<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>82914</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/11/2020 17:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/11/2020 17:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;อนุทิน&quot; โว ถึงยุค&quot;30บาทรักษาทุกที่&quot; ภาค 2 ของ&quot;30บาทรักษาทุกโรค&quot; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5พ.ย.63- นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ &amp;ldquo;ยกระดับบัตรทอง 4 บริการ สู่หลักประกันสุขภาพยุคใหม่&amp;rdquo; ในการประชุมสร้างความร่วมมือภาคีเครือข่ายภาคประชาชนยกระดับบัตรทอง 4 บริการ สู่หลักประกันสุขภาพยุคใหม่ ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2563 โดยระบุว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา สปสช.ได้ทำสิ่งที่ควรจะให้เกิดก็คือรักษาทุกโรค จนถึงวันนี้ 30 บาทรักษาทุกโรคสามารถรักษาได้ทุกโรคจริงๆ และตนให้สัญญาว่า 30 บาทรักษาทุกโรค จะพัฒนาเป็น 30 บาทรักษาทุกที่ รวมทั้งมีการพัฒนาบริการอื่นๆ รวมเป็น 4 เรื่องเพื่ออำนวยความสะดวกดูแลรักษาบริการประชาชนให้เข้าถึงการบริการได้มากขึ้น ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;30 บาทรักษาทุกที่จะเป็นภาค 2 ของ 30 บาทรักษาทุกโรค โดยบริการที่ยกระดับคือเจ็บป่วยทั่วไปที่ไม่ใช่ผู้ป่วยอาการหนัก สามารถใช้บริการของหน่วยบริการปฐมภูมิได้ทุกที่ตั้งแต่ 1 พ.ย. ที่ผ่านมาในเขต กทม.ก่อน และตั้งเป้าไว้ว่าใน 2565 จะขยายไปทุกจังหวัดของประเทศ&amp;quot; นายอนุทิน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุทิน กล่าวอีกว่า เมื่อพูดถึงเรื่องการยกระดับบัตรทอง ความเข้าใจง่าย ๆคือในเมื่อ 30 บาทรักษาทุกโรคแล้ว เพราะบางครั้งคนที่ไปทำงานต่างภูมิลำเนา เมื่อเจ็บป่วยต้องรับการรักษาก็ต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ มากมาย ทำไมไม่รักษาทุกที่ไปด้วย ทำไมไม่ใช้ฐานข้อมูลเชื่อมโยงกัน ป่วยที่ไหนเข้ารับบริการที่นั่นได้เลย และไม่ต้องกังวลว่าคนจะเข้าแต่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือเมื่อ สปสช.บอกว่ายินยอมให้รักษาทุกที่ ทางกระทรวงสาธารณสุขซึ่งมีโรงพยาบาลแทบทุกอำเภอ ก็ต้องยกระดับโรงพยาบาล ยกระดับการให้บริการประชาชนด้วย เพราะฉะนั้นจะต้องไม่มีคำว่าโรงพยาบาลใหญ่โรงพยาบาลเล็ก จะต้องมีแต่คำว่าโรงพยาบาลดี โรงพยาบาลเจ๋ง โรงพยาบาลที่รักษาคนไข้ได้มากที่สุด&amp;nbsp; สำหรับการรักษาทุกที่ก็คือโรคทั่วไป เบาหวาน ความดัน หัวใจ หวัด ไข้ แบบนี้ไปรักษาทุกที่ได้ โดยเพิ่มโรคยากๆ เข้าไปด้วยคือมะเร็ง เพราะผู้ป่วยโรคมะเร็งถ้าไม่เปิดให้รักษาทุกที่ ต้องรอคิว บางครั้งไม่ทันได้รักษาก็เสียชีวิตไปก่อน ดังนั้นประชาชนที่ป่วยด้วยโรคมะเร็ง จะสามารถตรวจและรักษาได้ทุกโรงพยาบาลที่มีความพร้อม ไม่ต้องรอคิวเหมือนที่ผ่านมา ไม่ต้องถูกจำกัดการใช้สิทธิ์ตามหน่วยบริการที่ลงทะเบียนไว้ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2564 เป็นต้นไปเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับผู้ป่วยมะเร็ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กระทรวงสาธารณสุขได้ใช้โอกาสในช่วงนี้จัดหาเครื่องฉายรังสีมะเร็งอีก 7 เครื่องเพื่อไปไว้ตามศูนย์มะเร็งทั่วประเทศ ด้วยความหวังว่าจากนี้ไปผู้ป่วยที่ต้องรับการฉายรังสีด้วยโรคมะเร็งจะสามารถไม่ต้องเดินทางไกลไปมาและคิวก็จะน่าจะสั้นลง ซึ่งเมื่อเสนอเรื่องนี้เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีอนุมัติโดยไม่ถามสักคำ&amp;quot; นายอนุทิน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้แล้ว ในส่วนของผู้ป่วยในก็จะสามารถใช้บริการหน่วยบริการใดหรือโรงพยาบาลใดก็ได้โดยไม่ต้องมีใบส่งตัวหรือต้องรอเอกสารส่งตัวซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนทราบว่าใช้เวลานานมาก โดยจะเริ่มในเขตสุขภาพที่ 9 ซึ่งประกอบด้วย จ.นครราชสีมา จ.บุรีรัมย์ จ.สุรินทร์ และ จ.ชัยภูมิ ก่อน และตั้งเป้าให้ครอบคลุมทั้ง 12 เขตสุขภาพทั่วประเทศในปี 2565 เช่นกัน รวมทั้งและเรื่องการแจ้งเปลี่ยนหน่วยบริการประจำโดยไม่ต้องรอระยะเวลาเกิดสิทธิ แจ้งย้ายแล้วเดินไปที่ไหนได้เลยไม่ต้องรอการอนุมัติ โดยขณะนี้กำลังเร่งยกระดับฐานข้อมูล และพร้อมจะให้บริการได้ในวันที่ 1 ม.