาและประธานกรรมการบริษัท ทีโอที จำกัด(มหาชน) กล่าวเสริมว่า เพื่อให้แพทย์อำนวยการมีข้อมูลจากเครื่องมือวัดทางการแพทย์ที่ติดตั้งอยู่บนรถฉุกเฉิน เสมือนว่าได้ปฏิบัติหน้าที่อยู่บนรถฉุกเฉินนั้น พร้อมทั้งสามารถให้คำปรึกษาและสั่งการเจ้าหน้าที่กู้ชีพในดำเนินการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการฉุกเฉินได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที จึงมีความพร้อมที่จะได้นำเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ 5G เทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้ง และ Internet of Medical Thing (IoMT), AI, Big Data, Blockchain, และเทคโนโลยีอื่นๆ เข้ามาประยุกต์ใช้ เพื่อการส่งข้อมูลสัญญาณยังชีพของผู้ป่วยฉุกเฉินบนรถพยาบาลให้กับแพทย์อำนวยการ เพื่อให้แพทย์อำนวยการวินิจฉัยและสั่งการทางไกลในระหว่างการนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดร.ภุชงค์ อุทโยภาศ รองอธิการบดีฝ่ายสารสนเทศมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพิ่มเติมว่า ในส่วนของมาตรฐานของข้อมูลจากโรงพยาบาลที่รับผู้ป่วยเข้ารักษา เพื่อสนับสนุนการทำงานของการแพทย์ฉุกเฉินทั้งในส่วนของรถพยาบาล และศูนย์สั่งการขณะที่นำส่งผู้ป่วย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง และบูรณาการเชื่อมโยงของระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน และระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ดังนั้นมาตรฐานข้อมูลจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างระบบเดิม และระบบใหม่ที่จะเสริมประสิทธิภาพการทำงาน รวมทั้งมาตรฐานด้านเทคนิคต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ เครื่องมือต่าง ๆ ภายในรถพยาบาลฉุกเฉินขั้นสูง ที่ต้องดึงข้อมูลออกมาใช้แบบ Real Time เพื่อประมวลผลเป็นข้อมูลสำหรับตัดสินใจของแพทย์อำนวยการ และสนับสนุนการทำงานต่าง ๆ ของระบบแพทย์ฉุกเฉิน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67241</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สพฉ, #อว., 1669, ทีโอที, ม.เกษตรศาสตร์, สวทช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200529/image_big_5ed07748df266.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61665</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2020 10:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2020 10:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือนอย่าใช้เอพริลฟูลโทรป่วนเรื่องโควิด-19ชี้มีโทษถึงติดคุก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 เม.ย.2563- เรืออากาศเอก นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวว่า &amp;nbsp;จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 &amp;nbsp;ที่ขณะนี้มีจำนวนผู้ติดเชื้อมากขึ้นเรื่อยๆ &amp;nbsp;รัฐบาลจึงมีมาตรการขอความร่วมมือให้ประชาชนช่วยกัน &amp;ldquo;อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ&amp;rdquo; &amp;nbsp;ช่วยกันลดการแพร่กระจายของเชื้อ &amp;nbsp;แต่หากมีอาการเข้าข่ายสงสัยเป็นโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 ให้โทรแจ้งสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 หรือรีบไปตรวจที่โรงพยาบาลตามสิทธิการรักษาพยาบาลของท่าน โดยต้องสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ แจ้งประวัติ ไม่ปกปิดข้อมูลใด ๆ เพื่อตรวจเชื้อ &amp;nbsp;แต่หากมีอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินสามารถโทรแจ้งได้ที่สายด่วน 1669 &amp;nbsp;แต่ขอย้ำว่าหากโทรแจ้งสายด่วน 1669 ต้องมีอาการฉุกเฉินจริงๆ อย่าโทรมาแกล้ง หรือป่วนเล่น เพราะทุกนาทีมีค่าเสมอสำหรับผู้ป่วยฉุกเฉิน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ผู้ที่โทรป่วนจะมีความผิดตาม