<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120221</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2021 18:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 18:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘21 ปี  พอช.’  (4) ‘กองทุนสวัสดิการชุมชน’ ร่วมมือภาคีเครือข่าย สร้างตาข่ายสังคมรองรับคนทุกข์-วิกฤติโควิด-น้ำท่วม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลเมืองแก&amp;nbsp; จ.สุรินทร์&amp;nbsp; ร่วมดูแลประชาชนในช่วงโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชน จ.สิงห์บุรี&amp;nbsp; ช่วยประชาชนในช่วงน้ำท่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ในยามที่เกิดความทุกข์ยากลำบากในสังคม&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; น้ำท่วม&amp;nbsp; น้ำแล้ง&amp;nbsp; พายุพัดถล่มบ้านเรือน&amp;nbsp; ไฟไหม้ชุมชนแออัด&amp;nbsp; ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน&amp;nbsp; โดยเฉพาะคนยากจน คนเฒ่าคนแก่ คนป่วย&amp;nbsp; เด็กเล็ก &amp;nbsp;เรามักจะเห็นภาพหน่วยงานต่างๆ ทั้งของรัฐและเอกชนที่เข้าไปให้ความช่วยเหลือประชาชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กรมประชา สงเคราะห์ (ปัจจุบันคือกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สภากาชาดไทย&amp;nbsp; องค์กรปกครองท้องถิ่น&amp;nbsp; และมูลนิธิต่างๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ขณะเดียวกัน&amp;nbsp; ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; ภาคประชาชนที่รวมตัวกันเป็นกลุ่ม&amp;nbsp; กองทุน&amp;nbsp; และเครือข่ายต่างๆ เช่น&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; ได้เข้ามามีบทบาทในการดูแลช่วยเหลือประชาชน&amp;nbsp; ทั้งในภาวะปกติและในยามวิกฤติ&amp;nbsp; ดังเช่นสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 &amp;nbsp;และในยามเดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วมในขณะนี้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ถือเป็นการสร้างตาข่ายความปลอดภัยทางสังคมรองรับผู้ทุกข์ยากที่ประชาชนคนเดินดินจัดตั้งขึ้นมาเพื่อดูแลกันเอง &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐและมูลนิธิต่างๆ เหมือนดังแต่ก่อน !!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;lsquo;ออมวันละ 1 บาท&amp;rsquo; สร้างสวัสดิการภาคประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;แต่ไหนแต่ไรมาแล้วที่ประชาชน&amp;nbsp; คนทั่วไป&amp;nbsp; เกษตรกร&amp;nbsp; ชาวไร่&amp;nbsp; ชาวนา&amp;nbsp; ชาวประมง&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ไม่มีระบบสวัสดิการสังคมรองรับในยามเจ็บไข้ได้ป่วย&amp;nbsp; ยามชรา&amp;nbsp; เหมือนกับข้าราชการหรือพนักงานบริษัทเอกชนทั่วไป&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ดังนั้นกลุ่ม&amp;nbsp; องค์กรชาวบ้าน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กลุ่มออมทรัพย์&amp;nbsp; สัจจะสะสมทรัพย์&amp;nbsp; เครดิตยูเนี่ยน&amp;nbsp; กลุ่มเกษตรกร&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อนำเงินกองทุนที่สมาชิกสะสมมาให้กู้ยืมนำไปประกอบอาชีพ&amp;nbsp; แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนในครอบครัว&amp;nbsp; (โดยเสียดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อย)&amp;nbsp; เมื่อกลุ่มมีผลกำไรก็จะนำมาปันผลและช่วยเหลือสมาชิกในยามเจ็บป่วย&amp;nbsp; ช่วยทุนการศึกษาบุตรหลาน หรือในยามเดือดร้อนจำเป็นต่างๆ &amp;nbsp;ถือเป็นสวัสดิการภาคประชาชนที่ประชาชนดูแลกันเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ตัวอย่างที่ถือเป็นต้นแบบของการริเริ่มจัดสวัสดิการช่วยเหลือกันเอง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; &amp;lsquo;กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์แบบพัฒนาครบวงจรชีวิต&amp;rsquo; ของ &amp;lsquo;ครูชบ&amp;nbsp; ยอดแก้ว&amp;rsquo; (ปัจจุบันเสียชีวิต) ครูประชาบาลในอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา&amp;nbsp; ที่เริ่มจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ในโรงเรียนวัดน้ำขาวตั้งแต่ปี 2522 เพื่อให้ครูและนักเรียนมีความประหยัด&amp;nbsp; อดออม&amp;nbsp; มีสัจจะ&amp;nbsp; โดยนำเงินออมมาช่วยเหลือกัน&amp;nbsp; หลังจากนั้นจึงขยายไปสู่หมู่บ้านต่างๆ ในตำบล&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โดยมีแนวคิดคือ &amp;ldquo;ให้ชาวบ้านลดรายจ่ายเพียงวันละ 1 บาท&amp;nbsp; แล้วนำเงิน 1 บาทมาสะสมร่วมกัน &amp;nbsp;เพื่อให้คนเดือดร้อนกู้ยืม&amp;nbsp; หรือนำไปประกอบอาชีพ โดยคิดดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อย&amp;nbsp; เมื่อกลุ่มมีรายได้จากดอกเบี้ยจะนำมาปันผลให้สมาชิก&amp;nbsp; และช่วยเหลือสวัสดิการสมาชิกตั้งแต่เกิดจนถึงตาย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ครูชบ&amp;nbsp; ยอดแก้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จากแนวคิด &amp;lsquo;กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์แบบพัฒนาครบวงจรชีวิต&amp;rsquo; ของครูชบ&amp;nbsp; ยอดแก้ว&amp;nbsp; จึงมีองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ผู้นำชุมชน&amp;nbsp; พระสงฆ์นักพัฒนา&amp;nbsp; ฯลฯ จากทั่วประเทศได้มาศึกษาเรียนรู้และนำไปขยายผล&amp;nbsp; รวมทั้งครูชบยังได้เดินสายไปบรรยายเพื่อส่งเสริมการจัดตั้งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ขึ้นมาทั่วประเทศ&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีหลักการคือ สมาชิกจะต้องสะสมเงินเข้ากลุ่มตามที่กำหนด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เดือนละ 1 ครั้ง&amp;nbsp; อย่างน้อย 100 บาท&amp;nbsp; เมื่อสมาชิกมีความจำเป็นก็สามารถกู้ยืมเงินไปใช้จ่ายได้ตามข้อตกลงของกลุ่ม&amp;nbsp; โดยเสียดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อย (ไม่เกิน 1 บาทต่อเดือน)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ขณะเดียวกัน&amp;nbsp; แนวคิด &amp;ldquo;สะสมเงินเพียงวันละ 1 บาทเพื่อนำเงินมาช่วยเหลือกัน&amp;rdquo; นั้น&amp;nbsp; ได้ถูกต่อยอดจากชุมชนหลายแห่ง&amp;nbsp; จนพัฒนามาเป็น &amp;lsquo;กองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;rsquo; โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo;&amp;nbsp; สนับสนุนให้มีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนขึ้นมาอย่างเป็นทางการในปี 2548 &amp;nbsp;เป็นกองทุนสวัสดิการชุมชนในระดับตำบล&amp;nbsp; หรือเทศบาล&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 99 &amp;nbsp;กองทุนทั่วประเทศ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลา 16 ปี&amp;nbsp; (ตุลาคม 2564) พอช.ได้สนับสนุนการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศแล้ว &amp;nbsp;รวม 6,069 กองทุน&amp;nbsp; จำนวนสมาชิกรวมกันประมาณ &amp;nbsp;5,740,000 คน &amp;nbsp;เงินกองทุนรวมกันกว่า&amp;nbsp; 18,000 ล้านบาท &amp;nbsp;&amp;nbsp;หรือเฉลี่ยกองทุนแต่ละแห่งจะมีเงินกองทุนแห่งละ 3 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; (บางกองทุนมีเงินมากกว่า 10 ล้านบาท)&amp;nbsp; เงินกองทุนเหล่านี้ได้นำไปช่วยเหลือสมาชิกตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวันตาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลทับมา อ.เมือง&amp;nbsp; จ.ระยอง&amp;nbsp; เยี่ยมคนชรา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; เพื่อคนในชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;การจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนส่วนใหญ่เป็นการริเริ่มจัดตั้งโดยผู้นำในตำบล (บางแห่งริเริ่มโดยผู้บริหารองค์กรปกครองท้องถิ่น เช่น อบต. เทศบาล)&amp;nbsp; ชักชวนแกนนำหมู่บ้าน&amp;nbsp; กลุ่ม&amp;nbsp; องค์กรต่างๆ มาประชุมร่วมกัน&amp;nbsp; เพื่อชี้แจงเป้าหมาย&amp;nbsp; วัตถุประสงค์การจัดตั้งกองทุน&amp;nbsp; คัดเลือกตัวแทนเข้ามาเป็นคณะกรรมการกองทุน&amp;nbsp; ร่วมกันกำหนดระเบียบกองทุน คุณสมบัติของสมาชิก&amp;nbsp; การสมทบเงิน&amp;nbsp; สวัสดิการที่จะช่วยเหลือสมาชิก&amp;nbsp; ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กองทุนสวัสดิการชุมชนส่วนใหญ่จะให้สมาชิกสมทบเงินเข้ากองทุนเป็นรายเดือนหรือรายปีตามความสะดวก&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เดือนละ 30 บาท&amp;nbsp; หรือปีละ 365 บาท&amp;nbsp; เมื่อเป็นสมาชิกแล้วอย่างน้อย 6 เดือนจึงจะได้รับสวัสดิการช่วยเหลือพื้นฐานตั้งแต่เกิดจนตาย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เช่น&amp;nbsp; คลอดบุตรช่วยเหลือ 500 บาท&amp;nbsp; นอนโรงพยาบาลช่วยเหลือคืนละ 100 บาท&amp;nbsp; ปีหนึ่งไม่เกิน 10 คืน&amp;nbsp; ช่วยสมาชิกที่เสียชีวิต&amp;nbsp; 3,000-20,000 บาท (ตามอายุการเป็นสมาชิก)&amp;nbsp; ช่วยภัยพิบัติไม่เกิน 2,000 บาท&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยสมาชิกจะต้องนำหลักฐานเช่น&amp;nbsp; ใบรับรองแพทย์ บิลค่ายา&amp;nbsp; ใบมรณบัตร&amp;nbsp; มาขอเบิกแก่คณะกรรมการ&amp;nbsp; แม้จำนวนเงินที่ช่วยเหลือจะไม่มากนัก&amp;nbsp; แต่ก็เป็นการช่วยเหลือที่ทันท่วงที&amp;nbsp; ไม่มีระเบียบขั้นตอนมากมาย&amp;nbsp; ไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ขณะเดียวกัน&amp;nbsp; รัฐบาลได้สนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; โดยการสมทบเงินเข้ากองทุนในอัตรา 1 ต่อ 1 เช่น&amp;nbsp; สมาชิกสมทบเงิน 365 บาท/คน/ปี&amp;nbsp; รัฐบาลก็จะสมทบเท่ากัน&amp;nbsp; รวมทั้งองค์กรปกครองท้องถิ่นก็สามารถสมทบเงินเข้ากองทุนได้&amp;nbsp; เพื่อให้กองทุนเติบโต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้บางกองทุนอาจจัดสวัสดิการให้สมาชิกได้หลากหลายตามความเหมาะสม&amp;nbsp; เช่น กองทุนสวัสดิการชุมชน เทศบาลตำบลอุโมงค์&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.ลำพูน จัดตั้งขึ้นในปี 2550 ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 7,000 คน&amp;nbsp; มีสวัสดิการถึง 24 ประเภท เช่น&amp;nbsp; ค่ารถไปโรงพยาบาล &amp;nbsp;สวัสดิการเมื่อบวช&amp;nbsp; เกณฑ์ทหาร&amp;nbsp; แต่งงาน&amp;nbsp; ขึ้นบ้านใหม่&amp;nbsp; จบการศึกษา&amp;nbsp; ช่วยเหลือผู้สูงอายุ&amp;nbsp; ส่งเสริมกลุ่มอาชีพ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ที่ผ่านมา เทศบาลตำบลอุโมงค์ได้จัดสรรงบประมาณสมทบเงินเข้ากองทุนสวัสดิการประมาณปีละ 1 ล้านบาท&amp;nbsp; และล่าสุดในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; เทศบาลฯ ได้มอบเงินสมทบให้กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลอุโมงค์จำนวน 1 ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลอุโมงค์รับมอบเงินสมทบ 1 ล้านบาทจากผู้บริหารเทศบาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างกองทุนสวัสดิการชุมชนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศที่ร่วมกับหน่วยงานในท้องถิ่นให้ความช่วยเหลือสมาชิกกองทุนฯ และประชาชนทั่วไปในช่วงสถานการณ์โควิด-19 และน้ำท่วมในขณะนี้ด้วย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลเมืองแก&amp;nbsp; อ.ท่าตูม&amp;nbsp; จ.สุรินทร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลเมืองแก จ.สุรินทร์&amp;nbsp; ต้นแบบการจัดการกองทุนที่ดี-ช่วยประชาชนช่วงโควิด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;พัชรี บุญมี ประธาน &amp;lsquo;กองทุนคุณธรรมสวัสดิการชุมชนตำบลเมืองแก&amp;rsquo; อ.ท่าตูม&amp;nbsp; จ.สุรินทร์ เล่าว่า &amp;nbsp;ก่อนการจัดตั้งกองทุนฯ &amp;nbsp;ชาวบ้านไม่มีความเชื่อมั่นว่าจะจัดตั้งกองทุนฯ ขึ้นมาได้ &amp;nbsp;เนื่องจากเห็นตัวอย่างกองทุนอื่นๆ ในตำบลที่ล้มเหลว &amp;nbsp;เพราะกรรมการไม่ซื่อสัตย์ &amp;nbsp;หน่วยงานราชการจึงไม่กล้าเข้ามาส่งเสริม &amp;nbsp;ตนในฐานะอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จึงเข้าไปชี้แจงสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านในตำบล ใช้เวลานานเกือบ &amp;nbsp;2 ปีจึงจัดตั้ง &amp;lsquo;กองทุนคุณธรรมสวัสดิการชุมชนตำบลเมืองแก&amp;rsquo; ขึ้นมาได้&amp;nbsp; ในเดือนพฤษภาคม 2550&amp;nbsp; มีสมาชิกเริ่มต้น 192 คน &amp;nbsp;มาจาก อสม. 19 หมู่บ้าน (หมู่บ้านละ 10 คน) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โดยให้สมาชิกสมทบเงินเข้ากองทุนฯ เป็นรายเดือนหรือรายปีตามสะดวก คือ เดือนละ 30-31 บาท (ตามจำนวนวันในแต่ละเดือน) รายปีๆ ละ 365 บาท &amp;nbsp;&amp;nbsp;นำเงินกองทุนมาช่วยเหลือสวัสดิการให้สมาชิก 15 ด้าน &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;คลอดบุตร 500 บาท &amp;nbsp;แม่นอนโรงพยาบาล &amp;nbsp;คืนละ 300 บาท สมาชิกเจ็บป่วยนอนโรงพยาบาล &amp;nbsp;คืนละ 100 &amp;nbsp;บาท&amp;nbsp; ปีหนึ่งไม่เกิน 10 คืน เสียชีวิตช่วยตั้งแต่ 2,500-15,000 บาท &amp;nbsp;(เป็นสมาชิกตั้งแต่ 6 เดือน-11 ปี) ทุนการศึกษาเด็ก &amp;nbsp;ช่วยงานศพ-งานบวชปลอดเหล้า ฯลฯ เบิกจ่ายสวัสดิการทุกวันที่ 5 ของเดือน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จากจำนวนสมาชิกเริ่มแรก 192 คนในปี 2550 &amp;nbsp;ด้วยการทำงานของคณะกรรมการทั้ง 19 หมู่บ้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็น&amp;nbsp;อสม.