ค. 2564 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การยกระดับ 4 บริการนี้จะเป็นการพัฒนางานบริการด้านสาธารณสุขของประเทศไทยให้เป็นการบริการที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกดูแลรักษาบริการประชาชนให้เข้าถึงการบริการได้มากขึ้น ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น และหวังว่าจะทำให้คุณภาพชีวิตของคนไทยดีขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง ขอให้มั่นใจว่ารัฐบาลชุดนี้ให้ความใส่ใจในเรื่องสุขภาพของประชาชนเต็มที่ ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีไปจนถึงคณะรัฐมนตรีทุกคน ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับสาธารณสุข ขอเพียงมีเหตุผลที่จำเป็น คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ได้อย่างรวดเร็ว ด้วยความเชื่อและมุ่งหวังว่าเมื่อประชาชนคนไทยมีสุขภาพที่แข็งแรง มีความเข้าใจระบบการสาธารณสุข มีความเข้าใจเรื่องการรักษาตัวเองแล้ว ประเทศไทยจะมีความเจริญรุ่งเรืองในทุกๆ ด้าน ทั้งสังคม ทางเศรษฐกิจ และความเป็นปึกแผ่นของคนในชาติ ถ้ามีจิตใจที่ดีมีสุขภาพที่ดี มีระบบการรักษาที่ดี ทุกคนก็อยากจะไปทำมาหากินสร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับครอบครัว และประเทศไทยจะพลิกฟื้นจากวิกฤตโควิดก่อนคนอื่น&amp;quot; นายอนุทิน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมว.สธ. ทิ้งท้ายอีกว่า ในส่วนของประชาชนในพื้นที่ กทม. ต้องขออภัยกับปัญหาที่เกิดขึ้นในเรื่องคลินิกชุมชนอบอุ่น แต่ยืนยันว่ากระทรวงสาธารณสุขจะทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับ สปสช. เต็มที่ เมื่อเกิดปัญหาขึ้น ทั้งกระทรวงสาธารณสุขและ กทม. รีบเอาหน่วยงานในสังกัดเข้ามาให้บริการเพื่อให้เกิดความไม่สะดวกน้อยที่สุดและขอให้มั่นใจว่าทุกอย่างจะได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน น.ส.ณัฐวดี มิ่งชัย ตัวแทนภาคประชาชน ศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพภาคประชาชน หน่วยรับเรื่องร้องเรียนตามมาตรา 50 (5) และเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.) กล่าวขอบคุณนายอนุทินที่ช่วยจัดการปัญหาการทุจริตของหน่วยบริการที่เข้าร่วมโครงการหลักประกันสุขภาพอย่างจริงจัง ซึ่งแม้ว่าจะกระทบกับการรับบริการของประชาชนในพื้นที่ กทม.บ้าง แต่เชื่อว่าเป็นภาวะว่าชั่วคราว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;แม้จะเกิดปัญหาอยู่บ้างแต่ สปสช.ร่วมกับภาคประชาชนก็ได้ช่วยกันแก้ไขปัญหาเป็นอย่างดี เราถือว่าวิกฤติครั้งนี้เป็นโอกาสในการปรับระบบบริการใหม่โดยเฉพาะการให้ผู้ใช้สิทธิไปรับบริการในคลินิกปฐมภูมิคลินิกชุมชนอบอุ่นในเครือข่ายได้ทุกแห่ง เชื่อว่าจะทำให้คนใน กทม.ที่ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพจะสามารถเข้าถึงบริการได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น พวกเราภาคประชาชนจะช่วยกันสื่อสารให้ชุมชนได้รับทราบนโยบายที่เป็นประโยชน์นี้ รวมทั้งต้องขอขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงสาธารณสุข กทม. และ สปสช.ที่ได้ชี้แจงทำความเข้าใจและเชิญภาคประชาชนให้มีส่วนร่วมเข้ามาช่วยกันแก้ไขปัญหา เราจะจับมือเดินไปด้วยกันค่ะ &amp;quot;น.ส.ณัฐวดี กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82914</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สปสช., 30บาทรักษาทุกที่, 30บาทรักษาทุกโรค, นายอนุทิน  ชาญวีรกูล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201105/image_big_5fa3d02f0069f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74919</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2020 14:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2020 14:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;อนุทิน&quot;ต่อยอด30บาท วางเป้าคนไทยทุกครอบครัว มีหมอประจำตัว 3 คน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19ส.