<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>95517</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/03/2021 17:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/03/2021 17:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.เปิดศูนย์ตอบโต้&quot;หมอกควัน -PM2.5 &quot;ด้านการแพทย์และสาธารณสุข หลังค่าพุ่งเกินพิกัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 มี.ค.64 - &amp;nbsp;นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยภายหลังการประชุมทางไกล &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีฝุ่นละอองขนาดเล็กและหมอกควัน &amp;nbsp;ณ ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข ว่า สถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ในประเทศพบเกินค่ามาตรฐานในพื้นที่ภาคเหนือและมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะ 6 จังหวัดที่อยู่ในขั้นวิกฤติ (สีแดง) อยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ คือ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง พะเยาและตาก ซึ่งสาเหตุมาจากการเผาพื้นที่เกษตร ไฟป่าในประเทศ สภาพอากาศ และหมอกควันข้ามแดน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยเฉพาะในวันที่ 8 มีนาคม &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่ผ่านมา พบค่า PM2.5 สูงสุดถึง 325 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ณ ตำบลจองคำ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน และส่งผลกระทบ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ต่อประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว โดยการเฝ้าระวังตนเองของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นละออง (อนามัยโพล) ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 1 &amp;ndash; 8 มีนาคม 2564 ซึ่งเป็นช่วงที่สถานการณ์ PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ในภาพรวมมีอาการถึงร้อยละ 39.49 ส่วนใหญ่มีอาการแสบจมูกร้อยละ 19.32 คัดจมูก มีน้ำมูกร้อยละ 18.90 และอาการระคายเคืองตา ร้อยละ 15.54 &amp;nbsp;และกลุ่มอายุ 45 &amp;ndash; 54 ปี เป็นกลุ่มที่มีอาการมากที่สุด ดังนั้น ก่อนออกนอกบ้านทุกครั้ง ขอให้ติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง ทางเว็บไซต์กรมควบคุมมลพิษ และแอปพลิเคชัน Air4thai หรือติดตามข่าวสาร &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านสุขภาพและมลพิษทางอากาศ ทางเพจ &amp;ldquo;คนรักอนามัย ใส่ใจอากาศ PM2.5&amp;rdquo; และควรสวมหน้ากากป้องกันทุกครั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ จากสถานการณ์ความรุนแรงข้างต้น กระทรวงสาธารณสุข ได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีฝุ่นละอองขนาดเล็กและหมอกควันระดับกระทรวงขึ้น โดยได้จัดการประชุมทางไกล (Web conference) ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อยกระดับมาตรการด้านการแพทย์และสาธารณสุข โดยมีข้อสั่งการ ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) เปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขในระดับจังหวัดและเขตสุขภาพ เพื่อยกระดับการปฏิบัติการและบูรณาการการจัดการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ 2) เฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์ และสื่อสาร แจ้งเตือนความเสี่ยงและวิธีการปฏิบัติตน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การดูแลสุขภาพแก่ประชาชน 3) เฝ้าระวังการเจ็บป่วยใน 4 กลุ่มโรค ได้แก่ โรคระบบทางเดินหายใจ ระบบหัวใจและหลอดเลือด &amp;nbsp; &amp;nbsp; ระบบผิวหนัง และระบบตา รวมทั้งให้รายงานผู้ป่วยที่มารับการรักษาในสถานพยาบาลทุกวัน หรือหากมีผู้ป่วยโรคหัวใจและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) เข้ารับการรักษาในห้องฉุกเฉินมากกว่าปกติให้รายงานทันที 4) การดูแลและป้องกันความเสี่ยงต่อสุขภาพ โดยให้ทีมหมอประจำตัว (3 หมอ) ได้แก่ 1) หมอประจำบ้าน คือ อสม. 2) หมอสาธารณสุข คือ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขพยาบาลระดับตำบล และ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;3) หมอครอบครัว ลงพื้นที่ ออกเยี่ยมบ้าน ให้การดูแลสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะ 4 กลุ่มเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ผู้ป่วยโรคหอบหืด ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียงและเด็กเล็ก เตรียมความพร้อมของสถานพยาบาล เตรียมสำรองยา เวชภัณฑ์และเครื่องมือทางการแพทย์ให้มีความพร้อม เปิดคลินิกมลพิษในสถานบริการสาธารณสุข และสนับสนุนหน้ากากอนามัยให้แก่ประชาชน และ5) ประสานงานการปฏิบัติการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุขในพื้นที่อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทั้งการลดแหล่งกำเนิดมลพิษ การสื่อสารและการปกป้อง ดูแลประชาชน จนกว่าสถานการณ์หมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก จะกลับสู่ภาวะปกติ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95517</URL_LINK>
