<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>46449</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผวาติดคุก4นปช.สารภาพ ส่งศาลฎีกาพิจารณาใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;4 แกนนำ นปช.&amp;quot; ผวาคุก! เปลี่ยนแผนกลับคำให้การรับสารภาพในวินาทีสุดท้ายคดีพาม็อบบุกบ้านป๋าเปรม เลื่อนอ่านฎีกาส่งคืนศาลฎีกาพิจารณาใหม่ &amp;quot;ณัฐวุฒิ&amp;quot; เล่นละคร ขาเดินเข้าศาลคุยคำโตติดคุกไม่เป็นไรทำเพื่อประชาธิปไตย ขาออกสารภาพสิ้นยื่นคำร้องกลับคำให้การตั้งแต่ 19 ก.ย. อ้างสำนึกผิดขอความเมตตาศาล อดีตผู้พิพากษาชี้แผนซื้อเวลา 3 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 23 ก.ย. ที่ห้องพิจารณา 701 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีชุมนุมปิดล้อมบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เมื่อปี 2550 หมายเลขดำ อ.3531/2552 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ฟ้องนายนพรุจ หรือนพรุฒ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006, นายวีระศักดิ์ เหมะธุลิน, นายวันชัย นาพุทธา, นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.), นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช., นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท และ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. เป็นจำเลยที่ 1-7 ในความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2550 แกนนำและแนวร่วม นปช.นำขบวนผู้ชุมนุมหลายพันคนจากเวทีปราศรัยเคลื่อนที่สนามหลวง ไปยังบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ของ พล.อ.เปรมเพื่อเรียกร้องกดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งระหว่างเหตุการณ์ดังกล่าวมีการต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังขู่เข็ญ ซึ่งนายนพรุจ จำเลยที่ 1 ได้ใช้ไม้เสาธงตีประทุษร้ายร่างกาย ร.ต.อ.ทวีศักดิ์ นามจันทร์เจียม เป็นเหตุให้กระดูกข้อมือแตกเป็นอันตรายสาหัส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 16 ก.ย.58 ให้จำคุกนายนพรุจ จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน ฐานทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่ฯ ส่วนนายวีระกานต์, นายณัฐวุฒิ, นายวิภูแถลง &amp;nbsp;และ นพ.เหวง จำเลยที่ 4-7 คนละ 4 ปี 4 เดือน ฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายฯ &amp;nbsp;และเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานฯ และให้ยกฟ้องนายวีระศักดิ์ และนายวันชัย จำเลยที่ 2-3 ริบของกลางทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเมื่อวันที่ 10 ม.ค.60 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า พวกจำเลยมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานฯ ตามมาตรา 138 วรรคสอง ให้จำคุกคนละ 1 ปี และมีความผิดฐานมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ก่อให้เกิดความวุ่นวายโดยเป็นหัวหน้าสั่งการ ซึ่งเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิก ตามมาตรา 215 วรรคหนึ่งและวรรคสาม, มาตรา 216 ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียว แต่ผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 215 วรรคสาม เพียงกรรมเดียว จำคุกคนละ 3 ปี &amp;nbsp;รวมจำคุกจำเลยที่ 4-7 คนละ 4 ปี คำให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีอยู่บ้าง ลดโทษให้ 1 ใน 3 &amp;nbsp;คงจำคุกจำเลยที่ 4-7 คนละ 2 ปี 8 เดือน ส่วนนายนพรุจ จำเลยที่ 1 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ยกฟ้องจำเลยที่ 2-3
คุยโวติดคุกเพื่อประชาธิปไตย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในวันนี้ นายนพรุจ จำเลยที่ 1, นายวีระกานต์ จำเลยที่ 4, นายณัฐวุฒิ จำเลยที่ 5, นายวิภูแถลง &amp;nbsp;จำเลยที่ 6 และ นพ.เหวง จำเลยที่ 7 เดินทางมาศาลพร้อมทนายความ บุคคลใกล้ชิด และแนวร่วม นปช.จำนวนมาก ส่วนจำเลยที่ 2-3 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้ยกฟ้องไปแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช.ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าฟังการพิจารณาว่า จากที่ได้ประสานงานกันทราบว่าจำเลยมาฟังคำพิพากษาครบทุกคน คดีนี้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ จำเลยและทนายความทำอย่างดีที่สุด ส่วนคำพิพากษาออกมาอย่างไรพร้อมน้อมรับ ไม่กังวลใจเพราะสิ่งที่เคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผ่านมา เพื่อให้ประเทศไทยปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ได้ประสงค์ให้เกิดความรุนแรงหรือเสียหายต่อบุคคล สถานที่ หรือองค์กรใดๆ ทั้งสิ้น มีความบริสุทธิ์ใจและเข้าสู่การต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมตามที่ถูกกล่าวหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่ากังวลใจหรือไม่หากต้องถูกจำคุกอาจกระทบอนาคตทางการเมือง นายณัฐวุฒิบอกว่า &amp;nbsp;กังวลกับอนาคตของประเทศมากกว่า ที่เราอยู่กันโดยไร้ซึ่งประชาธิปไตยที่แท้จริง อยู่ในสภาพที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาประเทศ นี่เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องกังวลร่วมกัน อนาคตการเมืองของตัวเองเป็นเรื่องเล็ก ไม่ว่าเราจะอยู่บนเวทีการเมืองหรือไม่ ก็จะมีผู้ร่วมอุดมการณ์คนใหม่ๆ ปรากฏตัวมาทำหน้าที่แสดงศักยภาพให้ทุกคนได้เห็นว่า ประชาชนที่รักประชาธิปไตยไม่ได้ผูกขาดคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเวลานัดศาลอาญาแจ้งว่า ก่อนนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในวันนี้ นายวีระกานต์, นายณัฐวุฒิ, นายวิภูแถลง และนายแพทย์เหวง จำเลยที่ 4-7 ได้ยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิมที่เคยปฏิเสธความผิด ขอต่อสู้คดี โดยได้ยื่นคำให้การใหม่ เป็นให้การรับสารภาพ ไม่ต่อสู้คดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลอาญาพิจารณาแล้วให้งดอ่านคำพิพากษาฎีกาคดีไว้ก่อน และเห็นควรส่งคำร้องของจำเลยที่ 4-7 และคำพิพากษาศาลฎีกาคืนให้ศาลฎีกาพิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป โดยยังไม่กำหนดวันนัดฟังคำพิพากษา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังนายณัฐวุฒิให้สัมภาษณ์ว่า คดีนี้พวกตนจำเลยที่ 4-7 ยกเว้นเพียงนายนพรุจ จำเลยที่ 1 &amp;nbsp; ซึ่งเคยให้การปฏิเสธ ต่อสู้คดีมาจนถึงชั้นศาลฎีกา ก็ได้ปรึกษาหารือกันแล้วกับจำเลยทุกคนและทีมทนายความ เห็นว่าเราจะกลับคำให้การเป็นรับสารภาพในชั้นฎีกา โดยวันนี้ศาลชั้นต้นนัดจำเลยทุกคนมาฟังคำพิพากษา จึงได้ส่งสำนวนคดีประกอบกับคำร้องกลับคำให้การเป็นรับสารภาพไปยังศาลฎีกา เพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาต่อไป หลังจากนี้เป็นดุลยพินิจของศาลฎีกาพิจารณาว่าจะมีคำพิพากษาอย่างไร และจะนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาอีกครั้ง
ยื่นกลับคำให้การตั้งแต่ 19 ก.ย.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การยื่นคำร้องกลับคำให้การเป็นรับสารภาพ ได้ดำเนินการเมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยจำเลย 4 คน คือ ผม นายวีระกานต์ นายวิภูแถลง และ นพ.เหวง เห็นตรงกันว่าเราจะให้การรับสารภาพ ส่วนนายนพรุจยืนยันที่จะต่อสู้ไปตามกระบวนการเดิม เนื่องจากเห็นว่ามีประเด็นเรื่องใบรับรองแพทย์ ซึ่งใช้เป็นพยานหลักฐานสำคัญในการตัดสินคดี ปรากฏว่าพบพิรุธว่าจะเป็นใบรับรองแพทย์ที่ตรงตามข้อเท็จจริงหรือไม่ ในการใช้ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายณัฐวุฒิกล่าวถึงเหตุผลสำคัญในคำร้องกลับคำให้การว่า พวกตนได้กราบเรียนต่อศาลว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองของ นปช.ตลอดเวลาที่ผ่านมา เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย ต่อต้านการรัฐประหาร เพื่อให้ประเทศไทยปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข &amp;nbsp;และเราไม่เคยประสงค์ให้เกิดความรุนแรงเสียหายต่อบุคคล องค์กร สถานที่ หรือสถาบันใดๆ ในวันเกิดเหตุพวกตนเพียงต้องการเดินทางไปชุมนุมปราศรัยที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ แล้วก็จะเดินทางกลับตามเวลาที่ได้ตกลงกันไว้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์กระทบกระทั่งนำมาสู่การบาดเจ็บทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็รู้สึกเสียใจ แล้วก็ได้แถลงในคำร้องว่าพวกตนได้สำนึกกับสิ่งที่เกิดขึ้น &amp;nbsp;ไม่ได้มีความขัดแย้งเป็นการส่วนบุคคลกับ พล.อ.เปรมแต่อย่างใด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นอกจากนี้ ท้ายคำร้องยังกราบเรียนต่อศาลว่า เมื่อพวกกระผมได้เสียใจและสำนึกกับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น ก็ขอความเมตตาจากศาลได้พิจารณาลงโทษสถานเบา หากโทษนั้นยังคงเป็นการตัดสินจำคุกอยู่ ขอศาลได้โปรดพิจารณารอการลงโทษให้กับจำเลยด้วย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายนพรุจ จำเลยที่ 1 กล่าวถึงเหตุผลที่ยืนยันให้การปฏิเสธว่า หลักฐานที่อัยการยื่นประกอบสำนวนคดีประมาณ 46-47 ลัง ไม่มีการนำสืบ รวมถึงใบรับรองแพทย์ 2 ใบ ในวันเกิดเหตุการณ์ตนถูกกล่าวหาว่ากระโดดลงจากหลังคารถยนต์ไปทับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจคนดังกล่าวเสียหลักหกล้มมาทับมือตัวเอง จนได้รับบาดเจ็บสาหัส ใบรับรองแพทย์ไม่มีการสืบในศาลชั้นต้น ซึ่งเหตุนี้ทำให้ศาลอุทธรณ์ลดโทษให้เพราะตนให้ความร่วมมือ ตนมีประเด็นข้อต่อสู้ ถ้าจะติดคุกก็ไม่เป็นไร พร้อมใช้กรรมเก่าจากอดีตชาติ น้อมรับคำพิพากษา เตรียมกระเป๋าเสื้อผ้ามาไว้ไปเป็นจิตอาสาในเรือนจำ ตนมีความจงรักภักดีสูงสุด เดินได้ทุกม็อบ เลิกแล้วเรื่องความแตกแยก ตนขอขมา พล.