ค.63- นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมระดมสมองเพื่อบูรณาการงานสาธารณสุขมูลฐานและระบบสุขภาพปฐมภูมิ โดยมี ผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิ ตัวแทนบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขภาคเอกชน ท้องถิ่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน และประชาชน เข้าร่วมประชุมจำนวน 100 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายอนุทินกล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายสำคัญอันดับต้น คือ การพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ ส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง โดยการระดมความคิดบูรณาการงานสาธารณสุขมูลฐานและระบบสุขภาพปฐมภูมิตามระบบสุขภาพชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ในครั้งนี้ นับเป็นการสร้างความเข้มแข็งระบบสุขภาพภาคประชาชน ตาม พ.ร.บ.ระบบสุขภาพปฐมภูมิ และต่อยอดโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค จึงเกิดเป็นนโยบาย &amp;ldquo;คนไทยทุกครอบครัวมีหมอประจำตัว 3 คน&amp;rdquo; โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายอนุทินกล่าวต่อว่า นโยบาย &amp;ldquo;คนไทยทุกครอบครัวมีหมอประจำตัว 3 คน&amp;rdquo; คือ ทุกครอบครัวจะมี 1. หมอประจำบ้าน (อสม.ระดับหมู่บ้าน) ซึ่ง อสม. 1 คนจะรับผิดชอบ 8-15 หลังคาเรือน 2.หมอสาธารณสุข (เจ้าหน้าที่สาธารณสุข/พยาบาลระดับตำบล) โดยบุคลากรสาธารณสุขระบบปฐมภูมิ (รพ.สต., หน่วยงานสาธารณสุข, เทศบาล, กทม.คลินิกอบอุ่น ฯลฯ) &amp;nbsp;1 คน รับผิดชอบประชาชน 1,250 คน หรือ 1-3 หมู่บ้าน และจะประสานการทำงานร่วมกับอสม. และ 3.หมอครอบครัว &amp;nbsp;เป็นแพทย์ที่มีองค์ความรู้หรือจบด้านเวชศาสตร์ครอบครัว รับผิดชอบประชากร 1 คนต่อประชาชน 10,000 คน หรือ 1-3 ตำบล โดยหมอประจำตัวทั้ง 3 จะบูรณาการทำงานร่วมกันในการดูแล ให้ความรู้ ส่งเสริมสุขภาพ ให้ประชาชนในพื้นที่สามารถเข้าถึงระบบบริการสาธารณสุข มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงและสานต่อแนวทาง &amp;ldquo;สร้าง นำซ่อม&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ การบูรณาการงานสาธารณสุขมูลฐานและระบบสุขภาพปฐมภูมิจะช่วยลดความแออัดของโรงพยาบาลระดับจังหวัด การแก้ปัญหาหรือพัฒนาระบบบริการการรักษา (Care) การสาธารณสุข (Public Health) การจัดการสภาพแวดล้อมและสังคม (Social Determinant of Health : SDH) โดยมีจุดมุ่งหมายให้คนไทยทุกครอบครัว มีคุณภาพชีวิติที่ดี ประชาชนและเจ้าหน้าที่มีความสุขร่วมกัน
----------------------------------------&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74919</URL_LINK>
                <HASHTAG>30บาทรักษาทุกโรค, คนไทยทุกคนมีหมอประจำตัว 3คน, นายอนุทิน  ชาญวีรกูล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200819/image_big_5f3cd411b9cd8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46583</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2019 12:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2019 12:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกลียดตัวกินไข่! พท.ฉะ&#039;บิ๊กตู่&#039;ชู30บาทรักษาทุกโรคเอาหน้าUN</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.ย. 62 - นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย&amp;nbsp; เปิดเผยว่า&amp;nbsp; กรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไปรับรางวัลและกล่าวปาฐกถาที่องค์กรสหประชาชาติ เกี่ยวกับโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ที่ทั่วโลกยอมรับ ว่า ในความเป็นจริงตลอดหลายปีที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ไม่ให้ความสำคัญกับโครงการนี้ รวมทั้งมองว่าเป็นภาระงบประมาณ มีความพยายามที่จะให้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบเหมาจ่ายเป็นการให้ประชาชนร่วมจ่ายเงิน หรือเรียกเก็บเงินเพิ่มเติมจากประชนที่มาใช้สิทธิ์ในการรักษาตามโครงการ หลายปีที่ผ่านมารัฐบาลหาทางยกเลิกโครงการดังกล่าว เพราะเป็นนโยบายของพรรคการเมืองที่ฝ่ายผู้มีอำนาจพยายามกำจัดมาตลอด&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ประชาชนไม่ยอมให้รัฐบาลยกเลิกโครงการรัฐบาลจึงฝืนใจที่จะต้องดำเนินโครงการต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นโยบายเดิมยึดประชาชนเป็นหลัก อุดหนุนประชาชนเป็นรายหัว แต่ล่าสุดเอาโรคเป็นปัจจัยหลัก ยิ่งโรคเยอะได้เงินเยอะ ที่ไหนป่วยเยอะก็ได้เงินเยอะ ผิดวัตถุประสงค์ของโครงการ กรณีพล.อ.ประยุทธ์ไปรับรางวัล เป็นสิ่งที่ย้อนแย้งในตัวเอง เพราะพล.อ.ประยุทธ์ไม่ยอมรับโครงการนี้แต่ไปรับรางวัล ซึ่งการพูดในเวทียูเอ็นก็เป็นการพูดที่ไม่รู้จริงไม่รู้ปรัชญาที่แท้จริงของโครงการ ทั้งนี้เมื่อใดที่พรรคเพื่อไทยมีอำนาจในการบริหารประเทศ พรรคเพื่อไทยจะต่อยอดโครงการและพัฒนาโครงการ เพื่อคนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงการรักษารวมทั้งมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&amp;rdquo; นพ.ชลน่าน ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46583</URL_LINK>
