<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>98150</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยึดทรัพย์‘ปู’สะดุด! ศาลปค.เพิกถอนชดใช้3.5หมื่นล./คลังจ่ออุทธรณ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลปกครองกลางพิพากษาชี้คดี &amp;ldquo;ยิ่งลักษณ์ จีทูเจี๊ยะ&amp;rdquo; ไม่ผิด ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย 3.5 หมื่นล้าน และห้ามอายัดทรัพย์ขายทอดตลาด ชี้นายกฯ แค่คุมนโยบายมหภาค ไม่มีอำนาจลงนามจีทูจี ไม่ได้เพิกเฉยเมื่อเจอทุจริต &amp;ldquo;นรวิชญ์&amp;rdquo; ตะครุบทันควันบอกถือเป็นประเด็นข้อต่อสู้ในอนาคต &amp;ldquo;วิษณุ&amp;rdquo; ชี้ให้คลังเป็นเจ้าภาพอุทธรณ์ใน 30 วัน รับรู้สึกแย้งคำพิพากษาศาลฎีกา กวักมือเรียก &amp;ldquo;ปู&amp;rdquo; กลับไทยหากมั่นใจไม่ผิดจริง &amp;ldquo;หมอวรงค์&amp;rdquo; แนะใช้คลิปสัมภาษณ์สู้คดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันศุกร์ที่ 2 เมษายน ตุลาการศาลปกครองกลางได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาในคดีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ฟ้องคดีที่ 1 และนายอนุสรณ์ อมรฉัตร ผู้ฟ้องคดีที่ 2 กับนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 สำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 กระทรวงการคลัง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 กรมบังคับคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7 อธิบดีกรมบังคับคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 8 เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีแพ่ง กรุงเทพมหานคร 6 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 9 ซึ่งศาลมีคำสั่งให้รวมพิจารณาคดีทั้ง 4 คดี เข้าด้วยกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ฟ้องคดีว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงที่ 4 ได้มีคำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ต.ค.2559 เรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นเงิน 35,717,273,028.23 บาท ให้แก่กระทรวงการคลัง ในฐานะนายกฯ และในฐานะประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว และเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทางราชการตามอำนาจหน้าที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยรวม 4 ประเด็น คือ 1.คำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ต.ค. 2559 เรื่องให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การดำเนินการตามนโยบายจำนำข้าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ในฐานะนายกฯ และประธาน กขช. ต้องดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา รวมทั้งต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อรัฐสภาในนโยบาย ลำพังผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่มีอำนาจยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวได้ โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์มีอำนาจหน้าที่เพียงกำกับดูแลนโยบายโดยทั่วไประดับมหภาคของโครงการ ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ในการทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ไม่อาจที่จะรับรู้รับทราบข้อมูลการปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้กระทำผิดในระดับปฏิบัติ อีกทั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้เป็นผู้ปฏิบัติในฐานะเจ้าหน้าที่ดำเนินการต่างๆ ในการซื้อขายข้าวแบบจีทูจี และไม่ได้เป็นคณะอนุกรรมการตามที่ กขช.แต่งตั้งแต่อย่างใด