ตามมาตรา 38 พระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน 2551 &amp;nbsp;คือ ผู้ใดใช้ระบบสื่อสารและเทคโนโลยีที่จัดไว้สำหรับการปฏิบัติการฉุกเฉินโดยประการที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่การปฏิบัติการฉุกเฉิน ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท นอกจากนี้อาจจะเป็นความผิดตามกฎหมายอื่นๆ เช่นกฎหมายอาญา ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ &amp;nbsp;ยังอยากฝากเตือนไปยังประชาชน ว่า วันนี้เป็นวันที่ 1 เมษายนนี้ ซึ่งเป็น วันโกโหกโลก หรือ วัน April Fools&amp;rsquo;day &amp;nbsp;อย่าฉวยจังหวะนี้ในทางที่ผิด ด้วยการโพสต์หรือแชร์ข้อความที่ไม่เป็นความจริง &amp;nbsp;โดยเฉพาะเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 จนสร้างความแตกตื่นตกใจ &amp;nbsp; เช่น โกหกว่าตัวเองติดเชื้อโควิด-19 &amp;nbsp;โกหกว่าอยู่ในสถานที่ที่มีคนติดเชื้อ &amp;nbsp;โกหกข้อมูลวิธีการรักษาแบบผิดๆ &amp;nbsp; ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือว่ามีความผิดตามกฎหมายพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ มีความผิดทั้งผู้โพสต์และผู้แชร์ต่อ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขอความกรุณาอย่าล้อเล่นในสถานการณ์แบบนี้ &amp;nbsp;ประชาชนควรร่วมมือร่วมใจกัน &amp;ldquo;อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ&amp;rdquo; และช่วยกันผ่อนแรงบุคคลากรทางการแพทย์ ที่ขณะนี้ทำงานกันอย่างหนักเพื่อประชาชนทุกคน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61665</URL_LINK>
                <HASHTAG>1669, สพฉ., เรืออากาศเอก นพ.อัจฉริยะ แพงมา, เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ, เอพริลฟูล, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200401/image_big_5e840a90b5e6c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45690</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2019 21:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2019 21:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สพฉ.แจงเป็นมาตรฐานสากล รถพยาบาลฉุกเฉินเข้าสนามบินดอนเมือง - สถานีรถไฟใต้ดินไม่ได้  เตรียมหารือหาจัดพื้นที่รับผู้ป่วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
13ก.ย.62-กรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์ภาพพร้อมเล่าเรื่องราวเพื่อร้องขอความเป็นธรรม กรณีที่คุณพ่อป่วยฉุกเฉิน แต่รถ 1669 ไม่สามารถเข้ามารับที่สนามบินดอนเมืองได้ เพราะสนามบินเป็นเขตต้องห้าม พอให้รถโรงพยาบาลในสนามบินไปส่ง ก็ส่งให้แค่รัศมี 8 กิโลเมตร สุดท้ายพ่อลำไส้ปริแตก &amp;nbsp;ทำให้เสียโอกาสการใช้สิทธิ UCEP ที่ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ สามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทุกแห่งที่ใกล้ที่สุดได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ภายใน 72 ชั่วโมง ทำให้ทางครอบครัวไม่สามารถเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลได้ &amp;nbsp;ล่าสุด เรืออากาศเอกนายแพทย์อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ชี้แจงถึงเรื่องนี้ว่า &amp;nbsp;อยากให้พี่น้องประชาชนให้เข้าใจ การทำงานในพื้นที่พิเศษ &amp;nbsp;อย่างเช่น สนามบิน &amp;nbsp;รถไฟใต้ดิน &amp;nbsp;ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยของของสถานที่นั้นๆ ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสากล ทำให้มีข้อจำกัดการเข้าการออก &amp;nbsp;สำหรับกรณีการเจ็บป่วยฉุกเฉิน ขอเรียนว่า ทางสนามบินเอง ก็มีทีมแพทย์ฉุกเฉินอยู่ตลอดเวลา อย่างในสนามบินดอนเมือง