                <HASHTAG>30บาทรักษาทุกโรค, นายกฯ, บิ๊กตู่, พท., หมอชลน่าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190725/image_big_5d3980bb03ac2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46578</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2019 12:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2019 12:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เหวง&#039;ชี้เปรี้ยงศัตรูของระบอบทักษิณ จะถูกผู้คนสาปแช่งไปชั่วกาลนาน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.ย.62 - นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำนปนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) โพสต์เฟซบุ๊กมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30บาททุกโรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นก้าวแรกของระบบรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่เริ่มต้นและสร้างเป็นระบบที่มั่นคงขึ้นในยุคทักษิณชินวัตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยฟันฝ่าการต่อต้านอย่างรุนแรงของพรรคประชาธิปัตย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และบุคลากรทางการแพทย์จำนวนหนึ่ง ซึ่งอาฆาตแค้นพยาบาทระบอบทักษิณโดยเริ่มต้นจากสามสิบบาททุกโรคนี่แหละ จนลามมาเป็นม๊อบหนีคนไข้มาไล่อีปู&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ผลสัมฤทธิ์ที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำให้คนยากคนจนที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศฝากผีฝากไข้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงทำให้บรรดาศัตรูของระบอบทักษิณหรือที่พวกเขาเรียกว่าทุนสามานย์
พ่ายแพ้แก่รัฐสวัสดิการในรูปแบบสามสิบบาททุกโรคไปอย่างไม่เป็นท่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาในยุคคสช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หัวหน้ารัฐประหารก็โจมตีมาโดยตลอดว่า
ทำให้โรงพยาบาลเจ็งไม่รู้ว่าจะเอางบที่ไหนมาใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่มาวันนี้รัฐบาลสืบทอดอำนาจที่มีหัวหน้ารัฐประหารมาเป็นนายกรัฐมนตรี กลับไปปราศรัยเพื่อรับสมอ้างความสำเร็จของระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าของระบอบทักษิณที่ฆ่าไม่ตายขายไม่พ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บนเวทีสหประชาชาติอย่างหน้าชื่นตาบาน ช่างหน้าภาคภูมิใจเสียจริงจริง555&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พวกคุณหากต้องการความภาคภูมิใจที่สง่างามแท้จริง (ไม่ใช่รับสมอ้างเขามาแบบนี้)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก็สร้างระบบรัฐสวัสดิการของพวกคุณขึ้นมาเองสิครับ แต่ไม่ใช่แจกเงินคนจนเพื่อไปเข้ากระเป๋าคนรวย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แจกเงินให้คนไปเที่ยวเพื่อสร้างนิสัยอีรุ่ยฉุยแฉกอย่างที่ทำอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งที่พวกคุณทำนั่นแหละสร้างหนี้ให้ประเทศมหาศาลและสร้างความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยคนจนอย่างไม่มีขอบเขตที่สิ้นสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งรังแต่จะทำให้ผู้คนสาปแช่งพวกคุณไปชั่วกาลนานเท่านั้นครับ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46578</URL_LINK>