&amp;ldquo;ยิ่งลักษณ์&amp;rdquo;ไม่ได้เพิกเฉย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์อีกว่า เมื่อมีการกระทำการทุจริตเกิดขึ้นในโครงการรับจำนำข้าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อมูลปริมาณข้าวคงเหลือของ อคส. และ อ.ต.ก. รวมทั้งมีการใช้มาตรการทางอาญากับผู้ทุจริตหรือผู้กระทำผิดควบคู่กับการใช้มาตรการทางปกครองตัดสิทธิ์ผู้สวมสิทธิ์เกษตรกร จึงถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีที่ 1 มิได้เพิกเฉยละเลย แต่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่วิสัยและพฤติการณ์เพื่อป้องกันยับยั้งมิให้เกิดความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวแล้ว ส่วนกรณีที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มีหนังสือแจ้ง 3 ฉบับ เป็นเพียงข้อเสนอแนะนำให้รัฐบาลพิจารณาสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการต่อไป เช่นเดียวกับกรณีสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีหนังสือแจ้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ก่อนเปิดโครงการ 2 วัน เป็นการเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริต ก็มีลักษณะเป็นเพียงคำแนะนำ และเมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้รับหนังสือแจ้งจาก สตง.และ ป.ป.ช. ก็ได้สั่งการตามอำนาจหน้าที่ โดยมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาป้องกันดูแลการทุจริตตามอำนาจหน้าที่แล้ว
&amp;ldquo;ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะนายกฯ มีหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลเชิงนโยบาย มีข้อราชการที่ต้องบริหารกำกับดูแลมากมาย ไม่จำต้องถึงขนาดที่ต้องติดตามหนังสือสั่งการทุกฉบับและตรวจสอบการปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานทุกหน่วยงานดังกล่าวด้วยตนเองทุกกรณี อีกทั้งหนังสือ สตง.และ ป.ป.ช.มิใช่เป็นคำสั่งทางปกครองที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ต้องปฏิบัติตามแต่อย่างใด จึงไม่อาจรับฟังได้ว่า ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ยังคงละเว้น เพิกเฉย ละเลย ไม่ติดตามหรือสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานผลการตรวจสอบ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลระบุอีกว่า การที่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด เห็นว่ามีบุคคลที่เกี่ยวข้องหลายคนในมูลละเมิดกรณีโครงการรับจำนำข้าว ย่อมเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯ ที่ต้องสอบสวนหาตัวผู้รับผิดและจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่มีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องอีกหลายคนต้องชดใช้ มิใช่พิจารณาเพียงเสนอความเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ผู้เดียวเป็นผู้กระทำโดยจงใจปล่อยให้มีการทุจริต กรณีจึงฟังไม่ได้ว่าผู้ฟ้องคดีที่ 1 กระทำโดยจงใจปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว และเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทางราชการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ข้อเท็จจริงยังปรากฏในคำให้การของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 ลงวันที่ 5 มิ.ย.2563 ซึ่งสรุปว่าไม่มีหลักฐานแน่ชัดในชั้นการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นผู้สั่งการทำให้เกิดความเสียหายหรือเป็นผู้มีส่วนร่วมโดยตรงในการกระทำละเมิด การกำหนดสัดส่วนให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 รับผิดจึงมิได้เป็นไป พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 และไม่เป็นไปตามหนังสือกระทรวงการคลัง ด่วนที่สุด ที่ กค 0406.2/ว 66 ลงวันที่ 25 ก.ย.2550&amp;rdquo;