อ.เปรมด้วยใจจริงตอนท่านมีชีวิตอยู่แล้ว และทำบุญให้ท่านทุกวันพระ ส่วนที่ทั้ง 4 คนถอนคำให้การนั้นตนก็ทราบ แต่ไม่ได้ใส่ใจ ส่วนตัวยังยืนยันให้การปฏิเสธ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา ตั้งข้อสังเกตว่า การกระทำของจำเลยดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนว่า ต้องการประวิงคดีให้ล่าช้า &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้จึงต้องเลื่อนอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาและรอฟังคำสั่งศาลฎีกาเรื่องที่จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและขอให้การใหม่ เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งแล้วก็จะส่งสำนวนคืนศาลอาญา เพื่อนัดคู่ความฟังคำสั่งของศาลฎีกาพร้อมกับคำพิพากษาของศาลฎีกาต่อไป ซึ่งน่าจะใช้เวลาไม่เกิน 3 เดือน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46449</URL_LINK>
                <HASHTAG>24 แกนนำ นปช., คดีบุกบ้านสี่เสาเทเวศร์, ผวาติดคุก, สารภาพ, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190923/image_big_5d88d6384e35a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43478</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นปช.รอดก่อการร้าย ศาลชี้ไร้หลักฐานเผาเมือง/ตู่-เต้นขอบคุณยุติธรรม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ศาลชั้นต้นยกฟ้อง 24 แกนนำ นปช.คดีก่อการร้าย ชี้องค์ประกอบไม่เข้ามาตรา 135 ส่วนเหตุเผาบ้านเผาเมืองก็บอกไม่ได้ว่าใครสั่ง ชี้ &amp;ldquo;ชายชุดดำ&amp;rdquo; ไม่ชัดเป็นกองกำลังฝ่ายใด พร้อมระบุ &amp;ldquo;เสธ.แดง&amp;rdquo; ไม่เกี่ยวชุมนุมคนเสื้อแดง พ่วงตั้งข้อสังเกตอัยการฟ้องไม่ประสงค์ให้ลงโทษ &amp;ldquo;ตู่-เต้น&amp;rdquo; ขอบคุณศาลให้ความยุติธรรม อัยการยังกั๊กอุทธรณ์ อ้างมีเวลาอีกเดือนรออ่านคำพิพากษาให้ชัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 14 ส.ค. ที่ห้องพิจารณา 701 ศาลอาญาได้อ่านคำพิพากษาคดีแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในคดีหมายเลขดำ อ.2542/2553 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องแกนนำ การ์ด และแนวร่วม จำนวน 24 คน ในความผิดข้อหาร่วมกันก่อการร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 และ 135/2 รวมทั้งการฝ่าฝืนมาตรา 9 พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน 2548
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยคำฟ้องโจทก์ระบุว่า จำเลยได้ยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช.ต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.-20 พ.ค.2553 เพื่อกดดันต่อต้านรัฐบาล และบังคับขู่เข็ญนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีขณะนั้นประกาศยุบสภาให้เลือกตั้งใหม่ และยังมีการเดินขบวนไปปิดล้อมสถานที่ต่างๆ มีการใช้อาวุธเครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 ยิงใส่บ้านพักประชาชน สะสมกำลังพลและอาวุธสงครามร้ายแรง ซึ่งจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และส่วนใหญ่ได้รับการประกันตัวชั้นพิจารณา โดยคดีนี้อัยการทยอยยื่นฟ้องกลุ่มแกนนำ นปช.ตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค.2553 จนครบ 24 คน และใช้เวลาพิจารณาพยานหลักฐานและสืบพยานบุคคลมานานร่วม 9 ปี โดยการฟังคำพิพากษาครั้งนี้ นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธาน นปช. พร้อมแกนนำ ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษาเกือบครบทุกคน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาศาลอ่านคำพิพากษา พิเคราะห์พยานหลักฐานที่คู่ความทั้งสองฝ่ายนำสืบแล้วเห็นว่า การกระทำอันเป็นความผิดฐานก่อการร้ายต้องเข้าองค์ประกอบความผิดตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 (1) ถึง (3) คือ ต้องมีลักษณะใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการใดอันก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต หรืออันตรายอย่างร้ายแรงต่อร่างกายหรือเสรีภาพของบุคคลใดๆ กระทำการใดๆ อันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของรัฐหนึ่งรัฐใด หรือบุคคลใด หรือต่อสิ่งแวดล้อม อันก่อให้เกิดหรือน่าจะเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างสำคัญ โดยการกระทำนั้นผู้กระทำต้องมีเจตนาพิเศษ โดยมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทย รัฐบาลต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศให้กระทำหรือไม่กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือเพื่อสร้างความปั่นป่วนให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน แต่หากเป็นการเดินขบวน ชุมนุม ประท้วง หรือเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือ หรือให้ได้รับความเป็นธรรม อันเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากพยานหลักฐานตามทางนำสืบของโจทก์ไม่มีพยานปากใดเบิกความยืนยันว่ามีจำเลยคนใดที่เป็นแกนนำ นปช.ได้ปราศรัยหรือกระทำการยั่วยุปลุกปั่นให้ผู้ร่วมชุมนุมกระทำการดังที่ได้ระบุไว้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 (1) ถึง (3) แม้โจทก์มีพยานเบิกความว่า ระหว่างชุมนุมมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นมากมายหลายแห่ง แต่ไม่สามารถยืนยันว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำของบุคคลใดหรือเป็นการกระทำของฝ่ายใด โดยเฉพาะเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นในวันที่ 10 เม.ย.2553 ก็ไม่มีพยานปากใดเบิกความยืนยันว่าเป็นการกระทำของกลุ่ม นปช.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ชายชุดดำก็ไม่ปรากฏว่าเป็นกองกำลังของฝ่ายใด และไม่สามารถจับกุมบุคคลใดมาดำเนินคดีได้ในขณะนั้น ทั้งๆ ที่สถานที่ที่ปรากฏตัวชายชุดดำมีประชาชนอยู่ด้วยจำนวนมาก จึงไม่น่าที่เจ้าหน้าที่ของรัฐจะจับกุมดำเนินคดีไม่ได้ทันท่วงที ส่วนที่แกนนำ นปช.ปราศรัยบนเวทีที่ว่าให้ประชาชนนำน้ำมันมาและให้เผานั้น เป็นการกล่าวปราศรัยก่อนชุมนุมใหญ่หลายวัน และไม่มีเหตุการณ์เผาทำลายทรัพย์สินตามที่ปราศรัยแต่อย่างใด โดยการวางเพลิงเผาทรัพย์เกิดขึ้นช่วงบ่ายวันที่ 19 พ.ค.2553 ภายหลังประกาศยุติชุมนุมแล้ว และศาลฎีกาได้วินิจฉัยเรื่องวางเพลิงเผาทรัพย์ไว้เป็นที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8132/2561 ว่ามิใช่การกระทำของกลุ่ม นปช. การปราศรัยเรียกร้องให้ประชาชนต่อต้านรัฐประหารเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่สามารถกระทำได้ ไม่ถือเป็นความผิดต่อกฎหมายแต่อย่างใด&amp;rdquo; คำพิพากษาระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลยังอ่านคำพิพากษาอีกว่า แกนนำ นปช.ประกาศแนวทางการต่อสู้มาโดยตลอดว่าเป็นการชุมนุมโดยสันติวิธี สงบและปราศจากอาวุธ และปฏิเสธเข้ามาดำเนินการของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง กับพวก ซึ่งมีแนวทางการต่อสู้คนละแนวกันตลอดมา การดำเนินการของ พล.ต.ขัตติยะกับพวกจึงมิใช่เป็นการดำเนินกิจกรรมของ นปช. ซึ่งการชุมนุมของกลุ่ม นปช.มีผู้เข้าร่วมชุมนุมจำนวนมาก จึงอาจมีบุคคลผู้ไม่หวังดีแฝงตัวเข้ามาเพื่อสร้างสถานการณ์ให้เป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็เป็นได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีนายยศวริศ ชูกลิ่น หรือเจ๋ง ดอกจิก จำเลยที่ 7 กับพวก ขัดขวางการลำเลียงกำลังพลของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารบริเวณสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า แล้วยึดเอาอาวุธยุทโธปกรณ์ไปแสดงต่อสื่อมวลชนบริเวณเวทีปราศรัย และต่อมาเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรับเอาอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งหลายเหล่านั้นกลับคืนไปหมดแล้ว การกระทำดังกล่าวมิได้ประสงค์เอาแก่ตัวทรัพย์เพื่อเอาเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ จึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ เหตุวางเพลิงเผาทรัพย์และทำลายทรัพย์สินของทางราชการบริเวณสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า เกิดขึ้นภายหลังจากนายยศวริศนำเอาอาวุธยุทโธปกรณ์ไปแสดงต่อสื่อมวลชนแล้ว จึงยังฟังไม่ได้ว่าร่วมกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ด้วย