                <HASHTAG>30บาทรักษาทุกโรค, ระบอบทักษิณ, เหวง โตจิราการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180518/image_big_5afe4e4e3b8f4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31161</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/03/2019 17:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/03/2019 17:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039;ยันใครชอบ30บาทรักษาทุกโรคไม่เคยตำหนิ แต่ถ้าให้หมดประเทศล้มละลาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 มี.ค.62 - พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า เรื่องสาธารณสุข &amp;nbsp;ถ้าหลายคนยังชอบนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ไม่เคยตำหนิ แต่ต้องมาดูว่าจะทำให้ดีขึ้นอย่างไร ท่านต้องเปรียบเทียบว่ามีอะไรดีขึ้นแล้วบ้าง ถ้าให้ทุกอย่างหมดบางทีประเทศจะล้มละลายได้ ก็ต้องมีการแบ่งในเรื่องประเภทของยา ประเภทของโรค ปลดล็อกไปเรื่อยๆ ตามกำลังเงินที่เรามีอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ถ้าให้ทั้งหมดบางทีก็ลำบากและคนอื่นก็จะไม่ได้ ประเทศไทยทำได้ก็เก่งแล้ว หลายประเทศรวยกว่าเราเขาไม่ทำ และทำไม่ได้ เพราะรู้ว่าปัญหามีเยอะ แต่เราต้องทำต่อ ขอให้นึกถึงสิ่งที่ดีขึ้นมาบ้าง คิดแต่จะเลิกอยู่นั้นแหล่ะ เลิกไปแล้วจะทำต่อได้อย่างไร โรงพยาบาลจะมีปัญหา&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่มีอยู่ 9 พันกว่าตำบล เราจะต้องให้ความสำคัญ เพื่อแบ่งเบาภาระของโรงพยาบาลประจำจังหวัด โดยจะต้องเพิ่มอำนาจโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลให้ดีขึ้น รัฐบาลได้ให้งบประมาณไปปรับปรุงเครื่องไม้ เครื่องมือ ที่พัก แพทย์ พยาบาลต่างๆ เขาไม่เคยได้มานานไม่รู้กี่รัฐบาลแล้ว วันนี้คนไปรักษาแต่ที่โรงพยาบาลใหญ่ ซึ่งบางคนเป็นโรคเล็กน้อยแต่เขาไม่รู้ เขาไปโรงพยาบาลใหญ่ เพราะเขาเชื่อมั่น เราจึงต้องไปแก้ไขและทำความมั่นใจให้กับโรงพยาบาลข้างล่าง ให้ความสำคัญกับระบบป้องกันสุขภาพ เวชศาสตร์การป้องกัน ถ้าคนไทยทุกคนเป็นโรคน้อยลงแข็งแรงมากขึ้น คนที่เป็นโรคอย่างไรก็เป็น แต่คนที่ยังไม่เป็นต้องพยายามที่จะทำให้ไม่เป็น เพราะมันเป็นภาระของตัวเองและครอบครัว และถ้าคิดให้ยาวรัฐบาลต้องแบกรับตรงนี้เยอะ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนที่เขาต้องการรักษาพยาบาลจริง ๆ ใช้เงินจำนวนมาก เขาจะเอาเงินมาจากไหน ทุกวันนี้เฉลี่ยจากคนทั้งประเทศหัวละ 3,000 บาท แต่ถ้าต้องการมากกว่านี้ คนที่ไม่ป่วยก็ต้องมาโปะให้เขา คิดอย่างนี้ก็เหมือนการทำประกันชีวิต ถ้าไม่ทำอย่างนี้คนไทยกี่ล้านคนจะหนักขึ้นไปอีก อะไรที่จะเอาแต่ให้ต้องคำนึงถึงรายได้ประเทศว่าจะเอามาจากไหน วันนี้เราต้องคำนึงโครงสร้างประเทศ เพื่อสร้างรายได้ เพราะพ.ร.บ.วิธีการงบประมาณพ.ศ. 2561 กำหนดไว้ว่า การใช้จ่ายงบประมาณช่วยเหลือประชาชนหรือสร้างรัฐสวัสดิการจะต้องชี้แจงต่อสภาได้ว่า งบประมาณนั้นจะมาจากไหน อันนี้หนักนะ ไม่ง่ายหรอก ขอฝากไว้ด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31161</URL_LINK>
                <HASHTAG>30บาทรักษาทุกโรค, นายกรัฐมนตรี, บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190312/image_big_5c878498db482.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24675</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/12/2018 14:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/12/2018 14:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนถือ&quot;บัตรทอง&quot;เฮ ลดค่าโทร1330 เหลือครั้งละ1 บ. เพิ่มยากดฮอร์โมนเด็กโตก่อนวัยในบัญชี  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
20T&amp;quot;8&amp;quot;61-ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า การดูแลประชาชนผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) กว่า 48 ล้านคน ให้เข้าถึงการรักษาพยาบาลและบริการสาธารณสุขเป็นภารกิจสำคัญของการดำเนิน &amp;ldquo;กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ&amp;rdquo; สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนภายใต้การบริหารกองทุนฯ โดยคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ได้พัฒนาการดำเนินงานในด้านต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการบริหารจัดการระบบ คุ้มครองสิทธิ เข้าถึงบริการ และเพิ่มสิทธิประโยชน์สุขภาพที่จำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปี 2562 นี้ สปสช.