                <HASHTAG>17 จังหวัดภาคเหนือ, PM2.5, นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย, ปัญหาหมอกควัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210309/image_big_60474a009ca3d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93737</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/02/2021 13:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/02/2021 13:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปภ.ผนึกกำลังกองทัพภาค3 เฝ้าระวังไฟป่าหมอกควันPM2.5ภาคเหนือ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.พ.64- ที่สนาม ฮ. พล.ร.7 อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยพร้อมคณะตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเฮลิคอปเตอร์งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แบบ 32 (ฮ.ปภ.32) ที่มาปฏิบัติการบินเพื่อควบคุมไฟป่าในพื้นทีภาคเหนือ โดยมี พล.ต.ถนัดพล โกศัยเสวี รองแม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะรองผู้บัญชาการกองบัญชาการควบคุมสถานการณ์ไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองภาคเหนือ กองทัพภาคที่ 3 ส่วนหน้า หัวหน้าป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับพร้อมรับชมการสาธิตการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บด้วยเฮลิคอปเตอร์​ ก่อนเข้าร่วมประชุม​ติดตามที่ศูนย์​อำนวยการสั่งการหลักที่​ อบจ.เชียงใหม่​ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า​สถานการณ์ในภาพรวมของไฟป่าและหมอกควันภาคเหนือปีนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมาจำนวนจุดความร้อนที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.64 ถึงปัจจุบัน ลดลงกว่า 50 % &amp;nbsp;แต่อย่างไรก็ดีในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือโดยเฉพาะจังหวัดตาก เชียงใหม่ และจังหวัดแม่ฮ่องสอน ยังมีการเกิดจุดความร้อนเป็นประจำ ซึ่งทางกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับกองทัพบก ได้บูรณาการการทำงานในระดับพื้นที่ทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนือร่วมกันเพื่อป้องกันและลดปัญหาปัญหาไฟป่าและหมอกควันทุกจังหวัด โดยให้ แต่ละจังหวัดได้เตรียมการตามมาตรการที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด ในการจำแนกพื้นที่เพื่อการบริหารจัดการต่างๆ ทั้งนี้หากมีการเกิดเหตุเฉพาะพื้นที่ที่ยากต่อการเข้าถึงของทีมสนามในเขตป่าต่างๆ ทางกระทรวงมหาดไทยร่วมกับกองทัพบก ได้เคลื่อนย้ายอุปกรณ์ที่ใช้ในการดับป่าทั้งในภาคพื้นและอากาศยาน โดยระดมเครื่องจักรอุปกรณ์จากศูนย์เขตของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือมาสนับสนุน 17 จังหวัดภาคเหนือ ซึ่งขณะนี้ได้เข้าประจำในพื้นที่เรียบร้อย เพื่อร่วมกับศูนย์เขต ทั้ง 4 เขตที่อยู่ประจำทางภาคเหนือ
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
นายบุญธรรม กล่าวว่า นอกจากนี้ได้นำ เฮลิคอปเตอร์ ปภ.แบบ KA 32 มาประจำอยู่ที่เชียงใหม่เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานงาน โดยมีกองทัพภาคที่ 3 จัดตั้งกองบัญชาการควบคุมสถานการณ์ไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองภาคเหนือ กองทัพภาคที่ 3 ส่วนหน้าอยู่ เมื่อได้รับแจ้งจากทางจังหวัดที่เกิดปัญหาทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและกองทัพบกจะประเมินสถานการณ์ หากมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ในการออกปฏิบัติหน้าที่ ทางกรม​ ปภ.และกองทัพบกโดยกองทัพภาคที่ 3 จะนำเฮลิคอปเตอร์ขึ้นไปปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเราจะเน้นย้ำการปฎิบัติเพื่อระงับดับไฟป่าในพื้นที่ที่ยากต่อการเข้าถึง หากกรณีมีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บในการดับไฟป่า สามารถใช้เฮลิคอปเตอร์เคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;
