<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117839</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2021 21:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพลตอกย้ำซ้ำ! ปชช.เบื่อม็อบ ‘3นิ้ว’ทะลุสน.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โพลสำรวจความหวังและการบั่นทอนใจในสถานการณ์โควิด &amp;nbsp;ประชาชนส่วนใหญ่ชี้ม็อบขัดขวางการทำมาหากินของผู้อื่นที่บริสุทธิ์ ก่อความเดือดร้อนรำคาญต่อผู้สัญจรและผู้พักอาศัยในพื้นที่ ใช้เด็กและเยาวชนเป็นเครื่องมือ &amp;nbsp;ต้องการให้ตำรวจเอาจริง ขณะที่ม็อบ 3 นิ้วเหิมจะบุกทำเนียบฯ เจอปิดประตูตีแมวถูกรวบตัวระนาว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 25 กันยายน ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนามเรื่อง ความหวังและการบั่นทอนใจในสถานการณ์โควิด-19 กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,104 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 21-24 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 69.3 เริ่มมีความหวังต่อการเปิดประเทศและฟื้นตัวเศรษฐกิจหลังสถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลาย ในขณะที่ร้อยละ 30.7 ไม่มีความหวัง นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 68.4 รับรู้ เข้าใจและพอใจผลงานรัฐบาลแก้ปัญหาวิกฤตให้เริ่มดีขึ้น ในขณะที่ร้อยละ 31.6 ยังไม่พอใจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าพิจารณาคือ เมื่อถามถึงการแก้ปัญหาในสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 74.7 ระบุการเปิดประเทศในพื้นที่นำร่องควรขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ, ร้อยละ 74.4 ระบุมาตรการต่างๆ ของรัฐ และความร่วมมือจากภาคประชาชน เริ่มสามารถทำให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ, ร้อยละ 74.3 ระบุการจัดหาวัคซีน เพียงพอ และกระจายวัคซีนได้เร็วขึ้น, ร้อยละ 74.2 ระบุการเข้าถึงการตรวจหาเชื้อโควิดได้ง่ายและเร็วขึ้น, ร้อยละ 73.9 ระบุจำนวนผู้ติดเชื้อลดลง จำนวนผู้รักษาหายได้มากขึ้น, ร้อยละ 73.8 ระบุ เยาวชนเริ่มเข้ารับวัคซีนและกลับเข้าสู่การเปิดเรียน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ที่น่าเป็นห่วงคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 94.9 ระบุม็อบขัดขวางการทำมาหากินของผู้อื่นที่บริสุทธิ์ ก่อความเดือดร้อนรำคาญต่อผู้สัญจรและผู้พักอาศัยในพื้นที่, ร้อยละ 94.4 รับรู้ข่าวม็อบรุนแรงรายวันที่ใช้เด็กและเยาวชนเป็นเครื่องมือ, ร้อยละ 94.2 ระบุต้องการให้ตำรวจเอาจริง เด็ดขาดทางกฎหมายกับแกนนำ กลุ่มผู้สนับสนุน ผู้ก่อเหตุและผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหมด, ร้อยละ 93.7 ระบุ ผู้ปกครองและสังคมต้องไม่ปล่อยให้เยาวชนถูกปั่นหลอกใช้ซ้ำซากจนเกิดการเผชิญหน้า ขยายสู่ความขัดแย้งรุนแรงบานปลายในสังคมเหมือนในอดีต, ร้อยละ 93.3 ระบุม็อบที่ใช้ความรุนแรงเป็นการก่ออาชญากรรม เกินเลยการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย, ร้อยละ 93.2 ระบุ มีแกนนำและกลุ่มผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังรู้เห็นเป็นใจใช้ความรุนแรงถ่อยเถื่อน