ได้มุ่งมั่นพัฒนาให้กับประชาชน เพื่อดูแล &amp;ldquo;คุ้มครองสิทธิ ดูแลสุขภาพประชาชน&amp;rdquo; ได้ส่งความสุขให้ผู้มีสิทธิบัตรทองดังนี้ 1.สายด่วน สปสช.1330 สำหรับคนพิการทางการได้ยิน เป็นความร่วมมือ สปสช.และศูนย์บริการถ่ายทอดการสื่อสารแห่งประเทศไทย (TTRS) เพื่อช่วยเหลือคนพิการทางการได้ยิน สามารถเข้าถึงบริการสายด่วน สปสช. 1330 ในการติดต่อสอบถาม ร้องเรียน ร้องทุกข์การใช้สิทธิบัตรทอง ผ่านล่ามแปลภาษามือ โดยความร่วมมือกับ TTRS สามารถรับบริการผ่านตู้ TTRS ที่กระจายอยู่ตามสถานที่ต่างๆ 180 แห่งทั่วประเทศ, เว็บไซต์ศูนย์บริการถ่ายทอดการสื่อสารแห่งประเทศไทย www.ttrs.or.th และผ่านมือถือ ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน mymmx ttrs video โดยจะส่งข้อมูลมายังสายด่วน สปสช. 1330 เพื่อดำเนินการ นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อด้วยตนเองที่ สปสช. ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่โทรติดต่อล่ามของ TTRS เพื่อช่วยแปลให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.เปิดแชทบอท (Chatbot) ระบบโต้ตอบอัตโนมัติช่วยตอบปัญหาผู้มีสิทธิบัตรทอง ปัจจุบันเฟซ บุ๊กสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีผู้ติดตามกว่า 110,000 ไลค์ และมีอัตราการเข้าถึงโพสต์หรือ Post Reach ประมาณ 770,000 ช่วยอำนวยความสะดวกในการสอบถามข้อมูลเพิ่มขึ้นและสร้างความรู้ความเข้าใจต่อหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยครอบคลุม 3 เรื่องหลักที่ประชาชนมักสอบถามผ่านบริการสายด่วน สปสช. 1330 และเฟซบุ๊ก สปสช.จำนวนมาก คือ ตรวจสอบสิทธิด้วยตนเอง การลงทะเบียนและย้ายสิทธิ และแนะนำวิธีใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ประชาชนสามารถใช้งานผ่านเพซบุ๊กสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ คลิกเลือกเมนูส่งข้อความ (Messenger) เลือกหัวข้อที่ต้องการสอบถามได้ทันที ซึ่งเป็นการเพิ่มเติมการสื่อสารให้ทันกับยุคปัจจุบันที่นิยมใช้ช่องทางผ่านสังคมออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. เปิดหน่วยรับลงทะเบียนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในพื้นที่ กทม. ณ จุดบริการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) เป็นการผนึกกำลัง สปสช.เขต 13 กทม.และ ธกส. จากเดิมจุดรับลงทะเบียนมีบริการเฉพาะที่สำนักงานเขตกรุงเทพมหานคร 19 เขต ซึ่งยังไม่ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานครและมีข้อจำกัดการให้บริการเฉพาะเวลาราชการ ได้ขยายจัดตั้งจุดรับลงทะเบียนสิทธิบัตรทองเชิงรุก ณ ธกส. เบื้องต้นนำร่อง 2 แห่ง จุดแรกแล้วที่ ธกส. สาขาสถานีขนส่งหมอชิต เปิดบริการวันจันทร์ - อาทิตย์ เวลา 09:00-16:00 น. และจุดที่ 2 จะเปิดบริการในวันที่ 17 มกราคม 2562 ณ ธกส. สาขาตลาดยิ่งเจริญ สะพานใหม่ ให้บริการทุกวันจันทร์ - อาทิตย์ เวลา 09.30 &amp;ndash; 16.30 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; 4.ลดราคาค่าโทรศัพท์ สายด่วน สปสช.1330 เหลือครั้งละ 1 บาท เพื่อคุ้มครองสิทธิและลดค่าใช้จ่ายประชาชนโทรสอบถามข้อมูลการใช้สิทธิบัตรทอง และรับฟังความเห็นจากผู้ให้และรับบริการและมอบให้ สปสช.ประสาน กสทช.เพื่อยกเว้นค่าบริการสายด่วน สปสช. 1330 โดยแต่ละปีมีประชาชนติดต่อสายด่วน สปสช. 1330 จำนวน 686,676 สาย คิดเป็นค่าบริการ 1,463,318 บาทซึ่ง สปสช.ขอให้พิจารณาลดหย่อนค่าบริการแทน ซึ่งเมื่อวันที่ 5 พ.ย.2561 กสทช.ได้อนุมัติให้ลดหย่อนค่าบริการสายด่วน สปสช. 1330 กรณีโทรจากโทรศัพท์เบอร์บ้านลดลงเหลือ 1 บาท/ครั้ง จาก 3 บาท/ครั้ง (ไม่จำกัดเวลา) และโทรจากโทรศัพท์มือถือ ลดลงเหลือ 1 บาท/ 15 นาที จาก 0.42 บาท/นาที มีผลในเดือนม.ค. 2562 นี้ ซึ่งจะทำให้ภาระค่าใช้จ่ายในการโทรสายด่วน สปสช. 1330 ลดลงถึง 776,642 บาท หรือร้อยละ 53.07&amp;nbsp;