ชี้ไม่ได้กลั่นแกล้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.สำนักนายกฯ และกระทรวงการคลังต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อันเกิดจากคำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ต.ค.2559 หรือไม่ และจำนวนเท่าใด พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย และเมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่ามีเจตนากลั่นแกล้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องรับผิด จึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ 3.คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7 ถึงที่ 9 ที่มีคำสั่งให้ทำการยึดอายัดทรัพย์สินของ น.ส.ยิ่งลักษณ์เพื่อขายทอดตลาด เป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และ 4.คำสั่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 ตามหนังสือ ลับ ด่วนที่สุด ที่ กค 0206/ล 2174 ลงวันที่ 30 ส.ค.2562 เรื่องคำร้องขอกันส่วนในฐานะเจ้าของรวม เป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่า คำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ต.ค.ที่ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีเหตุที่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 จำต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากคำสั่งดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7 ถึงที่ 9 จึงไม่มีอำนาจที่จะใช้มาตรการบังคับทางปกครองยึด อายัดทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีที่ 1 เพื่อขายทอดตลาด และไม่มีอำนาจที่จะใช้มาตรการบังคับทางปกครองยึดอายัดทรัพย์สินที่ผู้ฟ้องคดีที่ 2 อ้างว่าตนมีกรรมสิทธิ์รวมกับผู้ฟ้องคดีที่ 1 เพื่อขายทอดตลาด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;พิพากษาเพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ต.ค.2559 ที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นเงิน 35,717,273,028.23 บาท เพิกถอนคำสั่ง ประกาศ และการดำเนินการใดๆ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7 ถึงที่ 9 ในการยึด อายัดทรัพย์สินเพื่อดำเนินการขายทอดตลาดที่สืบเนื่องจากคำสั่งกระทรวงการคลังดังกล่าว และเพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลัง ตามหนังสือ ลับ ด่วนที่สุด ที่ กค 0206/ล 2174 ลงวันที่ 30 ส.ค.2562 ที่ยกคำร้องขอกันส่วนในฐานะเจ้าของรวมของผู้ฟ้องคดีที่ 2 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก&amp;rdquo;
นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ผลการพิพากษาเป็นคุณกับ น.ส.ยิ่ง?ลักษณ์? แต่หากกระทรวงการคลังยื่นอุทธรณ์?จะดำเนินการต่อไปอย่างไรนั้น เราต้องเตรียมความพร้อม เพราะเป็นเพียงคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง แต่สิ่งที่สำคัญจากคำพิพากษา?วันนี้ นอกจากการเพิกถอนคำสั่งที่ให้ชดใช้เงิน ยึด และอายัด?เงินแล้วนั้น คือระบุว่า น.ส.ยิ่ง?ลักษณ์?ไม่มีส่วนทุจริตโครงการ?รับจำนำข้าว โดยจะนำคำพิพากษาศึกษาอย่างละเอียดเพื่อการต่อสู้ครั้งต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวัฒนา เมืองสุข กลุ่มสร้างไทย โพสต์ทวิตเตอร์ว่า ขอแสดงความยินดีกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งการที่ศาลปกครองพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งนั้นถูกต้องแล้ว และเท่ากับช่วย พล.อ.ประยุทธ์ด้วย เพราะหากให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์รับผิดชอบ ต่อไปหากมีการโกงการซื้อกางเกงในให้ทหารเกณฑ์ พล.อ.ประยุทธ์ก็ต้องรับผิดชอบด้วย