ที่เข้าถึงและใกล้ชิดกับชาวบ้านอยู่แล้ว &amp;nbsp;เพราะ อสม.จะให้การดูแลสุขภาพเบื้องต้นแก่ชาวบ้าน &amp;nbsp;ประกอบกับคณะกรรม การมีความซื่อสัตย์ &amp;nbsp;ทำงานด้วยความเสียสละ &amp;nbsp;จึงทำให้ชาวบ้านในตำบลให้ความเชื่อถือ &amp;nbsp;สมัครเข้ามาเป็นสมาชิกอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;จนมีสมาชิกกว่า 5,000 คน&amp;nbsp;มีเงินกองทุนสะสมกว่า 24 ล้านบาท&amp;nbsp; (จากการสมทบของสมาชิก 16.7 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; รัฐบาลสมทบผ่าน พอช. 4.2 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; เทศบาลสมทบ 2.6 ล้านบาทเศษ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ปัจจุบัน (ตุลาคม 2564) มีสมาชิกจำนวน 4,329&amp;nbsp; คน &amp;nbsp;มีเงินกองทุน 14.1 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ผ่านมาช่วยเหลือสมาชิกไปแล้ว 7,014&amp;nbsp; คน/ครั้ง&amp;nbsp; รวมเงินช่วยเหลือ 10 ล้านบาทเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;กองทุนฯ ของเรามีระบบการบริหารจัดการที่ดี &amp;nbsp;มีความโปร่งใส &amp;nbsp;มีคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ รวมทั้งหมด 34 คน &amp;nbsp;มาจากกรรมการในระดับหมู่บ้านและตำบล &amp;nbsp;กรรมการจะไม่ถือเงินสดไว้ในมือ &amp;nbsp;เพื่อป้องกันปัญหา นอกจากนี้เรายังมีระบบตรวจสอบที่ดี &amp;nbsp;มีการตรวจสอบภายในอย่างสม่ำเสมอ &amp;nbsp;และเชิญหน่วยงานในท้องถิ่น เช่น เทศบาลมาเป็นกรรมการร่วมตรวจสอบ &amp;nbsp;โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลร่วมวางระบบเอกสาร &amp;nbsp;ระบบบัญชี &amp;nbsp;มีบัญชีรายรับ-จ่ายต่างๆ &amp;nbsp;สมาชิกสามารถ ตรวจสอบข้อมูลการเงินได้ &amp;nbsp;รวมทั้งเรายังให้กรรมการไปเคาะประตูบ้านเพื่อแจ้งข่าวสารให้แก่สมาชิก ทำให้กองทุนฯ ได้รับความเชื่อถือทั้งจากสมาชิกและหน่วยงานภายนอก&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ประธานกองทุนฯ กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จากผลงานการบริหารกองทุนดังกล่าว กองทุนคุณธรรมสวัสดิการชุมชนตำบลเมืองแกจึงได้รับรางวัลด้าน &amp;lsquo;การบริหารจัดการกองทุนที่ดีและมีธรรมาภิบาล&amp;rsquo; จากการจัดประกวดกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศ&amp;nbsp;รางวัล  &amp;lsquo;ผู้สรรค์สร้างความมั่นคงของมนุษย์&amp;rsquo; ปี 2563 ตามแนวคิดของ ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยการจัดประกวดของสถาบันป๋วย อึ๊งภากรณ์ พอช.&amp;nbsp; และภาคีเครือข่าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ส่วนการช่วยเหลือสมาชิกและประชาชนทั่วไปในช่วงสถานการณ์โควิดนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; พัชรี&amp;nbsp; ประธานกองทุนฯ บอกว่า&amp;nbsp; เนื่องจากคณะกรรมการกองทุนฯ ส่วนใหญ่เป็น อสม.อยู่แล้ว&amp;nbsp; เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโควิดรอบแรกในปี 2563&amp;nbsp;&amp;nbsp; คณะกรรม การกองทุนฯ จึงมีความตื่นตัวในการเฝ้าระวังการแพร่ระบาด&amp;nbsp; มีการจัดทำหน้ากากผ้าอนามัยกว่า 10,000 ชิ้นแจกประชาชนทั้งตำบล&amp;nbsp; ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกหรือประชาชนทั่วไป&amp;nbsp; เพราะโควิดมันไม่เลือกหน้า&amp;nbsp; และให้ความรู้เพื่อป้องกันโรคด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;พอโควิดปีนี้&amp;nbsp; กองทุนฯ ก็ยังทำงานอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp; โดยเราร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ร่วมกับเทศบาลตำบลเมืองแก&amp;nbsp; จัดตั้งศูนย์คัดกรองโควิดในหมู่บ้าน&amp;nbsp; จัดตั้งศูนย์กักกันผู้ที่มาจากพื้นที่เสี่ยง&amp;nbsp; ร่วมกับ รพ.สต.เมืองแกและโรงพยาบาลท่าตูมฉีดวัคซีนให้ประชาชน&amp;nbsp; ใช้งบประมาณจาก สปสช.แจกเจลล้างมือและหน้ากากอนามัยในตำบล&amp;nbsp; และใช้งบของกองทุนฯ แจกอาหารแห้ง&amp;nbsp; น้ำดื่มที่จุดพักคอยและกักกันในตำบล&amp;nbsp; รวม 18&amp;nbsp; จุด&amp;nbsp; ใช้งบ 13,200 บาท&amp;rdquo; &amp;nbsp;ประธานกองทุนคุณธรรมสวัสดิการชุมชนตำบลเมืองแกบอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;พัชรี&amp;nbsp; ประธานกองทุนฯ&amp;nbsp; (ซ้าย) มอบสิ่งของช่วยเหลือประชาชนในช่วงโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; นอกจากตัวอย่างที่กองทุนฯ ตำบลเมืองแก&amp;nbsp; จ.สุรินทร์แล้ว&amp;nbsp; ยังมีกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลต่างๆ ทั่วประเทศให้ความช่วยเหลือประชาชนในช่วงสถานการณ์โควิด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลประสงค์ &amp;nbsp;อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี&amp;nbsp; บูรณาการความร่วมกับสมาคมเครือข่ายสวัสดิการชุมชนจังหวัดสุราษฎร์ธานี &amp;nbsp;ร่วมกันมอบสิ่งของ &amp;nbsp;อาหาร เครื่องดื่ม &amp;nbsp;ให้กับศูนย์พักคอยในชุมชนวัดเขากอม &amp;nbsp;อ.ท่าชนะ&amp;nbsp; โดยศูนย์พักคอยแห่งนี้เปิดดำเนินการเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา&amp;nbsp; รองรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิดได้&amp;nbsp; 40 เตียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สานพลังเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศไทยในขณะนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ&amp;nbsp; ภาคอีสาน&amp;nbsp; และภาคกลาง&amp;nbsp; เครือข่ายองค์กรชุมชนในภาคต่างๆ ที่รวมตัวกันในนามของกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัด&amp;nbsp; เครือข่ายภัยพิบัติภาคเหนือ&amp;nbsp; เครือข่ายภัยพิบัติภาคอีสาน&amp;nbsp; ได้ร่วมกับ พอช.&amp;nbsp; และภาคีเครือข่ายต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.)&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เข้าไปให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วม&amp;nbsp; โดยมอบอาหารสด-แห้ง&amp;nbsp; เครื่องใช้ที่จำเป็น&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่น&amp;nbsp; จังหวัดเชียงใหม่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;วันที่ 8 ตุลาคม &amp;nbsp;ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ &amp;nbsp;เครือข่ายที่อยู่อาศัยเมืองเชียงใหม่ เครือข่ายองค์กรชุมชนอำเภอดอยเต่า &amp;nbsp;สภาองค์กรชุมชนตำบลดอยเต่า &amp;nbsp;องค์การบริหารส่วนตำบลดอยเต่า &amp;nbsp;พร้อมด้วยหน่วยงานภาคีพัฒนา &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;กรมการปกครองอำเภอดอยเต่า &amp;nbsp;พอช.ภาคเหนือ &amp;nbsp;นิคมสร้างตนเองดอยเต่า&amp;nbsp; พร้อมทีม One Home พมจ.เชียงใหม่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ร่วมกันมอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม&amp;nbsp; จำนวน 4 หมู่บ้าน &amp;nbsp;รวม 200 ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ จ.สุโขทัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จังหวัดสุโขทัย &amp;nbsp;9 ตุลาคม &amp;nbsp;&amp;nbsp;เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนจังหวัดสุโขทัย &amp;nbsp;รวมพลคนจิตสาธารณะ ร่วมกันบรรจุถุงยังชีพช่วยเหลือพี่น้องที่ประสบภัย &amp;nbsp;จำนวน 1,000 ชุด &amp;nbsp;ณ &amp;nbsp;ศูนย์ประสานงานองค์กรชุมชนลูกพ่อขุนราม &amp;nbsp;จังหวัดสุโขทัย &amp;nbsp;ช่วงบ่ายลงมอบถุงยังชีพในพื้นที่&amp;nbsp; อ.ศรีสำโรง&amp;nbsp; &amp;nbsp;อ.คีรีมาศ&amp;nbsp; และ อ.กงไกรลาศ &amp;nbsp;จำนวน 777 ชุด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครือข่ายประชาชนจังหวัดพิจิตรช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จังหวัดขอนแก่น&amp;nbsp;  วันที่ 9 ตุลาคม &amp;nbsp;เครือข่ายภัยพิบัติภาคอีสาน &amp;nbsp;ร่วมกับ พอช. ส่งมอบความห่วงใยจากใจช่วยพี่น้องผู้เดือดร้อนจากภัยน้ำท่วม &amp;nbsp;ต.พระบุ &amp;nbsp;อ.พระยืน &amp;nbsp;จ.ขอนแก่น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จังหวัดพระนครศรีอยุธยา&amp;nbsp; ระหว่างวันที่​ 2-3​ ตุลาคม&amp;nbsp; คณะยุทธศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นจังหวัดพระนครศรี อยุธยาร่วมกับสำนักงานภาคกลางและตะวันตก พอช. &amp;nbsp;&amp;nbsp;จัดทำถุงยังชีพจำนวน 600 ชุด &amp;nbsp;ใช้งบประมาณ 120,000 บาท &amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อแจกจ่ายให้กับผู้ประสบภัยในพื้นที่ 30 ตำบล&amp;nbsp; 8 อำเภอ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในระยะเร่งด่วน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนจะช่วยเหลือในช่วงต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะประสานงานขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดชัยนาท&amp;nbsp; และ พอช.ช่วยเหลือชาวบ้านที่ จ.ชัยนาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ขบวนองค์กรชุมชนในจังหวัดชัยนาท&amp;nbsp; สิงห์บุรี&amp;nbsp; ลพบุรี&amp;nbsp; และอ่างทอง&amp;nbsp; ร่วมกับ พอช. และ พมจ. กำนัน&amp;nbsp; ผู้ใหญ่บ้าน&amp;nbsp; ร่วมกันลงพื้นที่เพื่อมอบอาหารและสิ่งของจำเป็นให้แก่ชาวบ้านที่ประสบภัยเพื่อช่วยเหลือเฉพาะหน้า&amp;nbsp; หลังจากนั้นจะสำรวจข้อมูลเพื่อให้ความช่วยเหลือภายหลังน้ำลด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การซ่อมแซมที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างของการรวมกลุ่มชาวบ้าน&amp;nbsp; องค์กรภาคประชาชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่รวมพลังให้ความช่วยเหลือกัน ถือเป็นการสร้างตาข่ายความปลอดภัยทางสังคม&amp;nbsp; เพื่อไม่ให้ผู้เดือดร้อน&amp;nbsp; ผู้ทุกข์ยาก&amp;nbsp; ต้องร่วงหล่นกระแทกพื้นโดยไม่มีอะไรมารองรับ !!&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120221</URL_LINK>
                <HASHTAG>21 ปี  พอช., กองทุนสวัสดิการชุมชน, ครูชบ  ยอดแก้ว, ผู้ประสบภัยน้ำท่วม, พอช., พัชรี บุญมี, ภาคีเครือข่าย, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ, สร้างตาข่ายสังคมรองรับคนทุกข์, สะสมเงินเพียงวันละ 1 บาทเพื่อนำเงินมาช่วยเหลือกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211019/image_big_616ea39f59d50.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119654</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2021 18:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2021 17:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘21 ปี  พอช.’  (3) ตามรอยพระบาทสร้างชาติด้วยเศรษฐกิจพอเพียง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร&amp;nbsp; มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร &amp;nbsp;ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้ประชาชนไทย โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในชนบทได้มีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จึงทรงมีพระราชดำริโครงการช่วยเหลือประชาชนตั้งแต่ปี พ.ศ.2494 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งหมด 4,596 โครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่น 1.การพัฒนาด้านแหล่งน้ำ 3,067 โครงการ  2.การพัฒนาด้านการเกษตร 107 โครงการ  3.การพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม 33 โครงการ  4.การพัฒนาด้านส่งเสริมอาชีพ 79 โครงการ  5.การพัฒนาด้านสาธารณสุข 2 โครงการ  6.การพัฒนาด้านคมนาคม/สื่อสาร 4 โครงการ  7.การพัฒนาด้านสวัสดิการสังคม&amp;nbsp; การศึกษา 30 โครงการ  8.การพัฒนาแบบบูรณาการ 147 โครงการ ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รากเหง้าปรัชญาเศรษฐกิจ-วิถีพอเพียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงตรัสถึงแนวทางการพัฒนาประเทศไปสู่ &amp;lsquo;การพอมี พอกิน&amp;rsquo; ซึ่งถือเป็นรากฐานของ &amp;lsquo;ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ&amp;rsquo; มาตั้งแต่ปี 2517 แต่กว่าสังคมไทยจะตื่นตัวเวลาได้ผ่านไปกว่า 20 ปี เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจฟองสบู่แตกในปี 2540 โดยก่อนหน้านั้นหลายปี ประเทศไทยพยายามจะมุ่งเป้าไปสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่หรือ &amp;lsquo;เสือเศรษฐกิจตัวที่ 5 ของเอเซีย&amp;rsquo; (4 เสือ คือ สิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลีใต้ และไต้หวัน) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;..