5.เพิ่มการเข้าถึงบริการที่จำเป็นในปี 2562 ได้แก่ การเพิ่มสิทธิประโยชน์ &amp;ldquo;ชุดรองรับสิ่งขับถ่ายจากทวารเทียม&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ถุงทวารเทียม&amp;rdquo; คนไทยป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่จำนวนมาก ผู้ป่วยที่รับการผ่าตัดรักษาแล้วจะไม่สามารถกลั้นสิ่งขับถ่ายได้ ต้องใส่ถุงทวารเทียมตลอดเวลา แต่เดิมต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ราคาแพง สถานพยาบาลหลายแห่งไม่มีงบจัดซื้อ แต่ด้วย &amp;ldquo;นวัตกรรมถุงทวารเทียม&amp;rdquo; จากวัสดุยางพารา ผลงานทีมนักวิจัยคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้รับมอบรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้นระดับดีมาก ประจำปี 2560 จากสภาวิจัยแห่งชาติ มีคุณภาพไม่ต่างจากถุงทวารเทียมนำเข้าและราคาถูกกว่า เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ บอร์ด สปสข.ได้บรรจุเป็นสิทธิประโยชน์ปีงบประมาณ 2562 เริ่ม 1 ตุลาคม 2561 ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ในสิทธิบัตรทอง 54,000 ราย ได้รับการดูแลที่ดีขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังได้เพิ่มสิทธิประโยชน์ยากดฮอร์โมนตามบัญชี ยา จ.(2) จำนวน 2 รายการ คือ ยาลูโปรเรลิน (Leuprorelin) 11.25 mg inj. และยาทริปโทเรลิน (Triptorelin) 11.25 mg inj. ซึ่งเป็นยาเพื่อใช้รักษาภาวะเป็นหนุ่มสาวก่อนวัยในรายที่พัฒนาการของโรคเร็วและหยุดเติบโตก่อนวัย ทำให้ความสูงสุดท้ายน้อยกว่าที่ควรจะเป็นประมาณ 5-10 เซนติเมตร เริ่มในปีงบประมาณ 2562 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 เป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24675</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สปสช., 1330, 30บาทรักษาทุกโรค, [บัตรทอง, นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร, ยากดฮอร์โมนในเด็ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181220/image_big_5c1b439372b55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24060</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/12/2018 13:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/12/2018 13:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ได้เวลาทำคะแนน!&#039;หน่อย&#039;โชว์ภาพเก่า บอกมีส่วนร่วมดันหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจนสำเร็จ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ธ.ค.61 - คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ &amp;nbsp;ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย โพสต์ภาพถ่ายครั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และข้อความลงบนเฟซบุ๊กแฟนเพจ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ Sudarat Keyuraphan โดยระบุ &amp;quot;12 ธันวาคม วันหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสากล 17ปีที่คนไทยได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับตั้งแต่ปี 2544 ประเทศไทยเราได้สร้างประวัติศาสตร์ในการทำโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสำเร็จ ได้รับการยอมรับและชื่นชมขององค์การอนามัยโลก รวมทั้งระดับนานาชาติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ปีที่แล้ว ดิฉันยังจำวันนั้นได้ดี วันที่ดิฉันได้เป็นตัวแทนคนไทยไปบอกเล่าความสำเร็จของโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าบนเวทีการประชุมใหญ่ขององค์การอนามัยโลกหรือ WHO&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเกิดขึ้นได้จากความคิดและความทุ่มเทของ &amp;ldquo;หมอหงวน&amp;rdquo; นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ คุณหมอผู้เสียสละ ผู้อุทิศตนเองเพื่อการพัฒนาระบบสาธารณสุข ที่ต้องการเห็นคนไทยทุกคนเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ย้อนกลับไปเมื่อปี 2543 คุณหมอสงวน ได้นำโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามาเสนอต่อ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ในขณะนั้นกำลังเริ่มก่อตั้ง &amp;quot;พรรคไทยรักไทย&amp;quot; เพื่อให้พรรคกำหนดเป็นนโยบาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งในเวลานั้นคุณหมอหงวนก็ไปนำเสนอโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้กับทุกพรรคการเมือง แต่มีเพียงดร.ทักษิณเท่านั้นที่สนใจอยากผลักดันโครงการนี้ให้สำเร็จในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อดร.