หยาบคายทำลายทรัพย์สินสาธารณะจากเงินภาษีของประชาชน และร้อยละ 92.9 ระบุไม่เห็นประโยชน์ของม็อบ ที่ใช้ความรุนแรง ขาดอุดมการณ์ ล้ำเส้นสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ทำลายภาษีของประชาชน สร้างความเดือดร้อน เบียดเบียนผู้อื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าวว่า ผลโพลนี้ชี้ให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่เริ่มมีความหวังต่อการเปิดประเทศและเศรษฐกิจหลังสถานการณ์โควิดดีขึ้นตามลำดับ โดยรับรู้และพอใจกับผลงานของรัฐบาลในการแก้ปัญหาที่ดีขึ้น จากตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงและรักษาหายมากขึ้น การจัดหาวัคซีนเพียงพอและกระจายวัคซีนได้เร็วขึ้น การเข้าถึงการตรวจเชื้อเร็วและง่ายขึ้น การเปิดประเทศในพื้นที่นำร่องเป็นต้นแบบขยายต่อไปยังพื้นที่อื่นๆ เด็กและเยาวชนเริ่มเข้ารับวัคซีนและกลับเข้าสู่การเปิดเรียน รวมทั้งมาตรการรัฐต่างๆ ที่ประชาชนเริ่มสามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติ
อยากทำบุญ 9 วัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่กังวล หมดความอดทน และไม่เห็นประโยชน์กับม็อบรุนแรงรายวันที่ขาดอุดมการณ์ประชาธิปไตยและล้ำเส้นสิทธิและเสรีภาพผู้อื่น ขัดขวางการทำมาหากินสร้างความเดือดร้อนรำคาญต่อผู้สัญจรไปมาและผู้พักอาศัย มีแกนนำรู้เห็นเป็นใจใช้ความรุนแรงถ่อยเถื่อนหยาบคายเผาทำลายสมบัติสาธารณะ ที่น่าสนใจประชาชนส่วนใหญ่มองว่าเป็น &amp;quot;อาชญากรรม&amp;quot; เกินเลยการชุมนุม ต้องการให้ตำรวจเอาจริงเด็ดขาดทางกฎหมายกับแกนนำ ผู้ก่อเหตุและผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหมด ไม่ปล่อยให้เยาวชนถูกปลุกปั่นหลอกใช้ซ้ำซากจนเกิดการเผชิญหน้าขยายสู่ความขัดแย้งทางสังคมดังเช่นอดีต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรุงเทพโพลล์ โดยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ สำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง &amp;ldquo;คนไทยกับการท่องเที่ยวหลังสถานการณ์โควิดคลี่คลาย&amp;rdquo; โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,154 คน พบว่า คนไทยส่วนใหญ่ร้อยละ 52.5 เห็นว่าหากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย การท่องเที่ยวในช่วงหน้าหนาวที่จะถึงนี้ จะคึกคักค่อนข้างมากถึงมากที่สุด ขณะที่ร้อยละ 47.5 เห็นว่าจะคึกคักค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า &amp;ldquo;อยากไปท่องเที่ยวในประเทศไทยรูปแบบใด หากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย&amp;rdquo; กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 34.5 อยากไปท่องเที่ยวทำบุญ เช่น ทำบุญ 9 วัด รองลงมาร้อยละ 31.3 อยากไปเกาะ ไปทะเลสวยๆ และร้อยละ 31.2 อยากไปดอยภาคเหนือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเรื่องที่กังวลมากที่สุด ถ้าต้องเดินทางไปท่องเที่ยวในช่วงหน้าหนาวนี้ หากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 69.5 กลัวนักท่องเที่ยวการ์ดตก ไม่สวมผ้าปิดปาก กลัวติดโควิด-19 รองลงมาร้อยละ 55.2 