ความจริงเคยพูดเสมอในที่ประชุมอย่างนี้ว่า  การจะเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ &amp;nbsp;สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน &amp;nbsp;แบบพอมีพอกินนั้นหมายความว่า  อุ้มชูตัวเองได้  ให้มีพอเพียงกับตัวเอง &amp;nbsp;อันนี้ก็เคยบอกว่าความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัว &amp;nbsp;จะต้องทอผ้าใส่เอง &amp;nbsp;อย่างนั้นมันเกินไป &amp;nbsp;แต่ว่าในหมู่บ้านหรือในอำเภอ จะต้องมีความพอเพียงพอสมควร &amp;nbsp;บางสิ่ง &amp;nbsp;บางอย่างที่ผลิตได้มากกว่าความต้องการก็ขายได้ &amp;nbsp;แต่ขายในที่ไม่ห่างไกลเท่าไหร่  ไม่ต้องเสียค่าขนส่งมากนัก....&amp;quot; (พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 4 ธันวาคม 2540)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กล่าวได้ว่า พระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานให้แก่ประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องของการ &amp;lsquo;พออยู่ พอกิน&amp;rsquo; และแนวทาง &amp;lsquo;ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง&amp;rsquo; นั้น อันที่จริงก็เป็นรากฐานของสังคมเกษตรกรรมของไทยมาแต่เนิ่นนานแล้ว เช่น ในอีสานมีคำพูดที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตการทำมาหากินว่า &amp;ldquo;เฮ็ดอยู่ เฮ็ดกิน&amp;rdquo; (ทำอยู่ ทำกิน) ซึ่งมีความหมายถึงการทำมาหากิน เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง โดยการพึ่งพาตัวเอง เช่น ทำนา ปลูกผัก&amp;nbsp; เลี้ยงไก่&amp;nbsp; ทอผ้า ทำเครื่องใช้ในครัวเรือน &amp;nbsp;ฯลฯ &amp;nbsp;ไม่ใช่วิถีแบบ &amp;ldquo;ซื้ออยู่ ซื้อกิน&amp;rdquo; เหมือนดังปัจจุบัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้&amp;nbsp; พระองค์ท่านยังมีหลักการทรงงานที่สำคัญด้านการพัฒนาชุมชน&amp;nbsp; นั่นก็คือ&amp;nbsp; &amp;ldquo;การระเบิดจากข้างใน&amp;rdquo; ซึ่งหมายความว่า &amp;nbsp;&amp;ldquo;ต้องสร้างความเข้มแข็งให้คนในชุมชนที่เราเข้าไปพัฒนาให้มีสภาพพร้อมที่จะรับการพัฒนาเสียก่อน  มิใช่การนำเอาความเจริญหรือบุคคลจากสังคมภายนอกเข้าไปหาชุมชนหมู่บ้านที่ยังไม่ทันได้มีโอกาสเตรียมตัวหรือตั้งตัว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แรงบันดาลใจจากในหลวง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน  2528 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการดำเนินงานของศูนย์การพัฒนาภูพาน  ต.ห้วยยาง  อ.เมือง  จ.สกลนคร ในโอกาสนี้พระองค์ได้พระราชทานแนวทางการแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรกร  มีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;&amp;hellip;แนวทางการแก้ปัญหาความยากจนและหนี้สินเกษตรกร  ควรจัดให้มีกองทุนหมุนเวียนในหมู่บ้าน โดยวิธีออมทรัพย์ร่วมกัน เพื่อสาธิตการบริหารจัดการเงินและการบัญชีแก่ชาวบ้าน &amp;nbsp;ส่งเสริมการจัดตั้งร้านค้าสาธิตหมู่บ้าน เพื่อฝึกด้านการจัดการตลาด ควรริเริ่มทำธุรกิจชุมชนในหมู่บ้านให้เข้มแข็ง และแพร่หลาย เพื่อพัฒนาสู่ระบบหมู่บ้านสหกรณ์ทั่วประเทศต่อไปในอนาคต...&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตำบลท่าเสา อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี กลุ่มเกษตรกรที่นี่มีปัญหาความยากจนและมีหนี้สินไม่ต่างจากที่อื่นๆ ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพปลูกพืชไร่หรือพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง ฯลฯ ต้องกู้ยืมเงินนอกระบบมาเป็นทุนหมุนเวียน ทำให้หนี้สินพอกพูนขึ้นทุกวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิพัฒน์ แก้วจิตคงทอง ผู้นำกลุ่มเกษตรกรตำบลท่าเสา เล่าว่า จากปัญหาหนี้สินและผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ตำบลท่าเสาจึงได้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาดำเนินการตั้งแต่เริ่มต้น  โดยสร้างระบบพึ่งพากันในชุมชนขึ้นมา  เริ่มตั้งแต่เรื่องการจัดการทุน  จากเดิมที่ต้องกู้หนี้ยืมสินจากคนข้างนอก  จึงสร้างทุนภายในชุมชน  โดยการจัดตั้งธนาคารหมู่บ้านขึ้นมาหลังจากเกิดวิกฤติปี 2540 เริ่มต้นมีสมาชิกเพียง 15 คน ร่วมกันออมทรัพย์เป็นประจำทุกเดือน ใครมีมากก็ออมมาก มีน้อยก็ออมน้อย เมื่อมีเงินมากขึ้น สมาชิกที่เดือดร้อนก็สามารถกู้ยืมเงินไปหมุนเวียนได้ โดยเสียดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พอธนาคารหมู่บ้านเริ่มโตขึ้น เราก็ยกฐานะขึ้นเป็นสถาบันการเงินชุมชนในปี 2543 และเริ่มคิดถึงเรื่องปากท้องให้ครบวงจร จากเดิมที่ชาวบ้านปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อส่งออกข้างนอกอย่างเดียว  แล้วเราก็ต้องไปซื้อสินค้าจากข้างนอกกลับเข้ามากินมาใช้อีก  จึงได้แง่คิดว่า  จะทำอย่างไร? ให้ชาวบ้านผลิตสิ่งที่เรากิน  แล้วเอามาใช้แลกเปลี่ยนหรือซื้อขายกันเอง เราจึงร่วมกันจัดตั้งร้านค้าชุมชนหรือศูนย์สาธิตการเกษตรฯ ขึ้นมาในปี 2544 โดยส่งเสริมให้ชาวบ้านปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต จากเดิมปลูกพืชส่งโรงงานมาปลูกพืชผักที่เป็นอาหาร  ใครปลูกอะไรเหลือกินก็เอามาจำหน่าย  หรือเอามาแปรรูป  ทำอาหาร ทำขนมขาย&amp;rdquo;  พิพัฒน์เล่าความเป็นมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์สาธิตการเกษตรร้านค้าชุมชนตำบลท่าเสา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;ศูนย์สาธิตการเกษตรร้านค้าชุมชนตำบลท่าเสา&amp;rsquo; มีลักษณะเหมือน &amp;lsquo;ร้านโชวห่วย&amp;rsquo; ทั่วไป คือขายของกิน-ของใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ข้าวสาร อาหารแห้ง กะปิ น้ำปลา น้ำตาล ขนม เครื่องดื่ม สบู่ ยาสีฟัน ถ่านไฟฉาย&amp;nbsp; ฯลฯ &amp;nbsp;แต่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เป็นเจ้าของ โดยการระดมทุนจากชาวบ้านหุ้นละ 100 บาท เพื่อนำมาเป็นทุนดำเนินการ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ที่พิเศษกว่าร้านค้าทั่วไปก็คือ สมาชิกสามารถนำผลผลิตจากครัวเรือนมาฝากขายที่ศูนย์ฯ (ไม่ต้องขายเอง) เช่น ผักสวนครัว ผลไม้ กล้วย ขนุน มะม่วง ฯลฯ ที่ปลูกโดยไม่ใช่สารเคมี ใครมีฝีมือทางอาหารหวานคาวก็นำมาฝากขาย เช่น ข้าวต้มมัด กล้วยบวชชี ผัด-แกงต่างๆ หมูปิ้ง ข้าวเหนียว ปลาส้ม ปลาร้า น้ำพริก เครื่องแกง หน่อไม้ดอง ฯลฯ โดยศูนย์ฯ จะคิดค่าจำหน่าย 10 % ของราคาขาย เพื่อนำรายได้มาเป็นค่าบริหารจัดการ เป็นการสร้างอาชีพ สร้างตลาดให้ชาวบ้าน ใครขาดเหลืออะไรก็มาซื้อหาได้ที่นี่ เหมือนกับเป็นการแลกเปลี่ยนกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์สาธิตการเกษตรฯ เปิดจำหน่ายทุกวัน ตั้งแต่เช้า-ค่ำ มีการจ้างคนในตำบลมาเป็นพนักงานบัญชีและพนักงานขาย ใช้ระบบคอมพิวเตอร์บันทึกการซื้อขาย สินค้าที่ชุมชนผลิตไม่ได้ เช่น ข้าวสาร น้ำมันพืช น้ำตาล เครื่องดื่ม นม ของใช้ต่างๆ จะสั่งซื้อมาจากร้านค้าส่งรายใหญ่ ทำให้ได้ส่วนลด มียอดจำหน่ายไม่ต่ำกว่าวันละ &amp;nbsp;50,000-60,000 บาท หรือเดือนละประมาณ 2 ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลกำไรจำนวน 50 % จะปันผลคืนสมาชิกตอนสิ้นปี, 20 % เป็นทุนดำเนินการ, 15 % นำไปใช้เป็นกองทุนสวัสดิการและพัฒนาชุมชน  ส่วนอีก 15 % เป็นค่าบริหารจัดการของคณะทำงานและผู้บริหาร ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมดประมาณ 600 ราย มีเงินทุนหมุนเวียนและเงินหุ้นที่สมาชิกร่วมลงทุนประมาณ 6 ล้านบาทเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายในศูนย์สาธิตการเกษตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสถาบันการเงินชุมชน ปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 300 ราย มีเงินทุนหมุนเวียนกว่า 3 ล้านบาทเศษ สมาชิกสามารถกู้ยืมได้ 2 เท่าของเงินออมที่ตนมีอยู่ หรือตามสินทรัพย์ที่นำมาค้ำประกัน ทำให้ชาวบ้านไม่ต้องเป็นหนี้นอกระบบ และมีเงินทุนเป็นของตัวเอง เหมือนกับแนวทางที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เคยพระราชทานเอาไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ศูนย์สาธิตฯ หรือร้านค้าชุมชนเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนในตำบลท่าเสา จากเดิมที่ปลูกเพื่อขายและซื้อกิน ก็เปลี่ยนมาปลูกเพื่อกิน นำผลผลิตที่เหลือมาขาย ทำให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น  เมื่อมีรายได้ก็เอาเงินไปฝากสถาบันการเงิน เป็นทุนหมุนเวียนในตำบล  ส่วนร้านค้าชุมชนเมื่อมีกำไรก็เอามาดูแลเรื่องสังคม เรื่องการศึกษา&amp;nbsp; สิ่งแวด ล้อม ดูแลป่า และสุขภาพของคนในตำบล  ทำให้วิถีชีวิตของคนท่าเสาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดมาก  เป็นไปตามแนวพระราชดำริของพระองค์ท่านจริงๆ&amp;rdquo;  ผู้นำชุมชนตำบลท่าเสากล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาสตร์พระราชา : สร้างทำนบกั้นเงินที่ จ.พะเยา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครูมุกดา อินต๊ะสาร นักพัฒนาจาก อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา บอกว่า &amp;nbsp;ในอดีตอำเภอดอกคำใต้มักจะมีชื่อเสียงในด้านลบว่าเด็กสาวจากที่นี่มักจะมีอาชีพขายบริการทางเพศ ครูจึงสนับสนุนให้เด็กนักเรียนที่ยากจนได้มีโอกาสเล่าเรียนต่อเพื่อสลัดตัวออกจากวงจรอุบาทย์ ส่งเสริมเรื่องอาชีพ รายได้ สิ่งแวดล้อม ป่าไม้ แก้ไขปัญหายาเสพติด โรคเอดส์ ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครูมุกดา&amp;nbsp; อินต๊ะสาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปี 2535 ครูมุกดาสนับสนุนให้เกิดธนาคารหมู่บ้านขึ้นมา เพื่อส่งเสริมการออมทรัพย์ นำเงินที่ออมมาช่วยเหลือกัน และขยายไปสู่การพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่างๆ ในตำบล เช่น ส่งเสริมอาชีพ ส่งเสริมสวัสดิการชุมชน ช่วยเหลือกันตั้งแต่เกิดจนตาย ฯลฯ ปัจจุบันได้ขยายเป็นเครือข่าย &amp;lsquo;ศูนย์รวมน้ำใจธนาคารหมู่บ้าน จ.พะเยา&amp;rsquo; มีกองทุนต่างๆ และกองทุนสวัสดิการชุมชนกระจายในพื้นที่จังหวัดพะเยาและทั่วภาคเหนือ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในช่วงหนึ่งในชีวิตของครูได้มีโอกาสรับฟัง  ได้ยินแนวคิดของพระองค์ท่านเกี่ยวกับทำนบกั้นเงิน หรือธนาคารหมู่บ้าน  ครูก็เลยคิดว่าเครื่องมือนี้เป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้เราสามารถเอาทุนเล็กๆ จากพี่น้องมาออมในลักษณะองค์กรการเงินของชุมชนที่ชุมชนลุกขึ้นมาจัดการตนเอง  &amp;lsquo;ใครมีเอามาใส่  ใครจำเป็นเอาไปใช้&amp;rsquo; ผลกำไรที่ออกมาเอามาจัดสวัสดิการให้สมาชิกและชุมชน&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ในความคิดของครู จาก 40 ปีที่ทำงานผ่านมา  แนวคิดของพระองค์ท่านตอกย้ำเรื่องของการทำให้เรารู้จักการจัดการตัวเอง  รู้ว่าเราเป็นใคร  ทำอะไรอยู่  และท้ายที่สุดเราจะเกื้อหนุนกันอย่างไร  ใช้เครื่องมืออะไรเป็นเครื่องมือที่พวกเราถนัด  เอามาจัดการเรื่องราวเหล่านั้น  และขยายวงให้เพื่อนพี่น้อง  สิ่งเหล่านี้มันจะทำให้พวกเราเกิดความรัก ความสามัคคี  ดูแลซึ่งกันและกันได้  ลดความขัดแย้งหลายเรื่อง  บางครั้งเราอาจจะต้องใช้เวลาทบทวนเหมือนพระองค์ท่านว่า  ความคิดที่แตกต่างกันมันสามารถที่จะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้  ถ้าหากว่าพวกเราร่วมกันคิดโดยที่ไม่ใช่เอาอำนาจ  เอาตัวตนของตนเป็นหลัก&amp;rdquo;&amp;nbsp; ครูมุกดาบอกถึงการนำแนวคิดของพระองค์มาใช้ทั้งในเรื่องส่วนตัวและการพัฒนาชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สร้างบ้านพอเพียง-ชีวิตพอเพียง&amp;rdquo; ที่ จ.สระแก้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ละอองดาว ศีลาน้ำเที่ยง ผู้นำนักพัฒนาแห่งตำบลคลองหินปูน อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว เล่าว่า&amp;nbsp; ตำบลคลองหินปูน&amp;nbsp; เป็นพื้นที่ที่ประชาชนมีความเดือดร้อนเรื่องที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ในปี 2554 จึงเริ่มก่อตั้งกองทุนที่ดินขึ้นมา ให้ชาวบ้านร่วมกันสมทบเงินเข้ากองทุนอย่างน้อยเดือนละ 50 บาท ปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 400 ราย มีเงินกองทุนกว่า 2 ล้านบาท ช่วยให้สมาชิกมีที่ดินทำกินแล้ว 69 ราย, มีที่ดินและที่อยู่อาศัย 30 ราย สมาชิกผ่อนชำระคืนเดือนละ 500 บาท &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ละอองดาว&amp;nbsp; ศีลาน้ำเที่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมี &amp;lsquo;โครงการบ้านพอเพียงชนบท&amp;rsquo; ช่วยเหลือชาวบ้านที่มีบ้านเรือนทรุดโทรมจำนวน 130 ราย เป็นบ้านขนาด 4 X 6 เมตร &amp;nbsp;ชั้นเดียว ใช้งบต่อหลังไม่เกิน 40,000 บาท ได้รับงบสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หลังละ 18,000 บาท  ส่วนอีก 22,000 บาทใช้เงินกองทุนที่ชุมชนมีอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรื่องของการพัฒนาที่อยู่อาศัย  สิ่งที่เรานำศาสตร์ของพระองค์ท่านมาปฏิบัติก็คือ คิดแบบพอเพียง  และคิดถึงคุณภาพชีวิตว่า  การสร้างบ้านนี้จะอยู่ได้อย่างไรกับครอบครัว  ไม่จำเป็นต้องใหญ่โตโอฬาร  ซึ่งมันก็ทำให้ทุกคนได้คิด  อีกอันหนึ่งก็คือ  การอยู่อย่างพอเพียง ก็ต้องคิดว่าจะทำอย่างไร ให้ตนเป็นที่พึ่งของตน  โดยนำแนวของพระองค์ท่านมาปฏิบัติ ทำอย่างไรจึงจะปิดประตูครัวเรือนได้  ซึ่งก็มีการเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ ปลูกพืชผัก ปลูกมะเขือ&amp;nbsp; พริก มะนาว&amp;nbsp; กล้วย มะละกอ เอาไว้กินและขาย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ศาสตร์ของพระราชาจะใช้ต่อไปได้ตลอดชีวิตของเรา  และอีกหลายร้อยปี เพราะเป็นศาสตร์ที่ทำแล้วเกิดผล  ทำแล้วทุกคนอยู่ได้  เพราะไม่ไปเบียดเบียนคนอื่นเขา  ทำให้เราอยู่ได้ตามกำลังของเรา  และเกิดการรวมกลุ่มเพื่อพึ่งตนเอง  เริ่มจากครอบครัวแล้วก็ขยายไปหลายๆ ครอบครัว จนเต็มทั้งชุมชน  ทำให้เกิดความรัก ความสามัคคี  ความผูกพันกัน  ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง  สังคมเข้มแข็ง &amp;nbsp;ประเทศเข้มแข็ง&amp;rdquo;&amp;nbsp; ละอองดาวบอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บ้านจำรุง จ.