<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>54886</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/01/2020 13:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/01/2020 13:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.ว.นัดพิจารณางบฯรายจ่ายปี 63 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท อุ๊ต๊ะ!เสนอแนะกลาโหมเน้นงานวิจัยพัฒนาด้านอาวุธแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ม.ค.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 20 ม.ค. เวลา 10.00 น &amp;nbsp;จะมีการประชุมวุฒิสภา เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 วงเงิน&amp;nbsp;3.2 ล้านล้านบาท ของวุฒิสภา เพื่อให้เป็นไปตามกำหนดของรัฐธรรมนูญ มาตรา 143 ให้ส.ว.ต้องพิจารณาว่าให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบภายใน20วันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องจากสภาฯ คือวันที่ 13 ม.ค. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าในการประชุมดังกล่าว จะมีการนำเสนอของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.บ.งบฯ 2563 ของวุฒิสภา ที่มีนายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ ส.ว. เป็นประธานกมธ. &amp;nbsp;ซึ่งรายงานของกมธ.ฯ ชุดดังกล่าวได้จัดทำข้อสังเกตต่อร่างพ.ร.บ.งบฯ 63 ในหลายประเด็น อละสาระสำคัญ อาทิ การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายให้องค์กรปกครองส่งท้องถิ่น (อปท.) ปี 2563 จำนวน 307,950 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ.2562 มากถึง 31,819.9 ล้านบาท รัฐบาลควรพิจารณาปรับเปลี่ยนบทบาทขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เน้นงานเชิงสนับสนุน ส่งเสริม และเป็นฝ่ายติดตามผลการดำเนินงานหรือจัดบริการสาธารณะของ อปท.​ระดับล่าง เช่น เทศบาล อบต. และเมืองพัฒนา รวมถึงททบทวนรูปแบบการจัดสรรเงินอุดหนุนรูปแบบรายหัว หรืองบส่งเสริม ที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์​ปัญหาของท้องถิ่นแต่ละจังหวัด นอกจากนั้นรัฐควรนำระบบประเมินการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนหรือ ดัชนีการพัฒนามนุษย์ เป็นเครื่องมือจัดสรรงบประมาณ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนแต่ละพื้นที่ที่สอดรับกับสถานการณ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่การปรับโครงสร้างทางรายได้ของรัฐบาล ได้เสนอ 3 แนวทาง คือ ยกเลิกการลดหย่อนภาษีที่ไม่มีความจำเป็น, สร้างแนวทางเพิ่มสัดส่วนรายได้ของท้องถิ่นในระยะยาวต่อรายได้รัฐบาล เพื่อให้ท้องถิ่นเข้มแข็งและปรับโครงสร้างภาษีอากรให้ครอบคลุมฐานภาษีที่ครบถ้วน ทั้ง รายได้ ฐานการบริโภค ฐานทรัพย์สิน ที่สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อเสนอแนะต่อแนวทางการบริหารจัดการงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพ อาทิ เร่งรัดรายจ่ายด้านการลงทุน เช่น ส่งเสริมเร่งรัดโครงการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน, พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับอนาคต นอกจากกนั้นรัฐบาลต้องมีมาตรการควบคุมสัดส่วนรายจ่ายไม่ให้เพิ่มขึ้น อาทิ คุมอัตรากำลังของข้าราชการ, ปรับลด หรือจำกัดการขยายตัวของบุคลากรภาครัฐอย่างเคร่งครัด และทบทวนโครงการจัดอบรมที่ซ้ำซ้อน, เร่งรัดกระบวนการตั้ง ควบรวม หรือยุบเลิกเงินทุนหมุนเวียนที่มีภารกิจซ้ำซ้อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า กมธ.ฯ ยังมีข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานของรัฐ ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจ อาทิ กระทรวงกลาโหม ให้เน้นการประชาสัมพันธ์การทำงานของหน่วยงาน, เน้นงานวิจัย และพัฒนาด้านอาวุธ แทนการนำเข้าจากต่างประเทศ, กระทรวงการต่าางประเทศ หากพบกรณีที่ที่ใช้ต่างประเทศเป็นฐานโจมตีประเทศไทย ผ่านสื่อต่างๆ ควรมีมาตรการป้องกันเชิงลึกในการประสานงานกับประเทศที่ถูกใช้เป็นฐานการโจมตี ให้รับทราบข้อเท็จจริง รวมถึงติดตามประเด็นที่โจมตีเพื่อชี้แจงอย่างทันท่วงที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงเกษตรและสหกรณ์​ ประเด็นการห้ามใช้สารเคมีอันตราย 3 สาร คือ พาราควอต, คอร์ไพรีฟอส และ ไกลโฟเซต ต้องใช้งบประมาณสูง กรมวิชาการการเกษตรควรมีข้อแนะนำการใช้และให้ใช้สารเคมีดังกล่าวจนหมดก่อนประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรม เพราะสารเคมีดังกล่าวหากใช้ถูกต้องจะไม่เป็นอันตราย หรือกรณีไม่ต้องการให้ใช้สารเคมีดังกล่าวภายในประเทศ ควรเปิดโอกาสให้ส่งออกไปยังประเทศที่ไม่มีข้อห้ามการใช้ จนหมด ก่อนออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อประหยัดงบประมาณ หากออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมโดยไม่แจ้งทราบล่วงหน้าอย่างเหมาะสม จะทำให้เกษตรกรได้รับความเสียหาย ฐานเป็นผู้ถือครองวัตถุที่ผิดกฎหมาย ขณะที่งบประมาณของกรมส่งเสริมการเกษตรซึ่งถูกปรับลด ต้องใช้งบเพื่อการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ชาติเพื่อสร้างนวัตกรรมและพัฒนาให้เป็นเกษตรอัจฉริยะ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หน่วยงานของศาล เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ควรอธิบายคำวินิจฉัยคดีสำคัญให้ประชาขนทราบ เพื่อป้องกันการให้ข่าวที่บิดเบือน หรือ ให้ข้อเท็จจริงไม่ครบถ้วน จนสร้างความเข้าใจผิดและสร้างความสับสนใจสังคม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54886</URL_LINK>