กลัวความแออัดของคนในสถานที่เที่ยว และร้อยละ 30.8 กลัวร้านอาหาร ไม่ปฏิบัติตามกฎ ศบค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการปรับตัวจากสถานการณ์โควิด-19 หากไปท่องเที่ยวยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 78.2 จะใส่หน้ากากอนามัย พกเจลแอลกอฮอล์ล้างมือบ่อยๆ รองลงมาร้อยละ 59.2 จะหลีกเลี่ยงสถานที่ที่แออัด คาดว่าคนจะไปเยอะ และร้อยละ 50.4 จะตรวจสอบข้อมูลของจังหวัดท่องเที่ยวเกี่ยวกับการระบาดโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านความเชื่อมั่นว่าภาครัฐจะใช้มาตรการจัดระเบียบแหล่งท่องเที่ยวอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 สร้างความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวพบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 67.2 เชื่อมั่นค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด ขณะที่ร้อยละ 32.8 เชื่อมั่นค่อนข้างมากถึงมากที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สุดท้ายเมื่อถามว่า &amp;ldquo;สนใจเข้าร่วมลงทะเบียนโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวเริ่มวันที่ 24 กันยายนนี้หรือไม่&amp;rdquo; พบว่า โครงการเราเที่ยวด้วยกันมีประชาชนสนใจเข้าร่วมโครงการร้อยละ 34.8 ขณะที่ส่วนใหญ่ร้อยละ 57.8 ไม่สนใจส่วนที่เหลือร้อยละ 7.4 ไม่แน่ใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนโครงการทัวร์เที่ยวไทย มีประชาชนสนใจเข้าร่วมโครงการร้อยละ 33.4 ขณะที่ส่วนใหญ่ร้อยละ 60.0 ไม่สนใจ ส่วนที่เหลือร้อยละ 6.6 ไม่แน่ใจ
&amp;quot;ดร.แรมโบ้&amp;quot; ฟาดเพื่อไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงพรรคเพื่อไทยเตรียมฟ้องกลับนายสนธิญา สวัสดี ที่ได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ยุบพรรคเพื่อไทย โดยอ้างแค่คำพูดของนายไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ โพสต์เฟซบุ๊ก &amp;nbsp;โดยตนเองตั้งข้อสังเกตว่า หากไม่มีมูล นายไชยอมรก็คงไม่กล้าที่จะนำเรื่องนี้ออกมาโพสต์ให้สาธารณชนได้รับทราบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งการชุมนุมของกลุ่มผู้ชุมนุมที่ผ่านมา ตนก็เห็นบรรดาสมาชิกในพรรคเพื่อไทยออกมาแถลงข่าวปกป้องกันอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ประชาชนมองว่าพรรคเพื่อไทยให้การสนับสนุนม็อบ 3 นิ้วด้วยหรือไม่ ตนมองว่าเรื่องนี้ไม่มีมูลฝอยหมาไม่ขี้ และตอนที่ม็อบ 3 นิ้วออกมาชุมนุมก็เห็นคนในพรรคเพื่อไทยออกมาสนับสนุน ปกป้อง กันทุกคน แต่อาจเป็นเพราะพรรคเพื่อไทยได้ประโยชน์จากการชุมนุมของม็อบที่ออกมาเรียกร้องให้นายกฯ ลาออกแทนพรรคเพื่อไทย แต่พอมีแกนนำม็อบออกมาโพสต์เฟซบุ๊กในลักษณะที่มีพรรคเพื่อไทยเชื่อมโยงด้วย แต่กลับออกมาโวยวายเพราะกลัวถูกยุบพรรค ซึ่งหากไม่ใช่ข้อเท็จจริงก็ควรออกมาชี้แจง และไม่ต้องกลัวการตรวจสอบ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ไม่ใช่นายแอมมี่คนเดียวที่ออกมาโพสต์ถึงพรรคเพื่อไทยมีส่วนสนับสนุนม็อบ แม้แต่นายปกรณ์ พรชีวางกูร หรือบุ๊ง นักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เปิดบัญชีรับบริจาคในนามกลุ่มราษฎรยังออกมาระบุว่า