ระยอง &amp;nbsp;&amp;ldquo;ไม่รวย แต่มั่นคง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาติชาย เหลืองเจริญ แกนนำนักพัฒนาแห่งบ้านจำรุง ต.เนินฆ้อ อ.แกลง จ.ระยอง บอกว่า&amp;nbsp; ชาวบ้านที่นี่ทำสวนยางพารา  สวนผลไม้ ทำนา  ประมงชายฝั่ง  เริ่มนำแนวพระราชดำรัสปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้หลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 โดยชักชวนให้ชาวบ้านปรับเปลี่ยนการทำเกษตรแบบเคมีมาเป็นอินทรีย์ ช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อม ปลูกพืชสมุนไพร แปรรูปผลไม้ ทำกะปิ น้ำปลา  ฯลฯ รวมกลุ่มกันผลิตและขาย โดยการสร้างตลาดภายในชุมชน  ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาติชาย&amp;nbsp; เหลืองเจริญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้หรือ &amp;lsquo;มหาวิทยาลัยบ้านนอก&amp;rsquo; มีผู้คนมาท่องเที่ยวและศึกษาดูงานเป็นหมู่คณะตลอดทั้งปี (ก่อนสถานการณ์โควิดปี 263)&amp;nbsp; ประมาณปีละ 1 แสนคน ทำรายได้จากการทำอาหาร ขายผลไม้ อาหารแปรรูป&amp;nbsp; ขนม และสินค้าต่างๆ ประมาณปีละ 20 ล้านบาท รายได้ส่วนหนึ่งนำกลับไปพัฒนาชุมชน  ทำให้ชาวบ้านจำรุงมีอาชีพ มีรายได้ &amp;ldquo;ไม่รวย แต่มั่นคง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ในหลวงอยู่ในใจของพวกเราอยู่แล้ว  สิ่งที่ท่านสอนทุกอย่างอยู่ในหัว  อยู่ในร่างกาย  อยู่ในจิตใจเราอยู่แล้ว เมื่อเราอับจนหนทางนึกอะไรไม่ออกก็กลับไปดูที่พระราชดำรัสในแต่ละห้วง  ในแต่ละสถานการณ์นั้นๆ  มันสามารถแปลงสู่การปฏิบัติการจริงในพื้นที่ได้ทุกเรื่อง  ในหลวงไม่ได้ไปไหน  ท่านยังอยู่ที่เดิม  หลักคิดของในหลวงเป็นหลักคิดที่แม่นยำที่สุด เริ่มจากวิธีคิด  การพึ่งพาตนเอง  ทำจากเล็กไปหาใหญ่  ง่ายไปหายาก  อยู่กับสังคมด้วยการเอื้อเฟื้อแบ่งปัน  สังคมจะอยู่เย็นเป็นสุข&amp;rdquo;&amp;nbsp; ชาติชายย้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พอช.หนุนชุมชนทั่วประเทศพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo;&amp;nbsp; กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp; มีนโยบายการทำงานสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและทุนชุมชน โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9&amp;nbsp; มาอย่างต่อเนื่อง เน้นการสร้างรูปธรรมเชื่อมโยงประเด็นต่างๆ  ในรูปแบบ Cluster หรือเครือข่าย เช่น คลัสเตอร์เกษตรอินทรีย์  ข้าวอินทรีย์ การแปรรูป ตลาดชุมชน &amp;nbsp;การท่องเที่ยวโดยชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สินค้าชุมชนที่บ้านจำรุง จ.ระยอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:.2pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;โดย พอช.มี &amp;lsquo;แผนพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและทุนชุมชน&amp;rsquo; &amp;nbsp;ระยะเวลา 5 &amp;nbsp;ปี (พ.ศ.2565-2568)&amp;nbsp; มีวิสัยทัศน์&amp;nbsp; คือ &amp;lsquo;ชุมชนท้องถิ่นมีระบบเศรษฐกิจและทุนชุมชนที่มั่นคง&amp;nbsp; สามารถพึ่งตนเองได้ และจัดการตนเองได้อย่างยั่งยืน&amp;rsquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยใช้กระบวนการฝึกอบรมและจัดทำ &amp;lsquo;แผนธุรกิจเพื่อชุมชน&amp;rsquo; หรือ &amp;lsquo;Community &amp;nbsp;Business &amp;nbsp;Model Cannas&amp;rsquo; &amp;nbsp;(CBMC) มีเป้าหมาย 800 ตำบลทั่วประเทศ&amp;nbsp; เพื่อให้ชุมชนต่างๆ&amp;nbsp; ได้นำต้นทุนที่ชุมชนมีอยู่&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ผลผลิตทางการเกษตร&amp;nbsp; ศิลปะวัฒนธรรม&amp;nbsp; ภูมิปัญญา&amp;nbsp; แหล่งท่องเที่ยว ฯลฯ&amp;nbsp; มาสร้างอาชีพ&amp;nbsp; ลดต้นทุนการผลิต&amp;nbsp; เพิ่มมูลค่า&amp;nbsp; สร้างรายได้ให้แก่สมาชิกและชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.2pt; text-align:justify&quot;&gt;ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างของการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 &amp;nbsp; มาปรับใช้&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นเศรษฐกิจที่เกิดจากกระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน  และเป็นการระเบิดจากข้างในตามหลักการทรงงานของพระองค์&amp;nbsp; เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน&amp;nbsp; เพราะนอกจากจะทำให้เศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง  แล้ว&amp;nbsp; ยังทำให้ฐานเศรษฐกิจใหญ่ของประเทศขับเคลื่อนต่อไปได้ !!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.2pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.2pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119654</URL_LINK>
                <HASHTAG>21 ปี  พอช., Community  Business  Model Cannas’  (CBMC), กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, การพอมี พอกิน, ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9, พอช., ศาสตร์พระราชา, ศูนย์สาธิตการเกษตรร้านค้าชุมชนตำบลท่าเสา, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), เศรษฐกิจพอเพียง, เฮ็ดอยู่ เฮ็ดกิน, แผนธุรกิจเพื่อชุมชน, โครงการบ้านพอเพียงชนบท, ไม่รวย แต่มั่นคง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211013/image_big_6166b2e3d8d55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119323</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2021 17:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2021 17:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘21 ปี พอช.’ พลิกโฉมชุมชนริมคลองลาดพร้าว-เปรมประชากรจากชุมชนแออัดสู่บ้านสวยริมคลองราคาหลักแสน-วิวหลักล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาพชุมชนริมคลองลาดพร้าวก่อนการพัฒนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชุมชนหลัง ว.ค.จันทรเกษมก่อสร้างเสร็จแล้วทั้งชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;เมื่อก่อนชุมชนที่พวกเราอยู่มีสภาพเป็นชุมชนแออัด&amp;nbsp; ปลูกบ้านกันแบบตามมีตามเกิด&amp;nbsp; ทางเดินก็แคบ ส่วนใหญ่จะหันหลังบ้านลงคลอง&amp;nbsp; ส้วมก็ลงคลอง&amp;nbsp; บางหลังปลูกมานานไม้ก็ผุ&amp;nbsp; เสาก็ทรุด บ้านเกือบจะจมลงคลอง&amp;nbsp; เมื่อก่อนเด็กนักเรียนในชุมชนไม่กล้าชวนเพื่อนที่โรงเรียนมาเล่นที่บ้าน เพราะอายเพื่อน... &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พอจะทำโครงการบ้านริมคลอง&amp;nbsp; เราก็ช่วยกันออกแบบบ้าน&amp;nbsp; เอาหน้าบ้านลงคลอง&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีทางเดินเลียบคลอง&amp;nbsp; ช่วยกันดูแลคลองให้สะอาด&amp;nbsp; ทำเป็นตลาดน้ำหรือแหล่งท่องเที่ยวริมคลอง&amp;nbsp; ชาวบ้านก็สามารถค้าขายได้&amp;nbsp; ตอนนี้พอสร้างบ้านเสร็จแล้ว&amp;nbsp; ชุมชนก็ดูสะอาด&amp;nbsp; สวยงาม&amp;nbsp; เด็ก ๆ ก็ไม่อายเพื่อน&amp;rdquo;&amp;nbsp; ประภัสสร&amp;nbsp; ชูทอง &amp;nbsp;ผู้นำชุมชนหลัง ว.ค.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จันทรเกษม&amp;nbsp; เขตจตุจักร&amp;nbsp;&amp;nbsp; กรุงเทพฯ&amp;nbsp; บอกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ชุมชนหลัง ว.ค.จันทรเกษม (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม)&amp;nbsp; คือตัวอย่างหนึ่งของการพัฒนาที่อยู่อาศัยในชุมชนริมคลองลาดพร้าว&amp;nbsp; จากเดิมเป็นชุมชนแออัด&amp;nbsp; บ้านเรือนส่วนใหญ่มีสภาพทรุดโทรม&amp;nbsp; ชาวบ้านปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่ในที่ดินราชพัสดุริมคลอง&amp;nbsp; ซึ่งกรมธนารักษ์ดูแลอยู่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ชาวบ้านบางส่วนที่มาอยู่ทีหลัง&amp;nbsp; หรือมีครอบครัวขยาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อที่ดินบนฝั่งคลองไม่มีที่ว่าง&amp;nbsp; จึงปลูกสร้างบ้านเรือนรุกล้ำลงในคลอง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำให้ลำคลองแคบลง&amp;nbsp; น้ำในคลองไหลไม่สะดวก&amp;nbsp;&amp;nbsp; บางช่วงคลองลาดพร้าวมีความกว้างไม่ถึง 10 เมตร&amp;nbsp; จากความกว้างปกติประมาณ 25-38 เมตร&amp;nbsp; ประกอบกับมีขยะ&amp;nbsp; ตะกอนดินทับถมอยู่ในคลอง&amp;nbsp; ทำให้การระบายน้ำในคลองไม่มีประสิทธิภาพ&amp;nbsp; โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;คลอง-เขื่อน-คน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ข้อมูลจากสำนักการระบายน้ำ กทม. ระบุว่า&amp;nbsp; ในพื้นที่กรุงเทพฯ&amp;nbsp; มีคลอง&amp;nbsp; คู ลำกระโดง&amp;nbsp; รวมกัน&amp;nbsp; 1,980&amp;nbsp; สาย&amp;nbsp; ความยาวรวมประมาณ&amp;nbsp; 2,700 &amp;nbsp;กิโลเมตร&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในจำนวนนี้ถูกรุกล้ำ 1,161 &amp;nbsp;สาย&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำประมาณ 23,500&amp;nbsp; หลัง !! &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หลังน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ ปี 2554&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐบาลมีแผนงานการแก้ไขสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำลำคลองในกรุงเทพฯ&amp;nbsp;เนื่องจากเป็นอุปสรรคในการระบายน้ำลงสู่คลอง&amp;nbsp; โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน&amp;nbsp; น้ำจากท่อระบายน้ำทิ้งส่วนใหญ่จะไหลและถูกสูบลงคลอง&amp;nbsp; แต่การระบายน้ำไม่มีประสิทธิภาพ&amp;nbsp; เพราะมีสิ่งปลูกสร้างกีดขวางทางเดินน้ำในลำคลอง&amp;nbsp; มีขยะและดินโคลนทับถมอยู่ในคลอง&amp;nbsp; โดยจะมีการรื้อย้ายบ้านเรือนที่รุกล้ำลำคลอง&amp;nbsp;เพื่อก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำในคลอง&amp;nbsp; และขุดลอกคลองให้ลึกและกว้างกว่าเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แต่กว่าจะดำเนินการได้ก็ล่วงเข้าไปในสมัยของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)&amp;nbsp; เริ่มดำเนินการในคลองลาดพร้าวเป็นคลองแรกในปี 2559&amp;nbsp; โดยรัฐบาล คสช. มอบหมายให้กรุงเทพมหานครรับผิดชอบการสร้างเขื่อนระบายน้ำ และให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp; โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; จัดทำแผนงานพัฒนาที่อยู่อาศัยรองรับชาวชุมชนริมคลองที่ต้องรื้อย้ายออกจากแนวคลองและแนวเขื่อน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;คลองลาดพร้าว (ช่วงบางบัว-&amp;nbsp; ม.