ลั่นคดียังไม่ถึงที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทรัพย์สินที่รัฐได้ยึด น.ส.ยิ่งลักษณ์ เบื้องต้นยังมีไม่ถึง 100 ล้านบาท แต่เมื่อศาลปกครองกลางสั่งมาแบบนี้ ก็ต้องหยุดและดำเนินการอุทธรณ์ต่อไป ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่คดียังไม่ถึงที่สุด ทั้งนี้รัฐต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงการคลังก็รับทราบแล้วทั้งหมด ซึ่งถือว่าไม่เป็นไร เนื่องจากคดียังไม่ถึงที่สุด ก็ว่ากันไปตามขั้นตอน ถือเป็นเรื่องธรรมดา การยึดทรัพย์ก็มีชนะบ้างแพ้บ้างเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่ได้มีปัญหาอะไร ไม่ได้ติดใจอะไร ก็อย่าไปพูดก็แล้วกันว่า พอฝ่ายไหนชนะก็มาบอกว่าศาลตัดสินยุติธรรม แต่พอแพ้ก็บอกว่าไม่ยุติธรรมสองมาตรฐาน เอียงสองมาตรฐาน ขอร้องว่าอย่าไปคิดแบบนั้น ปล่อยให้คดีเดินไปจนถึงที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณียึดทรัพย์มาแล้วขายทอดตลาดออกไปแล้ว เมื่อศาลมีคำสั่งเช่นนี้จะดำเนินการเช่นไร นายวิษณุกล่าวว่า คดียังไม่ถึงที่สุดก็หยุดเอาไว้ก่อน จะให้คืนไปคงไม่ได้ เพราะหากหลังจากนี้ศาลสั่งให้ยึดอีก ก็ต้องเอากลับไปกลับมา มันไม่ได้ กรณีนี้แค่หยุดไว้เท่านั้น อย่างเรื่องบ้านพักที่ซอยโยธินพัฒนาก็ยึดไว้ แต่ไม่ได้ทำอะไรอีก ทั้งเจ้าของก็ยังคงอาศัยอยู่ เมื่อวันนี้ศาลปกครองมีคำสั่ง ก็ต้องหยุดไว้ทั้งหมด และดำเนินคดีในชั้นศาลปกครองสูงสุดต่อไป จากนี้ก็ขึ้นอยู่กับกระทรวงการคลังซึ่งเป็นเจ้าทุกข์ที่จะดำเนินการต่อไปอย่างไร โดยมีอัยการมาช่วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า คำวินิจฉัยของศาลปกครองกลางครั้งนี้จะมีผลต่อสู้ในคดีอาญาหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่ทราบ ต้องเข้าใจว่าคดีนี้เริ่มต้นจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด และต่อมา ป.ป.ช.ก็มีหนังสือแจ้งมาว่าให้ไปจัดการยึดทรัพย์ และเมื่อยึดทรัพย์แล้ว ผู้เสียหายก็ฟ้องถอนการยึด แต่ยังไม่เห็นคำพิพากษานี้ มีแต่คนสรุปมาให้ฟังก็ต้องปล่อยให้ดำเนินการไปตามขั้นตอน เพียงแต่จะรู้สึกแย้งกับคำพิพากษาของศาลฎีกา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ผลตัดสินของศาลปกครองกลางเช่นนี้ ถือเป็นสิ่งที่น่าวิตกในการต่อสู้คดีต่อไปของรัฐหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ถ้าแพ้คดีก็ต้องวิตกอยู่ดี แต่ก็ไม่ได้วิตกอะไรมาก เพราะยังมีขั้นตอนที่ดำเนินการต่อไปจนถึงที่สุดได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามอีกว่า แสดงว่าไม่สามารถกล่าวอ้างได้ใช่หรือไม่ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่มีความผิด นายวิษณุกล่าวว่า ยังพูดแบบนั้นไม่ได้ เพราะคำพิพากษาของศาลฎีกาที่วินิจฉัยไว้ว่ามีความผิดยังคงอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่าหลายคนเข้าใจผิดหลังศาลปกครองกลางมีคำวินิจฉัยออกมาคิดว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์สามารถเดินทางกลับมาไทยได้เนื่องจากไม่มีความผิด นายวิษณุกล่าวว่า &amp;ldquo;ก็กลับมาซิ ถ้าอยากจะกลับมา ไม่ได้ว่าอะไร แต่ต้องย้ำและขีดเส้นใต้ไว้ว่าคดีนี้ยังไม่ถึงที่สุด ถ้าถามว่าผิดหรือไม่ในขณะนี้ รัฐก็ยังมีคำพิพากษาของศาลฎีกาว่าผิด เพราะถ้าเริ่มต้นศาลไม่บอกว่าผิด เราจะไปยึดทรัพย์เขาได้อย่างไร&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวในเรื่องนี้ว่า กระทรวงการคลังจะขอพิจารณารายละเอียดเกี่ยวกับคำตัดสินของศาลก่อนว่ามีรายละเอียดอย่างไรบ้าง หลังจากนั้นจะนัดประชุมร่วมกับกรมบัญชีกลางและสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อพิจารณายื่นอุทธรณ์ โดยยังมีเวลาในการพิจารณาอุทธรณ์ได้อยู่ 30 วัน นอกจากนี้จะมีการเสนอให้นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง รับทราบด้วย ส่วนที่ศาลระบุว่าเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่มีหลักฐานแน่ชัดนั้น เรื่องนี้ต้องรอรายละเอียดคำวินิจฉัยฉบับเต็มของศาล เพื่อมาศึกษาและพิจารณาเช่นกัน โดยยืนยันจะดูแลผลประโยชน์ของประเทศชาติให้ดีที่สุด