เด็กพรรคเพื่อไทยมีส่วนเกี่ยวข้องสนับสนุนม็อบสามนิ้ว แล้วทำไมพรรคเพื่อไทยไม่ส่งคนไปแจ้งความดำเนินคดีกับแกนนำทั้งสองคนนี้บ้าง พฤติกรรมอย่างนี้จะเรียกว่าอย่างไร อย่าคิดว่าคนอื่นโง่รู้ไม่ทันพรรคเพื่อไทยที่ออกแถลงการณ์ เป็นวิธีการที่ออกมาแก้ผ้าเอาหน้ารอดมากกว่า พวกโจรห้าร้อยส่วนใหญ่ที่รู้ตัวว่าทำผิด มักจะกินปูนร้อนท้องเสมอ ถ้าไม่สนับสนุนทุนให้ม็อบจริงจะไปตื่นเต้นกังวลทำไม ทำตัวเป็นกระต่ายตื่นตูมไปได้ และควรที่จะไปดำเนินคดีกับแกนนำม็อบสามกีบทั้งสองคนด้วยซ้ำ คือนายแอมมี่และนายบุ๊งมากกว่าที่จะไปดำเนินคดีกับนายสนธิญา สวัสดี เพียงคนเดียว ผมก็ย้ำอีกครั้งว่าไม่มีมูลฝอย หมาไม่ขี้อย่างแน่นอน&amp;quot; นายเสกสกลกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ห่วงใยและวิตกกังวลหลังรับทราบรายงานจากการปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมายไซต์ก่อสร้างบริเวณสามเหลี่ยมดินแดงพบว่า เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยจำนวน 14 คน เป็นเยาวชน 12 คน ผู้ใหญ่ 2 คน โดยเยาวชน 2 คนให้การยอมรับเป็นผู้ทำการเผาป้อมตำรวจได้รับความเสียหาย ช่วงวันที่ 22-23 ก.ย.2564 รวมทั้งหมด 8 ป้อม ซึ่งมีข้อน่าสังเกตว่า ช่วงหลังๆ นี้การก่อเหตุรุนแรงมักเป็นเยาวชน และยังเป็นเยาวชนกลุ่มเปราะบางที่ถูกใช้ให้ก่อเหตุด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกรกล่าวว่า ขอประณามผู้ที่อยู่เบื้องหลัง มีเจตนาร้ายใช้เยาวชนโดยเฉพาะเยาวชนกลุ่มเปราะบางเป็นผู้ก่อเหตุรุนแรง และทำลายทรัพย์สินทางราชการ จึงอยากฝากเตือนถึงเยาวชน อย่าตกเป็นเหยื่อคำยุยงของผู้ไม่หวังดีให้กระทำผิดกฎหมาย ท้ายที่สุดเยาวชนผู้ก่อเหตุเองจะถูกจับกุมและถูกดำเนินคดี​ มีประวัติเกี่ยวกับการทำผิดกฎหมาย ซึ่งจะทำให้เสียโอกาส รวมไปถึงอาจกระทบต่ออาชีพการงานในอนาคตด้วย ทั้งนี้ ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกตามระบอบประชาธิปไตย แต่ต้องไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น การชุมนุมต่างๆ ก็ต้องไม่มีการกระทำที่ผิดกฎหมาย ที่ผ่านมาไม่ได้มีการชุมนุมอย่างสงบตามที่แกนนำบางคนกล่าวอ้าง ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ทราบดีเพราะมีหลักฐานการใช้ความรุนแรงกับเจ้าหน้าที่อย่างชัดเจน
ทะลุฟ้าเข้าโรงพัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แถลงว่า เมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้นำหมายค้นศาลเข้าตรวจค้นแคมป์ที่พักคนงานร้างใกล้สามเหลี่ยมดินแดง จากการตรวจสอบพบบุคคล 14 คน พร้อมสิ่งของต่างๆทั้งเศษระเบิดปิงปอง ลูกแก้ว ถังน้ำมัน &amp;nbsp;เศษแก้ว โล่พลาสติก และหมวกกันน็อก เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหา 1 คน พร้อมของกลางเป็นวัตถุระเบิดแสวงเครื่องและหนังสติ๊กจำนวนหนึ่ง อีกทั้งได้ทำการขยายผลจับกุมเยาวชนอีก 2 คนที่ก่อเหตุเผาและทุบทำลายป้อมตำรวจ เมื่อวันที่ 22 และ 23 กันยายนที่ผ่านมา โดยในวันนี้เจ้าหน้าที่จะนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งศาลเยาวชนและครอบครัวกลางเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม คดีกลุ่มที่ทุบและเผาป้อมตำรวจ เจ้าหน้าที่ได้มีการสืบสวน ขยายผลจับกุมผู้ก่อเหตุทุบทำลายได้แล้วกว่า 10 คน โดยเจ้าหน้าที่ก็จะมีการดำเนินการอยู่ตลอด คาดว่าในสัปดาห์หน้าจะมีหมายจับออกมาอีกหลายราย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการนัดหมายชุมนุมของกลุ่มทะลุฟ้า นัดหมายเริ่มต้นที่แยกยมราช เพื่อเคลื่อนไปยังทำเนียบรัฐบาล นัดหมายเวลา 16.00 น. และกลุ่มทะลุแก๊สที่สามเหลี่ยมดินแดง ขอเตือนว่าการชุมนุมหรือรวมกลุ่มทำกิจกรรมที่มีลักษณะเสี่ยงต่อการแพร่โรค เป็นความผิดหลายข้อหา ทั้งนี้ กองบัญชาการตำรวจนครบาลได้จัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยตามสถานการณ์ทางการข่าวไว้แล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยการชุมนุมของกลุ่มทะลุฟ้า คาดว่าจะเคลื่อนขบวนผ่านแยกนางเลิ้งไปยังหน้าทำเนียบรัฐบาลนั้น ขอยืนยันว่าจะไม่ยอมให้เข้าไปในทำเนียบรัฐบาลอย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นสถานที่ราชการหากกลุ่มทะลุแก๊สเข้าไปร่วมการชุมนุมด้วยนั้น ทางเจ้าหน้าที่จะมีการเข้าไปเจรจาเพื่อให้กลุ่มผู้ชุมนุมยุติการชุมนุม เพื่อแยกระหว่างกลุ่มที่ใช้ความรุนแรงกับกลุ่มผู้ชุมนุม พร้อมระบุว่า ทั้งสองกลุ่มเคยอยู่ด้วยกัน เพียงแค่แยกออกมาตั้งกลุ่มใหม่ และเปลี่ยนชื่อเท่านั้นเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่เวลา 15.30 น. ได้มีมวลชนเริ่มทยอยกันมาตั้งขบวนกันที่แยกยมราช มีการตั้งจุดปราศรัยย่อย และทำกิจกรรมนำป้ายผ้ามาขึงเขียนข้อความต่างๆ เพื่อรอเวลาที่จะเดินขบวนเรียกร้องไปยังทำเนียบฯ นอกจากนี้ยังมีนายธนัตถ์ ธนากิจอำนวย หรือไฮโซลูกนัท เข้าร่วมชุมนุมในครั้งนี้ด้วย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทีมงานทะลุฟ้ายังได้ขนน้ำดื่มขับมาจอดที่ถนนพิษณุโลก ก่อนเตรียมอุปกรณ์ อาทิ สีแดง บรรจุขวดน้ำน้องตาใส จำนวน 1 เข่ง และป้ายผ้านำขบวน นอกจากนี้ ยังมีสีแดงบรรจุในภาชนะอื่น อาทิ ถุงดำ กล่องพลาสติก อีกเต็มคันรถ และได้มีการยกอุปกรณ์ที่ดัดแปลงจากท่อพีวีซี จำนวน 6 ตัวมาวางที่พื้น จากนั้นนำที่สูบลมล้อจักรยานมาต่อเข้าด้วยกัน และนำขวดรูปทรงจรวดมาเติมน้ำและสูบลมเข้าไป พร้อมประกาศให้สื่อถอยออกห่างโดยอ้างว่าอานุภาพร้ายแรงมาก ก่อนทดลองยิงไปยังทิศทางมุ่งหน้าทำเนียบรัฐบาล
ปิดประตูตีแมว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่บริเวณทำเนียบรัฐบาล ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการนำแผงเหล็กมาวางกั้นตั้งแต่เชิงสะพานชมัยมรุเชฐ ประตู 1 ทำเนียบรัฐบาล ยาวไปจนถึงฝั่งตรงข้าม สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) โดยเจ้าหน้าที่ได้นำรถฉีดน้ำแรงดันสูง หรือจีโน่ 2 คัน รถเติมน้ำ 2 คัน เข้ามาประจำการบริเวณดังกล่าวแล้วตั้งแต่ช่วงบ่ายที่ผ่านมาแล้ว รวมทั้งมีตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) เข้ามาประจำการบริเวณจุดพักคอยภายในสำนักงาน ก.พ.ร.อีกด้วย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเมื่อเวลา 17.00 น. กลุ่มม็อบทะลุฟ้าได้มีการยิงจรวดขวดน้ำสีแดง ซึ่งทำด้วยอุปกรณ์ที่ดัดแปลงจากขวดพลาสติก ซึ่งภายในบรรจุน้ำสีแดง จากนั้นมวลชนม็อบทะลุฟ้าได้เริ่มต้นเคลื่อนขบวนจากแยกยมราช เพื่อมุ่งหน้าไปยังทำเนียบรัฐบาลเพื่อขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ 4 ข้อเรียกร้อง คือ พล.