ราชภัฏพระนคร&amp;nbsp; เขตบางเขน)&amp;nbsp; ก่อนการปรับปรุง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คลองลาดพร้าว : มีความยาวประมาณ 22 กิโลเมตร&amp;nbsp; เชื่อมกับคลองแสนแสบบริเวณอุโมงค์ระบายน้ำพระราม 9 &amp;nbsp;เขตวังทองหลาง&amp;nbsp; ผ่านวัดลาดพร้าว&amp;nbsp;&amp;nbsp; วัดบางบัว&amp;nbsp; ตลาดสะพานใหม่&amp;nbsp; จนถึงประตูระบายน้ำคลองสองสายใต้&amp;nbsp; เขตสายไหม&amp;nbsp; ตลอดคลองลาดพร้าวสองฝั่งมีชุมชนตั้งอยู่เรียงราย&amp;nbsp; บางชุมชนอยู่อาศัยต่อเนื่องมานานไม่ต่ำกว่า 70-80 ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เขื่อนคอนกรีตระบายน้ำในคลองลาดพร้าว : มีความยาวทั้งสองฝั่งประมาณ&amp;nbsp; 45 กิโลเมตร โดยกรุงเทพมหานครว่าจ้างบริษัทเอกชนก่อสร้าง&amp;nbsp; วงเงินก่อสร้างจำนวน&amp;nbsp; 1,645&amp;nbsp; ล้านบาท&amp;nbsp; จากริมคลองลาดพร้าว&amp;nbsp; บริเวณคลินิกศูนย์แพทย์พัฒนา&amp;nbsp; เขตวังทองหลาง&amp;nbsp; ไปยังประตูระบายน้ำคลองสองสายใต้&amp;nbsp;&amp;nbsp; เขตสายไหม&amp;nbsp;&amp;nbsp; เริ่มต้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2559&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำคอนกรีต&amp;nbsp; จะต้องรื้อย้ายบ้านเรือนที่รุกล้ำลำคลอง&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อตอกเสาเข็มและพนังกั้นตลิ่งทั้งสองฝั่งคลอง&amp;nbsp; มีความกว้างสองฝั่งประมาณ 38 เมตร&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตลอดแนวสันเขื่อนจะมีรั้วเหล็กกันตก&amp;nbsp; และทางเดินเลียบคลองความกว้างประมาณ 3 เมตร&amp;nbsp; สามารถขี่รถมอเตอร์ไซค์หรือจักรยานเลียบคลองได้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้จะมีการขุดลอกคลองให้ลึกประมาณ 3 &amp;nbsp;เมตร&amp;nbsp; เพื่อให้น้ำในคลองไหลสะดวก&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในช่วงฤดูฝน&amp;nbsp;&amp;nbsp; คลองลาดพร้าวจะช่วยระบายน้ำลงสู่อุโมงค์เขื่อนใต้คลองบางซื่อและอุโมงค์เขื่อนพระราม 9 เพื่อระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา&amp;nbsp; ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;เมื่อตอกเสาเข็มแล้ว&amp;nbsp; จะนำแผ่นคอนกรีตมาวางเรียงเป็นพนังกั้นตลิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คนริมคลองลาดพร้าว :&amp;nbsp; สองฝั่งคลองลาดพร้าวในอดีตเป็นทุ่งนา&amp;nbsp; คนที่มาอยู่อาศัยรุ่นแรกๆ ไม่ต่ำกว่า 70-80 ปี&amp;nbsp; มีทั้งคนเช่าที่ทำนา&amp;nbsp; รับจ้างทำนา&amp;nbsp; ปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่ริมคลอง&amp;nbsp; ใช้คลองเป็นเส้นทางสัญจร&amp;nbsp; เมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้น&amp;nbsp; ที่ดินแพงขึ้น&amp;nbsp; เจ้าของจึงขายที่นา&amp;nbsp; ทุ่งนาริมคลองจึงกลายเป็นที่ดินจัดสรร&amp;nbsp; หมู่บ้านจัดสรร&amp;nbsp; ตึกแถว&amp;nbsp; ตลาด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ย่านลาดพร้าว&amp;nbsp; โชคชัย 4&amp;nbsp;&amp;nbsp; วังหิน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ภายหลังจึงมีคนจากต่างถิ่น&amp;nbsp; ต่างจังหวัดเข้ามาอยู่อาศัยเพื่อทำมาหากินในเมืองกรุง&amp;nbsp; ชุมชนริมคลองจึงหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบันมีชุมชนที่ปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่ริมคลองลาดพร้าวตลอดสองฝั่งคลอง&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 50&amp;nbsp; ชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวม 7,069 &amp;nbsp;ครัวเรือน&amp;nbsp; ประชากรประมาณ 20,000 คน&amp;nbsp; อยู่ในพื้นที่ 8 เขต&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; วังทองหลาง&amp;nbsp; ห้วยขวาง&amp;nbsp; ลาดพร้าว&amp;nbsp; จตุจักร&amp;nbsp; หลักสี่&amp;nbsp; บางเขน&amp;nbsp; ดอนเมือง&amp;nbsp; สายไหม&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ส่วนใหญ่ปลูกสร้างบ้านบนที่ดินริมคลองซึ่งเป็นที่ดินราชพัสดุ&amp;nbsp; กรมธนารักษ์ดูแล&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สภาพบ้านเรือนก่อนการปรับปรุงส่วนใหญ่มีสภาพทรุดโทรมและแออัด&amp;nbsp; เพราะพื้นที่ริมคลองมีความคับแคบ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชาวบ้านปลูกสร้างบ้านเรือนตามความยาวของแนวคลอง&amp;nbsp; ส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้าง&amp;nbsp; เป็นแรงงาน &amp;nbsp;แม่บ้าน &amp;nbsp;รปภ. &amp;nbsp;พนักงานบริษัทเอกชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐวิสาหกิจ&amp;nbsp; ข้าราชการ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ค้าขายเล็กๆ &amp;nbsp;น้อยๆ&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง &amp;nbsp;&amp;nbsp;ขับแท็กซี่&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;บ้านใหม่&amp;nbsp; ชีวิตใหม่ริมคลองลาดพร้าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในเดือนมีนาคม 2559&amp;nbsp; คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณจำนวน 4,061 ล้านบาท&amp;nbsp;ให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; หรือ พอช.&amp;nbsp; นำไปพัฒนาชุมชนริมคลองลาดพร้าวที่ต้องรื้อย้ายออกจากแนวก่อสร้างเขื่อนฯ เป็นคลองแรก โดยมีเป้าหมายใน&amp;nbsp; 50&amp;nbsp; ชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวม 7,069 &amp;nbsp;ครัวเรือน&amp;nbsp; &amp;nbsp;เริ่มก่อสร้างบ้านชุมชนแรกที่ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ&amp;nbsp; (ตรงข้ามตลาดสะพานใหม่)&amp;nbsp; เขตสายไหม&amp;nbsp; ในเดือนเมษายนปีเดียวกัน &amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp; 64&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เป็นบ้านแถว 2 ชั้น&amp;nbsp; ก่อสร้างด้วยคอนกรีต &amp;nbsp;ขนาด 4 X 6 ตารางเมตร&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราคาก่อสร้างตั้งแต่ 187,000-367,000 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งหมดในปี 2560 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญก่อนการปรับปรุงปี 2559&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อวยชัย&amp;nbsp; สุขประเสริฐ &amp;nbsp;ประธานชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ก่อนการก่อสร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อว่ารัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; จะมาสนับสนุนโครงการนี้อย่างจริงจัง&amp;nbsp; เพราะชาวบ้านได้บุกรุกที่ดินริมคลองปลูกสร้างบ้านกันมานานหลายสิบปี&amp;nbsp; จึงกลัวว่าจะถูกไล่ที่มากกว่า&amp;nbsp; แต่ใจจริงทุกคนก็อยากจะได้บ้านใหม่&amp;nbsp; และอยู่อาศัยอย่างถูกต้อง &amp;nbsp;เพราะสภาพบ้านส่วนใหญ่ผุพังทรุดโทรม&amp;nbsp; ลูกหลานจะได้มีที่อยู่อาศัยใหม่ที่มั่นคง&amp;nbsp; ไม่ต้องกลัวโดนไล่&amp;nbsp; เมื่อเจ้าหน้าที่ พอช.เข้ามาให้คำแนะนำการรวมกลุ่ม&amp;nbsp;การจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์&amp;nbsp; จึงร่วมกันออมทรัพย์เป็นทุน&amp;nbsp; ครอบครัวละ 500 -600&amp;nbsp; บาทต่อเดือน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;วันลงเสาเอกสร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; มีพลเอกประวิตร&amp;nbsp; วงษ์สุวรรณ&amp;nbsp; รองนายกฯ มาเป็นประธาน&amp;nbsp; คนที่ยังไม่เชื่อว่าโครงการนี้จะเป็นจริงก็ต้องเชื่อ&amp;nbsp; ชุมชนที่อยู่ใกล้ๆ ยังไม่เข้าร่วม&amp;nbsp; ยังไม่เชื่อ&amp;nbsp; เมื่อเห็นชุมชนของเราสร้างบ้านเสร็จ&amp;nbsp; มีบ้านใหม่&amp;nbsp; ชุมชนใหม่สวยงาม&amp;nbsp; ก็เข้าร่วมโครงการ&amp;nbsp; ตอนนี้ชุมชนริมคลองในเขตสายไหมสร้างเสร็จเกือบทุกชุมชนแล้ว&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้นำชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญบอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เขาบอกด้วยว่า&amp;nbsp; ปัจจุบันชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ&amp;nbsp; แต่เดิมบ้านเรือนส่วนใหญ่จะทรุดโทรมเพราะสร้างกันมานาน&amp;nbsp; สะพานไม้ก็ผุพัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; เด็กๆ ไม่มีที่วิ่งเล่น&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขยะก็ทิ้งลงในคลอง&amp;nbsp; น้ำก็เน่าเหม็น&amp;nbsp;&amp;nbsp; พอเริ่มสร้างบ้านใหม่เป็นชุมชนนำร่อง&amp;nbsp;&amp;nbsp; หน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; ก็เข้ามาสนับสนุน&amp;nbsp; ช่วยสร้างสนามเด็กเล่น&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีเครื่องออกกำลังกาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีถังบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงคลอง&amp;nbsp; มีการคัดแยกขยะ&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วยกันปลูกต้นไม้ริมคลอง &amp;nbsp;ปลูกผักสวนครัว &amp;nbsp;ชุมชนก็ดูสวยงาม&amp;nbsp; ไม่เป็นชุมชนแออัดเหมือนแต่ก่อน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร&amp;nbsp;กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp;ได้เข้ามาส่งเสริมอาชีพชาวบ้าน&amp;nbsp;โดยจัดอบรมฝึกอาชีพทำอาหาร&amp;nbsp;ขนม&amp;nbsp;ทำสบู่&amp;nbsp;ยาหม่องสมุนไพร&amp;nbsp;สิ่งประดิษฐ์&amp;nbsp; ของชำร่วย&amp;nbsp;ฯลฯจัดตลาดนัดชุมชนเพื่อให้ชาวบ้านมีรายได้เสริม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญหลังสร้างเสร็จปี 2560&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใช้หลักการ &amp;lsquo;บ้านมั่นคง&amp;rsquo; &amp;nbsp;ให้ผู้เดือดร้อนรวมกลุ่มแก้ไขปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ธนัช&amp;nbsp; นฤพรพงศ์ &amp;nbsp;ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ พอช.&amp;nbsp;ในฐานะผู้ดูแลโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง&amp;nbsp; มีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนให้การสนับสนุนด้านความรู้และความช่วยเหลือ เช่น พอช.&amp;nbsp; ส่งสถาปนิกเข้าไปให้คำแนะนำแก่ชุมชน เรื่องการออกแบบบ้าน ออกแบบผังชุมชน กรมส่งเสริมสหกรณ์เข้าไปให้ความรู้เรื่องการจัดตั้งสหกรณ์เคหสถาน &amp;nbsp;กรมธนารักษ์ให้ชุมชนเช่าที่ดินในอัตราผ่อนปรนระยะยาว&amp;nbsp; ครั้งละ 30 ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp; เปลี่ยนจาก &amp;ldquo;ผู้บุกรุก&amp;rdquo;&amp;nbsp;เป็น&amp;nbsp;&amp;ldquo;ผู้อยู่อาศัยอย่างถูกต้อง&amp;rdquo;&amp;nbsp; และจะทำให้สภาพแวดล้อมและคุณภาพของชีวิตชาวชุมชนดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนรูปแบบในการดำเนินโครงการบ้านมั่นคงริมคลอง คือ 1. หากชุมชนใดสามารถอยู่ในที่ดินเดิมได้ (หลังจากสำรวจและวัดแนวเขตว่าพ้นจากแนวเขื่อนฯ แล้ว) จะต้องทำสัญญาเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์ ระยะเวลาช่วงแรก 30 ปี อัตราค่าเช่าประมาณ 1.25 - 4 บาท/ตารางวา/เดือน &amp;nbsp;โดยทุกครอบครัวจะได้รับที่ดินเท่ากัน&amp;nbsp; ขนาดบ้านประมาณ 4x6 - 4x8 ตารางเมตร มีทั้งบ้านชั้นเดียวและ 2 ชั้น (บางชุมชนมี 3 ชั้น) ขึ้นอยู่กับความต้องการของชาวบ้านและความสามารถในการผ่อนชำระสินเชื่อ&amp;nbsp; (ประมาณ 1-3 พันบาทเศษ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดย พอช.จะสนับสนุน 1.สินเชื่อก่อสร้างบ้านไม่เกิน 330,000 บาท/ครัวเรือน (กรณีสร้างบ้านในชุมชนเดิม) ระยะเวลาผ่อน 20 ปี ดอกเบี้ยร้อยละ 4 บาทต่อปี &amp;nbsp;และสนับสนุนงบประมาณสร้างสาธารณูปโภค-เงิน&amp;nbsp;อุดหนุน 147,000 บาท/ครัวเรือน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.หากชุมชนใดมีพื้นที่ไม่เพียงพอ  ชาวบ้านอาจจะรวมตัวกันไปหาที่ดินแปลงใหม่ที่อยู่ไม่ไกลจากชุมชนเดิม เพื่อความสะดวกในการประกอบอาชีพ การเดินทาง&amp;nbsp; เช่น ที่ดินของบริษัทในสังกัดกระทรวงการคลัง หรือที่ดินเอกชน โดย พอช.จะสนับสนุนสินเชื่อเพื่อซื้อที่ดินและสร้างบ้านครัวเรือนละไม่เกิน 360,000 บาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;การทำโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยริมคลองนี้ ไม่ใช่ พอช.ไปสร้างบ้านให้ชาวบ้าน แต่เป็นการใช้หลักการของ &amp;lsquo;บ้านมั่นคง&amp;rsquo; ที่ พอช.ทำมาตั้งแต่ปี 2546 นั่นคือ ให้ชุมชนหรือผู้ที่เดือดร้อน รวมกลุ่มกันแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นการพัฒนาที่อยู่อาศัยแนวใหม่ ไม่ใช่รูปแบบของการสงเคราะห์หรือหน่วยงานรัฐเข้าไปสร้างบ้านให้ชาวบ้านแบบให้เปล่า แต่ให้ชุมชนและชาวบ้านมีส่วนร่วมและเป็นแกนหลักในการแก้ไขปัญหา  โดยมี พอช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุน มีตัวแทนชาวบ้านเป็นคณะทำงาน มีกระบวนการทำงาน 11 ขั้นตอน&amp;rdquo;&amp;nbsp; ธนัชบอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:-8.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;11 ขั้นตอนสร้างบ้านมั่นคงริมคลอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1.สร้างความเข้าใจโครงการ โดยการชี้แจงสร้างความเข้าใจกับชาวชุมชน มีคณะกรรมการชุมชน เจ้าหน้าที่ พอช. เจ้าหน้าที่ชุดมวลชนสัมพันธ์ ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่สำนักงานเขต กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมธนารักษ์ สำนักการระบายน้ำ ฯลฯ ร่วมกันจัดประชุมชี้แจงเป็นกลุ่ม หรือใช้วิธีพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.ร่วมกันสำรวจข้อมูล รับรองข้อมูล พิจารณาสิทธิ์ เพื่อให้ได้ข้อมูลครัวเรือน ผู้อยู่อาศัย ขนาดพื้นที่ของชุมชน และความต้องการที่อยู่อาศัย เพื่อนำข้อมูลมาวางแผนการสร้างบ้านและออกแบบผังชุมชน หลังจากนั้นจะมีการพิจารณาสิทธิ์และรับรองสิทธิ์ เพื่อให้ชาวชุมชนช่วยกันยืนยันว่า เจ้าของบ้านหลังนี้มีตัวตนและอาศัยอยู่จริง เพื่อไม่ให้มีการสวมสิทธิ์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3.