                <HASHTAG>3.2 ล้านล้านบาท, งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563, วุฒิสภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200118/image_big_5e22a8859721c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53932</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/01/2020 16:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/01/2020 16:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไร้กังวลเสียงปริ่มน้ำ&#039;ประธานวิปรัฐบาล&#039;มั่นใจงบรายจ่าย 3.2 ล้านล้านผ่านฉลุย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ม.ค. 63 - ที่รัฐสภา นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) กล่าวถึงการวางกรอบการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ.2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท วาระสองและวาระสาม ระหว่างวันที่ 8-9 ม.ค. ว่า หารือกับนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ว่า จะให้เวลาอภิปรายเต็มที่ โดยทราบว่ามีผู้ที่จะอภิปรายรวม &amp;nbsp;146 คน แบ่งเป็นส่วนกมธ.ฯ ของฝ่ายค้าน จำนวน 26 คน ทั้งนี้ ตนได้กำชับ ส.ส.​ให้เข้าร่วมประชุมตั้งแต่เวลาเริ่มประชุมไปจนถึงเวลาเลิกประชุมของแต่ละวัน เนื่องจากการอภิปรายวาระสองต้องใช้การลงมติแบบรายมาตรา ก่อนที่จะลงมติในวาระสามอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรัช กล่าวว่า การพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบฯ ปี 2563 วันที่ 8 ม.ค.ได้นัดส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลให้มาพร้อมกันที่รัฐสภา ตั้งแต่เวลา 09.00 น. ไปจนถึงเวลาเลิก ซึ่งวันแรกอาจพิจารณาเกินเวลาเที่ยงคืน จากนั้นจะพักการประชุม และในวันที่ 9 มกราคม จะเริ่มประชุมได้ทันทีโดยไม่ต้องนับองค์ประชุม และเมื่อพิจารณาวาระสองแล้วเสร็จ ก็สามารถลงมติในวาระสามได้ทันที โดยเชื่อว่าระยะเวลา 2 วันจะแล้วเสร็จได้ แต่หากไม่แล้วเสร็จสามารถต่อไปจนถึงวันที่ 10 ม.ค.ได้ ไม่ขัดข้อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประะานวิปรัฐบาล กล่าวด้วยว่าได้ประสานไปยังนายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการนายกฯ เพื่อนำเรียนให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ทราบถึงการเข้าร่วมประชุมสภาฯ วาระพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2563 ทั้งนี้ ไม่ทราบว่าพล.อ.ประยุทธ์ จะมาร่วมการประชุมช่วงเวลาใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าการันตีหรือไม่ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลจะลงมติสนับสนุนร่างพ.ร.บ.งบฯ 63 แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ นายวิรัช กล่าวว่า ทุกพรรคในฐานะที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลยืนยันว่าจะอยู่ร่วมโหวตตั้งแต่ต้นจนจบ ส่วนที่หลายฝ่ายมองว่าฝ่ายค้านอาจใช้สิทธิ์ขอให้ลงคะแนนใหม่ เชื่อว่าจะสงวนลิขสิทธิ์เฉพาะฝ่ายรัฐบาลเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำหรับเสียงของส.ส.ในสภาฯ มีจำนวน 498 คน ไม่รวมนายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก ส.ส.สมุทรปราการ ที่ศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ และพ.ต.ท.ไวพจน์ อาภารัตน์ ส.ส.กำแพงเพชร &amp;nbsp;สำหรับส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐ จำนวน 117 คน ซึ่งล่าสุดจะได้เสียงเพิ่มจาก พ.ต.ท.ฐนภัทร กิตติวงศา ส.ส.จันทบุรี ซึ่งสมัครเป็นสมาชิกพรรคตั้งแต่ก่อนปีใหม่ และพรุ่งนี้ 7 ม.ค. ซึ่งผมและนายอนุชา นาคาศัย รองหัวหน้าพรรค จะไปต้อนรับเข้าพรรคอย่างเป็นทางการ รวมทั้งนายสมศักดิ์​ คุณเงิน ส.ส.ขอนแก่น พรรคพลังประชารัฐ​ที่ชนะเลือกตั้งซ่อม จ.ขอนแก่น นอกจากนี้ในวันดังกล่าว พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ จะเข้าร่วมประชุม เพื่อให้ส.ส. เข้าสวัสดีและอวยพรเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2563 ด้วย อย่างไรก็ตาม ล่าสุดยังทราบว่าพรรคพลังท้องถิ่นไทจะได้เพิ่มอีก 1 คนจากนายจารึก ศรีอ่อน ทำให้พรรคพลังท้องถิ่นไทมีส.ส.เพิ่มเป็น5คน ทำให้เสียงโหวตพ.ร.บ.ของฝั่งรัฐบาลเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน&amp;rdquo; นายวิรัช กล่าว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53932</URL_LINK>
                <HASHTAG>3.2 ล้านล้านบาท, งบประมาณรายจ่าย, ประชุมสภา, วิรัช รัตนเศรษฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200106/image_big_5e12f96b963dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