ยกคลิปมัด&amp;#39;ยิ่งลักษณ์&amp;#39;
นายวิชา มหาคุณ&amp;nbsp; อดีต ป.ป.ช. ระบุในเรื่องนี้ว่า เป็นเรื่องของศาลปกครองกลาง ซึ่งยังมีศาลปกครองสูงสุดอยู่ ส่วนที่คำพิพากษาศาลปกครองกลางขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลฎีกาหรือไม่นั้น ไม่ใช่อย่างนั้น เพราะคิดกันคนละแบบ ซึ่งคำพิพากษาศาลฎีกาชัดเจนอยู่แล้ว คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่ได้รับความเสียหาย&amp;nbsp; ไม่อยากให้มองเป็นอย่างอื่น เพราะจะทำให้คำพิพากษาขัดแย้งกัน ดังนั้นเราต้องรอคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ซึ่งเชื่อว่าจะยื่นอุทธรณ์อีกครั้ง
นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม รักษาการหัวหน้าพรรคไทยภักดี อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าวในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า สิ่งที่น่าพิจารณาคือ ในคำพิพากษาศาลปกครองกลางมีประเด็นที่ขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจคือ ข้อความจากศาลปกครองกลางที่ระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ในฐานะนายกฯ รับรู้เกี่ยวข้องเฉพาะขั้นตอนการทำเอ็มโอยูเพื่อให้มีการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ แต่ในส่วนการทำสัญญาระบายข้าวไม่ได้เกี่ยวข้อง ซึ่งเคารพคำตัดสินของศาลปกครองกลาง แต่เมื่อมาเทียบกับคำพิพากษาของศาลฎีกา ที่ระบุว่าตามพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ทราบว่าสัญญาขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่ระงับยับยั้ง ปล่อยให้มีการส่งมอบข้าวตามสัญญาให้รัฐวิสาหกิจจีนต่อไปอีก อันเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับผู้อื่น การกระทำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ลงโทษจำคุก 5 ปี
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ที่น่าสนใจนั่นคือคลิปหลักฐานที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาล เรื่องการระบายข้าวดังกล่าวเมื่อวันที่ 9 ต.ค.2555 หรือหลังดำเนินโครงการมาแล้ว 1 ปี โดยวันนั้นเธอยืนยันว่า เห็นสัญญาซื้อขาย และตอบผิดๆ ถูกๆ จนลิ่วล้อซึ่งก็คือนายบุญทรงต้องพูดแทรกกลางคัน....ว่าสัญญานั่นไม่ใช่เอ็มโอยู ดังที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบนักข่าว แต่เป็น Sale Contract ไปเสียอีก ซึ่งคำพูดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์น่าจะมีนัยเห็นหรือรับรู้ แต่พูดผิดๆถูกๆ ที่ซ้ำร้าย กว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะปรับนายบุญทรงออกจากรัฐมนตรีพาณิชย์ ต้องใช้เวลานานถึง 7 เดือน นำไปสู่การระบายข้าวจีทูจีภาคสองอีก 14 ล้านตัน ซึ่งรอ ป.ป.ช.ชี้มูล ทางที่ดีรัฐบาลต้องรีบอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดและนำคลิปนี้ไปหักล้างด้วย&amp;rdquo;นพ.วรงค์โพสต์ทิ้งท้าย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98150</URL_LINK>
                <HASHTAG>3.5 หมื่นล้าน, คุมนโยบายมหภาค, จีทูจี, จีทูเจี๊ยะ, ศาลปกครองกลาง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210402/image_big_6067276189cf7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