อ.ประยุทธ์ต้องลาออกโดยไม่มีเงื่อนไข, เขียนรัฐธรรมนูญใหม่โดยประชาชนเพื่อประชาชน, ปฏิรูปสถาบัน และปฏิรูปตุลาการเพื่อคืนสิทธิการประกันตัว พร้อมกันนี้ยังระบุถึงการที่ใช้สีแดงเป็นการแสดงออกในวันนี้ว่า สีแดงแทนด้วยเลือดเนื้อของประชาชนที่ต้องล้มตายภายใต้การบริหารที่ล้มเหลวของรัฐบาลชุดนี้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างเคลื่อนขบวนมีการปาสีแดงลงบนถนนเป็นระยะ โปรยกระดาษที่มีข้อความว่า &amp;ldquo;ประชาธิปไตยกำลังหมดลมหายใจ&amp;rdquo; ตะโกนขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ รวมถึงหยุดขบวนในบางจุดเพื่อยิงจรวดขวดน้ำแล้วเคลื่อนต่อไป พร้อมประกาศว่าให้เว้นระยะห่างระหว่างกันเพื่อความปลอดภัย โดยระหว่างทางก็พอประชาชนบางส่วนออกมาร่วมขับไล่ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทั่งหัวขบวนเคลื่อนถึงแยกนางเลิ้ง ซึ่งถนนพิษณุโลก ที่จะตรงไปยังทำเนียบรัฐบาลนั้น มีการปิดกั้นด้วยรั้วเหล็ก ลวดหนามหีบเพลง เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน และรถฉีดน้ำแรงดันสูง ในเวลาต่อมาผู้ชุมนุมยิงจรวดขวดน้ำและปาถุงบรรจุสีแดงไปทางฝั่งเจ้าหน้าที่ จนบนถนนเปรอะเปื้อนไปด้วยสีแดง ส่วนเจ้าหน้าที่ก็ประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงขอให้ยุติและการชุมนุมถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายด้วย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อสถานการณ์ตึงเครียดขึ้น เจ้าหน้าที่ใช้รถจีโน่ฉีดน้ำเพื่อตอบโต้กลุ่มผู้ชุมนุม จากนั้นเริ่มมีเสียงประทัดดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในเวลาต่อมามวลชนมีการปาขวดแก้ว เจ้าหน้าที่จึงใช้รถจีโน่ฉีดน้ำเป็นครั้งที่ 2 พร้อมประกาศให้มวลชนยุติการกระทำ แต่ฝั่งผู้ชุมนุมยังคงเผชิญหน้าปาประทัดและยิงหนังสติ๊กใส่เจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ม็อบทะลุแก๊สพยายามจะเข้ารื้อลวดหนามหีบเพลง แต่เจ้าหน้าที่ฉีดน้ำผสมสารเคมีเพื่อผลักดันผู้ชุมนุม พร้อมกับประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงอย่างต่อเนื่อง และยิงแก๊สน้ำตาในเวลาต่อมา แต่ก็ถูกตอบโต้จากฝั่งม็อบ ที่รุกเข้าใกล้แนวเจ้าหน้าที่อีกครั้งพร้อมยิงพลุและปาประทัดอย่างต่อเนื่องหนักหน่วง
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวลา 18.00 น. เจ้าหน้าที่ คฝ.นำกำลังเป็นชุดเคลื่อนที่เร็วด้วยรถจักรยานยนต์และรถกระบะเข้ามาทางถนนนครสวรรค์ เพื่อควบคุมสถานการณ์ที่แยกนางเลิ้ง ทำให้มวลชนล่าถอย โดยผลักดันไปทางแยกยมราช พร้อมจับกุมผู้ชุมนุมบางส่วน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117839</URL_LINK>
                <HASHTAG>3 นิ้วเหิมจะบุกทำเนียบฯ, 3นิ้ว, ปชช.เบื่อม็อบ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เด็กและเยาวชนเป็นเครื่องมือ, โพลตอกย้ำซ้ำ!</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210403/image_big_6067f1fc6ea54.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