ตั้งกลุ่มออมทรัพย์ เพื่อให้ชาวชุมชนได้ร่วมกันจัดตั้งกองทุนสำหรับก่อสร้างบ้าน บางชุมชนกำหนดเงินออมขั้นต่ำ 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน บางชุมชนอาจมากกว่า แล้วแต่ข้อตกลงของแต่ละชุมชน หากมีเงินออมมาก ยอดเงินที่จะขอกู้จาก พอช.ก็จะลดน้อยลง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ชาวชุมชนริมคลองย่านดอนเมืองร่วมประชุมเพื่อเตรียมทำโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 4.จดทะเบียนเป็นสหกรณ์เคหสถาน เพื่อให้มีสถานะเป็นนิติบุคคล และบริหารโครงการ เช่น ทำสัญญาเช่าที่ดินกับกรมธนารักษ์ เสนอขอใช้สินเชื่อและงบสนับสนุนจาก พอช. &amp;nbsp;บริหารการก่อสร้างบ้าน ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 5.จัดการเรื่องที่ดิน โดยการแบ่งปันและเสียสละ คนที่เคยมีที่ดินและบ้านหลังใหญ่ จะต้องเสียสละให้คนที่รุกล้ำแนวคลองสามารถขึ้นมาอยู่บนฝั่งได้ โดยเฉลี่ยแปลงที่ดินที่จะสร้างบ้านให้มีขนาดเท่ากัน (ประมาณ 4X6 ตารางเมตรหรือมากกว่าตามขนาดของชุมชน) และ 1&amp;nbsp;ครอบครัวได้ 1 สิทธิ์ หรือตามข้อตกลงของชุมชน เช่น ครอบครัวที่มีผู้อยู่อาศัยเกิน 8 คน จะได้รับสิทธิ์ขยายเพิ่ม 1 สิทธิ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 6.ร่วมกันออกแบบบ้าน ออกแบบผังชุมชน นำข้อมูลที่ได้จากการสำรวจชุมชนและครัวเรือนมาออกแบบผังชุมชนและออกแบบบ้าน โดยมีสถาปนิกและเจ้าหน้าที่ของ พอช.เป็นพี่เลี้ยง เพื่อให้ได้แบบบ้านและผังชุมชนที่ตรงกับความต้องการของชาวบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 7.เสนอโครงการและงบประมาณต่อ พอช. เมื่อผ่านกระบวนการและขั้นตอนต่างๆ ดังกล่าวแล้ว ชุมชนจะต้องยื่นโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยในนามสหกรณ์เคหสถานมายัง พอช.เพื่อพิจารณาอนุมัติโครงการและสินเชื่อ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 8.วางแผน ขออนุญาตก่อสร้าง และรื้อย้าย ชุมชนจะร่วมกับเจ้าหน้าที่ พอช. สถาปนิกและวิศวกร วางแผนการก่อสร้าง แผนการรื้อย้าย และจัดเตรียมเอกสารเพื่อขออนุญาตก่อสร้างจากกรมธนารักษ์และสำนักงานเขต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 9.ทำนิติกรรมสัญญา และเบิกจ่ายงบประมาณ เมื่อ พอช.อนุมัติโครงการแล้ว ชุมชนจะต้องส่งตัวแทนในนามของสหกรณ์เคหสถานที่จดทะเบียนเอาไว้ไปทำนิติกรรมสัญญาเพื่อเบิกจ่ายงบประมาณ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 10.กระบวนการก่อสร้างบ้าน เมื่อได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก พอช.แล้ว ชุมชนจะมีการคัดเลือกผู้รับเหมา มีการแบ่งหน้าที่กันทำงาน เช่น จัดทำบัญชี ตรวจสอบการเงิน และตรวจสอบการดำเนินการก่อสร้าง ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 11.พัฒนาคุณภาพชีวิต เมื่อก่อสร้างบ้านเสร็จแล้ว ชุมชนจะร่วมกับ พอช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาชุมชนในด้านต่างๆ เช่น เรื่องอาชีพ มีการวางแผนการจัดตลาดนัด ตลาดน้ำชุมชน เรือโดยสารในคลอง ส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ &amp;nbsp;พัฒนาสิ่งแวดล้อม เช่น ปลูกต้นไม้ ปลูกผักสวนครัว การคัดแยกขยะ การบำบัดน้ำเสียในครัวเรือนก่อนปล่อยลงคลอง จัดกิจกรรมเด็กและเยาวชน พัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุ กลุ่มแม่บ้าน ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;บ้านสวยริมคลองราคาหลักแสน-วิวหลักล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบันการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองลาดพร้าวก่อสร้างแล้วใน 35 ชุมชน&amp;nbsp; จำนวนบ้านที่ก่อสร้างเสร็จ 3,065&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; (มีผู้เข้าอยู่อาศัยหมดแล้ว)&amp;nbsp; กำลังก่อสร้าง 194 ครัวเรือน&amp;nbsp;&amp;nbsp; พื้นที่พร้อมก่อสร้าง&amp;nbsp; 277 ครัวเรือน&amp;nbsp; ส่วนที่เหลือกำลังดำเนินการในระยะต่อไป&amp;nbsp; คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมด 7,069 ครัวเรือนภายใน 3 ปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับชาวชุมชนที่ด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ ไม่มีรายได้&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ผ่านมามีหลายชุมชนที่ชาวบ้านร่วมกันลงขันครัวเรือนละ 1,000 บาท เพื่อสร้างบ้านกลางให้เป็นที่อยู่อาศัยของผู้ด้อยโอกาส เช่น ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ ชุมชน กสบ.หมู่ 5 เขตสายไหม ชุมชนหลัง ว.ค.จันทรเกษม เขตจตุจักร ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ชุมชนริมคลองลาดพร้าว (ช่วงคลองสองสายใต้&amp;nbsp; เขตสายไหม) ตรงข้ามกองทัพอากาศดอนเมือง&amp;nbsp; ราคาไม่เกิน 400,000 บาท&amp;nbsp; มีบรรยากาศริมคลองสวยงาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้รัฐบาลยังมีโครงการพัฒนาคลองเปรมประชากร ซึ่งมีปัญหาเช่นเดียวกับคลองลาดพร้าว โดยการรื้อย้ายชุมชนที่รุกล้ำลำคลอง-ก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่&amp;nbsp; ก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำ&amp;nbsp; อุโมงค์ระบายน้ำและบำบัดน้ำเสีย&amp;nbsp; ปรับทัศนียภาพชุมชนริมคลอง-พัฒนาคุณภาพชีวิตชาวชุมชน&amp;nbsp; ส่งเสริมอาชีพ&amp;nbsp; การท่องเที่ยวทางน้ำ&amp;nbsp; รวมทั้งเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมรถ-ราง (ไฟฟ้า)&amp;nbsp; -เรือ&amp;nbsp; เริ่มดำเนินการในปี 2562-2570&amp;nbsp; ขณะนี้การก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำดำเนินการไปแล้วบางช่วง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่ พอช. มีแผนงานพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองเปรมฯ ทั้งหมด 38 ชุมชน รวม 6,386 ครัวเรือนในพื้นที่เขตจตุจักร หลักสี่ &amp;nbsp; ดอนเมือง และใน จ.ปทุมธานี ซึ่งชุมชนเหล่านี้สามารถอยู่อาศัยในที่ดินเดิมได้ทั้งหมด &amp;nbsp; แต่จะต้องรื้อบ้านออกจากพื้นที่ริมคลองและแนวก่อสร้างเขื่อนฯ เพื่อปรับผังชุมชนแล้วก่อสร้างบ้านใหม่เพื่อให้ทุกครอบครัวอยู่ในชุมชนเดิมได้ โดย พอช.จะสนับสนุนชุมชนเช่นเดียวกับโครงการบ้านมั่นคงริมคลองลาดพร้าว&amp;nbsp; เริ่มดำเนินการชุมชนแรกในเดือนมกราคม 2563&amp;nbsp; โดยพลเอกประยุทธ์&amp;nbsp; จันทร์โอชา&amp;nbsp; นายกรัฐมนตรีมาเป็นประธานยกเสาเอกสร้างบ้านหลักแรก&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;พลเอกประยุทธ์เป็นประธานงานที่ชุมชนประชาร่วมใจ 2 เขตจตุจักร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ล่าสุดขณะนี้&amp;nbsp; (ตุลาคม 2564)&amp;nbsp; พอช.สนับสนุนการสร้างบ้านใหม่แล้ว&amp;nbsp; 4 ชุมชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ก่อสร้างแล้วเสร็จ&amp;nbsp; 196 ครัวเรือน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;บ้านที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 472 ครัวเรือน &amp;nbsp;&amp;nbsp; พื้นที่รื้อย้ายพร้อมก่อสร้างบ้าน 95 ครัวเรือน&amp;nbsp; ตามแผนงานการก่อสร้างจะแล้วเสร็จทั้ง&amp;nbsp; 6,386 ครัวเรือนภายใน 3 ปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้บ้านที่ก่อสร้างส่วนใหญ่เป็นบ้านแถว &amp;nbsp;มีทั้งบ้านชั้นเดียวและสองชั้น&amp;nbsp; เช่น บ้านแถวชั้นเดียว ขนาด 4 X 7 ตารางเมตร ราคา 290,000 บาท ผ่อนชำระเดือนละ 1,500 บาท บ้านแถวสองชั้น ขนาด 4 X 7 ตารางเมตร ราคา 450,000 บาท ผ่อนชำระเดือนละ 2,600 บาท บ้านแถวสองชั้น ขนาด 5 X 6 ตารางเมตร ราคา 450,000 บาท ผ่อนชำระเดือนละ 2,600 บาท ระยะเวลาผ่อนชำระ 20 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บ้านใหม่ริมคลองเปรมประชากรย่านจตุจักร&amp;nbsp; สวยงามร่มรื่น&amp;nbsp; ราคาไม่กี่แสน&amp;nbsp; แต่วิวหลักล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;รัฐบาลเดินหน้าพัฒนาคลองสนองพระราชดำริ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-7.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp;นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ &amp;nbsp;จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี&amp;nbsp; สนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 &amp;nbsp;เร่งพัฒนา &amp;nbsp;ปรับภูมิทัศน์ &amp;nbsp;พลิกฟื้นชีวิตของประชาชนริมคลอ ง &amp;nbsp;รวมทั้งน้อมถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง &amp;nbsp;ที่ทรงให้ความสำคัญกับน้ำและการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด ซึ่งได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนประสบความสำเร็จตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-7.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp;&amp;nbsp; คลองลาดพร้าว &amp;nbsp;มีความยาวประมาณ 22 กิโลเมตร &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีชุมชนที่ปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่ริมคลองลาดพร้าวตลอดสองฝั่งคลอง  จำนวน 50 ชุมชน รวม 7,069 ครัวเรือน &amp;nbsp;ได้ก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตระบายน้ำในคลองลาดพร้าวความยาวทั้งสองฝั่งประมาณ 45 กิโลเมตร  และดำเนินโครงการ &amp;ldquo;บ้านมั่นคง&amp;rdquo; ริมคลองลาดพร้าว  เพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย &amp;nbsp;พัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองลาดพร้าว &amp;nbsp; ซึ่งนอกจากการเปลี่ยนแปลงด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อมแล้ว  ยังมีการรื้อฟื้นการใช้ประโยชน์จากลำคลองเพื่อใช้เป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำขึ้นมาเหมือนในอดีตด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-7.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;คลองเปรมประชากร &amp;nbsp;รัฐบาลได้ริเริ่มแผนพัฒนาคลองเปรมประชากรความยาวกว่า 50 กิโลเมตรทั้งระบบ &amp;nbsp;ในระยะเวลา 9 ปี คือ&amp;nbsp; พ.ศ.2562-2570&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;โครงสร้างพื้นฐาน &amp;nbsp;ระยะเร่งด่วน &amp;nbsp;ปี 2562 &amp;ndash; 2565 จำนวน 4 โครงการ &amp;nbsp;วงเงิน 4,448 ล้านบาท &amp;nbsp;เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ &amp;nbsp;ป้องกันน้ำท่วม &amp;nbsp;และบำบัดน้ำเสียในคลองเปรมประชากรตั้งแต่กรุงเทพฯถึงพระนครศรีอยุธยา &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานต่างๆ ร่วมสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ริมคลอง &amp;nbsp;เช่น สร้างพื้นที่สีเขียว &amp;nbsp;ตลาดนัดริมคลอง &amp;nbsp;พัฒนาเส้นทางจักรยานเลียบคลอง &amp;nbsp;เชื่อมเส้นทางคมนาคมทั้งทางรถไฟและรถไฟฟ้า และพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนต่อไป&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวในตอนท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119323</URL_LINK>
                <HASHTAG>21 ปี พอช., กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, คลองลาดพร้าว, คลองเปรมประชากร, ชุมชนริมคลองลาดพร้าว, ชุมชนหลัง ว.ค.จันทรเกษม, ชุมชนแออัด, ธนัช  นฤพรพงศ์, นายธนกร วังบุญคงชนะ, บ้านมั่นคง, พอช., มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม, มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ, สสส., อวยชัย  สุขประเสริฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211010/image_big_6162bc61c8b3b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119080</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2021 17:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2021 17:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘21 ปี พอช.’  :  กลไกรัฐที่สนับสนุนชุมชน-สร้างสังคมเข้มแข็ง บ้านมั่นคง บ้านที่มากกว่าคำว่า “บ้าน”  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยเป็นภารกิจที่สำคัญด้านหนึ่งของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; เป็นหน่วยงานของรัฐรูปแบบใหม่&amp;nbsp; สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) &amp;nbsp;เปิดดำเนินงานเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2543&amp;nbsp; มีภารกิจสนับสนุนและส่งเสริมองค์กรชุมชน&amp;nbsp; เครือข่ายองค์กรชุมชน&amp;nbsp; ด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; โครงการบ้านมั่นคง&amp;nbsp; การพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของชาวชุมชนเมืองและชนบท &amp;nbsp;ส่งเสริมอาชีพ&amp;nbsp; การจัดสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; ดูแลสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;การจัดการภัยพิบัติ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในเดือนตุลาคมนี้&amp;nbsp; &amp;nbsp;พอช.