ศาลอ่านคำพิพากษาอีกว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้รวม 5 สำนวน ขอให้ลงโทษฐานก่อการร้าย โดยบรรยายฟ้องถึงลักษณะการกระทำความผิดต่างๆ เพื่อให้ครบองค์ประกอบความผิด และไม่ได้ขอให้ลงโทษในการกระทำความผิดลักษณะต่างๆ มาด้วย จึงถือว่าเหตุการณ์ต่างๆ ตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องดังกล่าว เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ส่วนที่โจทก์ขอให้ลงโทษเฉพาะนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง หรือกี้ร์ จำเลยที่ 24 ในความผิดฐานต่างๆ อันเป็นองค์ประกอบความผิดมานั้น ฟังได้ว่าเป็นการกระทำต่อเนื่องเกี่ยวพันกันกับคดีพนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 24 กับพวกต่อศาลจังหวัดพัทยา กรณีขัดขวางการประชุมผู้นำอาเซียน และศาลจังหวัดพัทยามีคำพิพากษาแล้ว คำฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำ&amp;rdquo;
&amp;ldquo;แม้รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และต่อมาศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้ประกาศห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมในท้องที่ดังกล่าว การออกประกาศเช่นว่านั้นก็เพื่อควบคุมสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่ม นปช. โดยหลังจากประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว ไม่ได้ความจากพยานหลักฐานตามทางนำสืบของโจทก์ว่า แกนนำกลุ่ม นปช.ได้จัดการชุมนุมที่อื่นใดอีก การกระทำของจำเลยที่ 1-15 และจำเลยที่ 18- 24 จึงไม่เป็นความผิด พิพากษายกฟ้อง&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังศาลอ่านคำตัดสิน นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวว่า ระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมานั้น วันนี้ไม่ใช่วันที่พวกเราต้องดีใจ เพราะยังมีเรื่องราวรออยู่ข้างหน้าเป็นจำนวนมาก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด พวกเราทุกคนขอกราบขอบพระคุณศาลที่ให้ความเมตตาพิจารณาคดีอย่างยุติธรรม วันนี้ไม่ได้เป็นวันที่ยุติ เพราะยังมีพวกเราจำนวนมากที่ยังถูกคุมขัง และต่อสู้คดีอยู่ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุด ผลคำพิพากษาของศาล อยากให้ผู้ที่ได้รับอานิสงส์ควรเป็นญาติวีรชนที่ได้ต่อสู้บาดเจ็บล้มตาย รวมกระทั่งผู้สูญสิ้นอิสรภาพมากมาย
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับผู้บาดเจ็บล้มตายจากการต่อสู้ ถ้าสามารถส่งข้อความนี้ถึงคนที่บาดเจ็บล้มตายในเหตุการณ์ดังกล่าว ก็อยากบอกว่าพี่ เพื่อนและน้องว่า ศาลท่านชี้แล้วว่าพวกเราไม่ใช่ขบวนการก่อการร้าย ความสูญเสีย เลือดของพี่น้องผู้ร่วมอุดมการณ์ทุกคน ไม่ได้เป็นเพราะพี่น้องเป็นผู้ก่อการร้ายเลย ถูกเขายิงจนเจ็บจนตาย แต่เป็นการต่อสู้เพื่อเรียกร้องหลักการประชาธิปไตย ภายใต้ข้อเรียกร้องในสถานการณ์นั้นก็คือการยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนเลือกตั้งใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) กล่าวถึงขั้นตอนในการอุทธรณ์คดีว่า อัยการจะคัดสำเนาคำพิพากษาทั้งหมดส่งอัยการศาลสูงพิจารณาต่อไป โดยจะพิจารณาทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ถ้าเห็นด้วยกับคำพิพากษาแล้วจะไม่ยื่นอุทธรณ์ หรือถ้าไม่เห็นด้วยก็จะยื่นอุทธรณ์ต่อไป ภายในเวลา 1 เดือน นับแต่วันที่ศาลอ่านคำพิพากษา และสามารถขยายเวลาอุทธรณ์ได้ก่อนครบ 1 เดือน ส่วนขณะนี้จะอุทธรณ์หรือไม่ ยังเร็วไป เนื่องจากคำพิพากษาเพิ่งอ่าน และมีมาตรฐานเช่นเดียวกันกับคดี กปปส.ที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวในเรื่องนี้ว่า เป็นเรื่องของศาล ไม่ใช่เรื่องของการเป็นมาตรฐาน แต่เป็นเรื่องที่ว่ากันตามวัตถุพยาน พยานบุคคล ที่สอดคล้องกัน ถ้าหากพยานหลักฐานไม่สมบูรณ์ การยกฟ้องก็เป็นเรื่องธรรมดา ทีอย่างนี้พอรอดไม่เห็นบอกว่าศาลยุติธรรมเลย และพอมีความผิดก็บอกว่าศาลไม่ยุติธรรม เป็นอย่างนี้ทุกที.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43478</URL_LINK>
                <HASHTAG>24 แกนนำ นปช., คดีก่อการร้าย, ศาลชั้นต้นยกฟ้อง, หนังสือพิมพ์, องค์ประกอบไม่เข้า, อัยการยังกั๊กอุทธรณ์, เผาบ้านเผาเมือง, ไม่ชัดเป็นกองกำลังฝ่ายใด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190814/image_big_5d541eb13bb6c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34556</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>14ส.ค.ชี้ชะตาคดีเผาเมือง ‘ตู่’หวังเห็นความยุติธรรม!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ศาลนัดชี้ชะตา 24 แกนนำ นปช.คดีก่อการร้าย 14 ส.ค. &amp;quot;ตู่-เต้น&amp;quot; เบิกความ ยันชุมนุมสงบไร้ความรุนแรง ปัดสั่งเผาเมือง อ้างคลิปตัดต่อ จตุพรเชื่อความยุติธรรมจะเกิดในรัชกาลที่ 10 ศาลสั่งรวมคดี &amp;quot;สุริยะใส-สุริยันต์&amp;quot; เข้าสำนวนหลักคดีกบฏ กปปส.