ทักษิณได้ศึกษาโครงการจากคุณหมอสงวน ก็เล็งเห็นว่าโครงการนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนจำนวนมาก เป็นการเปิด&amp;rdquo;โอกาส&amp;rdquo;ให้คนไทยทุกคนได้เข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียมทั่วถึง และยังจะช่วยลดภาระรายจ่ายด้านการรักษาพยาบาลของประชาชน เป็นการสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัวไทยทั้งทางด้านสุขภาพและด้านเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ทักษิณ จึงนำโครงการหลักประกันสุขภาพมาเป็นนโยบายหลักของพรรคไทยรักไทย โดยใช้ชื่อเรียกสั้นๆว่า &amp;ldquo;โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งได้จัดตั้งรัฐบาล ก็ได้ผลักดันโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจนสำเร็จส่งผลให้คนไทยทุกคนได้มี &amp;quot;โอกาส&amp;quot; เข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมกันเรียกว่า &amp;ldquo;บัตรทอง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากวันนั้นจนถึงวันนี้ 17 ปีที่ผ่านมา โครงการหลักประกันสุขภาพ หรือ &amp;ldquo;โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค&amp;rdquo; ไม่เพียงแต่ทำให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีขึ้น ลดอัตราการเจ็บป่วย เสียชีวิตจากการเข้าไม่ถึงการรักษาพยาบาล เพิ่มพลังพลเมืองที่มีคุณภาพให้ระบบเศรษฐกิจไทย และยังเป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และสังคม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีตัวเลขในเชิงประจักษ์จากสำนักงานสถิติแห่งชาติที่ทำการสำรวจ และพบว่าตั้งแต่ปีพ.ศ 2545 ครัวเรือนที่ประสบภาวะวิกฤตทางการเงินจากภาระค่ารักษาพยาบาลลดลงจาก 4.06% เหลือเพียง 2.09 % ในปีพศ 2560 และครัวเรือนที่ยากจนลง เพราะการรักษาพยาบาลลดลงจาก 1.33 % เหลือเพียง 0.29% ในปี 2560&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการหลักประกันสุขภาพ หรือ &amp;ldquo;โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค&amp;rdquo; จึงเป็นโครงการที่ทั่วโลกให้การยอมรับและถือว่าประเทศไทยเป็นต้นแบบแห่งความสำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลอดระยะเวลา 17 ปี โครงการนี้ได้พิสูจน์และประจักษ์ชัดว่า ช่วยให้เกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง ตั้งแต่การให้ &amp;quot;โอกาส&amp;quot; ประชาชนคนไทยทุกคน ได้เข้าถึง การรักษาพยาบาล ทำให้มีสุขภาพดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ ไม่ต้องเดือดร้อนหรือล้มละลายเพราะค่ารักษาพยาบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดิฉันในฐานะคนทำงาน ที่เวลานั้นรับภารกิจเป็นผู้ผลักดันการดำเนินโครงการนี้ให้สำเร็จ จึงขอคารวะ และยกย่องต่อการทุ่มเทและความเสียสละของ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ผู้คิดค้นโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและช่วยทำงานอย่างหนักจนสามารถทำให้โครงการสำเร็จเป็นประโยชน์ต่อประชาชน หากปราศจากความเสียสละ ของนพ.สงวน โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าคงไม่สามารถสำเร็จได้ในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอขอบคุณ และยกย่องบุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุขตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันทุกท่านที่ได้เสียสละทุ่มเทการทำงานจนทำให้โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเริ่มต้นได้ด้วยความสำเร็จ และดำเนินมาจนถึงทุกวันนี้ นำมาซึ่งสุขภาพที่ดีและความมั่นคงของคนไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และสุดท้ายหากปราศจากความกล้าตัดสินใจและความห่วงใยต่อพี่น้องคนไทยของดร.ทักษิณ ชินวัตร โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า คงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอคารวะต่อทุกท่านที่ทำให้เกิดโครงการที่นำมาซึ่งความมั่นคงทางสุขภาพ และเศรษฐกิจของพี่น้องคนไทยอย่างยั่งยืน.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24060</URL_LINK>
                <HASHTAG>30บาทรักษาทุกโรค, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, หาเสียง, เพื่อไทย, เลือกตั้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181212/image_big_5c10a397974d8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