ดำเนินงานมาครบ 21 ปี&amp;nbsp; และกำลังย่างเข้าสู่ปีที่ 22&amp;nbsp; มีประสบการณ์และบทเรียนในการทำงานมากพอสมควร&amp;nbsp; โดยยึดหลักการพัฒนาแบบองค์รวม&amp;nbsp; &amp;nbsp;เปลี่ยนแนวคิดการพัฒนาจากเดิมแบบ &amp;ldquo;สั่งการ&amp;rdquo;&amp;nbsp; หรือบนลงล่าง&amp;nbsp; เป็นล่างขึ้นบน&amp;nbsp; โดยชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนา&amp;nbsp; สามารถคิด&amp;nbsp; วิเคราะห์&amp;nbsp; และบริหารโครงการต่างๆ&amp;nbsp; ได้เอง&amp;nbsp; ไม่ใช่เป็น &amp;ldquo;ผู้รอรับการพัฒนา&amp;rdquo; ทำให้ชุมชนและเครือข่ายเกิดความเข้มแข็ง&amp;nbsp; พึ่งพาตนเองได้&amp;nbsp; ดังตัวอย่างต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;บ้านมั่นคง&amp;rsquo; แก้ปัญหาที่อยู่อาศัยคนจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ประเทศไทยมีครัวเรือนทั้งหมดประมาณ 21 ล้านครัวเรือน&amp;nbsp; ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยเกือบ&amp;nbsp; 6 &amp;nbsp;ล้านครัวเรือน&amp;nbsp; เป็นครัวเรือนที่มีรายได้น้อยและต้องการที่อยู่อาศัยประมาณ&amp;nbsp; 3.5&amp;nbsp; ล้านครัวเรือน&amp;nbsp; โดยเฉพาะประชาชนที่มีรายได้น้อยเข้าไม่ถึงแหล่งสินเชื่อที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; บางส่วนจึงต้องบุกรุกที่ดินของรัฐและเอกชนเพื่อปลูกสร้างบ้าน&amp;nbsp; หรือเช่าบ้าน-เช่าที่ดินอยู่อาศัย&amp;nbsp; สภาพทรุดโทรม&amp;nbsp; สิ่งแวดล้อมย่ำแย่&amp;nbsp; เพราะเป็นชุมชนแออัด&amp;nbsp; เด็กๆ ไม่มีสถานที่วิ่งเล่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ลุงวิเชียร&amp;nbsp; แสงพลอย&amp;nbsp; วัย 76 ปี&amp;nbsp; ผู้นำชุมชนเจริญชัยนิมิตรใหม่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ย่านสถานีขนส่งหมอชิตใหม่&amp;nbsp; เขตจตุจักร &amp;nbsp;เล่าย้อนกลับไปเมื่อ 20-30&amp;nbsp; ปีก่อนว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชุมชนที่ลุงอาศัยอยู่เดิมเป็นชุมชนเช่าที่ดินเมื่อก่อนเรียกว่า &amp;ldquo;ชุมชนสวนผัก&amp;rdquo;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะสมัยก่อนย่านจุตจักรยังเป็นทุ่งนา &amp;nbsp;เป็นสวนผัก&amp;nbsp; สถานีหมอชิตใหม่ยังไม่ย้ายเข้ามา&amp;nbsp; เจ้าของที่ดินเป็นเศรษฐีใจบุญจึงให้เช่าที่ราคาถูกๆ&amp;nbsp; เดือนละ 20-100 บาทเพื่อสร้างบ้าน&amp;nbsp; ครอบครัวละ 20-30 ตารางวา&amp;nbsp; มีคนมาปลูกบ้านหลายสิบหลัง&amp;nbsp; ต้องต่อน้ำประปา&amp;nbsp; ไฟฟ้าราคาแพงจากข้างนอกเข้ามาใช้&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เป็นคนหาเช้ากินค่ำ&amp;nbsp; เป็นแรงงานราคาถูก&amp;nbsp; อพยพจากต่างจังหวัดเพื่อมาหากินในกรุงเทพฯ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลุงวิเชียร&amp;nbsp; แสงพลอย&amp;nbsp; บุกเบิกแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยมากว่า 20 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ต่อมาเมื่อมีข่าวว่าจะมีสถานีขนส่งย้ายเข้ามา&amp;nbsp; มีการตัดถนน&amp;nbsp; มีทางด่วนผ่าน&amp;nbsp; ที่ดินมีราคาสูง&amp;nbsp; จึงมีคนมาขอซื้อที่ดินแปลงนี้&amp;nbsp; รวมเนื้อที่ทั้งหมด 5 ไร่เศษ&amp;nbsp; ราคาหลายสิบล้านบาท&amp;nbsp; แต่เจ้าของยังไม่ขาย&amp;nbsp; เพราะห่วงว่าชาวบ้านจะเดือดร้อน&amp;nbsp; ขณะที่ชาวบ้านก็เริ่มตื่นตัว &amp;nbsp;เพราะไม่รู้ว่าเจ้าของที่ดินอาจจะขายที่ดินแปลงนี้ในวันไหน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ต้นปี 2537 เจ้าหน้าที่จากสำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง (พชม.) สังกัดการเคหะแห่งชาติ ( พชม.จัดตั้งขึ้นในปี 2535 &amp;nbsp;เป็นโครงการพิเศษภายใต้การเคหะแห่งชาติ &amp;nbsp;ตามข้อเสนอของขบวนชุมชนและประชาสังคม &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อบริหารจัดการงบประมาณแก้ปัญหาชุมชนแออัดที่รัฐบาลให้การสนับสนุนจำนวน&amp;nbsp; 1,250 ล้านบาท&amp;nbsp; ปัจจุบันคือสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ พอช.) ที่รู้ข่าวว่าชุมชนเจริญชัยนิมิตรใหม่กำลังมีปัญหาเรื่องความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;ได้เข้ามาพบปะพูดคุยกับชาวบ้านเพื่อให้คำปรึกษา&amp;nbsp; จนนำไปสู่การรวมกลุ่มกันจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ (กุมภาพันธ์ 2537) เพื่อระดมทุนแก้ไขปัญหาและเตรียมพร้อมหาที่อยู่อาศัยใหม่&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีสมาชิกเริ่มต้น 28 ราย &amp;nbsp;ออมเงินกันคนละ 300-500 บาทต่อเดือน &amp;nbsp;ใครมีมากก็ออมมากกว่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;พอถึงปี 2542 &amp;nbsp;ตอนนั้นพวกเราออมเงินกันได้ 5-6 ปีแล้ว&amp;nbsp; และสถานีหมอชิตใหม่ย้ายมาแล้ว &amp;nbsp;มีคนมาขอซื้อที่ดินแปลงนี้จากเจ้าของ &amp;nbsp;ราคา 65 ล้านบาท &amp;nbsp;หรือประมาณตารางวาละ 30,000 บาท &amp;nbsp;พวกเราก็ส่งตัวแทนไปคุยกับเจ้าของที่ดิน &amp;nbsp;เจ้าของก็ถามว่าพวกเราจะมีเงินซื้อหรือ ? &amp;nbsp;เพราะรู้ว่าชาวบ้านไม่มีเงินแน่ๆ &amp;nbsp;แต่พวกเราก็บอกว่าตอนนี้มีเงินออมทรัพย์รวมกันได้ประมาณ 1 ล้านบาท&amp;nbsp; และจะหาเงินมาซื้อที่ดิน&amp;nbsp; เพราะไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหน &amp;nbsp;ลูกหลานก็เรียนและทำงานอยู่แถวนี้ &amp;nbsp;ถ้าจะย้ายไปอยู่นอกเมืองก็ต้องไปเริ่มนับหนึ่งกันใหม่&amp;rdquo; ลุงวิเชียรเล่าย้อนเหตุการณ์ในครั้งนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แต่เหมือนกับเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อ !! &amp;nbsp;เพราะเจ้าของที่ดินใจบุญรายนั้น (นายมานะ &amp;nbsp;เนตรสาริกา) ยอมขายที่ดินให้ชาวบ้านในราคาตารางวาละ 10,000 บาท&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ชาวบ้านก็ยังขอต่อรองอีก &amp;nbsp;จนเจ้าของใจอ่อนลดเหลือตารางวาละ 7,500 บาท รวมที่ดินเนื้อที่ 5 ไร่ 35 ตารางวา &amp;nbsp;ราคา 18 ล้านบาทเศษ &amp;nbsp;โดยชาวบ้านได้รวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์เคหสถานชุมชนเจริญชัยนิมิตใหม่ &amp;nbsp;เพื่อให้มีสถานะเป็นนิติบุคคล&amp;nbsp; (เพื่อทำนิติกรรมและสัญญาต่างๆ)&amp;nbsp; และยื่นขอใช้สินเชื่อจากสำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง (ปัจจุบันคือ พอช.) &amp;nbsp;เพื่อนำมาซื้อที่ดิน&amp;nbsp; โดยทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับเจ้าของในเดือนสิงหาคม 2543&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อได้ที่ดินมาแล้ว&amp;nbsp; ชาวบ้านจึงนำมาจัดสรรกันโดยการดำเนินการของสหกรณ์เคหสถานชุมชนเจริญชัยนิมิตใหม่ &amp;nbsp;แบ่งที่ดินตามความต้องการและฐานะของครอบครัว ได้ทั้งหมด 82 แปลง (รวมชุมชนที่เดือดร้อนใกล้เคียง) ที่ดินมีขนาดตั้งแต่ 10-25 ตรว. ผ่อนส่งเดือนละ 1,100 -2,300 บาทตามขนาดที่ดิน &amp;nbsp;ระยะเวลา 15 ปี ส่วนบ้านยังไม่ได้ก่อสร้างใหม่&amp;nbsp; เพราะชาวบ้านยังมีภาระในการผ่อนชำระค่าที่ดิน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถนนทางเดินในชุมชนก็ยังเฉอะแฉะ&amp;nbsp; เป็นดินโคลน&amp;nbsp; เวลาหน้าฝนน้ำจะท่วมขัง&amp;nbsp; ชาวบ้านต้องเดินลุยโคลนเข้า-ออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาพชุมชนเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในเดือนกรกฎาคม 2543&amp;nbsp; มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)&amp;nbsp; โดยโอนภารกิจของสำนักงานพัฒนาชุมชนเมืองและสำนักงานกองทุนพัฒนาชนบทเข้าด้วยกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต่อมาในวันที่&amp;nbsp; 26&amp;nbsp; ตุลาคม 2543&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ พอช.ได้เปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการ&amp;nbsp; (ปัจจุบัน พอช.อยู่ในการกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในปี&amp;nbsp; 2546&amp;nbsp; พอช.ได้จัดทำโครงการ &amp;lsquo;บ้านมั่นคง&amp;rsquo; &amp;nbsp;ขึ้นมา&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยชุมชนที่มีรายได้น้อย&amp;nbsp; อยู่ในที่ดินบุกรุกหรือที่ดินเช่าที่ไม่มีความมั่นคง&amp;nbsp; เพราะไม่รู้ว่าจะถูกขับไล่ในวันใด&amp;nbsp; โดย พอช.ส่งเจ้าหน้าที่ลงไปทำงานร่วมกับชาวบ้าน&amp;nbsp; เพื่อสนับสนุนให้ชาวชุมชนที่มีความเดือดร้อนร่วมกันแก้ไขปัญหา &amp;nbsp;พอช.มีหน้าที่ให้คำปรึกษาและให้การสนับสนุน&amp;nbsp; โดยมีกระบวนการต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สร้างความเข้าใจร่วมกันทั้งชุมชน&amp;nbsp; ร่วมกันตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ร่วมกันจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลรับผิดชอบ&amp;nbsp; แบ่งหน้าที่&amp;nbsp; สำรวจข้อมูลชุมชน&amp;nbsp; ความเดือดร้อน&amp;nbsp; ช่วยกันออกแบบบ้านในความฝัน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 โครงการนำร่องบ้านมั่นคงในปี 2546&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;โครงการบ้านมั่นคงเริ่มต้นในปี 2546 &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีชุมชนนำร่องจำนวน 10 แห่งทั่วประเทศ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยชุมชนเจริญชัยนิมิตรใหม่ได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 10 ชุมชนนั้นด้วย &amp;nbsp;ส่วนชุมชนอื่นๆ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;บ่อนไก่ &amp;nbsp;กรุงเทพฯ, แหลมรุ่งเรือง จ.ระยอง, บุ่งคุก &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;จ.อุตรดิตถ์, เก้าเส้ง จ.สงขลา &amp;nbsp;ฯลฯ &amp;nbsp;โดยรัฐบาลอนุมัติงบประมาณสนับสนุนจำนวน 146 ล้านบาท &amp;nbsp;เพื่อให้ พอช.นำไปสนับสนุนชุมชนในการพัฒนาสาธารณูปโภคและสินเชื่อเพื่อซื้อที่ดิน-ก่อสร้างบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในส่วนของชุมชนเจริญชัยนิมิตใหม่หลังจากซื้อที่ดินในปี 2543&amp;nbsp; แล้ว&amp;nbsp; จึงได้เริ่มกระบวนการบ้านมั่นคงในปี 2546 &amp;nbsp;เพื่อก่อสร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; เนื่องจากสภาพบ้านเรือนส่วนใหญ่มีสภาพทรุดโทรม&amp;nbsp; เพราะปลูกสร้างมานาน&amp;nbsp; และส่วนใหญ่สร้างบ้านกันตามทุนรอนที่มี&amp;nbsp; ไม่มีระบบสาธารณูปโภค&amp;nbsp; ทางเดินเป็นพื้นดิน&amp;nbsp; ไม่มีท่อระบายน้ำ&amp;nbsp; เมื่อฝนตกถนนและทางเดินจึงเละเป็นโคลน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดย พอช.ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาให้คำแนะนำการทำโครงการบ้านมั่นคง &amp;nbsp;มีตัวแทนชาวบ้านเป็นคณะกรรมการ&amp;nbsp; ไปศึกษาดูงานชุมชนที่แก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยแล้ว &amp;nbsp;ร่วมกันสำรวจข้อมูลต่างๆ ในชุมชน&amp;nbsp; &amp;nbsp;จัดประชุมเพื่อรับฟังความเห็นของสมาชิก &amp;nbsp;&amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;รูปแบบการพัฒนาชุมชน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร่วมกันออกแบบผังชุมชนใหม่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ออกแบบบ้าน &amp;nbsp;ฯลฯ&amp;nbsp; หลังจากนั้นจึงร่วมกันสร้างระบบสาธารณูปโภค&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอติดตั้งไฟฟ้า &amp;nbsp;น้ำประปา &amp;nbsp;ทำท่อระบายน้ำ&amp;nbsp; ถนนในชุมชน 3 สาย &amp;nbsp;กว้าง 4 เมตร&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย พอช.สนับสนุนงบประมาณจำนวน 1,780,000 บาท ใช้แรงงานในชุมชนเป็นหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ส่วนการสร้างบ้าน &amp;nbsp;ครอบครัวไหนที่มีความพร้อมก็ดำเนินการไปก่อน&amp;nbsp; มีทั้งสร้างเอง จ้างช่างมาสร้าง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;รวมทั้งการลงแรงช่วยกันก่อสร้าง &amp;nbsp;ใช้วัสดุเก่าที่ยังใช้ได้ &amp;nbsp;ทำให้ชาวบ้านประหยัดงบได้ไม่น้อย โดย พอช.สนับสนุนสินเชื่อก่อสร้างบ้านตามขนาดที่ดิน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตั้งแต่ 10-25&amp;nbsp; ตารางวา&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เป็นบ้านเดี่ยวชั้นเดียวและบ้านเดี่ยวสองชั้น &amp;nbsp;ราคาตั้งแต่ 130,000-300,000&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp; ผ่อนชำระเดือนละ 1,100-2,300 บาท&amp;nbsp; ระยะเวลา 15 ปี&amp;nbsp; อัตราดอกเบี้ยร้อยละ&amp;nbsp; 9 บาทต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;พอถึงปี 2547 &amp;nbsp;บ้านส่วนใหญ่ก็ทยอยก่อสร้างแล้วเสร็จ &amp;nbsp;จากชุมชนที่เคยอยู่กันแบบ &amp;ldquo;ตามมีตามเกิด&amp;rdquo; ทางเดินเฉอะแฉะ &amp;nbsp;&amp;nbsp;เป็นหลุมเป็นบ่อ &amp;nbsp;ไม่มีน้ำประปา&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่มีไฟฟ้าใช้เอง &amp;nbsp;จึงเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ !!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาพชุมชนใหม่&amp;nbsp; บ้านเรือน&amp;nbsp; ถนนดูสะอาดตา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ลุงวิเชียร ในฐานะประธานชุมชนเจริญชัยฯ กล่าวว่า &amp;nbsp;จากการรวมตัวกันโครงการชาวบ้านเพื่อซื้อที่ดินและเข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคงกับ พอช.&amp;nbsp; ปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปี&amp;nbsp; ชาวบ้านทุกครอบครัวผ่อนชำระค่าที่ดินค่าและค่าสร้างบ้านหมดแล้วและจากสภาพเดิมของชุมชนเมื่อก่อนยังเป็นทุ่งนา &amp;nbsp;เป็นสวนผัก&amp;nbsp; แต่ตอนนี้กลายเป็นย่านคมนาคม &amp;nbsp;เพราะอยู่ใกล้สถานี บขส.หมอชิตใหม่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;สถานีกลางบางซื่อ &amp;nbsp;และอยู่ในแนวรถไฟฟ้าสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) ทำให้ที่ดินในย่านนี้มีราคาสูงขึ้น&amp;nbsp; &amp;nbsp;เฉพาะที่ดินที่ชาวชุมชนอาศัยอยู่ 5 ไร่เศษ &amp;nbsp;ตอนซื้อมาราคา 18 ล้านบาทเศษ (เจ้าของที่ดินลดราคาให้) ตอนนี้มีเอกชนมาขอซื้อราคา 200 ล้านบาทเพื่อทำโครงการธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;แต่พวกเราตกลงกันแล้วว่าจะให้ราคาสูงอย่างไรก็จะไม่ขาย &amp;nbsp;เพราะเรารับปากกับเจ้าของที่ดินเอาไว้ว่าจะซื้อมาเพื่อทำที่อยู่อาศัยเท่านั้น &amp;nbsp;พวกเรายังคุยกันเลยว่า &amp;nbsp;หากเราไม่รวมตัวกันซื้อที่ดินและทำโครงการบ้านมั่นคงในตอนนั้น &amp;nbsp;วันนี้พวกเราจะไปอยู่ที่ไหนกัน &amp;nbsp;จะกลับไปอยู่ต่างจังหวัดก็ไม่มีที่ดินทำกิน &amp;nbsp;อาจจะอยู่ในสลัมที่ไหนสักแห่ง &amp;nbsp;หรือเช่าบ้านอยู่ตลอดชีวิต เพราะลำพังคนหาเช้ากินค่ำคงไม่มีเงินพอจะซื้อบ้านอยู่ ถ้าเราไม่รวมตัวกันและไม่มีโครงการบ้านมั่นคง &amp;nbsp;พวกเราก็คงจะไม่ได้อยู่แบบวันนี้&amp;rdquo; ลุงวิเชียรบอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;บ้านที่มากกว่าคำว่า &amp;ldquo;บ้าน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โครงการสร้างบ้านมั่นคง&amp;nbsp; ดังตัวอย่างที่ชุมชนเจริญชัยนิมิตใหม่&amp;nbsp; ไม่ใช่เป็นการสร้างเฉพาะ &amp;ldquo;ที่อยู่อาศัย&amp;rdquo; เท่านั้น แต่ยังมีกระบวนการ &amp;ldquo;พัฒนาชุมชน&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;การพัฒนาคุณภาพชีวิต&amp;rdquo; ของชาวชุมชนด้วย&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นที่ชุมชนเจริญชัยนิมิตใหม่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีสหกรณ์เคหสถานฯ ซึ่งให้สมาชิกออมเงินตามหุ้นที่มีอยู่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;หุ้นละ 10 บาท &amp;nbsp;&amp;nbsp;คนหนึ่งไม่เกิน 20 หุ้น &amp;nbsp;มีสมาชิกทั้งหมด 160 คน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ปัจจุบันมีเงินหมุนเวียนประมาณ 10 ล้านบาท &amp;nbsp;&amp;nbsp;สมาชิกกู้ยืมได้สูงสุดไม่เกิน 3 แสนบาท&amp;nbsp; &amp;nbsp;อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 บาทต่อเดือน &amp;nbsp;ผ่อนชำระภายใน 60 งวด&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถือว่าเป็น &amp;lsquo;ธนาคารชาวบ้าน&amp;rsquo; &amp;nbsp;เพราะนอกจากจะสร้างวินัยในการออมแล้ว &amp;nbsp;ยังเป็นที่พึ่งของชาวบ้านในยามที่เดือดร้อนจำเป็น &amp;nbsp;ไม่ต้องพึ่งเงินกู้นอกระบบที่เก็บดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 บาทต่อเดือน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ที่ชุมชนเจริญชัยฯ ยังมีกิจกรรมการพัฒนาชุมชนต่างๆ ที่หน่วยงานภายนอกเข้ามาสนับสนุน &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;การคัดแยกขยะ &amp;nbsp;&amp;nbsp;นำขยะเปียกไปทำปุ๋ย &amp;nbsp;&amp;nbsp;ใส่ต้นไม้ในชุมชน &amp;nbsp;ขยะรีไซเคิ้ลเอาไปขายเป็นกองทุนพัฒนาชุมชน ชุมชนจึงดูสะอาดสวยงาม &amp;nbsp;มีศูนย์เฝ้าระวังภัยและยาเสพติด &amp;nbsp;โดยมีชาวบ้านในชุมชนเป็นอาสาสมัครเฝ้าระวัง &amp;nbsp;มีกองทุนแม่ของแผ่นดิน เพื่อป้องกันปัญหายาเสพติด ฯลฯ ทำให้ชุมชนเจริญชัยนิมิตใหม่เป็นสถานศึกษาดูงานของชุมชนและหน่วยงานรัฐต่างๆ ทั้งในด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยและพัฒนาชุมชน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ชุมชนยังได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; พอช.จัดทำโครงการแก้ไขผลกระทบจากสถานการณ์โควิด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ทำคาราวานสินค้าราคาถูกนำไปจำหน่ายให้แก่สมาชิกชุมชนต่างๆ ในเขตจตุจักร&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ข้าวสาร&amp;nbsp; น้ำมันพืช&amp;nbsp; ไข่ไก่&amp;nbsp; น้ำตาล&amp;nbsp; นม&amp;nbsp; อาหารแห้ง&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อดค่าใช้จ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จัดทำ &amp;lsquo;ศูนย์พักคอยชุมชน&amp;rsquo; &amp;nbsp;หรือ CI (Community&amp;nbsp; Isolation)&amp;nbsp; เพื่อรองรับผู้ติดเชื้อโควิดที่ยังมีอาการไม่รุนแรงในชุมชนเครือข่ายเขตจตุจักร&amp;nbsp; สามารถรองรับได้ 8 เตียง&amp;nbsp; (พอช.สนับสนุนงบ 150,000&amp;nbsp; บาท)&amp;nbsp; ขณะนี้ชาวบ้านกำลังช่วยกันก่อสร้าง&amp;nbsp; คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคมนี้&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์พักคอยกำลังก่อสร้าง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;TDRI ประเมินบ้านมั่นคง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;ldquo;ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ&amp;rdquo; พัฒนาสังคมให้น่าอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากรายงานของทีดีอาร์ไอ ฉบับที่ &amp;nbsp;102 เดือนเมษายน 2557 เรื่อง &amp;ldquo;การประเมินมูลค่าที่เกิดจากโครงการบ้านมั่นคง&amp;rdquo; ซึ่งเป็นรายงานการศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) โดย ดร. นิพนธ์ พัวพงศกร และคณะ ได้คัดเลือกชุมชนบ้านมั่นคงทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด &amp;nbsp;รวม 16 ชุมชน (รวมทั้งชุมชนเจริญชัยนิมิตรใหม่) มีครัวเรือนที่เป็นตัวอย่างในการสำรวจ 745 ครัวเรือน &amp;nbsp;พบว่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;โครงการบ้านมั่นคงมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาชุมชนแออัดขนาดใหญ่&amp;nbsp;โดยสร้างความมั่นคงใน &amp;ldquo;ที่ดินและที่อยู่อาศัย&amp;rdquo; ให้แก่ครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในชุมชนแออัด &amp;nbsp;โครงการนี้ใช้แนวทางการดำเนินการแบบใหม่ที่แตกต่างจากโครงการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยแบบเดิมซึ่งหน่วยงานรัฐเป็นผู้จัดทำโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;กล่าวคือ (1) เป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้ผู้อยู่อาศัยในชุมชนรวมตัวและมีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการตั้งแต่ต้นจนเสร็จสิ้น &amp;nbsp;ได้แก่ &amp;nbsp;การสำรวจข้อมูล&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเลือกชุมชนนำร่อง &amp;nbsp;การเลือกวิธีปรับปรุงชุมชน&amp;nbsp; &amp;nbsp;การจัดหาที่ดิน &amp;nbsp;การออมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย การออกแบบบ้าน &amp;nbsp;การออกแบบชุมชน &amp;nbsp;การก่อสร้าง ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บ้านมั่นคงที่จังหวัดสระแก้ว&amp;nbsp; ชาวบ้านช่วยกันลงแรงสร้าง&amp;nbsp; และมีส่วนร่วมทำโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; (2) รูปแบบและแนวทางการปรับปรุงที่อยู่อาศัยของแต่ละชุมชนมีความหลากหลายและแตกต่างกันตามสภาพปัญหา ความต้องการของสมาชิกในชุมชน &amp;nbsp;และข้อจำกัดด้านต่างๆ (โดยเฉพาะด้านกายภาพและเจ้าของที่ดิน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; (3) เน้นการแก้ปัญหาชุมชนแออัดทั้งเมือง&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง &amp;nbsp;ไม่ใช่การแก้ปัญหาเพียงบางจุดหรือบางพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;โครงการบ้านมั่นคงมีประโยชน์ทางอ้อมทั้งทางเศรษฐกิจและมิใช่ทางเศรษฐกิจ &amp;nbsp;ดังนี้ &amp;nbsp;ด้านเศรษฐกิจ โครงการบ้านมั่นคงทำให้ครัวเรือนมีรายจ่ายลดลง &amp;nbsp;โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปาที่ประหยัด &amp;nbsp;เพราะไม่ต้องพ่วงจากมิเตอร์บ้านที่มีทะเบียนบ้าน &amp;nbsp;และมีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะครัวเรือนมีการผ่อนส่งบ้านให้แก่สหกรณ์จึงต้องขวนขวายหารายได้เพิ่ม และลดรายจ่ายของครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;หลักฐานทางสถิติยืนยัน &amp;nbsp;ได้แก่ &amp;nbsp;เด็กนักเรียนใช้เวลาเรียนหนังสือมากขึ้น &amp;nbsp;นอกจากนี้การที่ชุมชนมีการจัดการที่ดีขึ้น มลพิษลดลง&amp;nbsp;และสภาพแวดล้อมในชุมชนดีขึ้น&amp;nbsp;อาจทำให้สุขภาพของคนในชุมชนดีขึ้น โอกาสเกิดอัคคีภัยลดลง &amp;nbsp;คนในชุมชนมีความภูมิใจที่มีบ้านที่น่าอยู่ในชุมชนที่&amp;nbsp; และสามารถเปิดประตูเชื้อเชิญญาติและเพื่อนฝูงมาที่บ้านได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผลประโยชน์ที่สำคัญที่สุดในด้านการปกครองก็คือ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ประชาชนในชุมชนเปลี่ยนฐานะจาก &amp;ldquo;ผู้บุกรุกที่ทำผิดกฎหมาย&amp;rdquo; เป็น &amp;ldquo;พลเมืองที่มีศักดิ์ศรี&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ข้าราชการให้เกียรติ &amp;nbsp;ให้ข่าวสาร &amp;nbsp;ข้อมูล และให้ความร่วมมือกับงานพัฒนาชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ส่วนประโยชน์ทางสังคมที่สำคัญก็คือ &amp;nbsp;ทุนทางสังคม (Social Capital) ที่เกิดจากการรวมกลุ่มในโครงการบ้านมั่นคง ทำให้คนในชุมชนไว้วางใจกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; โครงการบ้านมั่นคงยังก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางอ้อมต่อสังคม ซึ่งมีหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจน &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;เด็กมีแนวโน้มใช้เวลากับการเรียนมากขึ้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;อาชญากรรมและยาเสพติดในชุมชนลดลง&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;รายงานดังกล่าวระบุ (ดูรายงานฉบับเต็มได้ที่ http://tdri.or.th/wp-content/uploads/2014/05/wb102.pdf)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บ้านมั่นคงริมคลองลาดพร้าว&amp;nbsp;กรุงเทพฯ&amp;nbsp;เดิมเป็นชุมชนบุกรุกที่ดินราชพัสดุ&amp;nbsp;ปัจจุบันชาวบ้านเช่าที่ดินสร้างบ้านอยู่อาศัยอย่างถูกกฎหมาย&amp;nbsp; สร้างเสร็จแล้วใน&amp;nbsp; 35 ชุมชนกว่า&amp;nbsp; 3,000 ครัวเรือน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นับแต่ปี 2546 &amp;nbsp;จนถึงปัจจุบัน&amp;nbsp; พอช.&amp;nbsp; และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้สนับสนุนการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนผู้ยากไร้มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัยทั้งในชนบทและเมืองไปแล้วกว่า 180,000 ครัวเรือน (บ้านมั่นคง&amp;nbsp; การซ่อมสร้างบ้านที่มีสภาพทรุดโทรมหรือ &amp;lsquo;บ้านพอเพียงชนบท&amp;rsquo; การพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง&amp;nbsp; คนไร้บ้าน&amp;nbsp; ฯลฯ) ในกว่า 3,000 ชุมชนเมืองและชนบททั่วประเทศ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยมี &amp;lsquo;แผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี&amp;rsquo; (พ.ศ.2560-2579) เป็นเข็มทิศ&amp;nbsp;ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ&amp;nbsp;เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ&amp;nbsp; สร้างความเป็นธรรมในสังคม มีเป้าหมายกว่า 1 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ&amp;nbsp;&amp;lsquo;เพื่อคนไทยทุกคนมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีภายในปี 2579&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้นำชุมชนริมคลองลาดพร้าวคนหนึ่งบอกว่า&amp;nbsp; &amp;ldquo;เมื่อก่อนสภาพเป็นชุมชนแออัด&amp;nbsp; เด็กนักเรียนไม่กล้าชวนเพื่อนมาเล่นที่บ้านแต่ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119080</URL_LINK>
                <HASHTAG>21 ปี พอช., TDRI, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, ธนาคารชาวบ้าน, บ้านมั่นคง, พม., พลเมืองที่มีศักดิ์ศรี, พอช., ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ, ลุงวิเชียร  แสงพลอย, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย, แก้ปัญหาที่อยู่อาศัยคนจน, โครงการสร้างบ้านมั่นคง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211007/image_big_615eca7acd096.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