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ห้องพิจารณา 909 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เมื่อวันที่ 26 เมษายน ศาลนัดสืบพยานจำเลยนัดสุดท้าย คดีแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก่อการร้าย หมายเลขดำ อ.2542/2553 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อายุ 71 ปี อดีตประธาน นปช., นายจตุพร พรหมพันธุ์ อายุ 54 ปี ประธาน นปช., นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อายุ 44 ปี เลขาธิการ นปช., นพ.เหวง โตจิราการ อายุ 68 ปี, นายก่อแก้ว พิกุลทอง อายุ 54 ปี, นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก อายุ 61 ปี, นายอริสมันต์ หรือกี้ พงศ์เรืองรอง อายุ 55 ปี แกนนำ และแนวร่วม นปช. รวม 24 คน เป็นจำเลยที่ 1-24&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1, 135/2 ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา ให้ล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดินเพื่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามมาตรา 116, 215, 216 และร่วมกันชุมนุมฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 รวม 6 ข้อหา กรณีพวกจำเลยได้ยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช.ต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.-20 พ.ค.2553 เพื่อกดดัน ต่อต้านรัฐบาล และบังคับขู่เข็ญ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ประกาศยุบสภา ซึ่งจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยแกนนำและแนวร่วม นปช.ส่วนใหญ่ที่ได้รับการประกันตัวเดินทางมาศาลตามนัด นอกจากนี้ยังมีนางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธานที่ปรึกษา นปช. ได้เดินทางมาให้กำลังใจด้วย โดยกล่าวกับผู้สื่อข่าวสั้นๆ ว่า &amp;ldquo;มาสังเกตการณ์และประเมินสถานการณ์&amp;rdquo; ขณะที่เมื่อถึงเวลานัดพิจารณา นายจตุพรและนายณัฐวุฒิขึ้นเบิกความเป็นพยาน 2 ปากสุดท้ายต่อศาล ซึ่งทั้งสองได้ยื่นให้การเป็นลายลักษณ์อักษรต่อศาล พร้อมเบิกความตอบคำถามทนายความจำเลย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประกอบด้วย &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจตุพร จำเลยที่ 2 เบิกความสรุปได้ว่า นปช.เป็นการรวมกันของผู้มีอุดมการณ์การเมืองเดียวกัน ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พรรคที่มีเสียง ส.ส.ข้างมากมีสิทธิในการจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่การรวมตัวของ นปช. แสดงจุดยืนมาตลอดว่ายึดสันติวิธี ปราศจากอาวุธ ขณะที่เหตุการณ์ช่วงหลังการชุมนุม เชื่อว่าเกิดขึ้นจากการสร้างสถานการณ์ ไม่ใช่การกระทำเพื่อก่อการร้ายและไม่มีแนวคิดอุดมการณ์การเมืองอื่นใดแอบแฝงด้วย รวมทั้งไม่ได้กระทำการลักษณะบังคับขู่เข็ญรัฐบาล ไม่ได้กระทำลักษณะปกปิด ไม่มีความรุนแรง ผลจากสถานการณ์การสลายการชุมนุมช่วงปี 2552-2553 มีการยื่นไต่สวนชันสูตรศพทั้งในศาลอาญาและศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลมีคำวินิจฉัยว่ากระสุนที่ทำให้เสียชีวิตมาจากฝั่งเจ้าหน้าที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนพฤติการณ์ที่จำเลยถูกฟ้องว่าสั่งให้ประชาชนบุกไปยังศาลากลางจังหวัดต่างๆ วันที่ 3 เม.ย.2553 นั้น จำเลยไม่ได้ปราศรัยชักชวนให้ผู้ชุมนุมกระทำการใด ส่วนพยานโจทก์ปากเดียว คือเจ้าหน้าที่ป้องกันภัยของศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ได้ระบุว่าจำเลยสั่งให้เผาอาคารนั้น จำเลยไม่เคยปราศรัยดังกล่าว และพยานนั้นก็ไม่มีหลักฐานใดแสดงต่อศาล ขณะที่คดีกล่าวหากลุ่มผู้ชุมนุมวางเพลิงเผาห้าง ศาลก็ได้พิพากษายกฟ้องไป
ปัดสั่งเผาอ้างคลิปตัดต่อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายณัฐวุฒิ จำเลยที่ 3 เบิกความสรุปได้ว่า นปช.มีอุดมการณ์ทางการเมืองประชาธิปไตย ไม่นิยมใช้ความรุนแรง ส่วนที่มีกล่าวหาว่ามีคลิปจำเลยขึ้นปราศรัย ระบุให้ประชาชนเผาเลยจำเลยจะรับผิดชอบเองนั้น คลิปดังกล่าวเป็นการตัดต่อถ้อยคำช่วงเหตุการณ์คนละช่วงเวลากัน ซึ่งพยานโจทก์ปากนายถวิล เปลี่ยนศรี ก็ยอมรับว่าถ้อยคำนั้นไม่ใช่เหตุการณ์ช่วงการประกาศชุมนุม นปช.ที่สะพานผ่านฟ้าฯ แต่เป็นช่วงการปราศรัยสัญจรของ นปช. ที่สนามกอล์ฟ เขาสอยดาว ใน จ.จันทบุรี ช่วงวันที่ 23 ม.ค.2553 ก่อนจะมีการชุมนุม นปช.ที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ และที่ห้างเซ็นทรัลเวิลด์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยก่อนการร่วม นปช. จำเลยเคยจัดรายการทีวีสภาโจ๊กล้อเลียนการเมือง ก็มีคนติดตามจำเลย ซึ่งจำเลยมักจะกล่าวล้อเล่นการเมือง เรื่องนี้จำเลยได้แจ้งความไว้กับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) เพื่อรวบรวมหลักฐานหาต้นตอคนตัดต่อคลิป โดยขณะนี้ยังดำเนินการอยู่ เชื่อว่าคลิปที่มีการตัดต่อเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของจำเลย และ นปช.