นายบุญธรรม ระบุว่า อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญที่อยากจะฝากไว้คือความร่วมมือของพี่น้องประชาชนที่ทุกคนมีส่วนร่วมที่จะช่วยลดการเกิดไฟป่า และหากพบเห็นพื้นที่เกิดเหตุ ขอให้แจ้งทางอำเภอ จังหวัด หรือกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หมายเลข 1784 ตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อจะได้ประสานการปฏิบัติในการแก้ไขปัญหา ทั้งนี้ปีนี้นำเครื่องมืออุปกรณ์มาอยู่ใกล้กับพื้นที่ที่คาดว่าจะมีภัย จะสามารถลดเวลาการเคลื่อนย้ายได้ โดยเฉพาะใน 9 จังหวัดที่เป็นพื้นที่การเฝ้าระวัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางด้าน พล.ต.ถนัดพล โกศัยเสวี รองแม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะรองผู้บัญชาการกองบัญชาการควบคุมสถานการณ์ไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองภาคเหนือ กองทัพภาคที่ 3 ส่วนหน้า กล่าวว่า​ กองทัพภาคที่ 3 ได้ จัดชุดรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนลด ละ เลิกการเผา ในพื้นที่ โดยหากพื้นที่ไหนเกิดสถานการณ์ที่รุนแรง แม่ทัพภาคที่ 3 ได้อนุมัติกำลังหนุนเตรียมพร้อมที่จะเข้าไปสนับสนุนทันที ทั้งนี้ คาดว่าปีนี้ทุกพื้นที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า ทั้งนี้กองทัพภาคที่ 3 ได้เฝ้าระวังอย่างเต็มที่ ซึ่งแม่ทัพภาคที่ 3 เป็นห่วงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากสภาพของพื้นที่เป็นแอ่งกระทะ หากมีลมพัดจากจังหวัดแม่ฮ่องสอนเข้ามาในพื้นที่จะเป็นปัจจัยให้เกิดปัญหา ฝุ่นควัน ดังนั้นให้เผ้าระวังใน 2 จังหวัดนี้ เพื่อให้ประชาชนปลอดภัยมากที่สุด อย่างไรก็ตามในเรื่องปัญหาหมอกควันข้ามแดน แม่ทัพภาคที่ 3 มอบหมายให้คณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นไทย &amp;ndash; เมียนมา หรือ TBC ทุกจุดทำหนังสือและประชุมอย่างไม่เป็นทางการเพื่อแก้ไขปัญหานี้อยู่แล้ว​ คาดว่าปีนี้สถานการณ์​จะดีกว่าที่ผ่านมาจากความร่วมมือ​จาก​ทุก​ฝ่าย.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93737</URL_LINK>
                <HASHTAG>17 จังหวัดภาคเหนือ, PM 2.5, กองทัพภาคที่ 3, ปภ., ไฟป่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210221/image_big_6031f5dac5859.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61737</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯทุบโต๊ะดับไฟป่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯ สั่ง 17 จังหวัดภาคเหนือและกาญจนบุรีเร่งจัดการปัญหาไฟป่า ห้ามมีเผาเด็ดขาด จี้ในสัปดาห์นี้จุดความร้อนต้องเป็นศูนย์ พร้อมขู่ผู้ขอใช้ประโยชน์พื้นที่กระทรวงทรัพย์และผู้ได้รับจัดสรรที่ดิน หากไม่ปฏิบัติตามจะยกเลิกสิทธิ์ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 1 เมษายนนี้ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยรายงานสรุปสถานการณ์ปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ใน 17 จังหวัดภาคเหนือ ว่า ณ เวลา 12.00 น. มีค่าระหว่าง 48-278 ไมครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดย 17 จังหวัดภาคเหนือส่วนใหญ่ ฝุ่นละออง PM 2.5 ยังมีค่าสะสมอยู่ในระดับส่งผลกระทบต่อสุขภาพ แต่เมื่อเทียบกับข้อมูลรายวันแล้วมีปริมาณลดลง รวมทั้งจำนวนจุดความร้อนก็มีจำนวนลดลงเช่นกัน ซึ่งจากการคาดการณ์ด้านอุตุนิยมวิทยา บริเวณภาคเหนือได้รับอิทธิพลจากลมทิศตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลาง และอาจมีฝนฟ้าคะนองบางแห่งในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนเมษายน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางนฤมลกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งการให้ 17 จังหวัดภาคเหนือ และจังหวัดกาญจนบุรี เร่งจัดการปัญหาไฟป่าและการเผาอย่างเด็ดขาด ให้จุดความร้อน (Hotspot) เป็นศูนย์ภายในสัปดาห์นี้ หากผู้ขอใช้ประโยชน์พื้นที่จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และผู้ได้รับการจัดสรรที่ดินไม่ปฏิบัติตามแนวทาง โดยเฉพาะหากมีการเผาในพื้นที่จะยกเลิกสิทธิ์ทันที สำหรับการเกิดไฟไหม้ในพื้นที่สำคัญ พื้นที่ใกล้เขตเมือง ชุมชน เช่น กรณี จังหวัดแพร่ (ช่อแฮ) จังหวัดนครสวรรค์ (อุทยานแห่งชาติแม่วงก์) และจังหวัดอุทัยธานี (ห้วยขาแข้ง) ต้องเร่งดับไฟให้ได้โดยทันที พร้อมกับให้เฝ้าระวังไม่ให้เกิดไฟขึ้นซ้ำอีก โดยเฉพาะกรณีไฟไหม้ในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ต้องดับไฟให้ได้ภายใน 2 วัน พร้อมสั่งการให้สนับสนุน เฮลิคอปเตอร์ เพื่อการส่งเสบียง กำลังพล และดับไฟในพื้นที่เข้าถึงยากตามที่มีการร้องขอ รวมถึงให้หมุนเวียนกำลังพลจากพื้นที่ใกล้เคียงไปช่วยสนับสนุน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61737</URL_LINK>
                <HASHTAG>17 จังหวัดภาคเหนือ, PM 2.5, กาญจนบุรี, ดับไฟป่า, ภาคเหนือ, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, ไฟป่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200401/image_big_5e849651a0f17.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