เข้าใจว่าอยู่ในรูปแบบของคลินิก &amp;nbsp;ที่ทำการรักษาในเบื้องต้น แต่ในส่วนของเรื่องการผ่าตัดอาจไม่มีขีดความสามารถ จึงจำเป็นต้องส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลใกล้เคียง เช่น โรงพยาบาลภูมิพล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรณีของผู้ที่ร้องเรียนเข้ามานั้น เข้าใจว่า ผู้ร้องเรียนไม่ทราบเบอร์ฉุกเฉินของสนามบิน คงจำได้เฉพาะเบอร์โทร 1669 จึงโทรมาเบอร์นี้ ซึ่งถือเป็นเรื่องดี แต่พื้นที่พิเศษ โดยเฉพาะสนามบินมีข้อจำกัดเรื่องความปลอดภัยอยู่ ตรงนี้ ควรประสานไปยังทีมแพทย์ของสนามบินนั้นๆ เพื่อทำการรักษา หรือ ส่งต่อผู้ป่วยจะดีที่สุด อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ สพฉ.เองไม่ได้นิ่งนอนใจ ต่อไปจะมีการพูดคุยกับสนามบินต่างๆ รวมทั้งพื้นที่พิเศษอื่นๆ เช่น รถไฟฟ้าใต้ดิน การทางพิเศษว่าเราจะเชื่อมต่อกันอย่างไร หรืออาจจัดตั้ง หน่วยปฏิบัติการฉึกเฉินเชื่อมต่อกับระบบ 1669 อยู่ในทุกสนามบินเลย ตรงนี้เราก็จะมีการพูดคุยเพื่อพัฒนาต่อไป &amp;nbsp;&amp;ldquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวด้วยว่า กรณีที่ผู้ร้องเรียนระบุ &amp;nbsp;เสียโอกาสใช้สิทธิ UCEP ขอเรียนว่า จากการตรวจสอบในเบื้องต้น บิดาของผู้ร้องเรียนเป็นโรคเกี่ยวกับลำไส้ หากคัดแยกประเภท ก็จะเข้าการเจ็บป่วยแบบเร่งด่วน &amp;nbsp;ไม่ใช่การเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ ที่อาจทำให้เสียชีวิตในทันที ทั้งนี้สพฉ.จะทำการตรวจสอบอีกครั้ง ว่าเข้าเกณฑ์ หรือไม่ และยินดีเป็นหน่วยงานกลางในการทำความเข้าใจกับทุกฝ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยืนยันว่า ประชาชนคนไทยทุกคน มีสิทธิในการใช้ UCEP &amp;nbsp; เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติมีสิทธิทุกที่ โดยไม่มีเงื่อนไขในการเรียกเก็บค่า รักษาพยาบาล ภายใน 72 ชั่วโมง ที่ไม่ต้องจ่าย เพราะมี การคุ้มครองจากกองทุนต่างๆ อยู่แล้ว ทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ถ้าโรงพยาบาลรัฐ ก็จะมีทุกกองทุนจ่ายอยู่แล้ว &amp;nbsp;แต่โรงพยาบาลเอกชน กองทุนจะจ่ายเฉพาะฉุกเฉินวิกฤติ &amp;nbsp;ถ้าไม่เข้าฉุกเฉินวิกฤติ ต้องสำรองจ่ายไปก่อน และขอเบิกกับกองทุนในภายหลังได้ กรณีจะเข้าเกณฑ์ หรือไม่เข้าเกณฑ์ทางโรงพยาบาลเอกชน จะส่งเรื่องมายังสพฉ. จากนั้นไม่เกิน 1 ชั่วโมง ก็จะรู้ทันทีว่าเข้าเกณฑ์ เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ หรือไม่อย่างไร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45690</URL_LINK>
                <HASHTAG>1669, รถพยาบาลฉุกเฉิน, สถานีรถไฟฟ้่าใต้ดิน, สนามบินดอนเมือง, สพฉ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190913/image_big_5d7ba3c58df1a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15480</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แอปพลิเคชันฉุกเฉิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ThaiEMS 1669 เป็นแอปพลิเคชันฉุกเฉินที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ รวมไปถึงกลุ่มคนทุกวัยเลยค่ะ โดยแอปนี้มีไว้เพื่อเรียกรถพยาบาลในพื้นที่ซึ่งใกล้ที่พักอาศัยให้มารับที่บ้าน เพียงแค่คุณกรอกข้อมูลส่วนตัว ที่อยู่ และเบอร์ติดต่อเอาไว้ ซึ่งหากต้องการแจ้งเหตุก็เพียงแค่กดที่วงกลมสีแดงที่มีข้อความว่า &amp;lsquo;กดเพื่อเรียกรถพยาบาล&amp;rsquo; และนอกจากนี้ แอปนี้ยังมีคู่มือปฐมพยาบาลเบื้องต้นเพื่อให้คุณเอาไว้ใช้ยามฉุกเฉินอีกด้วยค่ะ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15480</URL_LINK>
                <HASHTAG>1669, เล็กๆน้อยๆ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a3767e7341e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