ว่าเป็นพวกเผาบ้านเผาเมือง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังแกนนำ นปช.ทั้งสองเบิกความเสร็จสิ้นแล้ว ทนายความจำเลยได้แถลงว่า ยังติดใจที่จะสืบพยานในส่วนของนักวิชาการอีกจำนวนหนึ่ง อาทิ นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์, นายนิธิ เอียวศรีวงศ์, นายสุรชาติ บำรุงสุข, น.ส.จารุพันธ์ กุลดิลก เพื่อนำสืบประเด็นสถานการณ์สังคมไทยช่วงดังกล่าว และกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐ คือ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ในฐานะโฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ขณะเกิดเหตุ, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ, นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ และอดีต ผอ.ศอฉ., กลุ่มเจรจาฝ่ายรัฐบาลกับ นปช. คือนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ อดีตเลขาธิการนายกฯ, พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช อดีต ส.ว., ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร อดีตผู้ว่าฯ กทม. ที่จะนำสืบประเด็นว่าสถานการณ์ช่วงนั้นเป็นการชุมนุมทางการเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ รวมทั้งคดีอื่นๆ ที่นำมาผูกรวมพิจารณาเฉพาะคดีที่มีความเกี่ยวข้องทางการเมือง ซึ่งโจทก์ยื่นฟ้องเพียงข้อหาเดียว คือข้อหาร่วมกันเป็นผู้ก่อการร้ายเท่านั้น ส่วนข้อเท็จจริงและข้อกล่าวหาอื่นๆ นั้นเป็นเพียงองค์ประกอบของความผิดฐานเป็นผู้ก่อการร้าย โจทก์ไม่ได้ขอให้ลงโทษในแต่ละข้อหาที่เป็นองค์ประกอบของความผิดมาด้วยแต่อย่างใด มีเฉพาะนายยศวริศ จำเลยที่ 7 ที่ถูกฟ้องข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์อีกข้อหาหนึ่งเป็นคดีต่างหาก ซึ่งข้อเท็จจริงที่มีการสืบกันมานั้น ศาลเห็นว่าเพียงพอที่จะวินิจฉัยคดีแล้ว อีกทั้งศาลได้ให้เวลาในการพิจารณาคดีมานานพอสมควร และได้ให้วันนัดสืบพยานจำเลยมาหลายนัดแล้ว แม้จะมีการสืบพยานต่อไป ก็ไม่ได้ทำให้ข้อเท็จจริงที่มีการสืบพยานมาแล้วเปลี่ยนแปลง จึงไม่อนุญาตให้กำหนดวันสืบพยานเพิ่มอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลจึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลยที่เหลือทั้งหมด แต่ศาลจะให้โอกาสแก่ฝ่ายจำเลยที่จะได้ทำคำแถลงปิดคดีเข้ามาภายใน 45 วันนับแต่วันนี้ หากไม่ยื่นถือว่าไม่ติดใจ และตามที่ทนายฝ่ายจำเลยคัดค้านคำสั่งศาลที่งดสืบพยานฝ่ายจำเลยที่เหลือดังกล่าวนั้น หากมีข้อเท็จจริงสิ่งใดเพิ่มเติม ให้จำเลยส่งประกอบคำแถลงปิดคดีเข้ามาได้ กำหนดวันฟังคำพิพากษาคดีนี้ ในวันที่ 14 ส.ค.นี้ เวลา 09.00 น. โดยให้คู่ความยื่นคำแถลงปิดคดีส่งศาลภายใน 45 วันนับจากวันนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังเสร็จสิ้นการพิจารณาแล้ว นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ นปช. เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาทีมทนายความจำเลยได้ซักค้านพยานโจทก์อย่างเต็มที่ และให้ความร่วมมือในการพิจารณาคดีโดยตลอด ในคดีอาญานั้นศาลรับฟังพยานโจทก์เป็นสำคัญ ทนายจำเลยก็ไม่ละเลย ได้เสนอหลักฐานหักล้างโจทก์โดยตลอด โดยส่วนตัวเห็นว่าพยานโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้หนักแน่น เชื่อมั่นว่า นปช.ชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลขณะนั้นยุบสภา เป็นไปภายในกรอบรัฐธรรมนูญ ส่วนการยื่นแถลงปิดคดีนั้น ได้หารือกันแล้วคงจะไม่ยื่นคำแถลงปิดคดีอีก
ความยุติธรรมเกิดใน ร.10
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงเช้า ก่อนขึ้นเบิกความต่อศาล นายจตุพร ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ผ่านมาทุกคนมีเจตนาที่จะต่อสู้และยึดแนวทางประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้น ไม่ยึดระบบอื่น ในขณะนั้นก็ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญในการเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา ดังนั้นเรื่องราวอื่นๆ ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาได้ชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรกันหมดทุกคน และมีการซักถามตอบกลับเป็นจำนวนหลายครั้ง ตนมั่นใจในคดีนี้ เชื่อว่าสุดท้ายแล้วกระบวนการยุติธรรมจะสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในแผ่นดินรัชกาลที่ 10 นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจตุพรยังกล่าวถึงบทบาทและท่าทีของ นปช. ว่า นปช.เปรียบเหมือนพวกทหารผ่านศึก ที่ยังต้องรักษาแผลบาดเจ็บจากการกระทำในการต่อสู้มาอย่างยาวนาน ที่มีการบาดเจ็บล้มตายกันเป็นจำนวนมาก ดังนั้นภารกิจยึดแนวทางประชาธิปไตยก็ทำตามกรอบที่สามารถจะทำได้ เพราะมีภูมิต้านทานต่ำ และมีพื้นที่จำกัด อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ก็คือทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ทุกเรื่องได้แสดงความคิดเห็นไว้อย่างครบถ้วนอยู่แล้ว จึงไม่ใช่ว่าไม่ทำอะไร ในฐานะที่ตนมีบาดแผลที่ยับเยิน จึงเป็นเหตุที่ว่าบางเวลาทำได้ บางเวลาทำไม่ได้ภายใต้เงื่อนไขที่จำกัด และมีอีกหลายคดีที่จะต้องสะสาง ซึ่งคงจะขึ้นศาลไปจนถึงวันตาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเสร็จสิ้นการสืบพยาน แกนนำและแนวร่วม นปช. ซึ่งเป็นจำเลยในคดีได้ร่วมกันรับประทานอาหารกลางวันที่โรงอาหารของศาล โดยนายจตุพรได้นั่งโต๊ะร่วมรับประทานอาหารกับนายวีระกานต์และกลุ่มแกนนำ นปช.ตามปกติ เมื่อรับประทานอาหารเสร็จได้ร่วมกันถ่ายภาพหมู่หน้าศาล ก่อนแยกย้ายกันเดินทางกลับ ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามนายวีระกานต์ถึงกระแสข่าวความขัดแย้งกับนายจตุพร โดยนายวีระกานต์ได้ปฏิเสธสั้นๆ ว่า &amp;quot;เป็นการยุแยงตะแคงรั่ว&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.เหวง ปฏิเสธกระแสข่าวความขัดแย้งเช่นกัน ยืนยันว่า นปช.ยังดำรงอยู่ เพียงแต่คงต้องจัดประชุมปรึกษาหารือกันว่าบทบาทของ นปช.จะดำเนินการอย่างไรกันต่อไป เรายังตั้งอยู่บนหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและสันติวิธี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ศาลนัดพร้อมคดีหมายเลขดำ อ.247/2561, และตรวจหลักฐานคดีหมายเลขดำ อ.491/2562, อ.719/2562 ที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. กับพวกจำเลยรวม 31 คน ในความผิดฐานร่วมกันกบฏ, สนับสนุนกบฏ, ร่วมกันก่อการร้าย (ฟ้องเฉพาะนายสุเทพ กับนายชุมพล จุลใส อายุ 48 ปี ), ขัดขวางการเลือกตั้งฯ เมื่อปี 2557 กรณีกลุ่ม กปปส. ชุมนุมขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ และได้รับการประกันตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยศาลเบิกตัวนายสุริยะใส กตะศิลา จำเลยซึ่งเป็นอดีตผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จากเรือนจำมาศาล เป็นจำเลยในสำนวน อ.491/2562 และมีนายสุริยันต์ ทองหนูเอียด จำเลยในสำนวน อ.719/2562 ซึ่งได้ประกันตัวสู้คดีเดินทางมาศาล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถึงเวลานัด ปรากฏว่านายชุมสาย ศรียาภัย และนายมานพ เกตุมณี อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อปี 2557 ได้ยื่นคำร้องต่อศาล ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ อ้างว่าเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย โดยอัยการโจทก์ได้แถลงว่า ขอเวลาไปตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายก่อนว่าผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายหรือไม่ นอกจากนี้ อัยการโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอนำคดี อ.494/2562 และ อ.719/2562 ทั้งสองสำนวนรวมพิจารณาเข้ากับคดี อ.247/2561 นี้ เนื่องจากจำเลยร่วมกันกระทำความผิดคราวเดียวกัน ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่จะนำสืบชุดเดียวกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ใช้สืบชุดเดียวกัน คู่ความกระทำความผิดคราวเดียวกัน หากรวมพิจารณาเข้าด้วยกันแล้วจะเป็นการสะดวกรวดเร็วแก่คู่ความทุกฝ่าย จึงอนุญาตให้นำคดีทั้งสองสำนวนมารวมพิจารณาเข้ากับคดีนี้ เพื่อความสะดวกในการพิจารณาพิพากษา ให้เรียกนายสุริยะใส จำเลยคดี อ.491/2562 และนายสุริยันต์ จำเลยคดี อ.719/2562 ว่า จำเลยที่ 30 และ 31 ทั้งนี้ ศาลจะพิจารณาสั่งเรื่องโจทก์ร่วมในนัดหน้า ให้นัดสืบพยานโจทก์-จำเลย ตามที่กำหนดไว้แล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดี อ.247/2561 ที่นายสุเทพกับพวกเป็นจำเลยนั้น ศาลนัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรกวันที่ 14 พ.ค.นี้ เวลา 09.00 น.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34556</URL_LINK>
                <HASHTAG>14 ส.ค., 24 แกนนำ นปช., ชุมนุมสงบไร้ความรุนแรง, หนังสือพิมพ์, หมายเลขดำ อ.2542/2553</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190426/image_big_5cc31232a4335.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
